“กบง.” ปล่อยลอยตัวก๊าซเอ็นจีวี

EyWwB5WU57MYnKOuX38yz67wIuJvmWq5MWFO8aVPcgrIUZQCz5JXQO

EyWwB5WU57MYnKOuX38yz67wIuJvmWq5MWFO8aVPcgrIUZQCz5JXQO

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า กบง. มีมติลอยตัวราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แบบมีเงื่อนไข มีผลตั้งแต่ 21 ม.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาเอ็นจีวีปรับลดลงตาม รวมทั้งต้องการเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นๆ เข้ามาสร้างสถานีบริการหรือปั๊มเอ็นจีวีให้มากขึ้น หลังจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้สร้างท่อก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 4 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยในระหว่าง 6 เดือนนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) ได้ขอให้ ปตท.ประกันราคาไม่ให้เกิน 13.50 บาท ต่อ กก. ซึ่งเป็นราคาปัจจุบัน หลังจากนั้นในเดือน ก.ค. ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามต้นทุนที่แท้จริง จึงเป็นโอกาสดีที่จะประกาศลอยตัว

สำหรับเหตุผลหลักๆในการลอยตัวเอ็นจีวี เพื่อให้เอกชนรายใหม่ๆ เข้ามาสร้างปั๊มเอ็นจีวีมากขึ้น จากปัจจุบันมีเพียง ปตท.รายเดียวเท่านั้นที่สร้างปั๊มเอ็นจีวี รวมทั้งราคาเอ็นจีวีเริ่มปรับ ลดลงตามราคาน้ำมัน โดยปัจจุบันต้นทุนราคาเอ็นจีวีอยู่ที่ 13.92 บาทต่อ กก. และเดือน ก.พ. คาดว่าอยู่ที่ 13.65 บาทต่อ กก. และทั้งปีคาดแนวโน้มราคาจะลดลงต่อเนื่อง ประมาณ 11.51-13.14 บาทต่อ กก. ภายใต้กรอบราคาน้ำมัน 30-44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ระหว่างนี้จนถึงเดือน มิ.ย. หากราคาขายปลีกเกิน 13.50 บาท ปตท.ก็จะช่วยดูแลไปก่อน หลังจากเดือน ก.ค. ก็จะลอยตัวตามราคาต้นทุนที่แท้จริง โดยจะประกาศราคาทุกวันที่ 16 ของทุกๆเดือน
ขณะเดียวกัน ในเรื่องของราคาเอ็นจีวีของกลุ่มผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ กบง. ยังให้ ปตท.รับภาระชดเชยต่อไป โดยราคาขายอยู่ที่ 10 บาทต่อ กก. และมอบให้ สนพ.ไปศึกษาว่าหากจะดูแลเสถียรภาพราคาเอ็นจีวีในอนาคต จะสามารถแยกบัญชีกองทุนน้ำมันลักษณะเดียวกับราคาก๊าซแอลพีจีได้หรือไม่.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

หุ้นเช้าปิดร่วง 10.78 จุด มูลค่าซื้อขาย 19,519.32 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuX7EUVxdKzn9YnTiCg47eiq0zTHMdZ35uS73OeH

EyWwB5WU57MYnKOuX38zDeV2TKFAMriIvsvAl31fVKR5E7ub6hRAYm

 

หุ้นไทยวันที่ 20 ม.ค.2559 ปิดตลาดภาคเช้า ร่วง 10.78 จุด ที่ระดับ 1,255.23 จุด มูลค่าซื้อขาย 19,519.32 ล้านบาท…

วันที่ 20 ม.ค. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 10.78 จุด ที่ระดับ 1,255.23 จุด หรือคิดเป็น 0.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 20,139.12 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/

 

 

เช้าวันพุธ! ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,150

EyWwB5WU57MYnKOuX7LPVD7IXdKtAbc84jUzreRrZPCEa54FzsWkWn

EyWwB5WU57MYnKOuX38zimMejcICxW8tgGNodFEIkDH7MzMuhopc2U

ราคาทองวันที่ 20 ม.ค.2559 เปิดตลาดยังคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,650 ขายออกบาทละ 18,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,373.92 ขายออกบาทละ 19,150…

