ธปท. เผย ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ก.พ. ปรับลดเล็กน้อย อยู่ที่ 48.2

EyWwB5WU57MYnKOuYLfiUNXqdg0ZYxmNlHJyPKEyqyJuzE1A4BLfOj

EyWwB5WU57MYnKOuYLfiUNXqdg0ZYxmNlHJyPKEyqyJuzE1A4BLfOj

ธปท. เผย ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ก.พ. อยู่ที่ 48.2 ปรับลดลงเล็กน้อยจาก ม.ค.ที่ 48.5 จากความเชื่อมั่นผู้ประการภาคอุตฯ ประเมิน 3 เดือนหน้า ภาวะทางธุรกิจจะดีขึ้น ระบุ ศก.ไทย เดือน ก.พ. ทรงตัว ภาคท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.59 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกเอกสารเผยแพร่ระบุ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน ก.พ.59 ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ระดับ 48.5 มาอยู่ที่ระดับ 48.2 จากความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มยานยนต์และกลุ่มเคมี ปิโตรเลียมและพลาสติก ตามองค์ประกอบด้านการผลิตและคำสั่งซื้อ ส่วนหนึ่งจากคำสั่งซื้อต่างประเทศที่ปรับชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน กอปรกับผู้ประกอบการในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลน วัตถุดิบทางการเกษตรอันเนื่องจากปัญหาภัยแล้งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับ เพิ่มขึ้นในเดือนนี้

ส่วนอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่าภาวะทางธุรกิจจะดีขึ้นจากปัจจุบันโดยดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 54.1 มาอยู่ที่ 54.6 ซึ่งปรับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองและอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตแสดง ถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สอดคล้องกับความเห็นของผู้ประกอบการว่าข้อจำกัดด้านความต้องการจากตลาดใน ประเทศที่ต่ำมีความสำคัญลดลงในเดือนนี้

นอกจากนี้ ยังระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.59 ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยภาคการท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐยังคงขยายตัวดี แม้รายจ่ายลงทุนแผ่วลงบ้างเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่มีการเร่งเบิกจ่ายสูง

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนในภาพรวมทรงตัว โดยการใช้จ่ายเพื่อสินค้าคงทนกลับมาอยู่ในระดับต่ำหลังหมดช่วงเร่งซื้อก่อน การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ แต่การจับจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการอื่นยังขยายตัวได้สอดคล้องกับรายได้ ของครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่เติบโตบ้าง ด้านมูลค่าการส่งออกสินค้าที่หักหมวดทองค่าหดตัวจากภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก ทั้งจีนและอาเซียนที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ประกอบกับราคาสินค้าส่งออกยังหดตัวตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้การผลิตและการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบจากผลของราคาน้ำมัน แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจากการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต ยาสูบ สำหรับอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมลดลงบ้าง แต่แรงงานสามารถย้ายไปท่างานในภาคบริการที่ขยายตัวดีในเดือนนี้ดุลบัญชีเดิน สะพัดเกินดุลมากจากการส่งออกทองคำที่มีมูลค่าสูง ขณะที่มูลค่าการนำเข้ายังคงหดตัว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

คิดอย่าง “สิงห์” ในวันที่ธุรกิจเบียร์ถึงคราว “ไม่โต”

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzQvMzcyMzg5L21vbjMxMDM1OTMuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzQvMzcyMzg5L21vbjMxMDM1OTMuanBn

2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดเบียร์ 1.5-1.6 แสนล้านบาท ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งมาตรการภาครัฐ ปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ถึงแม้ว่าจะมีการอัดฉีดงบฯเพื่อกระตุ้นยอดขายจากการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่าง 2 ค่ายใหญ่ แต่ตลาดกลับไม่ได้โตขึ้นตามทิศทางที่ควรจะเป็น ปีที่ผ่านมาตลาดเติบโตเพียง 1% แสดงถึงอนาคตของธุรกิจแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ต่อจากนี้ ที่จะไม่สดใสเหมือนที่เคยเป็นมา

