ยุติกิจการ “เคทีบีลีสซิ่ง” หลังขาดทุนหนัก เพราะพนักงานทุจริต!+รถคันเเรก

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm1mdq5l21vbja3mte1otquanbn

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm1mdq5l21vbja3mte1otquanbn

ยุติกิจการเคทีบีลีสซิ่ง หลังพบขาดทุนอย่างหนักจากพนักงานทุจริต โอนบริการให้ธนาคารกรุงไทยรับช่วงต่อ
วันที่ 7 พ.ย.59 นายประสิทธิ์ วสุภัทร ประธานกรรมการ บริษัทเคทีบีลีสซิ่ง จำกัด กล่าวว่า การปิดบริษัทเคทีบีลีสซิ่ง และนำธุรกิจเช่าซื้อมาอยู่ที่ธนาคารกรุงไทย ต้องรอมติคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย โดยปัญหาหนี้เสียของเคทีบีลีสซิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและเข้าไปตรวจสอบพบว่า พนักงานกระทำทุจริตและได้ลงโทษไล่ออกไปแล้วหลายคน ส่วนธุรกิจให้บริการรถเช่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้ธนาคารกรุงไทยดำเนินการ

ช่วงที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับบริษัทกรุงไทย ไอบีเจ ลีสซิ่ง ให้ซื้อพอร์ตรถเช่าไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับรับโอนย้ายพนักงานในส่วน ดังกล่าวไปด้วย อย่างไรก็ตามมีลูกค้าที่เช่ารถยนต์ส่วนหนึ่งที่เป็นหน่วยงานของภาครัฐ ต้องการอยู่กับเคทีบีลีสซิ่งต่อไป

พนักงานของเคทีบีลีสซิ่งจาก เดิม 900 คน ปัจจุบันเหลือ 500-600 คน การตัดสินใจเกี่ยวกับพนักงานกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับธนาคารกรุงไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร ในส่วนของเคทีบีลีสซิ่งจะ ดูแลพนักงานให้ดีที่สุด หากธุรกิจที่นำไปรวมกับกรุงไทยแล้ว และต้องการรับคนเพิ่ม ก็จะให้พิจารณาพนักงานเคทีบีลีสซิ่งเป็นอันดับแรก หรืออาจมีการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดให้กับพนักงาน

 ทั้งนี้หนี้เสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะในช่วงโครงการรถคันแรกบริษัทได้ไปทำตลาดราคารถมือสอง มีการปล่อยสินเชื่อให้กับเต๊นท์รถ เมื่อราคารถยนต์ลดลงเต๊นท์รถไม่ผ่อนชำระ รถที่เป็นหลักทรัพย์ยึดมา แล้วขายต่อทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก

ขณะที่การทำตลาดสินเชื่อรถยนต์ใหม่ แทนที่ทำตลาดรถยนต์ที่เป็นที่นิยมของตลาด แต่ไปทำรถยนต์ที่ตลาดไม่นิยม หรือยี่ห้อที่เป็นที่นิยมของตลาดก็ไปเลือกทำตลาดกับรถยนต์ที่กำลังจะตกรุ่น และลูกค้าไม่ผ่อนชำระ ได้มีการยึดรถมาประมูลขาย ราคาที่ได้รับต่ำมาก จึงประสบปัญหาขาดทุนเป็นจำนวนมาก

สำหรับปีนี้ยอดสินเชื่อของธนาคารน่าจะติดลบ หลังจากช่วง 9 เดือนแรกยอดสินเชื่อลดลง 6% ซึ่งเกิดจากสินเชื่อภาครัฐหดตัว ผู้ประกอบการรายใหญ่ ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ และนำเงินมา รี-ไฟแนนซ์

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ปั๊มอ่างทองให้ขายข้าว-ศรีสะเกษเปิดตลาดขายตรง

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk3nzi2lzc0mtk1mi0wms5qcgc

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk3nzi2lzc0mtk1mi0wms5qcgc

ปั๊มปตท.อ่างทองเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาขายในปั๊มน้ำมัน-ศรีสะเกษ เปิดตลาดข้าวให้ชาวนาจาก 22 อำเภอ มาวางจำหน่ายโดยตรง

