5 ประเทศในโลก ที่กระทบสูงสุดจากภาวะราคาน้ำมันโลกร่วงหนัก!

fcf383f1e7b26b1b307b7f3362d

mon0501593

เว็บไซต์ ซีเอ็นเอ็นมันนี่ รวบรวม 5 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบของโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่กำลังตกต่ำ จากที่เคยมีงบประมาณเกินดุลกลับกลายเป็นงบประมาณขาดดุล จากนโยบายการช่วยเหลือสังคมมากมายก็ถูกเเทนที่ด้วยการรัดเข็มขัดเเละการลดค่าใช้จ่าย

ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันดิบทรุดลงไปอยู่ที่ 37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับราคาที่เคยเเตะถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางปี 2014 ดูเหมือนว่ากลุ่มประเทศโอเปกจะสูบน้ำมันดิบราวกับว่าเราจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีก ในขณะที่จีนเเละประเทศต่างๆกำลังพยายามผลักดันให้ราคาน้ำมันถูกลง

เเละนี่คือ 5 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่กำลังได้รับผลกระทบใหญ่หลวงจากการลดลงของราคาน้ำมันโลก

1.เวเนซูเอลา

ประเทศเวเนซูเอลา เป็นเเหล่งที่มีน้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในกระบวนการผลิตน้ำมันไปสำหรับการจ่ายเงินบำนาญ การดูเเลสุขภาพ การสาธารณะประโยชน์ หรือเเม้กระทั่งการให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยเเละอุดหนุนร้านขายของชำ

เเต่ขณะนี้ เศรษฐกิจของเวเนซูเอลากำลังย่ำเเย่ ในปี 2015 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 150 เเละคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปถึงร้อยละ 200 โดยที่รัฐบาลไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารเเละความต้องการด้านอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

อีกทั้ง จากสภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง โดยเมื่อเดือนที่เเล้ว พรรคฝ่ายค้านสามารถชนะการเลือกตั้งได้เป็นครั้งเเรกในรอบ 17 ปี
2.ซาอุดีอาระเบีย

น้ำมันถือเป็นรายได้หลักของซาอุดีอาระเบีย โดยคิดเป็นร้อยละ 75 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ ยิ่งทำให้การเงินของซาอุฯทรุดต่ำลงไปอีก โดยในปี 2015 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณไปเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นทางการจึงต้องประกาศใช้มาตรการรัดเข็มขัดในปี 2016
3.ไนจีเรีย

สำหรับประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของทวีปแอฟริกาก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกันโดยน้ำมันถือเป็นรายได้หลักของไนจีเรียถึงร้อยละ75 เเละเกือบร้อยละ90เป็นรายได้ของการส่งออกน้ำมันดิบ

การผันผวนของราคาน้ำมันโลกทำให้รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้สินได้ ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้รับเงินเดือนเเละไนจีเรียกำลังเผชิญกับภาวะถูกตัดไฟฟ้าเเละขาดเเคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
4.รัสเซีย

จากการที่รัสเซียมีรายได้เกือบครึ่งหนึ่งมาจากน้ำมันเเละการส่งออกก๊าซธรรมชาติความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกจึงได้สร้างผลกระทบกับรัสเซียเช่นกันประกอบกับการถูกคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกในกรณีการเเทรกเเซงวิกฤติยูเครน

งบประมาณประเทศรัสเซียมาจากการที่รัสเซียเคยขายน้ำมันราคา50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เเต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบได้ดิ่งลงไปอยู่ที่ 37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงคาดว่า จีดีพีของรัสเซียจะต่ำลงร้อยละ 3.8 ในปี 2015 และต่ำลงอีก 0.6% ใน 2016.
5.อิรัก

ราคาน้ำมันตกต่ำส่งผลกระทบต่ออิรัก ในยามที่ประเทศกำลังต้องการรายได้เพื่อต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายไอเอส โดยในปี 2015 อิรักได้ทำการสูบน้ำมันมากเป็นประวัติการณ์ เเต่ทว่ากลับไม่ได้ชดเชยการลดต่ำลงของราคาน้ำมันโลกได้ เเละเเม้ว่าอิรักจะเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากมาย เเต่ก็ยังต้องการมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้มากขึ้น