“บุญรอดบริวเวอรี่” ผู้ผลิตเบียร์สิงห์ และเบียร์ลีโอ ในฐานะผู้นำตลาดตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นอย่างดี จะเห็นว่าทิศทางในช่วงหลัง นอกจากเบียร์แล้วก็มีการเข้าไปยังธุรกิจอื่น ๆ มากขึ้น โดนเฉพาะกลุ่มน็อนแอลกอฮอล์ เช่น เครื่องดื่ม ร้านอาหาร สแน็ก ตลอดจนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสนำเรื่องราวบางส่วนจากงานสัมมนา The Next Tycoons ของนิตยสารฟอร์บสประเทศไทย และจากการพูดคุยกับผู้บริหารรุ่นใหม่ “ปิติ ภิรมย์ภักดี” กรรมการผู้จัดการ บริษัทบุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ของบุญรอดฯ ถึงมุมมอง วิสัยทัศน์ ในการบริหารท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เพื่อนำพาบริษัทที่มียอดขายต่อปีกว่า1.8 แสนล้านบาท ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

– สิงห์จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ในภาวะที่ตลาดเบียร์เป็นขาลงเช่นนี้

จากนี้ไปสิ่งที่เราให้ความสำคัญคงไม่ใช่แค่ยอดขาย หรือมาร์เก็ตแชร์เพียงอย่างเดียว ต้องมองไปถึงการบริหารกำไรด้วย เพราะนอกจากเทรนด์ของตลาดที่เติบโตลดลง และการแข่งขันที่มากขึ้นแล้ว มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาครัฐอย่าง ภาษี ที่วันนี้บริษัทต้องจ่ายถึง 65% ของยอดขาย 1.8 แสนล้านบาท

ไม่รวมที่ต้องจ่ายให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อีก 2% หรือการต้องสมทบเงินกองทุนกีฬาอีก 2% และในอนาคตการปรับขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% ทำให้กำไรที่กลับมาสู่บริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 6-7% ปัจจุบันเหลือประมาณ 5% เป็นที่มาของการ Diversify หรือการสร้างความหลากหลายให้กับธุรกิจ เพื่อบริหารความเสี่ยง

นอกจากเบียร์ที่เป็นรายได้หลัก ทำให้สิงห์มีธุรกิจในเครือรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 115 บริษัทในปัจจุบัน จาก 48 บริษัทเมื่อช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เช่น อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจน็อนแอลกอฮอล์ ฯลฯ และธุรกิจใหม่เหล่านี้ยังต้องอาศัยเงินสนับสนุนจากธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือกำไรที่เป็นกระแสเงินสดมาช่วยในการขยายตัว หรืออีกวิธีหนึ่ง คือการ Spin Off นำบริษัทย่อยต่าง ๆ เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางด้านการเงินในการขยับขยาย ปัจจุบันเครือบุญรอดฯ มีบริษัทสิงห์เอสเตทที่เข้าตลาดแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมอีก 8-9 ธุรกิจที่จะนำเข้าตลาดต่อไป

– ธุรกิจอะไรที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป

ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์สิงห์ไลฟ์ ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะปรับคอนเซ็ปต์จากแฟชั่น ไปมุ่งเน้นเสื้อผ้ากีฬาโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ “สิงห์ ไลฟ์ สปอร์ต” โดยแนวทางจะใกล้เคียงกับแบรนด์หลีหนิง (Li-Ning) ของประเทศจีน ที่เข้าไปสนับสนุนนักกีฬาจีน โดยบริษัทเองก็เข้าไปสนับสนุนกีฬาประเภทต่าง ๆ จำนวนมากเช่นกัน

– กับธุรกิจเบียร์จะทำอย่างไร

80 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ทุนจดทะเบียนของบริษัทบุญรอดฯอยู่ที่ 6 แสนบาท มี 6,000 หุ้นอย่างไรก็ยังอยู่เท่านั้น การขยายธุรกิจออกไปไม่จำเป็นต้องมาจากการกู้ ข้อได้เปรียบทางด้านการเงินจากการเข้าตลาด หรือการมีพาร์ตเนอร์เพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์หลายครั้งที่ธุรกิจเบียร์มีหลายเจ้ามาติดต่อให้เราผลิต ทำตลาด แต่สุดท้ายแล้วจบลงด้วยการเทกโอเวอร์ทุกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการสวอปหุ้น ฯลฯ ก็ตาม อย่างคาร์ลสเบิร์กที่เข้ามาติดต่อให้เราทำให้ ตอนหลังเขาเริ่มต้องการมากกว่านั้น อยากจะสวอปหุ้น ซึ่งเราไม่มีความสนใจตรงนี้และไม่มีความจำเป็น จึงตัดสินใจลดเป้าของเบียร์คาร์ลสเบิร์กให้น้อยลง เหลือประมาณ 3 ล้านลิตรต่อปี