วันที่ 20 ม.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,650.00 บาท ขายออกบาทละ 18,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,373.92 บาท ขายออกบาทละ 19,150.00 บาท.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม กังวลราคาน้ำมัน-ศก.โลก

EyWwB5WU57MYnKOuX35nq4uDFdNmC2DmrJgcU43aYgMpC6sId5XnGF

EyWwB5WU57MYnKOuX38zcX3Y1rXPqBulLLDq7aRmVqDSzfFN0pWhjU

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดบวกในวันอังคาร เป็นผลจากความกังวลเรื่องการลดลงของราคาน้ำมัน และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 ม.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 27.94 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 16016.02 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.00 จุด หรือ 0.05% ปิดที่ 1881.33 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 11.47 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 4476.95 จุด

หุ้นสหรัฐฯ ในวันอังคารเพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการซื้อขาย หลังรัฐบาลจีนประกาศจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เพื่อรับมือกับการเตือนทางเศรษฐกิจของพวกเขาที่ลดลงเหลือ 6.9% อย่างไรก็ตาม ความกังวลของนักลงทุนในเรื่องราคาน้ำมันที่ยังคงลดลงกลับมามีอิทธิพลเหนือกว่าข่าวดี ที่ให้ดัชนีหุ้นร่วงในช่วงท้าย

ราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ราคาหุ้นของบริษัทกลุมปิโตรเลียมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเชฟรอน ลดลง 2.6% ส่วนฮัลลิเบอร์ตันลดลง 3.4% และ มาราธอน ออยล์ ลดลง 5.7% ขณะที่บริษัท ทวิตเตอร์ หุ้นตกถึง 7.0% หลังจากเว็บล่มในหลายประเทศนานหลายชั่วโมง

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th

 

 

 

ซุปเปอร์โฮลดิ้งเกิดไตรมาส 3 “ประสาร” ยันปลอดจากอำนาจการเมืองไม่ได้

EyWwB5WU57MYnKOuYBtayJ8Mhy6CERdhYjqVaHJllrSPNWRgBrifau

EyWwB5WU57MYnKOuX39XNhhydlv2y6knoLd5o2amwPy2c5VoEIh4aU

คนร.ไฟเขียวกฎหมายจัดตั้งซุปเปอร์โฮลดิ้ง คาดได้เห็นไตรมาส 3 ปีนี้ “ประสาร” ชี้ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่จะเปลี่ยนการบริหารที่ไม่ปกติ ให้กลับมาปกติ ยอมรับตัดการเมืองออกไม่ได้เพราะเป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ ยกเลิกให้ใบแดงรัฐวิสาหกิจหลังแก้ปัญหาคืบหน้า แต่กำหนดประเมินผลการแก้ไขปัญหาของ 7 รัฐวิสาหกิจอีกครั้ง มี.ค.2559

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซุปเปอร์โฮลดิ้ง) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ…. เพื่อรองรับการจัดตั้งซุปเปอร์โฮลดิ้ง และได้มีการปรับปรุงแก้ไขตามความเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจ และมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยคาดว่าหลังจากนี้ไป 2 เดือนจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคาดว่าภายในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีนี้ จะสามารถเห็นซุปเปอร์โฮลดิ้งได้

“การจัดตั้งซุปเปอร์โฮลดิ้ง มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ขึ้นมาเป็นเจ้าของ 12 รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่เป็นบริษัทมหาชน และบริษัทจำกัด โดยกฎหมายใหม่ที่จะออกมาครั้งนี้ ได้กำหนดสัดส่วนของคณะกรรมการซุปเปอร์โฮลดิ้ง ให้มาจาก ฝ่ายรัฐบาล 5 คน ข้าราชการ 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ทำให้ไม่สามารถตัดขาดจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง เพราะต้องยอมรับว่ารัฐวิสาหกิจเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ จึงตัดขาดจากรัฐบาล 100% เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ต้องรักษาความสมดุลไว้และหากลไกอื่นมาทำให้เกิดความโปร่งใสและมีการเปิดเผยข้อมูล โดยมีกรอบบรรษัทภิบาลที่ดี ทั้งการสรรหา แต่งตั้ง การบริหาร เปิดเผยข้อมูล และมีมาตรการลดโอกาสถูกใช้ทำนโยบายประชานิยมที่ไม่รับผิดชอบ”