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/346505/

หุ้นเช้าปิดร่วง 2.44 จุด มูลค่าซื้อขาย 21,306.13 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuYBsjxmNw45hfowA9NQvZUmJzEvxu7MLKLDUEH1

EyWwB5WU57MYnKOuX7Jx3ZH8hdT2oB496t4s7LuH4dZDLicz3SmOu7

หุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 2.44 จุด ที่ระดับ 1,250.90 จุด มูลค่าซื้อขาย 21,306.13 ล้านบาท…

วันที่ 6 ม.ค. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 2.44 จุด ที่ระดับ 1,250.90 จุด หรือคิดเป็น 0.19% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 21,306.13 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน).

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/558808

ต้นทุนเพิ่ม!! ปณท ปรับขึ้นค่าพัสดุด่วนพิเศษ ตปท.-กล่องเหมาจ่าย

ดาวน์โหลด (6)

EyWwB5WU57MYnKOuX7JyyKdYwQaSWcSGXocksO0U1Rh9BJmO3KJB49

ไปรษณีย์ไทย เผย ปรับขึ้นค่าบริการค่าพัสดุด่วนพิเศษ ตปท.-กล่องเหมาจ่าย ตามต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ยัน ไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการ พร้อม พัฒนามาตรฐานคุณภาพ รองรับการขยายตัวการค้าระหว่างประเทศ…

วันที่ 6 ม.ค.59 นางสมร เทิดธรรมพิบูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ปณท ได้ปรับอัตราค่าบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ (EMS World) และกล่องเหมาจ่าย (One Price Box) จากที่ให้บริการในอัตราเดิมมาตั้งแต่ปี 2548 ที่ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs สินค้า OTOP ให้ชาวต่างชาติซื้อและฝากส่งกลับไปยังปลายทางประเทศของตน ซึ่งที่ผ่านมาต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ เพิ่มขึ้นทุกปี อาทิ ต้นทุนการรับฝาก การขนส่งระหว่างประเทศซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายกว่า 60% ของค่าบริการทั้งหมด โดยการไปรษณีย์ของประเทศปลายทางมีการปรับอัตราค่าบริการในทุกปี ปีละกว่า 15% แต่ไปรษณีย์ไทยได้พยายามบริหารต้นทุนไม่ให้กระทบการดำเนินงานในแต่ละปี เพื่อไม่ต้องปรับขึ้นอัตราค่าบริการซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ

สำหรับ อัตราค่าบริการที่ปรับใหม่มีความเหมาะสมกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการ EMS World โดยได้ร่วมมือเป็นพิเศษกับการไปรษณีย์ 9 ประเทศปลายทางที่มีปริมาณการฝากส่ง EMS World สูง ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง ฝรั่งเศส และสเปน เพื่อควบคุมกำกับมาตรฐานคุณภาพบริการ โดยการไปรษณีย์แต่ละประเทศจะดำเนินการกับสิ่งของที่ฝากส่งจากประเทศไทยให้ก่อนเป็นลำดับแรก ทำให้มาตรฐานนำจ่ายรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการด้วยบริการ One Price Box ส่งของในลักษณะราคาเหมากล่องส่งได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ภายใต้มาตรฐานเดียวกับบริการ EMS World จากเดิมมีกล่องให้ใช้บริการได้ขนาดเดียวในพิกัดไม่เกิน 7 กิโลกรัม ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยได้เพิ่มขนาดกล่องให้เลือกถึง 3 ขนาด ได้แก่ กล่องหมายเลข 1 น้ำหนักส่งได้ไม่เกิน 3 กิโลกรัม, กล่องหมายเลข 2 น้ำหนักส่งได้ไม่เกิน 7 กิโลกรัม และกล่องหมายเลข 3 น้ำหนักส่งได้ไม่เกิน 10 กิโลกรัม อัตราค่าบริการต่อขนาดกล่องเริ่มต้นที่ 1,500 บาท 2,500 บาท และ 2,700 บาทตามลำดับ

ทั้งนี้ ค่าบริการจะขึ้นอยู่กับโซนที่ให้บริการของแต่ละประเทศ และหากผู้ใช้บริการส่งเกินกว่าน้ำหนักสูงสุดของกล่องแต่ละขนาด ไปรษณีย์ไทยจะคิดอัตราค่าบริการ EMS World ปกติ ซึ่งปัจจุบันบริการ One Price Box สามารถส่งไปยังประเทศปลายทาง 35 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เป็นต้น

