ลุยซื้อรถแอร์พอร์ตลิงค์

ลุยซื้อรถแอร์พอร์ตลิงค์

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแผนการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ 7 ขบวน 28 ตู้ เพื่อให้บริการในโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ว่า ขณะนี้มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าลงนามจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ กับกลุ่มกิจการร่วมค้าฉางชุน ซีอาร์ซีซีและริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกแล้ว ส่วนสาเหตุที่มีกลุ่มเอกชนท้วงติงเรื่องราคาแพงและมีการล็อกสเปกนั้น เรื่องนี้สามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะการเปรียบเทียบราคาว่าแพงกว่าการจัดซื้อขบวนรถไฟของมาเลเซียนั้น จากการตรวจสอบแล้วพบว่า เนื่องจากสเปกและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ระบบของแอร์พอร์ตลิงค์มีสเปกที่เหนือกว่าหลายรายการจึงเปรียบเทียบด้านราคาอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งตนพร้อมจะชี้แจงต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย

พล.อ.ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวว่า ในวันที่ 22 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เพื่อพิจารณาจัดทำ ทางกั้นชานชาลาของสถานีแอร์พอร์ตลิงค์ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และการขายแบบประกวดราคาซ่อมใหญ่ขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ทั้ง 9 ขบวน คาดว่าจะคัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาจ้างได้ภายในปีนี้ เช่นเดียวกันกับการจัดทำทางกั้นชานชาลา ส่วนการแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) นั้นได้เสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528582

กิจการซอฟต์แวร์ทะลัก! เอกชนญี่ปุ่นพร้อมขนเงินลงทุนในไทย

กิจการซอฟต์แวร์ทะลัก! เอกชนญี่ปุ่นพร้อมขนเงินลงทุนในไทย

ข่าวดี! เอกชนญี่ปุ่น ตื่นตัวนำเงินมาลงทุน งานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆในไทยพร้อมเสนอรัฐบาล พิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ต้นแบบ ขณะที่บีโอไอเผยการลงทุนกลุ่มกิจการซอฟต์แวร์ 7 เดือนแรกพุ่ง อนุมัติแล้ว 107 โครงการ พร้อมเตรียมไฟเขียวกิจการซอฟต์แวร์พัฒนาระบบบัตรเติมประเภทบัตรร่วม ที่ใช้ได้กับการเดินทางทุกประเภท

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังการลงนามบันทึกการสนทนา ซึ่งเป็นผลการหารือ 4 ฝ่าย ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศญี่ปุ่นในไทย ร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ว่า ภาคเอกชนญี่ปุ่นเสนอให้รัฐบาลยกเว้นภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิต สำหรับการนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ เพื่อนำมาผลิตรถยนต์ต้นแบบทุกประเภทในประเทศไทย หรือให้จัดอยู่ในประเภทอุปกรณ์ที่นำเข้ามาเพื่อการทดสอบ

นอกจากนี้ ยังขอให้พิจารณามาตรการภาษีที่จูงใจ สำหรับการจัดตั้ง ศูนย์ทดสอบยานยนต์ด้วย เพื่อเป็นการดึงดูดการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาศูนย์กลางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทดสอบยานยนต์ของโลก การผลิตยานยนต์ประเภทรถไฮบริดและรถไฟฟ้า รถกระบะและการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากร ช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้พ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต

“ถ้าสามารถทำตามข้อเสนอของญี่ปุ่นได้ จะเป็นการดึงดูดให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนายานยนต์ได้แท้จริง เนื่องจากญี่ปุ่นสนใจลงทุน ในด้านนี้อยู่แล้ว เห็นได้จาก วันที่ 9 ต.ค.นี้ โตโยต้าจะเปิดให้สื่อมวลชนได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยที่ได้พัฒนาขึ้น และวันที่ 2 พ.ย. ฮอนด้าก็จะเปิดให้เข้าชมสนามทดสอบรถยนต์ ทำให้เห็นได้ว่าบริษัทขนาดใหญ่ ได้ใช้เงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นสัดส่วน 1% ของรายได้ ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล”