ผมมองว่าธุรกิจเบียร์ยังมีโอกาสในตลาดต่างประเทศอีกจำนวนมาก แม้เออีซีจะไม่ใช่คำตอบในวันนี้ ก็มองไปยังยุโรป ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และปัจจุบันมีโอกาสทางการตลาดที่สนใจ คือ การออกมาประมูลขายกิจการของเบียร์ยี่ห้อ Peroni และ Grolsch จากบริษัท Anheuser-Busch InBev NV และ SABMiller เพื่อให้ไม่ขัดต่อนโยบายการห้ามผูกขาดตลาด ในการควบรวมกิจการ

– สิงห์สนใจดีลเบียร์ Peroni และ Grolsch เช่นกัน

ใช่ครับ มีเข้าไปพูดคุย ทำการศึกษาอยู่ โดย HSBC เป็นผู้ดูแล เนื่องจากดีลนี้เป็นประเภท Force to be Sale หรือถูกบังคับให้ขายด้วยข้อกฎหมาย ไม่ได้มีง่าย ๆ และเป็นเบียร์ที่ขายดีอยู่แล้วในยุโรป ซื้อมาแล้วได้แบรนด์ ได้กำไร ได้ตลาดเลย ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งทุกคนในวงการก็ให้ความสนใจกันหมด

นอกจากนั้นยังเป็นการ Secure หรือสร้างหลักประกันให้ธุรกิจ เช่น เรื่องวัตถุดิบ เน็ตเวิร์ก พาร์ตเนอร์ ฯลฯ ซึ่งเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ แต่พาร์ตเนอร์ที่เข้ามาในไทยจะมาเอาหุ้นเราอย่างเดียว เราก็ต้องออกไปหาจากข้างนอกบ้าง

เรื่องราคาก็ต้องดูให้เหมาะสม และคุ้มค่า ถ้าได้มาแล้วจะช่วยการขยายกิจการไปต่างประเทศได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันธุรกิจให้เติบโต

– ทิศทางของสิงห์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

หน้าที่ของผมในตอนนี้จนถึง 5 ปีข้างหน้า คือการรักษาอัตรากำไร ตั้งเป้าเอาไว้ว่าประมาณ 5% ของยอดขายทั้งหมด

ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างดีมานด์และมองหาโอกาสใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

คุณสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ พูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่นำเรามาถึงวันนี้อาจไม่นำพาเราไปถึงพรุ่งนี้ และการนำพาให้บริษัทไปถึงที่หมาย ผมมองว่าวิสัยทัศน์เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญคือไดเร็กชั่น หรือการมีทิศทางที่จะนำพาองค์กรไป หากมีวิสัยทัศน์ที่ดีแค่ไหน แต่ไม่มีไดเร็กชั่นในการเดินทางก็ไม่สามารถไปถึงได้

 

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

“สมคิด” แจ้งเกิดพีพีพีสั่งลุยรถไฟฟ้า

EyWwB5WU57MYnKOuYLbaEsCYNP4NjtbKneFCus8itzdp9TjEBXtuWU

EyWwB5WU57MYnKOuYLeaD6X28AOCaaCNPYNOadHzYYBwrM3ybM8hPm

จี้คมนาคมชง ครม.ไฟเขียวสายสีน้ำเงิน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ในส่วนของงานเดินรถ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานเร่งด่วนหรือพีพีพีฟาสต์แทร็ก ทางกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า จะเสนอรายละเอียดให้ที่ประชุมพีพีพี พิจารณาได้ภายในเดือนเม.ย.นี้ และเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค.ต่อไป ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดให้ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด
ของประชาชนผู้ใช้บริการ และต้องแบ่งปันผลประโยชน์ของรัฐอย่างเป็นธรรม รวมทั้งโครงการจะต้องเปิดให้บริการได้เร็วที่สุด