ที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บริษัท อ.ชัยวัฒน์ จำกัด หมู่ที่ 5 ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ได้จัดเตรียมพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาขายในปั๊มน้ำมัน ตามโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา หลังจากกลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยเกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชุมชม โรงสีข้าวชุมชน หรือโรงสีข้าวสหกรณ์ สามารถติดต่อเพื่อนำข้าวสารมาวางจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ของตนเอง ด้านนาย แสน จันทร์ทัสโต เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการ กล่าวว่า ตนเองมีความยินดีที่จะเปิดพื้นที่ให้ชาวนาได้นำข้าวมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถนำสินค้าเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น พืชผัก และผลไม้ต่าง ๆ นำมาจำหน่ายภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ทั้ง 2 สาขาที่ร่วมโครงการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ อีกด้วย

 ส่วน ที่บริเวณหน้าที่ว่าการ อ.เมืองศรีสะเกษ นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ ได้เป็นประธานเปิดตลาดข้าวโดยเกษตรกร จ.ศรีสะเกษ โดยมี นายสว่าง กาลพัฒน์ รักษาการเกษตร จ.ศรีสะเกษ นำชาวนาจาก 22 อำเภอ ของ จ.ศรีสะเกษ พร้อมนำข้าวสารและผลิตผลทาง การเกษตรมาวางจำหน่าย ให้กับข้าราชการที่เดินทางมาทำงาน และประชาชนที่เดินทางมาติดต่อราชการ ได้ซื้อข้าวสารกลับไปบริโภคโดยตรง ซึ่งจะมีชาวนาจาก 22 อำเภอ นำข้าวสาร ซึ่งมีทั้งข้าวหอมมะลิแท้ ข้าวกล้องมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ มาวางจำหน่ายในราคาถูก ซึ่งจะทำการหมุนเวียนผลัด เปลี่ยนกันมาจำหน่ายทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 17.00 น. นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวและสินค้าทางการเกษตรให้แก่ชาวนาชาว จ.ศรีสะเกษ และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของ จ.ศรีสะเกษ ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนาได้นำข้าวสารมาจำหน่ายได้

 

ขอบคุณที่มา        http://news.sanook.com/

ธอส.เอาใจผู้สูงอายุ เปิดเงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูงพิเศษ + 0.75 %

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0otm3l21vbja3mte1oteuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0otm3l21vbja3mte1oteuanbn

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการออมกลุ่มผู้สูงวัย จัดทำผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ Senior PromptPay รับอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.65% ต่อปี ตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 สามารถฝาก-ถอนได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เงื่อนไขสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่เปิดบัญชี พร้อมสมัครบริการพร้อมเพย์กับ ธอส. เปิดบัญชีครั้งแรกขั้นต่ำเพียง 500 บาท เปิดบัญชีได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมให้ประชาชนได้มีเงินเก็บสะสมไว้เพื่อการดำรงชีพหลังเกษียณอายุ พร้อมกับสนับสนุนบริการรับและโอนเงินรูปแบบใหม่ หรือ พร้อมเพย์ ธนาคารจึงได้จัดทำผลิตภัณฑ์ เงินฝากออมทรัพย์ Senior PromptPay อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่เปิดบัญชีถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บวกเพิ่มให้อีก 0.75% ต่อปี หรือเท่ากับ 1.5% – 1.65% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ธอส.เท่ากับ 0.75 – 0.90%)

 เงื่อนไขสำหรับวงเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 500,000 บาท ผู้ที่เปิดบัญชีจะต้องมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่เปิดบัญชี พร้อมกับสมัครบริการพร้อมเพย์กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดบัญชีครั้งแรกขั้นต่ำเพียง 500 บาทและสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท พิเศษ!! ได้รับฟรีบัตร ATM พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก

“เงินฝากออมทรัพย์ Senior PromptPay นอกจากเป็นเงินฝากออมทรัพย์อัตราดอกเบี้ยที่สูงแล้ว ลูกค้ายังสามารถใช้เป็นบัญชีคู่โอนรับดอกเบี้ยเงินฝาก บัญชีเพื่อหักชำระค่าสาธารณูปโภค อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์ และโอนเงินชำระหนี้เงินกู้ ได้อีกด้วย สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ทุกกลุ่ม”นายฉัตรชัยกล่าว

ลูกค้าที่สนใจ สามารถเปิดบัญชีได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2559 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ปชช.ทยอยเดินทางเข้ากทม.มุ่งสักการะพระบรมศพ