นายประสาร กล่าวด้วยว่า แนวทางที่ดำเนินการนี้เป็นการปฏิรูปเชิงสถาบันไม่ใช่การแปรรูป ไม่ใช่ลดสัดส่วนการถือหุ้นจนรัฐวิสาหกิจพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะนำร่างกฎหมายที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขประกาศลงในเว็บไซต์ของสคร.ทันที ขณะที่ซุปเปอร์โฮลดิ้งเกิดขึ้นมาแล้วคงไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ 12 รัฐวิสาหกิจในทันที เพราะไม่ใช่ยาวิเศษ เป็นเพียงการทำให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปได้ด้วยความปกติ จากปัจจุบันที่ไม่ปกติ

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ที่ประชุม คนร.ยังรับทราบผลการดำเนินงานตามแผนแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดการแก้ไขปัญหาของทุกรัฐวิสาหกิจมีความคืบหน้าและพัฒนาดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาแล้ว และได้สั่งให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจไปดูรายละเอียดของปัญหาสำคัญว่าจะมีแนวทางแก้ไข โดยขอให้ยกเลิกคาดโทษรัฐวิสาหกิจโดยการให้ใบเหลืองใบแดง เนื่องจากแต่ละรัฐวิสาหกิจมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา แต่ขอให้มีการประเมินผลงานออกมาเป็นระดับดีมาก ดี พอใช้ และควรปรับปรุง หากภายในเดือน มี.ค.นี้ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจใดยังแก้ไขปัญหาไม่เสร็จ จะมีมาตรการออกมาบังคับต่อไป

สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาของทั้ง 7 รัฐวิสาหกิจนั้น ประกอบด้วย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีความคืบหน้าไปในทางที่ดีขึ้น โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปกำหนดบทบาทและทิศทางที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาเสาโทรคมนาคมให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ล่าสุดยังมีความล่าช้าเรื่องการส่งมอบพื้นที่ย่านมักกะสันให้กระทรวงการคลัง ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี ยกเว้นพื้นที่โรงพยาบาลและบ้านพักให้เสร็จใน 3 ปี และการกำหนดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการต่างๆของ ร.ฟ.ท.เพื่อลดภาระภาครัฐ เช่น การเดินรถไฟสายสีแดง และแอร์พอร์ตลิ้งค์ส่วนต่อขยาย

ด้านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เร่งรัดให้เสนอโครงการจัดหารถโดยสารให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาภายในเดือน มี.ค.นี้ โดยพิจารณาประเภทและจำนวนที่เหมาะสม รวมทั้งการ จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน พร้อมกับระบบตั๋วร่วม และการให้เอกชนเข้ามาเดินรถเพิ่มเติม ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แม้ว่าที่ผ่านมาจะปรับลดค่าใช้จ่ายลงไปแล้ว 7,200 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่ได้ตามที่ คนร.กำหนด 10,000 ล้านบาท และสั่งให้เร่งทำแผนและกำหนดเวลาการจัดการตัวแทนจำหน่าย (เอเย่นต์) ให้ชัดเจนและเสนอให้คนร.ในเดือน มี.ค.นี้ พร้อมกับชะลอการจัดหาเครื่องบินที่ยังไม่มีความจำเป็น ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ให้เร่งรัดลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีอยู่ลงอีก.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