ขณะที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวหลังเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมาโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) งานสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาตู้รถไฟฟ้ากับกิจการร่วมค้า MHSC ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์, บริษัท ฮิตาชิ จำกัด และบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัดว่า งานสัญญาที่ 3 จะครอบคลุมในส่วนของงานออกแบบและก่อสร้างรางรถไฟ ระบบไฟฟ้าและส่งกำลัง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบติดต่อสื่อสาร ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติและตู้รถโดยสาร ภายใต้มูลค่าสัญญา 32,399 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยในส่วนงานก่อสร้างโยธาขณะนี้คืบหน้าไปกว่า 50% เป้าหมายจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 62 และเปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไปได้ในปี 63.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันดีเซล ลง 40 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ ตี 5

EyWwB5WU57MYnKOuYLeaWGV7GP1jPZSYKadtZfD9hQbVmbPDQeQlGM

EyWwB5WU57MYnKOuYLeaWGV7GP1jPZSYKadtZfD9hQbVmbPDQeQlGM

ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ลง 40 สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (31 มี.ค.) เวลา ตี 5 หลัง ค่าการตลาดอยู่ในระดับสูง…

วันที่ 30 มี.ค.59 ปตท.-บางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีก เฉพาะน้ำมันดีเซลลง 40 สตางค์/ลิตร ตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.59) เนื่องจากมีค่าการตลาดอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แจ้งว่า ค่าการตลาดดีเซลวันนี้ อยู่ที่ระดับ 2.1363 บาท/ลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่จะอยู่ราว 1.50 บาท/ลิตร

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ครม.ไฟเขียว ลดหย่อนภาษีกินข้าวนอกบ้าน ช่วงสงกรานต์

xWxt25g9F37UdbRGIR3waXWsPoqdWnZoAB4jtpfM

xWxt25g9F37UdbRGIR3waXWsPoqdWnZoAB4jtpfM

เพื่อสนองมาตรการจัดเต็มของรัฐบาลและให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับการนำรายจ่ายค่าอาหาร ที่พักและบริการนำเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ มาใช้ลดหย่อนภาษี ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ มานำเสนอแบบเข้าใจง่ายๆ รวมทั้งกรณีนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับท่องเที่ยวภายในประเทศทั้งปีมาลดหย่อนภาษีเด้งที่ 2 ด้วย.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

เอดีบี ประเมินจีดีพีไทยปีนี้ โต 3% จับตาเลือกตั้งปี 60 คาดขยับ 3.5%

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZX2ijbhTSmTPvFrLxFa3F7MOAJuAY4yJiUU

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZX2ijbhTSmTPvFrLxFa3F7MOAJuAY4yJiUU

เอดีบี ประเมินจีดีพีไทยปีนี้ โต 3% จากลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ชี้ ปี 60 จะขยับเป็น 3.5% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง-มีเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนเงินเฟ้อปีนี้ คาดอยู่ที่ 0.6%…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า ในปี 59 นี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในอัตรา 3% ก่อนจะเร่งตัวขึ้นเป็น 3.5% ในปี 60 โดยอยู่บนสมมติฐานว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามกำหนดที่วางไว้ สถานการณ์ทางการเมืองมีความสงบเรียบร้อย และสามารถมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ในปี 60 ทั้งนี้ ต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะทยอยออกมาในปีนี้ด้วย ว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถโตได้มากกว่า 3% หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ADB ยังเชื่อว่าปีนี้การลงทุนโดยรวมจะขยายตัวได้ดี โดยได้รับแรงผลักดันจากยุทธศาสตร์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระยะ 8 ปี ซึ่งปีนี้รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มดำเนินการ 20 โครงการ มูลค่า 51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามกำหนด จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ และการลงทุนภาคเอกชนเป็นอย่างมาก

สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ 0.6% ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2% ในปี 60 หลังจากที่อุปสงค์ภายในประเทศเข้มแข็งขึ้น และราคาน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินคาดว่าจะยังมีลักษณะผ่อนคลายต่อไป เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

รฟท. เซ็นสัญญา 3 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ดำเนินการ 4 ปี

EyWwB5WU57MYnKOuYNy32URsfXKoeOvzFO8babtZZ9UZG9AShUq2ms

EyWwB5WU57MYnKOuYLeam0BtgcG31NtAJXOEbcVIKU1yfa5Kw8eiCZ

รฟท. ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ–รังสิต พร้อมเดินหน้าต่อสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล พร้อมจัดหาตู้รถไฟฟ้า…