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0otgxlzc0mtg2nc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0otgxlzc0mtg2nc0wms5qcgc

ประชาชนทยอยเดินทางเข้า กทม. ด้วยรถไฟต่อเนื่อง มุ่งหน้าสักการะพระบรมศพ ขณะที่การรถไฟฯ จัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

บรรยากาศการเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ของประชาชน ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ล่าสุดยังคงมีประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินทางมารอใช้บริการรถไฟอย่างต่อเนื่อง บางส่วนได้เดินทางมาเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้สภาพอากาศโดยรอบจะมีฝนตก ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ จากสถานีตำรวจนพวงศ์ ยังคงประจำจุดเพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่ใช้บริการรถไฟและประชาชนทั่วไปที่ต้องการเดินทางไปยังท้องสนามหลวง ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มีบริการรถชัตเทิลบัส ของ ขสมก. รับ-ส่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งมีตลอดทั้งวันเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ด้านการจราจรโดยรอบรถยังสามารถเคลื่อนตัวได้

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

กบง.คงLPGครัวเรือน20.29บ./กก.เป็นเดือนที่9

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0otc3lzc0mtg2oc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0otc3lzc0mtg2oc0wms5qcgc

ที่ประชุม กบง. คง LPG ครัวเรือน 20.29 บาทต่อ กก. ต่อเนื่องเดือนที่ 9 ให้กองทุนน้ำมันชดเชย 33.10 สตางค์ต่อ กก.

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมีมติคงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม LPG งวดเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยการจัดหาก๊าซ LPG ทั้งระบบ ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นของก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 65.21 สตางค์ต่อกิโลกรัม แต่เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีก ที่ประชุม กบง. จึงให้กองทุนน้ำมันรับภาระชดเชยที่ 33.10 สตางค์ต่อกิโลกรัม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ทั้งนี้จะทำให้กองทุนน้ำมันในส่วนของก๊าซ LPG มีรายจ่ายประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน อยู่ที่ 41,607 ล้านบาท เป็นบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 7,595 ล้านบาท และบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 34,012 ล้านบาท โดยการตรึงราคาขายปลีก LPG ครั้งนี้ นับเป็นงวดที่ 9 ติดต่อกัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

ทนงมองGDPปีนี้โตใกล้เคียงร้อยละ 3

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0oty5lzc0mtg1ns0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0oty5lzc0mtg1ns0wms5qcgc

อดีตรัฐมนตรีฯคลัง ‘ทนง พิทยะ’ มองเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวใกล้เคียงร้อยละ 3 เชื่อ กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ย

นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ ไอ.เอ็น.เอ็น. โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าน่าจะขยายตัวใกล้เคียงที่ร้อยละ 3 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงชะลอตัวแต่ยังคงมีการขับเคลื่อนหลังจากการลงทุนของภาครัฐที่ยังคงมีต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 4 ไปจนถึง ปี 2560 ส่วนไตรมาสที่ 4 ในปีนี้นั้นมองว่าอาจจะปรับตัวชะลอลงเล็กน้อย ขณะที่เรื่องสถานการณ์ที่สำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอลงคือรายได้จากภาคเกษตรกรที่ลดลงโดยเฉพาะราคาข้าวตกต่ำจากผลผลิตที่ล้นตลาดทำให้ราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลงทันที ซึ่งภาครัฐเองคงต้องเร่งแก้ไขในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ในส่วนของเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนั้นคงต้องเร่งดำเนินการผลักดันควบคู่ไปกับการผลักดันไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งคงต้องเร่งสร้างความรู้ให้กับภาคเอกชนและลดต้นทุนในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนปัจจัยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น เชื่อว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ขณะที่การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าหาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งอาจมีผลกระทบต่อตลาดทุนบ้าง

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ชาวนารุ่นใหม่ยันทำนาไม่จน-ต้องคิดใหม่ทำใหม่

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0nja3l3ixlmpwzw

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0nja3l3ixlmpwzw

“สิริมณี มณีท่าโพธิ์” ชาวนารุ่นใหม่ ต.ท่าตาล อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ยืนยันทำนาไม่จน แต่ต้องคิดใหม่ทำใหม่