“เมืองไทย-เงินติดล้อ” เจ้าพ่อสินเชื่อ นาโนไฟแนนซ์ตั้งเป้าปล่อยกู้ 1.5 พันล้าน

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYjr34rwewXwrw4

EyWwB5WU57MYnKOuX39XWCdMft2roeV8Ok2I8VFu7PYC48E9MsfKhL

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อย หรือนาโนไฟแนนซ์ ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ 1,500 ล้านบาท จากปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน ธ.ค.58 มียอดสินเชื่อสะสม 150 ล้านบาท หรือปล่อยกู้ไปแล้ว 7,500 ราย ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือน พ.ย.58 ที่มียอดปล่อยกู้สะสม 115 ล้านบาท หรือ 5,800 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธุรกิจนาโนไฟแนนซ์เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย.58 และได้ดำเนินการมาแล้ว 8 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นระบบ โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือ ผู้กู้ไม่ต้องมีหลักประกัน ผู้กู้ต้องกู้เพื่อนำเงินไปลงทุนหรือประกอบกิจการ ดอกเบี้ยเก็บสูงสุดไม่เกิน 36% วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งขณะนี้ สศค.ได้อนุมัติใบอนุญาตให้การประกอบการกิจการไปแล้ว 25 บริษัท และในจำนวนนี้ เปิดดำเนินธุรกิจอย่างเป็นเต็มรูปแบบเพียง 9 ราย เนื่องจากกระทรวงการคลังอนุญาตให้ผู้ประกอบการภายหลังจากที่รับใบอนุญาตแล้ว จะต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี

ทั้งนี้ จากการติดตามยอดการปล่อยสินเชื่อของ สศค.พบว่า ผู้ประกอบการทั้ง 9 ราย มีเพียง 2 รายเท่านั้นคือ บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด ปล่อยกู้ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล และบริษัทเงินติดล้อ จำกัด ปล่อยกู้ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา มียอดรวมในการปล่อยกู้มากกว่า 95% ของยอดสินเชื่อสะสม 150 ล้านบาท หรือ 142 ล้านบาท เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท พร้อมทั้งด้านธุรกิจและเงินทุน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th

ไขข้อสงสัย ‘ภาษีมรดก’ เกิน 100 ล้าน! ลดเหลื่อมล้ำ ช่องว่างทางสังคม

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYnM1NKXozJzuQ5

EyWwB5WU57MYnKOuX39WnRzR3b7IYJWNsRqqVHy0Y3SGwwMs3hBXOp

 

ทันทีที่กระทรวงการคลังมีมาตรการเตรียมจัดเก็บภาษีมรดก สำหรับผู้ที่รับมรดกมากกว่า 100 ล้านบาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ.59 นี้ เหล่าบรรดาเศรษฐี มหาเศรษฐี อภิมหาเศรษฐี หรือผู้มีมรดก ทั้งหลาย ต้องเตรียมตัวเตรียมใจควักเงินเสียค่าภาษีมรดกกันถ้วนหน้า 

หากมองย้อนกลับไป “ภาษีมรดก” ในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “สมุดปกเหลือง” หรือ เค้าโครงการเศรษฐกิจที่ถูกนำเสนอโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแบบโซเซียลิสม์ ฉบับแรกและฉบับเดียวของไทย

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYpRnrHIrig3cF5

ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 ตรงกับสมัยที่พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้บังคับเป็นกฎหมาย ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2476 ด้วยเหตุผลที่ว่า การเก็บภาษีดังกล่าวเป็นการเก็บภาษีบนความมั่งมี ที่จะไม่ทำให้มีผู้เดือดร้อน โดยมีความคิดตามแบบอย่างอารยประเทศ และยังช่วยแบ่งเบาภาระด้านภาษีของทางรัฐบาล

หลังจากบังคับใช้ได้ราว 10 ปี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าบรรดาผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเกรงกลัวที่จะต้องเสียภาษี รวมทั้งภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ที่ในสมัยนั้นมีภาระหน้าที่ที่มากอยู่แล้ว จนถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่แนวความคิดดังกล่าวก็ยังถูกใช้อยู่ในทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ประเทศไทย ก็มีการเรียกร้องจากคนบางกลุ่มให้นำการจัดเก็บภาษีมรดกกลับมาใช้เป็นระยะๆ

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYrkSR3twNYAHiM

ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรับมรดก พ.ศ. 2558 อย่างเป็นทางการ วันที่ 1 ก.พ.59 โดยระบุว่า ผู้รับมรดก ที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้าน จะต้องเสียภาษี นับจากวันที่รับมรดก 150 วัน