วันที่ 30 มี.ค. 59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมา โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) งานสัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาตู้รถไฟฟ้า โดยการลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างในโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต สัญญา 3 มี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และ นายกมล ตั้งกิจเจริญชัย รองผู้ว่าการกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ลงนามร่วมกับ กิจการร่วมค้า MHSC

ทั้งนี้ สัญญาที่ 3 จะครอบคลุมในส่วนของงานออกแบบ และก่อสร้างรางรถไฟ ระบบไฟฟ้าและส่งกำลัง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบติดต่อสื่อสาร ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ และตู้รถโดยสาร ภายใต้มูลค่าสัญญา 32,399,999,699 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยในอนาคตยกระดับการเดินทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนไทย และเป็นกุญแจสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนของสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ–ตลิ่งชัน ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2552 แล้วเสร็จเมื่อปี 2555 ประกอบด้วย 3 สถานี คือ สถานีตลิ่งชัน สถานีบางบำหรุ และสถานีบางซ่อน ซึ่งในอนาคตจะมีโครงการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3 สถานี คือ สถานีบ้านฉิมพลี สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีสะพานพระราม 6 ในโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน–ศาลายา

สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ตามแนวเส้นทางรถไฟสายเหนือ ประกอบด้วย 10 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ/สถานีจตุจักร/สถานีวัดเสมียนนารี/สถานีบางเขน/สถานีทุ่งสองห้อง/สถานีหลักสี่/สถานีการเคหะ/สถานีดอนเมือง/สถานีหลักหก และสถานีรังสิต รวมระยะทางประมาณ 26.3 กิโลเมตร

ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำสัญญาในส่วนของสัญญาที่ 1 งานโยธา สำหรับสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง กับกิจการร่วมค้า เอสยู ประกอบด้วย บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่างานตามสัญญา 29,826,973,512 บาท และสัญญาที่ 2 ได้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับงานโยธาสำหรับทางรถไฟ ช่วงบางซื่อ–รังสิต มูลค่างานตามสัญญา 21,235,400,000 บาท

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ คือ 1. ลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน จำนวน 8 จุด และลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างสิ้นเชิง 2. สามารถใช้ประโยชน์ เพื่อการเดินรถไฟทางไกลสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรองรับการเดินรถที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเดินรถระบบไฟชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของประเทศได้อย่างมาก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4. ระบบขนส่งทางรถไฟที่สะดวก ทันสมัย ตรงเวลา จะจูงใจให้คนหันมาใช้บริการรถไฟมากขึ้น โดยคาดว่า เมื่อเดินระบบรถไฟฟ้าแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อ ไม่น้อยกว่า 306,608 คน/วัน ในปีที่เปิดดำเนินการ และเมื่อขยายโครงการจากบางซื่อไปชุมทางบ้านภาชีในอนาคต จะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่า จะมีประมาณ 449,080 คน/วัน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

คาดสงกรานต์เงินสะพัด 15,160 ล้านบาท ททท.ร่วมกับสหพัฒน์ฯส่งเสริมเที่ยวไทย

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZd2n8FZ0vyVgeUO8c5ZhBttPNRvgxJedpPp