ทั้งนี้ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ รวม 7 ครั้งก่อนหน้านี้ มีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทญี่ปุ่น ในกรุงเทพฯและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทญี่ปุ่นที่มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ได้เดินทางมาประชุมด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่า ให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในไทย และแม้ไทยจะให้ นำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีนิติบุคคลได้ในอัตรา 300% เป็นเวลา 5 ปี แต่ยังไม่มีมาตรการทางภาษีที่เอื้อต่อการพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ถ้ามีการแก้ไขเรื่อง ก็จะทำการวิจัยในไทยเพิ่มมากขึ้น

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การลงทุนในกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะด้านซอฟต์แวร์ ซึ่ง 7 เดือนแรกของปีนี้ ได้อนุมัติส่งเสริมรวม 107 โครงการ เงินลงทุน 668 ล้านบาท กิจการที่ได้รับอนุมัติ เป็นการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เช่น การพัฒนาระบบเกมบนโทรศัพท์มือถือ ซอฟต์แวร์รองรับระบบโทรคมนาคม 4 จี การพัฒนาระบบบอกพิกัดช่วยติดตามตัวบุคคลสำหรับธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น การประกันภัย การเงินการธนาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับระบบบอกพิกัดของสถานที่สำคัญๆในประเทศ ไทย ล่าสุดมีกิจการที่ได้ยื่นขอรับส่งเสริมแล้ว เช่น กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับระบบเก็บเงินออนไลน์ (Billing system) ของรถไฟฟ้า เพื่อให้เป็นบัตรร่วมใช้กับระบบคมนาคมอื่นๆ ได้หลากหลาย โดยกิจการลงทุนในซอฟต์แวร์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5-8 ปี โดยไม่กำหนดวงเงินภาษีที่ยกเว้น เป็นต้น

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528581

ไอซีทีติวเข้มทีโอทีไล่บี้เอไอเอส

ไอซีทีติวเข้มทีโอทีไล่บี้เอไอเอส

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยภายหลังเรียกผู้บริหารระดับสูงและฝ่ายกฎหมายของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าพบ ว่า ทีโอทีได้มารายงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายด้วยการส่งหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดให้ช่วยดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือระหว่างทีโอทีกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ซึ่งทีโอทีรายงานว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาคดีแล้ว

“การประชุมครั้งนี้ กระทรวงไอซีที ในฐานะกำกับดูแลทีโอทีได้มอบหมายให้ทีโอทีไปพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ มีสิ่งใดที่ทีโอทีควรดำเนินการก่อนที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย.2558 นี้ ซึ่งเหลือเวลาอีก 1-2 วันเท่านั้น เช่นการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ในระหว่างที่รอสำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการตามกฎหมาย ด้วยการทำหนังสือแจ้งเรียกค่าเสียหายไปยังเอไอเอส คู่สัญญาตามกฎหมายเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 6 และครั้งที่ 7 นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ทีโอทีตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้รับมอบจากเอไอเอส และการเตรียมการรองรับสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดลงด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 6 คือการปรับลดส่วนแบ่งรายได้จากระบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) จากเดิมเป็นระบบขั้นบันไดในอัตรา 10-30% แต่ปรับให้เหลือ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน โดยทีโอที ได้คำนวณค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาคิดเป็นวงเงิน 61,280 ล้านบาท ส่วนการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 7 คือ การเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (โรมมิ่ง) กับบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี บริษัทในเครือเอไอเอส ทำให้ทีโอทีขาดรายได้ โดยคิดเป็นค่าเสียหายวงเงิน 10,755 ล้านบาท รวมความเสียหายการแก้ไข 2 ครั้ง เป็นวงเงิน 72,035 ล้านบาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528580

อนุมัติ 5 โครงการเอกชนร่วมทุน “อาคม” ดันใช้ระบบอี-บิดดิ้งป้องกันการฮั้ว

อนุมัติ 5 โครงการเอกชนร่วมทุน “อาคม” ดันใช้ระบบอี-บิดดิ้งป้องกันการฮั้ว

“สมคิด” เปิดฉากประชุมคณะกรรมการพีพีพี ดันเอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐบาลมากขึ้น “กุลิศ” มั่นใจภายในสิ้นปีนี้ชงทั้ง 5 โครงการ มูลค่า 200,000 ล้านบาท เข้า ครม.พร้อมตอกเสาเข็มต้นแรกในปี 2559 “อาคม” เดินหน้า 19 โครงการ มูลค่า 1.79 แสนล้านบาท เล็งใช้วิธีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ ป้องกันฮั้วประมูล