กระทั่งมาถึงยุค พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย กรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ก็ได้มีนำเรื่องภาษีการรับมรดกกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง และหวังจะผลักดันให้เป็นกฎหมายตั้งแต่สมัยที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ออกมาอย่างเป็นทางการ เริ่มตั้งแต่วัน 1 กุมภาพันธ์ 2559 โดยระบุว่า ผู้รับมรดก ซึ่งประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ / หลักทรัพย์ / เงินฝาก / ยานพาหนะ รวมถึงตราสารทางการเงิน ที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี โดยนับจากวันที่รับมรดก 150 วัน (ดีเดย์ 1 ก.พ. !! คลัง เตรียมเก็บภาษีมรดก เกิน 100 ล้าน ผ่อนชำระได้)

ทั้งนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ภาษีมรดก กำหนดหลักเกณฑ์อะไร และมีเงื่อนไขของการเสียภาษีอย่างไร? วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” มาไขข้อข้องใจในเบื้องต้น …

รู้หรือไม่ว่า? ภาษีการรับมรดก’ กับ ‘ภาษีกองมรดก’
 แตกต่างกัน

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYnM1NKXozJzuQ5

ภาษีการรับมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากบุคคลที่ได้รับมรดก หลังเจ้าของทรัพย์สินหรือเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีนี้ ผู้รับมรดกแต่ละคนจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี อัตราภาษี รวมทั้งการลดหย่อนต่างๆ จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับผู้ตาย คือ ผู้รับมรดกที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ตาย เช่น เป็นทายาทโดยธรรม ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า แต่สำหรับกรณีผู้รับมรดกที่มีความสัมพันธ์ห่างออกไป เช่น เป็นทายาทโดยพินัยกรรม ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า เป็นต้น

ภาษีกองมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากกองทรัพย์สินของผู้ตาย โดยให้ทำการรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายทั้งหมดมาประเมินภาษีและชำระภาษีตามจำนวนที่ประเมินได้ จากนั้นทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระภาษี แล้วจึงจะตกทอดไปยังทายาทของผู้ตาย ซึ่งภาษีกองมรดกนี้ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ตายกับผู้รับมรดก และอัตราภาษีส่วนใหญ่ จะเป็นอัตราก้าวหน้าตามขนาดของกองมรดก

หลักเกณฑ์ของผู้เสียภาษีเป็นบุคคลสัญชาติไทย

บุคคลสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวคนหรือบริษัท หรือหากมิใช่สัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ก็จะถูกจัดว่าเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษี ต้องความรับผิดชอบในการเสียภาษีการรับมรดกเกิดขึ้น เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีแต่ละราย (เป็นลูก) ได้รับมรดกจากเจ้ามรดก (เช่น คุณพ่อเสียชีวิต) ไม่ว่าในคราวเดียวหรือหลายคราวรวมกันเกิน 100 ล้านบาท ให้เสียภาษีในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น 
โดยอัตราการเสียภาษี 
ร้อยละ 5 สำหรับผู้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก (ผู้สืบสันดานนี้ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม) ร้อยละ 10 สำหรับกรณีอื่นๆ เช่น ผู้รับพินัยกรรม และ ร้อยละ 0 หรือไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก สำหรับคู่สมรส หรือกรณีที่ยกให้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา กิจการสาธารณประโยชน์ หรือหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศที่ทำเรื่องเหล่านี้ (ได้รับยกเว้น)

5 ประเภทของทรัพย์มรดก ที่ต้องเสียภาษีมรดก

4DQpjUtzLUwmJZZGV7kjvaLhNeh8ayLJ1J7Y3nm3g12w

อสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในทรัพย์มรดกที่ต้องเสียภาษี

1. อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย
 2. หลักทรัพย์ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ หน่วยลงทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ต่างๆ
 3. เงินฝาก หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน 
4. ยานพาหนะ ที่มีหลักฐานทางทะเบียน ได้แก่ รถ เรือ มอเตอร์ไซค์
 และ 5. ทรัพย์สินทางการเงิน ที่กำหนดเพิ่มขึ้นตามกฎหมายในอนาคต (ถ้ามี)

หลักการคำนวณมูลค่าของทรัพย์มรดก เพื่อพิจารณาว่าถึง 100 ล้านบาทหรือไม่?