สิริมณี มณีท่าโพธิ์ ทายาทลูกหลานชาวนา บ้านทุ่งน้อย ต.ท่าตาล อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ที่บ้านก็ทำนาปลูกข้าวขาว เพื่อขายเป็นข้าวเปลือกให้กับโรงสี หรือ ท่าข้าว เหมือนชาวนาทั่วไป ต่อมามีนายทุนมาขายเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมนิล โดยสัญญาว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะมารับซื้อในราคากว่า 1 หมื่นบาท แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาไม่มารับซื้อตามสัญญา ทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ไม่มีเงินใช้จ่าย

จึงได้แก้ปัญหาด้วยการนำข้าวเปลือกหอมนิลมาสีขายเป็นข้าวสาร เริ่มจากเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ และใช้สื่อโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางในการหาลูกค้า ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตนเองจึงมองว่าตรงนี้เป็นช่องทางในการทำนาแบบใหม่ ที่ชาวนาสามารถกำหนดราคาขายได้ตามต้นทุนจริง คือ แทนที่จะขายเป็นข้าวเปลือก ก็นำมาสีเป็นข้าวสาร ขายถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนจากนาข้าวที่ใช้สารเคมี มาเป็นนาข้าวอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตเพิ่มมูลค่าเป็น “ข้าวเพื่อสุขภาพ” ปลอดภัยทั้งชาวนา และผู้บริโภคข้าว

สิริมณี ได้พูดถึง ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และมีชาวนาหลายคนที่ “ถอดใจ” ขายที่นาไม่ทำนาต่อว่า “อาชีพทำนาเป็นอาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ที่เราต้องสานต่อ เหมือนเป็นมรดกที่เราต้องรักษาไว้ แต่การรักษาของเราคือการพัฒนาให้ดีขึ้น พัฒนาอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องมองข้อดีข้อเสียที่ก่อนและเปรียบเทียบ ที่ผ่านมาทำนาแล้วชีวิตการเป็นอยู่เราดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าแย่ลงเราควรเปลี่ยนวิธีคิด-คิดใหม่ทำใหม่

ยกตัวอย่าง การทำเกษตรแบบผสมผสานแทนการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำนาเราไม่ได้เข้างาน 8 โมงเช้าเลิกงานห้าโมงเย็น มีระยะเวลาลงนาและช่วงว่าง ระหว่างนี้เราทำอะไรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกดี มีที่ว่างไหม ขุดบ่อ ขุดสระ เลี้ยงปลา คุณชอบทานปลาอะไร ลองศึกษา เรียนรู้ไปลองผิดลองถูก ไม่ดีทำใหม่ ทำซ้ำ ๆ จนมีประสบการณ์ และสามารถพลิกแพลง ตามความถนัด มีปลาแล้วยังมีเวลาเหลือ หาต้นไม้มาลงไหม เป็นพืชอายุสั้น ไม้ผลไปจนถึงไม้ยืนต้น ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ต้นไม้ยังยืนยาวกว่าเรา ปลูกไว้ให้ลูกหลาน

“..คุณชอบกินอะไรก็ปลูกสิ่งนั้น เหลือจากกินก็แปรรูปขาย ถ้าไม่รู้จะไปขายที่ไหน ก็เริ่มจากคนในชุมชนของเราก่อน เมื่อคุณเห็นรายได้จากการทำเกษตรก้อนแรก คุณจะมีกำลังใจ มีพลังใจและมีความคิดต่อยอดไปอีกขั้น เกษตรไม่มีจน ขอแค่พอเพียง ถ้าทำได้ คุณจะเข้าใจคำว่าพอเพียง คือพออยู่ พอกิน พอใช้ ไม่เดือดร้อน ราคาข้าวตก บ้านเราก็ยังมีพืชผักผลไม้มีปลา มีบ้านอยู่ มีที่นอน มีข้าวกิน มีสุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็ดีตาม หลายสิ่งหลายอย่างเรากำหนดเองได้ ถ้าเราตั้งใจจริง ศึกษาและลงมือทำ ลูกหลานชาวนาเก่ง ๆ กันอยู่แล้วเชื่อแบบนั้น กลับมาช่วยกันพัฒนาบ้านเราชุมชนเราให้น่าอยู่กันดีกว่า”

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

 

ธอส.ขยายวงเงินสินเชื่อบ้าน63ปี

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mta5lzc0mta1ny0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mta5lzc0mta1ny0wms5qcgc