นอกจากนี้ ปณท ไดัพัฒนาปรับปรุงคุณภาพและบริการ EMS World อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการสูงสุด ซึ่งมั่นใจได้ว่าผู้ใช้บริการจะได้รับบริการที่มีคุณภาพชั้นเลิศ ความรวดเร็วที่เหมาะสมกับอัตราค่าบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และยังคงมุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ e-Commerce ให้เติบโตและประสบความสำเร็จในภาคการค้าระหว่างประเทศ.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/558769

พาณิชย์ ถกประชารัฐ นัดแรก 11 ม.ค.นี้ หวังดันส่งออกไทยโตตามเป้า 5%

EyWwB5WU57MYnKOuFqWxNsFbQxSS3GrcVTd0FeXOekzCBLG1VYjlIq

EyWwB5WU57MYnKOuX7Jx3WJ5yNMtiJ39jWvoDTIOAJn7EreTRbboWd

รมว.พาณิชย์ นัดถก คณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออกฯ ภายใต้ประชารัฐ นัดแรก 11 ม.ค.นี้ หวัง ผลักดันมูลค่าส่งออกไทยปีนี้ โตตามเป้าหมาย 5% จากปี 58 พร้อม ประชุมเจทีซีไทย-เมียนมา 14-15 ม.ค.59 ดัน การค้า 2 ฝ่ายเป็น 1.2 หมื่นล้านเหรียญฯ ในปี 60…

วันที่ 6 ม.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ คณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งมีตนเป็นประธาน และเป็น 1 ใน 12 คณะทำงานภายใต้คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือประชารัฐ จะประชุมเป็นนัดแรก เพื่อหารือถึงแนวทางในการส่งเสริมและผลักดันมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 5% จากปี 58 ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจคู่ค้ายังชะลอตัว รวมถึงราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรยังลดลง ทำให้กำลังซื้อจากทั่วโลกลดลง

นอกจากนี้ ยังจะขอความเห็นจากภาคเอกชนถึงการเปิด-ปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ของไทยในทั่วโลกว่า สคร.ใด ยังมีความจำเป็นสำหรับการส่งเสริมและผลักดันการส่งออก หรือหาก สคร.ใด ไม่จำเป็น หรืออยู่ในเมืองที่ไทยมีการค้าขาย และการลงทุนน้อย ต้องปิดตัวหรือไม่ และในส่วนใดของโลกที่ไทยยังไม่มี สคร. จำเป็นต้องเปิดเพิ่มเติม หรือแต่งตั้งตัวแทนการค้าของไทยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ที่ไทยมีกับประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นอีกกลไกที่สำคัญในการหารือด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยระหว่างวันที่ 14-15 ม.ค.นี้ จะเข้าร่วมการประชุมเจทีซี ไทย-เมียนมา ครั้งที่ 7 ที่กรุงเนปิดอร์ โดยจะหารือถึงการตั้งเป้าหมายการค้า 2 ฝ่ายให้มีมูลค่า 10,000-12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 60 รวมทั้งความร่วมมือด้านส่งเสริมการค้าชายแดน โดยจะกำหนดเป้าหมายมูลค่าการค้าชายแดน 2 ฝ่ายให้อยู่ที่ 300,000 ล้านบาทในปี 60 และกำหนดมาตรการส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่างเมืองชายแดน เช่น แม่สอด-เมียวดี

ขณะเดียวกัน จะหารือถึงความร่วมมือด้านการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้า และการลงทุน เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลกฎระเบียบระหว่างกัน การเปิดและยกระดับจุดผ่านแดน เป็นต้น

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/558819

“ฮอนด้า” ขึ้นราคารับโครงสร้างภาษีใหม่ เริ่มต้น 2 หมื่นบาทสูงสุด 5.5 หมื่นบาทต่อคัน