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (PPP) ว่า ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ หรือ Public Private Partnership : PPP จากวงเงินทั้งหมด 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งตามแผนเดิมจะเปิดให้ภาคเอกชนร่วมทุนในโครงการของรัฐบาล 60 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 17% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด แต่จากนี้ไปการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เนื่องจากเอกชนไทยขณะนี้แข็งแรงและมีความพร้อมที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น ซึ่งระหว่างนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ก็ต้องไปศึกษาและสรุปออกมาว่า ในแต่ละโครงการควรจะเป็นรูปแบบใด มีความเป็นไปได้รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนร่วมกับเอกชนแล้วแบ่งกำไรหรือขาดทุน หรือการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนด้วยตนเองทั้งหมดแล้วบวกกำไร

“การลงทุนในลักษณะพีพีพี จะช่วยให้ภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอนาคต และมองว่าการดำเนินการลักษณะนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ให้เพิ่มสูงไปกว่าระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ รมว.คลัง ไปเร่งพิจารณาดูแลเรื่องเงินลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งหมด โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พยายามที่จะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fund เพื่อระดมทุนมาใช้ลงทุนในส่วนที่รัฐต้องรับผิดชอบ จะช่วยบริหารความเสี่ยงเรื่องการก่อหนี้ของรัฐบาลได้ด้วย”

นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯพีพีพี เห็นชอบให้มีการลงเสา 5 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐภายในปี 2558 ภายใต้งบประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี มูลค่า 56,725 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง มูลค่า 54,768 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย มูลค่า 82,494 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างระบบ กำจัดขยะมูลฝอย ขององค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี มูลค่า 4,142 ล้านบาท และ 5.โครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลนครราชสีมา มูลค่า 2,250 ล้านบาท โดยคาดว่าภายใน ปีนี้ จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการของพีพีพีภายในปีนี้ โดยคาดว่าภายในปีหน้า จะเริ่มลงเสาเข็มต้นแรกได้อย่างแน่นอน

“โครงการบ่อกำจัดขยะที่จังหวัดนนทบุรี มีความพร้อมมากที่สุด และจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้เป็นโครงการแรก รองลงมาเป็นโรงกำจัดขยะที่จังหวัดนครราชสีมา และรถไฟสายสีน้ำเงิน สีเหลืองและสีชมพู ซึ่งภายหลังจาก ครม.เห็นชอบแล้ว ถึงจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาพิจารณาโครงการต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า เอกชนจะร่วมลงทุนในโครงการที่ดีและมีกำไร ส่วนโครงการที่มีกำไรน้อย หรือมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนเอง”

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวในงานสัมมนาเรื่องเตรียมความพร้อมสู่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-Bidding ในงานก่อสร้าง หัวข้อบรรยายพิเศษ “งานก่อสร้างเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย” ว่า จะผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้ง 19 โครงการ วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท เข้าสู่วิธีการ ประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบประกวด ราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งจากเดิมมีโครงการลงทุนเพียง 17 โครงการ และจะเพิ่มเติมอีก 2 โครงการที่จะเริ่ม ดำเนินการในปี 2559 คือ รถไฟฟ้าสายสีแดง ส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง วงเงินลงทุน 44,157 ล้านบาท และรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ ช่วงพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง วงเงินลงทุนประมาณ 31,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการได้ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2559

“ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อผลักดันให้โครงการที่ต้องประกวดราคา โดยเฉพาะโครงการที่ใช้ระบบ e-Aution หรือการประมูลแข่งขันออนไลน์ทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการ e-Bidding ทั้งหมด เพราะระบบนี้เป็นการป้องกันการฮั้ว การรู้ราคาหรือการเข้าไปรู้จักผู้ประกอบการ เป็นเหมือนตะกร้าดำ ใครที่สนใจก็เข้าไปอยู่ในตะกร้าตรงนั้น”

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน (1.435 เมตร) เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน ต้องการให้เอกชนเข้ามาเริ่มทำทั้งหมด โดยรัฐดูแลเรื่องการจัดกรรมสิทธิ์ เช่นเดียวกันกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นลักษณะการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ-เอกชน รูปแบบ PPP แต่จะเป็นร่วมลงทุนแบบใดจะต้องพิจารณาแต่ละโครงการ และเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีพิจารณาต่อไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/527747