ธอส. ขยายกรอบวงเงินโครงการสินเชื่อบ้าน 63 ปี พร้อมค่าธรรมเนียมถึงวันที่ 2 ธันวาคมนี้

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากธนาคารได้จัดทำโครงการสินเชื่อบ้าน 63 ปี ธอส. อัตราดอกเบี้ย 0.63% ต่อปีนาน 5 เดือนแรก พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียม ภายใต้กรอบวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท โดยเปิดรับยื่นคำขอกู้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ล่าสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559 พบว่ามีลูกค้าประชาชนให้ความสนใจแห่ยื่นขอสินเชื่อโครงการดังกล่าวแล้วกว่า 27,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและสร้างโอกาสทำให้คนไทยมีบ้าน ธนาคารฯ จึงได้ขยายกรอบวงเงินโครงการดังกล่าวเพิ่มเป็น 37,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7,500 ล้านบาท และขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมจากเดิมภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 เป็นจนถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2559 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด ภายใต้เงื่อนไขเดิม

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ปชช.เริ่มเข้าใจการย้ายจุดจอดรถตู้มากขึ้น

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mdczlzc0mdk5ny0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mdczlzc0mdk5ny0wms5qcgc

บขส. เผย ประชาชนเริ่มเข้าใจการย้ายจุดจอดรถตู้มากขึ้น ทำยอดการใช้บริการรถชัตเทิลบัสลดลง

นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยผ่านรายการ ไอ.เอ็น.เอ็น. โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า ในส่วนของการย้ายจุดขึ้นลงรถตู้โดยสารบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มายังสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง ทั้งในส่วนของหมอชิต สายใต้ใหม่ และเอกมัย นั้น ล่าสุดประชาชนมีบางส่วนเท่านั้นที่ยังคงมีการสับสนในส่วนของจุดขึ้นรถต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ยอดการใช้บริการรถตู้ยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง และในส่วนของการใช้รถ Shuttle Bus ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถือว่าลดลง เนื่องจากมองว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจถึงจุดจอดรถและเดินทางโดยตรงไปยังสถานีขนส่งแทน ทั้งนี้ในส่วนของการปรับเส้นทางการเดินรถในอนาคตนั้น ทาง บขส. อยู่ในระหว่างการดูเส้นทางเดินรถ โดยจะให้รถตู้โดยสารแต่ละจังหวัดนั้น เดินทางในเส้นทางเดียวกัน เพื่อป้องกันการสับสนในอนาคต

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ธ.ก.ส.เตรียมทำข้าวสารบรรจุถุงขาย

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mdkzlzc0mtaync0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mdkzlzc0mtaync0wms5qcgc

ธกส.ร่วมกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำข้าวสารบรรจุถุงขาย หากเกษตรกรไม่มาไถ่ถอนข้าวที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขาย

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. จะร่วมกับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำข้าวในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ปีการผลิต 2559/60 ที่เกษตรกรไม่มาไถ่ถอน มาทำการสีแปรเป็นข้าวสารบรรจุถุงขายในยี่ห้อเอไรซ์ ผ่านระบบสหกรณ์ของ ธ.ก.ส. เพื่อช่วยสร้างระบบการตลาดและไม่กระทบกับผลดำเนินงานของ ธ.ก.ส. โดย ธ.ก.ส. มีโรงสีรองรับการผลิต 170 โรง

 ทั้งนี้ สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายปี 2558/2559 ในปีที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ทยอยไถ่ถอนข้าวเพื่อไปจำหน่ายในราคาที่เกษตรกรพอใจ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 ธ.ก.ส. ได้นำข้าวที่เกษตรกรไม่ได้ไถ่ถอน ออกมาสีแปรเป็นข้าวปริมาณ 2.5 ล้านถุง สามารถจำหน่ายได้ไม่กระทบกับต้นทุน และจนถึงขณะนี้ยังเหลือข้าวร้อยละ 10 ที่ ธ.ก.ส.จะทยอยนำมาสีแปรเพื่อจำหน่ายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส. จะเพิ่มช่องทางการขาย โดยร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อกระจายข้าวออกแต่ละจังหวัดไม่ให้ข้าวกระจุกตัว พร้อมทั้งขยายไปขายในโมเดิร์นเทรด และรณรงค์ให้คนไทยกินข้าวไทยและส่งออกข้าวไทย เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวให้ดีขึ้น

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 4 5 6 86