กรณีอสังหาริมทรัพย์ ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

กรณีหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ถือเอาราคาของหลักทรัพย์ในเวลาสิ้นสุดเวลาทางการของตลาดหลักทรัพย์ในวันได้รับมรดก ถ้าต้องคำนวณเป็นเงินตราต่างประเทศ จะเป็นไปตามที่กรมสรรพากร ประกาศกำหนด

ทางเจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจประเมินภาษี (1-3 ปี กรณียื่นแบบและ 10 ปี กรณีไม่ยื่นแบบ) และเรียกเก็บภาษีให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากไม่เสียภาษีตามกำหนด อธิบดีกรมสรรพากร มีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์มรดกโดยไม่ต้องขอศาล

หลีกเลี่ยงภาษีการรับมรดก ถือเป็นความผิดอาญา!

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYjr34rwewXwrw4

หากไม่มาเสียภาษี จะถูกยึด ถูกปรับเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท


- ไม่ยื่นแบบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท

– ทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไปให้แก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 400,000 บาท ทั้งนี้ ในกรณีผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนนิติบุคคล ผู้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคล รับโทษ

– จงใจยื่นข้อความเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือโดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือแนะนำหรือสนับสนุนให้บุคคลอื่นใดกระทำการดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้าน นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก อยากฝากให้ดูข้อกฎหมายให้ดี และมาเสียตามหน้าที่ เพราะหากตรวจเจอว่าไม่มาเสีย จะถูกยึด ถูกปรับเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท ซึ่งภาษีการรับมรดก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนมีเป้าหมายในสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม และเป็นการช่วยกระจายภาระภาษี หารายได้เข้ารัฐ ให้การใช้ทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลักการดังกล่าว จะไม่กระทบต่อคนยากจน และคนที่มีฐานะปานกลางนั่นเอง

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYq2lVDHksKdWL1

ท้ายที่สุดแล้ว การเก็บภาษีมรดกจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ จริงหรือ?

ท้ายที่สุดแล้ว พ.ร.บ. ดังกล่าว จะเกิดประสิทธิภาพตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริงหรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th

 

ยักษ์น้ำมันหนีตายเบรกลงทุน “หั่นรายจ่าย-ปลดคน” สู้ราคาดิ่ง

13817706161381770638l

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzAvMzUwMDgxL21vbjE4MDE1OTIuanBn

 

การร่วงลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่มีทีท่าจะผงกหัวในอนาคตอันใกล้ และกลายเป็นวิกฤตครั้งเลวร้ายสำหรับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมพลังงาน ความหวังที่จะเห็นราคาฟื้นตัวขึ้นในปีนี้ หลังจากรูดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2558 ดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงฝันกลางวัน และในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันส่อเค้าจะหลุด 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แรงกดดันต่อบริษัทน้ำมันยิ่งทวีคูณ เพราะการตัดลดรายจ่ายเพื่อประคองตัวไล่ไม่ทันการลดลงของรายได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์ อ้างบทวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษา “วูด แมคเคนซี” ว่า มี โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมันแห่งใหม่เพียง 6 โครงการเท่านั้นที่ได้ไปต่อในปีนี้ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทน้ำมันชั้นนำของโลกหลายแห่งตัดสินใจระงับโครงการที่มีจุดคุ้มทุนระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในขณะนี้เริ่มหยิบยกแผนงานประจำปีนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากโครงการที่มีจุดคุ้มทุนที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

นายแองกัส โรเจอร์ นักวิเคราะห์จากวูด แมคเคนซีฟันธงว่า “ปีนี้จะปีที่สาหัส บริษัทน้ำมันส่วนมากมุ่งเน้นไปที่การเอาตัวรอดในระยะสั้นและปรับลดต้นทุน เมื่อถึงจุดหนึ่งจำเป็นต้องมีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการยกเลิกโครงการที่ไม่ทำกำไร”
สิ่งที่บริษัทพลังงานจะทำเป็นอันดับแรกเมื่อราคาน้ำมันเป็นขาลง คือ ปรับลดรายจ่ายด้านการลงทุน เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการชดเชยกระแสเงินสดฝั่งรายรับที่หายไป พร้อมกับการจ่ายปันผลในอัตราใกล้เคียงกับปีก่อน ๆ เพื่อประคองไม่ให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงหนักตามรายได้ อาทิ “ปิโตรบราส” รัฐวิสาหกิจน้ำมันของบราซิล ที่กัดฟันหั่นรายจ่ายหลายหมื่นล้านดอลลาร์