EyWwB5WU57MYnKOuYLeZd2n8FZ0vyVgeUO8c5ZhBttPNRvgxJedpPp

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาล สงกรานต์วันที่ 13-17 เม.ย.นี้ คาดว่าจะมีรายได้ทางการท่องเที่ยวสะพัดกว่า 15,160 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน และมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.64 ล้านคน โต 6% แบ่งเป็นรายได้จากตลาดคนไทยเที่ยวไทย 6,980 ล้านบาท โต 3.5% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.14 ล้านคนต่อครั้ง เติบโต 2% ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 495,000 คน โต 26% สร้างรายได้สะพัด 8,180 ล้านบาท โต 34% ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศมีจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพิเศษ ที่ขออนุญาตบินเข้ามาในช่วงนี้กว่า 94 เที่ยวบิน รวมจำนวนที่นั่งบิน 21,828 ที่นั่ง โดยประเทศที่บินมา มากที่สุด คือ จีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เดนมาร์ก ญี่ปุ่น เมียนมา สหราชอาณาจักร สวีเดน ฟินแลนด์ อิหร่าน และไต้หวัน ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยยังโตได้ไม่มากเนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ประชาชนระมัดระวังการจับจ่าย รวมถึงวิกฤติภัยแล้งส่งผลกระทบต่อความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยกับ ททท.ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.- 22 ก.ย.นี้ โดยจับรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักใน “12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัสทุกวัน” ให้ผู้ที่ซื้อมาม่าคัพที่จะพิมพ์ภาพแหล่งท่องเที่ยว 12 เมืองนี้ เพื่อแนะนำแหล่งท่องเที่ยว มองว่านอกจากช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว ยังกระตุ้นยอดขายโตได้ 5-10% จากยอดขายปกติของมาม่าคัพ.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ธอส.มั่นใจมีเงินพอจ่าย

n20141222114404_1229603

EyWwB5WU57MYnKOuYN04m8WwluZNhCoq6LFlc8gImcWJHq1aS2jL8C

กู้บ้านประชารัฐคึกคักต่อคิวยาว 8 พันราย

นางไลวรรณ ปองเสงี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ ธอส.เริ่มรับคำขอยื่นกู้จากลูกค้าโครงการบ้านประชารัฐตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวานนี้ (28 มี.ค.) มีลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารทยอยเดินทางมาทำนิติกรรมสัญญาที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศตามนัดหมายแล้วจำนวน 5 ราย และ ธอส.จะทยอยอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าที่มีเอกสารครบถ้วนโดยเร็วที่สุด

“หลังจากเริ่มรับคำขอยื่นกู้เป็นเวลา 5 วันพบว่ากระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ล่าสุด ณ วันที่ 25 มี.ค.59 มีจำนวนลูกค้าเดินทางมาติดต่อสอบถามและแจ้งความประสงค์ยื่นกู้รวม 8,000 ราย คิดเป็นวงเงิน 6,700 ล้านบาท โดยราคาเฉลี่ยบ้านที่เข้ารวมโครงการนี้อยู่ที่ 1.2-1.5 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ประชาชนสนใจมากเพราะดอกเบี้ยถูก กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 700,000 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 3.16% ต่อปี ผ่อนชำระ 3 ปีแรกเพียงเดือนละ 3,000 บาทเท่านั้น วงเงินกู้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทดอกเบี้ยเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 4% ต่อปี ผ่อนชำระ 3 ปีแรกเพียงเดือนละ 7,200 บาท และ ธอส.ยังผ่อนปรนสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้ ทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้น”

นายฉัตรชัย ศิริไล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานสินเชื่อ ธอส. กล่าวว่า ธอส.เตรียมจะอนุมัติวงเงินกู้เพิ่มอีก 300 ราย วงเงินสินเชื่อ 280 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาอนุมัติสินเชื่อไม่เกิน 5-7 วัน และหากปริมาณลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องก็จะเปิดให้เข้าร่วมโครงการจนกว่าจะครบวงเงินที่เตรียมไว้ปล่อยกู้ราว 20,000 ล้านบาท หากเกินกว่า 20,000 ล้านบาทนั้น จะรายงานให้คณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาในระดับนโยบายต่อไป.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

 

ขั้นต่ำ 2,000 บาทต่อเดือน

EyWwB5WU57MYnKOuYLapoQbyMWxYCVY0z5CMKs8s6sqY80ccq7SwJg

EyWwB5WU57MYnKOuYLapoQbyMWxYCVY0z5CMKs8s6sqY80ccq7SwJg

แนะประชาชนติด “โซลาร์ รูฟท็อป” ลดค่าไฟ

“เสนาดีเวลลอปเม้นท์ “รุกสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ในธุรกิจบ้านจัดสรรในเครือและพร้อมให้บริการติดตั้งบ้านพักอาศัย บ้านจัดสรร อาคารสำนักงานอื่นๆ เพราะเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่ในอนาคตผู้ใช้อาจสามารถขายไฟฟ้าคืนให้ กฟภ. และ กฟน. เผยราคาเริ่มต้น 2 แสนบาท ลดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือเฉลี่ย 2,000 บาทต่อเดือน