ไอซีที-แคทเคลียร์ส่งคลื่น 1800 ให้ กสทช. รัฐได้เงิน 6 พันล้านแถม 4 จีมีประสิทธิภาพ

ไอซีที-แคทเคลียร์ส่งคลื่น 1800 ให้ กสทช. รัฐได้เงิน 6 พันล้านแถม 4 จีมีประสิทธิภาพ

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (25 ก.ย.) กระทรวงไอซีทีจะทำหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อยืนยันการคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้ กสทช.นำไปประมูล 4 จีโดยไม่มีเงื่อนไข เป็นการพิจารณาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ซึ่งการคืนคลื่นดังกล่าว ทันตามเวลาที่ กสทช.กำหนดภายในวันที่ 25 ก.ย.58 “การคืนคลื่นดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายเดิม เพราะการคืนคลื่น 5 เมกะเฮิรตซ์ จะทำให้รัฐได้เงินจากการประมูลราว 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าเก็บไว้เฉยๆไม่มีการใช้งาน และยังจะทำให้การใช้คลื่นเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย”

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ แคท กล่าวว่า แคท ได้ทำตามขั้นตอนครบถ้วนทั้งผ่านที่ประชุมบอร์ดแคท คณะกรรมการมาตรา 43 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานในกิจการของรัฐ 2556 โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือระหว่างแคทกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และดีแทคได้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่ายืนยันการคืนคลื่นโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการเรียกค่าเสียหายย้อนหลัง “การคืนคลื่นที่ไม่มีการใช้งาน ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์ เพราะสามารถใช้งาน 4 จีได้ดีมีประสิทธิภาพ แคทและดีแทคก็ไม่ได้เสียประโยชน์ ฉะนั้นการมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 30 เมกะเฮิรตซ์ ย่อมดีกว่าการมีคลื่นแค่ 25 เมกะเฮิรตซ์แล้วนำไปประมูล เพราะหากแบ่งเป็น 2 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ประชาชนจะใช้บริการ 4 จีได้ดีกว่าการประมูลเพียง 12.5 เมกะเฮิรตซ์”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/527748

พายุ “หว่ามก๋อ” ทำผักราคาพุ่ง พาณิชย์ได้ทีชี้เหตุอาหารแพง!

พายุ “หว่ามก๋อ” ทำผักราคาพุ่ง พาณิชย์ได้ทีชี้เหตุอาหารแพง!

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการสำรวจราคาขายปลีกผักสดตามตลาดทั่วไป พบว่า ผักหลายชนิดปรับขึ้นราคาอย่างมาก หลังจากที่ไทยได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนหว่ามก๋อ จนหลายพื้นที่ฝนตกหนัก และน้ำท่วม เช่น ผักกาดหอมกิโลกรัม (กก.) ละ 70-80 บาท จากสัปดาห์ก่อนที่ กก.ละ 35-40 บาท ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อน กก.ละ 25- 30 บาทเท่านั้น, ถั่วฝักยาว กก.ละ 40-45 บาท จากสัปดาห์ก่อนที่ กก.ละ 30-35 บาท และเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาเพียง กก.ละ 25-30 บาท, กะหล่ำดอก กก.ละ 55-60 บาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่มีราคา กก.ละ 40-45 บาท และเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ กก.ละ 50-55 บาท

นอกจากนี้ ยังพบว่า ราคาผักอีกหลายชนิดสูงขึ้นหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาผักคะน้า กก.ละ 30-35 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่อยู่ที่ กก.ละ 20-22 บาท, ผักกวางตุ้ง กก.ละ 30-35 บาท จากปีก่อนที่อยู่ที่ กก.ละ 20-22 บาท, ผักชี กก.ละ 140-150 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีราคา กก.ละ 120-130 บาท, หน่อไม้ฝรั่ง กก.ละ 105-110 บาท จากปีก่อนที่มีราคา กก. 85-90 บาท, มะเขือเทศสีดา กก.ละ 40-45 บาท จากปีก่อนที่มีราคา กก.28-30 บาท เป็นต้น