EyWwB5WU57MYnKOuYBpOL2lATdK1jR5kE7CdQKBWPRjMb0Zy9dofNf

EyWwB5WU57MYnKOuX7JzOAwW1E64XhQDVtcAQm7Pn1dcc3VEaqmsPc

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. บริษัทฯ ได้ปรับราคารถยนต์ฮอนด้า เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ มีผลต่อการปรับเปลี่ยนราคารถยนต์รุ่นต่างๆที่ออกจากโรงงานผลิตตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ดังนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ราคาใหม่ 1.025 ล้านบาท-1.620 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นจากเดิม 37,000-55,000 บาท, ฮอนด้า เอชอาร์-วี ราคาใหม่ 933,000-1,099,000 บาท ปรับสูงขึ้น 24,000-54,000 บาท, ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นเครื่องยนต์ซีเอ็นจี ราคาใหม่ 632,000-731,000 บาท ปรับสูงขึ้น 20,000 บาท

ขณะที่ ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน, ฮอนด้า แจ๊ซ, ฮอนด้า บริโอ้ อเมซ และ ฮอนด้า อเมซ ยังคงยืนราคาเดิม และฮอนด้า ซีวิค, ฮอนด้า แอคคอร์ด, ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ฮอนด้า โมบิลิโอ จะมีการปรับราคาใหม่ในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ บริษัทฯ เห็นว่าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์
แม้ว่าส่งผลกระทบต่อรถยนต์ฮอนด้าบางรุ่น แต่บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ของโครงสร้างภาษีใหม่ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหรือกระทบน้อยที่สุด.

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/558108

หุ้นไทยเช้าปิดร่วงประเดิมปีวอก ดิ่งลง 15.57 จุด ซื้อขาย 14,784.81 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuYBsjxmNw45hfowA9NQvZUmJzEvxu7MLKLDUEH1

EyWwB5WU57MYnKOuX7I9fZ8bYt8qTMOW9HHVJgxvYjknmIejNDwGwX

หุ้นเช้าวันแรกของปี 59 ประเดิมปิดร่วง 15.57 จุด ปิดที่ 1,272.45 จุด มูลค่าซื้อขายรวม 14,784.81 ล้าน…

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ดัชนีหุ้นไทยเปิดซื้อขายวันแรกของปี 59 ปิดตลาดเช้าประเดิมร่วง 15.57 จุด หรือ 1.21% ปิดที่ 1,272.45 จุด มูลค่าซื้อขายรวม 14,784.81 ล้านบาท ทั้งนี้ ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดภาคเช้า โดยแตะจุดสูงสุดที่ 1,286.36 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,271.14 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ 5 อันดับแรกที่ซื้อขายสูงสุด ประกอบด้วย 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/557845

เงินเฟ้อ ธ.ค.58 ร่วง 0.85% ติดลบเดือนที่ 12 จับตาราคาน้ำมันโลก

ผันผวน

EyWwB5WU57MYnKOuX7I9f9qb7kZNzjz1jad6Ba0KzzOsTAGNuzS5KI

พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อ ธ.ค.ลดลง 0.85% ลบเป็นเดือนที่ 12 ในรอบปี 58 ส่วนทั้งปีลดลง 0.90% ติดลบครั้งแรกรอบ 6 ปี นับจากปี 52 คาดปี 59 บวก 1-2% จับตาราคาน้ำมันใกล้ชิด ชี้หากร่วงมาก เงินเฟ้อปี 59 อาจไม่โตตามคาด…

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ธ.ค.58 ว่า เท่ากับ 105.74 ลดลง 0.39% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.58 และลดลง 0.85% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.57 ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน ส่วนเฉลี่ยทั้งปี 58 ลดลง 0.90% เมื่อเทียบกับปี 57 เป็นการขยายตัวติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับจากปี 52 ที่เงินเฟ้อติดลบ 0.90%

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อปี 58 ที่ขยายตัวติดลบ 0.90% ไม่ได้เกินไปจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่ติดลบ 1% ถึงติดลบ 0.2% เพราะราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงมากต่อเนื่องทั้งปี รวมถึงการลดลงของค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ที่ลดตามราคาก๊าซธรรมชาติ และรัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าครองชีพต่อเนื่อง ทำให้ราคาสินค้าทรงตัว

สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 58 ที่ลดลง 0.90% มาจากการลดลงของดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 2% ตามการลดลงของหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร 6.52% น้ำมัน 21.58% แต่เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เพิ่ม 0.58% เคหสถาน เพิ่ม 0.59% การรักษาและบริการส่วนบุคคล เพิ่ม 0.99% การบันเทิง การอ่าน การศึกษาและการศาสนา เพิ่ม 0.96% ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 2.08% ส่วนดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 1.14% ตามการสูงขึ้นของข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง 0.27% ผักและผลไม้ 3.27% เครื่องประกอบอาหาร 1% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.64% อาหารสำเร็จรูป 1.65% เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่และสัตว์น้ำ 0.04% แต่ไข่และผลิตภัณฑ์นม ลด 2.06%

ทั้งนี้ ได้คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 59 จะอยู่ระหว่าง 1-2% โดยมีสมมติฐานหลัก คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 3-4% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 48-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และค่าเงินบาทอยู่ที่ 36-38 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะเริ่มปรับตัวเป็นบวกได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ แต่หากราคาน้ำมันยังลดลงต่อเนื่อง เงินเฟ้อปีนี้อาจไม่ขยายตัวเป็นบวกก็ได้

“เงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรก น่าจะเริ่มกลับมาเป็นบวกได้ แต่ยังต้องจับตาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพราะลดลงไปจากที่คาดไว้มาก และกลัวว่าราคาน้ำมันจะลดลงต่อไปอีก เพราะเริ่มมีการพูดถึงที่ระดับ 35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลกันแล้ว รวมถึงยังมีความกังวลว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรอีกหลายๆ ตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งกระทรวงฯ จะประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อปี 59 อีกครั้งในเดือนมี.ค.นี้”

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/557881

สรรพากรเล็งลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขยับเพิ่มคนรายได้ 2 หมื่น

EyWwB5WU57MYnKOuYBtbv1UUNgYDGSpWheG1vBUBlA6pdZT9d4XF4E

EyWwB5WU57MYnKOuX7I9f9uEmDyFxriRVxOmFLveEOd3mwowxYwEqm

สรรพากร ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จ่อชงขุนคลังเห็นชอบในไตรมาส 1/2559 เสนอเข้าครม. ให้มีผลบังคับปีภาษี 2560 ยันผู้เสียภาษีได้สิทธิทุกราย ขยับเพิ่มคนรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน…

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรจะเสนอการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้ครม. เห็นชอบภายในไตรมาสแรกปี 2559 จะมีผลบังคับใช้สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2560 ที่จะมีการยื่นแบบและเสียภาษีในปี 2561

ส่วนรายละเอียดการปรับเปลี่ยน ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ยืนยันว่าภาษีใหม่จะทำให้ทุกคนมีความสุข เพราะได้รับประโยชน์กันทุกคน ซึ่งการปรับอัตราทั้งหมด ไม่มีใครเสียมีแต่ได้ จะขยับเพิ่มสำหรับผู้ที่มีรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ แต่คงไม่เกิน 3 หมื่นบาท เพราะสูงเกินไป

สำหรับภาพรวมการเก็บภาษีในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันที่ผ่านมา แต่การเก็บภาษีมูลค่าจากการนำเข้าน้ำมันและสินค้ายังต่ำกว่าเป้ามาก เนื่องจากราคาน้ำมันต่ำกว่าประมาณการไว้มาก คาดจะทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากน้ำมันในปีนี้หายไปกว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้การเก็บภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากในจำนวน 15% ลดลงไปมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง

ขณะที่มาตรการภาษีช็อปช่วยชาติ 1.5 หมื่นบาท ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา คาดว่าทำให้กรมสรรพากร สูญเสียการจัดเก็บไม่เกิน 5,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า เพราะจากการสำรวจยอดขายสินค้าในช่วงมาตรการเพิ่มขึ้น 20-50%

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีในปี 2559 ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้มีขึ้นมีลง แต่การปรับทำให้ภาพรวมดีขึ้น ซึ่งจะมองแต่ระยะสั้นๆ ไม่ได้ ต้องมองระยะยาว ทั้งนี้ แนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสั่งการไปให้พิจารณา 4 ด้าน คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหายากจน 2.ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตต่อไปได้ 3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 4.ทำให้เกิดความยั่งยืนด้านการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะต้องไปทำตัวเลขมาว่าการปรับโครงสร้างภาษี จะส่งผลต่อรายได้ประเทศอย่างไร ภายใต้กรอบการทำงบประมาณสมดุลภายใน 7 ปี