น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า เสนาดีเวลลอปเม้นท์ได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาชื่อ บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อให้เสนา โซลาร์เป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ รูฟท็อป) เพื่อติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านจัดสรรของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ ช่วยให้ประชาชนที่ซื้อบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าได้ตามขนาดของแผงผลิตไฟฟ้าที่ติดตั้งในแต่ละหลัง โดยแผงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว บริษัทได้เป็นผู้ผลิตเองในประเทศไทย ภายใต้การควบคุมดูแลมาตรฐานและเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐฯ

นโยบายดังกล่าว เป็นการต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ในรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง เพราะเป็นพลังงานสีเขียวและในอนาคตจะทำให้ต้นทุนการผลิตแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ลดต่ำลงเป็นระยะๆ เป็นผลดีของประชาชน และช่วยลดการผลิตไฟฟ้าของภาครัฐ

“การนำแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาติดตั้งบนหลังคาบ้าน ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ในอนาคตเจ้าของบ้าน อาจสามารถขายไฟฟ้า ให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเป็นรายได้กลับมาได้อีกด้วย เพราะ 2 การไฟฟ้าได้เริ่มทดลองรับซื้อไฟฟ้าในโครงการดังกล่าว”

น.ส.เกษรากล่าวว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ของเสนาดีเวลลอป-เม้นท์ ขณะนี้มี 20 โครงการที่สามารถติดตั้งได้รวมกัน 2,000 หลังคาเรือน โดยได้เริ่มต้นที่โครงการบ้านจัดสรร โฮมออฟฟิศ และปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเปิดขาย 2 โครงการใหม่ ด้วยแนวคิดหมู่บ้านโซลาร์ รูฟท็อปเต็มรูปแบบ ได้แก่ โครงการเสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา-วงแหวน และโครงการเสนาวิลล์ บรมราชชนนี-สาย 5 ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าส่วนกลางได้ 15-30% ถือเป็นโครงการนำร่องในการสร้างชุมชนรักษ์โลก

ทั้งนี้ การติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว หากประชาชนที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในโครงการของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ หากสนใจติดตั้ง ทั้งที่เป็นบ้านที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน บ้านที่กำลังก่อสร้างใหม่ ก็มีตัวอย่างให้เลือกตามที่ต้องการ เช่น กรณีติดตั้งขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 3 กิโลวัตต์ (KW) ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 4,380 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 24 ตารางเมตร (ตร.ม.) ใช้งานได้กับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ จำนวน 10 ดวง โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 15 คิว จำนวน 2 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 2 เครื่อง จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 945,295 บาท ใน 25 ปี ตลอดอายุการใช้งาน คืนทุนภายใน 10 ปี ทำให้ผู้ใช้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือประหยัดได้เดือนละ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่แผงผลิตไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เงินลงทุน 300,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้ 7,300 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 40 ตร.ม. โดยสามารถใช้งานกับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ รวม 20 ดวง โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว 5 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 15 คิว จำนวน 3 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 4 เครื่อง ประหยัดไฟฟ้าได้ 1,575,491 บาท ใน 25 ปีตลอดอายุการใช้งาน คืนทุนภายใน 10 ปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือเดือนละ 1,000-2,000 บาท
สำหรับแผงผลิตไฟฟ้าขนาด 10 กิโลวัตต์ ใช้เงินลงทุน 640,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้ 14,600 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 80 ตร.ม. ใช้งานกับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ ได้ 40 ดวง โทรทัศน์ขนาด 45 นิ้วจำนวน 6 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 19 คิวได้จำนวน 3 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 6 เครื่อง ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 3,150,982 บาท ใน 25 ปีตลอดอายุการใช้งานระยะคืนทุน 10 ปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน

น.ส.เกษรากล่าวว่า ในขั้นตอนการติดตั้ง บริษัทฯจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปศึกษาดูโครงสร้างหลังคาบ้านหรืออาคารสำนักงาน ก่อนว่าแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ และทิศทางพื้นที่ตั้งของหลังคาต้องอยู่ในทิศทางที่รับแสงอาทิตย์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำคัญของการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสง อาทิตย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้า ซึ่งบริษัทจะให้บริการตรวจเช็กระบบ ให้ฟรีในระยะเวลา 2 ปีแรกของการติดตั้ง.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

1 20 21 22 23 24 66