สำหรับสาเหตุที่ราคาผักหลายชนิดสูงขึ้น เพราะฝนตกหนัก ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่เสียหาย ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ส่วนถั่วฝักยาวพบว่า ช่วงที่ผ่านมา มีผลผลิตมาก ทำให้ช่วงนี้มีผลผลิตน้อยลง และกะหล่ำดอกเป็นช่วงปลายรุ่นผลผลิต ต้องรอผลผลิตรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายใน ได้จัดทำต้นทุนอาหารจานเดียวเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า แม้ราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงมากแล้ว แต่อาหารตามสั่งหรืออาหารปรุงสำเร็จไม่ได้รับผลดี เพราะส่วนใหญ่ต้นทุนจะเกี่ยวกับวัตถุดิบทำอาหาร ค่าแรงงาน ค่าเช่าพื้นที่

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/527203

6 คลัสเตอร์เพื่ออนาคตประเทศ “สมคิด” ฝันตามรอย “พาร์มาแฮม” ชวนญี่ปุ่นลงทุนรถไฟ

6 คลัสเตอร์เพื่ออนาคตประเทศ “สมคิด” ฝันตามรอย “พาร์มาแฮม” ชวนญี่ปุ่นลงทุนรถไฟ

ครม.อนุมัติสิทธิประโยชน์ 6 กลุ่มคลัสเตอร์สร้างฐานเพื่ออนาคต ยกเว้นภาษีสูงสุด 15 ปี “สมคิด” ฝันไกลไทยเดินตาม “พาร์มาแฮม” อิตาลี เร่ขายรัฐบาลญี่ปุ่นโปรเจกต์แรก “รถไฟเชื่อมประเทศ 2 สาย” เชื่อคุ้มค่าแน่นอน แต่ถ้าญี่ปุ่นไม่สะดวก ไทยพร้อมลงทุนเอง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (22 ก.ย.) เห็นชอบในหลักการกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมหรือคลัสเตอร์ที่จะได้รับการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในด้านการลงทุน เพื่อให้ภาคการผลิตของไทยแข่งขันกับโลกได้ รวมทั้งจูงใจให้นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศมาลงทุนในกลุ่มคลัสเตอร์เหล่านี้เพื่อเป็นการสร้างฐานการผลิตของไทยในอนาคต

“การพัฒนาอุตสาหกรรมจะต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยดึงผู้ที่เกี่ยวข้องมาอยู่ด้วยกัน ทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย จะทำให้กลุ่มคลัสเตอร์แข็งแรงขึ้นมาได้ เหมือนที่ประเทศอิตาลีที่ทำเรื่องพาร์มาแฮม เป็นแอ่งรวมของผู้ประกอบการรายใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แหล่งเพาะปลูก ปศุสัตว์ เทคโนโลยีอยู่ในนั้นเสร็จสรรพ เกิดการแชร์เทคโนโลยี รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการคุยกันเองได้ สมมติประเทศไทยมองว่าภาคอีสานเหมาะการแปรรูปข้าวระดับสูง แอ่งนั้นในอนาคตจะเป็นแหล่งผลิตข้าวเช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ไปถึงการแปรรูปข้าวจะทำให้เกิดการแข่งขันได้ แทนที่จะให้ปลูกข้าวไปทั่วทุกแห่งโดยไม่มีจุดเด่นเลย หลักคิดแบบนี้เริ่มใช้ในหลายประเทศแล้ว ประเทศไทยอาจจะเริ่มช้าแต่คงไม่ช้าเกินไป”

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับคลัสเตอร์เป้าหมาย 6 กลุ่มนั้น ประกอบด้วย ซุปเปอร์คลัสเตอร์ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ยานยนต์และชิ้นส่วน 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม 3.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ดิจิตอล ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.นครราชสีมา, อยุธยา, ปราจีนฯ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ปทุมธานี, เชียงใหม่ และภูเก็ต กลุ่มคลัสเตอร์เป้าหมายอื่น 2 กลุ่ม ได้แก่ คลัสเตอร์ เกษตรแปรรูปและสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยคลัสเตอร์ เกษตรแปรรูปจะแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ตามวัตถุดิบ ส่วนคลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะเชื่อมโยงแหล่ง ผลิตในเมียนมาในฝั่งตะวันตก และเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตในกัมพูชาในฝั่งตะวันออก ส่วนกรุงเทพฯจะเป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบ การค้า เป็นต้น

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มซุปเปอร์ คลัสเตอร์ ผู้ประกอบการจะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ขณะที่กิจการเพื่ออนาคตที่มีความสำคัญสูง กระทรวงการคลังจะพิจารณายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นสูงสุด 10-15 ปี รวมทั้งได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะพิจารณาให้ถิ่นที่อยู่ถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติที่มาทำงานด้วย และจะอนุญาตให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมได้ ส่วนคลัสเตอร์เป้าหมายอื่นจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นจะได้รับ