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/557887

ดันรถไฟเร็วสูงเข้า “พีพีพีฟาสต์แทรกต์” คาดเปิดประมูลทั้ง2สายไตรมาส3ปีหน้า

7731-1

EyWwB5WU57MYnKOuX7IKaH6q7nasXDAiM3P9nyYVIU9wZQF4L2iS5J

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เร่งศึกษาการลงทุนโครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) กรุงเทพฯ-หัวหิน วงเงิน 94,673 ล้านบาท และสายกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง วงเงิน 152,528 ล้านบาท ให้อยู่ในหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 และโครงการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี ฟาสต์แทรกต์) ตามแผนปฏิบัติการลงทุนระยะเร่งด่วน พ.ศ.2559 “รูปแบบการร่วมทุนต้องรอให้คณะกรรมการพีพีพีกำหนดรายละเอียดก่อน เบื้องต้นจะเปิดให้เอกชนทั้งไทยและต่างประเทศร่วมลงทุนได้ ส่วนจะให้ความสำคัญกับใครก่อนหรือหลัง ตอบไม่ได้ ต้องดูเงื่อนไขการร่วมทุนของคณะกรรมการพีพีพี”

ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่า ร.ฟ.ท. กล่าวว่า บริษัทที่ปรึกษาจะส่งผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์มาให้ในเดือน ก.พ.59 จากนั้นจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา และเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) “เดือน ก.พ.59 ผลการศึกษาทั้ง 2 เส้นทางจะแล้วเสร็จ และจะเสนอเข้าคณะกรรมการพีพีพีพร้อมกันให้ทันไตรมาสแรก หรือไม่เกินไตรมาส 2 และเปิดประมูลไตรมาส 3 เพื่อให้ได้ผู้ประมูลในปีหน้า”.

 

ขอบคุณที่มา  http://www.thairath.co.th/content/555639

ททท.กระตุ้นแรงเที่ยว แนะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ได้คืนภาษี

EyWwB5WU57MYnKOuX7GJLPdh1hQVs5DhVKyl7Q3AUOzACH6JRkfO47

EyWwB5WU57MYnKOuX7IKZ4Mx7we2MK0MCBkMoaCPJRcpPGGPyWExcM

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงนโยบายลดหย่อนภาษีจากการช็อปปิ้งวันที่ 25-31 ธ.ค.นี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายว่า ททท.เตรียมจัดโครงการช็อปช่วยชาติ ส่งเสริมการขายพิเศษในรูปแบบแฟลชเซลล์ หรือการขายแบบนาทีทอง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มโรงแรม สปา และบริษัทนำเที่ยว ออกบูธจำหน่ายราคาพิเศษในเวลาจำกัด 4 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 11.00-15.00 น. วันที่ 29 ธ.ค.นี้ ที่เอ็ม ดิสทริค ทางเชื่อมบีทีเอสพร้อมพงษ์ โดยมีเงื่อนไขต้องใช้บริการภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้เท่านั้น “ตั้งเป้าว่างานนี้จะกระตุ้นการใช้จ่ายโดยตรงราว 10 ล้านบาท โดยจะเก็บตกกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวระดับกลาง ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเดินทาง โดยใช้การลดราคาแพ็กเกจกว่า 20-30% และจะจัดกิจกรรมเฟลชเซลล์นี้ต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับนโยบายรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจจากกำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก”

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในเทศกาลปีใหม่ และรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการ แนะนำให้เลือกซื้อสินค้า Green Gift หรือของขวัญสีเขียว ที่ช่วยรณรงค์ประหยัดพลังงาน และยังนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบมาลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาทได้ด้วย โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้ฉลากประหยัดพลังงาน เบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อาทิ โทรทัศน์ ตู้เย็น กระติกน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศ พัดลม เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น และขอให้สังเกตฉลากประสิทธิภาพพลังงานในอุปกรณ์พลังงานอื่นๆ ที่ไม่ใช้ไฟฟ้าของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้ออกฉลากแล้วอีก 7 ประเภท อาทิ เตาหุงต้มใช้กับก๊าซปิโตรเลียมเหลว กระจก ฉนวนใยแก้ว และที่อยู่ระหว่างเตรียมออกฉลากอีก 3 ประเภท.

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/555641

1 20 21 22 23 24 47