เช่นเดียวกับซุปเปอร์คลัสเตอร์ โดยบีโอไอจะไปจัดทำรายละเอียดใน 2-3 สัปดาห์ เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศบีโอไอให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในสิ้นปี 2559 และลงทุนภายในสิ้นปี 2560

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันเดียวกัน นายสมคิดได้กล่าวในงานนักลงทุนญี่ปุ่นพบรัฐบาลไทย ที่มีนักลงทุนญี่ปุ่น 500 คนมาร่วมรับฟัง นำโดยนายชิโร ซาโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า ครม.ได้อนุมัติกลุ่มคลัสเตอร์ที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว โดยได้ชี้แจงรายละเอียดเรื่องการชักชวนนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมคลัสเตอร์ในประเทศไทย ซึ่งทางทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเห็นด้วยกับแนวคิดการจัดกลุ่มคลัสเตอร์ และในอนาคตกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ) จะชักชวนผู้ประกอบการของญี่ปุ่นมาพบกับผู้ประกอบการคลัสเตอร์ของไทยด้วย

นายสมคิดยังได้เชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นมาลงทุน โดยกล่าวว่า รัฐบาลต้องการส่งสารไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อชวนเชิญให้มาร่วมลงทุนโครงการรถไฟขนส่งสินค้า 2 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางสายตะวันตก จาก จ.กาญจนบุรี ไปยังแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และ 2. เส้นทางสายตะวันออก เริ่มจาก จ.มุกดาหาร ไปอำเภอแม่สอด จ.ตาก ออกไปยังเมืองทวาย ประเทศพม่า เพื่อใช้เป็นเส้นทางจากพม่าผ่านไทยไปยังลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งมั่นใจว่าการลงทุนดังกล่าวจะมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ และหากญี่ปุ่นไม่พร้อมจะร่วมลงทุน รัฐบาลก็จะผลักดันการลงทุนโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน โดยในเดือน ต.ค.นี้ ตนจะเป็นหัวหน้าคณะของรัฐบาลไทย นำนักธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อชักชวนการลงทุน ให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/527193

ครม.ผ่าน 3 พ.ร.ก.ปรับโครงสร้างการบิน ฉลุยกฎหมายแก้ใบแดงไอซีเอโอ เล็งตั้งองค์กรตามเครื่องบินตก

ครม.ผ่าน 3 พ.ร.ก.ปรับโครงสร้างการบิน ฉลุยกฎหมายแก้ใบแดงไอซีเอโอ เล็งตั้งองค์กรตามเครื่องบินตก

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรการบินพลเรือน ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ โดยให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเดินอากาศปี 2497 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 รวมทั้งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ เป็นกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้การแก้ไขกฎหมายรวดเร็ว และเป็นที่ยอมรับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ให้ได้ เพราะหากใช้กระบวนการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาจต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่า 3 เดือน

“จากการตรวจสอบมาตรฐานการบินพลเรือนของไอซีเอโอ พบว่า มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนและมีองค์กรกำกับดูแลที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะไม่ได้แยกบทบาทผู้กำกับดูแลและผู้ปฏิบัติให้ชัดเจน จึงต้องมีการปรับปรุงรูปแบบโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรด้านการบินพลเรือนใหม่”

โดยแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรฯกำหนดให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานด้านนโยบาย มีบทบาทกำหนดนโยบายด้านการบินพลเรือนของประเทศโดยรวมเท่านั้น ขณะเดียวกันให้มีการจัดตั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลกิจการการบินของประเทศ แปลงสภาพกรมการบินพลเรือนเป็นกรมท่าอากาศยาน ทั้งนี้ สลน.มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ควรมีการวางแผนจัดสรรกำลังบุคลากรและพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบินพลเรือนและแผนการงบประมาณให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ปรับปรุงใหม่ด้วย เพื่อให้การบินพลเรือนของประเทศเป็นมาตรฐานสากลและไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อค้นหาอากาศยานกรณีเกิดอุบัติเหตุตก เป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นหน่วยงานใด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ไปหารือต่อไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/527194

ชง ครม.เคาะงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

ชง ครม.เคาะงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า สศช.ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (22 ก.ย.) เห็นชอบกรอบงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2559 โดยมีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง วงเงินรวม 1,482,112 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 593,167 ล้านบาทประกอบด้วย กรอบการลงทุนตามภารกิจปกติและโครงการต่อเนื่องวงเงิน 1,182,112 ล้านบาท มีวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 533,167 ล้านบาท และกรอบการลงทุนเพิ่มเติมระหว่างปี 300,000 ล้านบาท มีวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 60,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สศช.ได้เสนอให้กำหนดเป้าหมายให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบวงเงินอนุมัติเบิกจ่ายลงทุน โดยให้รัฐวิสาหกิจรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานและการเบิกจ่ายลงทุนในปีงบประมาณ 2559 ให้ สศช.รับทราบภายในทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยคาดว่าปีงบประมาณ 2559 รัฐวิสาหกิจจะมีกำไรสุทธิ 75,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็น 48.7% พร้อมทั้งประมาณการแนวโน้มการดำเนินงานช่วงปี 2560-2562 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 295,186 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 98,395 ล้านบาท และการเบิกจ่ายลงทุนรวม 2,509,736 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 836,579 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สศช.ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้งในช่วงที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจประเภทมหาชน จำกัด ที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแข่งขันในเชิงธุรกิจมากขึ้น แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจทั่วไป จึงเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวและความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ ประกอบกับมีรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทในเครือหลายแห่งประสบผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ขาดการกำกับดูแลที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐ

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีรูปแบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทในเครือด้วย เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และอยู่บนพื้นฐานการกำกับดูแลเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526935

ค่าไฟฟ้าเดือน พ.ย.-ธ.ค.ลดลง 1.05 สตางค์ สกพ.หมดปัญญาหักดิบใบแจ้งหนี้ 38.22 บาท

ค่าไฟฟ้าเดือน พ.ย.-ธ.ค.ลดลง 1.05 สตางค์ สกพ.หมดปัญญาหักดิบใบแจ้งหนี้ 38.22 บาท

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า เรคกูเลเตอร์ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น การปรับอัตราโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2558-2560 โดยจะมีผลในบิลค่าไฟ ที่เรียกเก็บกับประชาชนในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ทำให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้า รวมทั้งค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ลดลง 1.05 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งผลของการลดลงหลักๆ มาจากการปรับแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทั้งนี้ จากเดิมมีการกำหนดให้ค่าเอฟที เป็นศูนย์สตางค์ต่อหน่วย เริ่มตั้งแต่บิลค่าไฟฟ้าในเดือน ก.ย. แต่ปรากฏว่า การศึกษาในเรื่องนี้ ยังไม่แล้วเสร็จ จากเดิมที่เอฟทีจะลดลงได้ 3.23 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ก็จะอยู่ที่ 3.73 บาทต่อหน่วยและ ค่าเอฟที จะหายไป จากนั้นเดือน ม.ค.-เม.ย. 2559 ก็จะมาพิจารณาค่าเอฟที ตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่แท้จริงใหม่

น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) กล่าวว่า วันที่ 16-28 ก.ย.นี้ สกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2558 ซึ่งได้ทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า รวมถึงนโยบายของรัฐ ในการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีรายได้น้อย ทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เมื่อรวมกับค่าเอฟที ลดลงได้ 1.05 สต.ต่อหน่วย ปัจจัยที่ทำให้ลดลงได้ ส่วนหนึ่งมาจากการกำกับดูแลเงินลงทุนที่ต่ำกว่าแผนของการไฟฟ้า 3 แห่ง โดยปี 2554-2556 พบว่าทั้ง 3 แห่ง มีเงินลงทุนที่ต่ำกว่าแผนรวม 25,696 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการกำหนดค่าบริการรายเดือน จากการพิจารณาต้นทุนการดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายในปี 2556 ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมในการอ่านหน่วยเครื่องวัดไฟฟ้า การจัดทำใบแจ้งหนี้ งานเก็บเงิน งานบริการลูกค้า โดยไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการชำระเงิน (เคาน์เตอร์เซอร์วิส) แล้ว เห็นควรให้คงอัตราค่าบริการรายเดือน สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภทเท่ากับปัจจุบันที่ 38.22 บาทต่อเดือน

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526929

1 20 21 22 23 24 34