จากการรวบรวมข้อมูลของวูด แมคเคนซี ตั้งแต่ราคาน้ำมันแตะจุดสูงสุดช่วงกลางปี 2557 จนถึงตอนนี้ มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ถูกชะลอออกไป 68 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 380,000 ล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้นเกือบ 2 เท่าจากตัวเลข 200,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนปี 2558

โครงการที่ตกเป็นเป้าของการชะลอการลงทุนมักเป็นแหล่งน้ำมันใต้ทะเลลึก ที่มีต้นทุนในการดำเนินการสูง โดยเฉพาะในแองโกลา ไนจีเรียและอ่าวเม็กซิโก ซึ่งครองสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตที่ถูกเลื่อนออกไป ส่วนแคนาดาที่เผชิญผล

กระทบจากซัพพลายเชลล์ออยล์ล้นตลาดในสหรัฐ จำเป็นต้องระงับโครงการทรายน้ำมันที่มีต้นสูงออกไปอย่างไม่มีกำหนด คิดเป็นปริมาณเทียบเท่าน้ำมัน (Barrel Oil Equivalent) 4 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ ยังมี “เมกะโปรเจ็กต์” 2 โครงการที่เจอโรคเลื่อน คือ 1)เฟสสองของแหล่งน้ำมัน “คาชากัน” ในคาซัคสถาน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนที่ลงขันโดย 4 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ เช่น โททัลและเชลล์ โครงการนี้มีกำลังการผลิตสูงสุด 600,000 บาร์เรลต่อวัน และ 2) แหล่งก๊าซธรรมชาติ “โกลฟินโฮ” ในโมซัมบิก โดยรวมแล้ว การระงับโครงการน้ำมันเพื่อลดต้นทุนส่งผลให้ปริมาณน้ำมันราว 27,000 ล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการผลิต 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะยังไม่ออกสู่ตลาดจนกว่าจะถึงทศวรรษหน้า

ในบรรดา 6 โครงการที่ได้รับไฟเขียวให้เดินหน้าต่อ มี 2 โครงการที่เป็นแหล่งใต้ทะเลลึก ได้แก่ โครงการสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ของบีพี และแหล่งแอปโพแมทท็อกซ์ในอ่าวเม็กซิโกของเชลล์ ทั้ง 2 โครงการข้างตันมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าโครงการจำนวนมากที่ถูกระงับ ซึ่งมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ถ้าการหั่นรายจ่ายยังไม่เพียงพอ ขั้นตอนต่อไปได้แก่ กู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นและปรับลดตำแหน่งงาน เช่น การลอยแพเจ้าหน้าที่หลายพันคนในฝ่ายสำรวจและผลิตของ

บริษัทบีพี โดยคาดว่าตั้งแต่กลางปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันในแถบทะเลเหนือปลดพนักงานออกไปแล้วราว 65,000 ตำแหน่ง แม้ว่ามาตรการนี้จะทำให้บริษัทพลังงานมีต้นทุนสูงขึ้นในระยะสั้นจากการจ่ายค่าชดเชย แต่ในระยะกลาง-ระยะยาว จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ไม่น้อย

ส่วนสาเหตุที่ราคาพลังงานดิ่งลง นายแดเนียล เยอร์กิน รองประธานบอร์ดบริษัทที่ปรึกษา ไอเอชเอส ชี้ว่ามาจากหลายปัจจัยทั้งฝั่งซัพพลายและดีมานด์ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโอเวอร์ซัพพลายในตลาดสหรัฐจากการบูมของอุตสาหกรรมเชลล์ออยล์

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การตัดสินใจคงเพดานการผลิตของสมาชิกในกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) แนวโน้มที่อิหร่านจะเพิ่มกำลังการผลิตหลังนานาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

ในสถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทพลังงานคงทำได้เพียงตัดลดรายจ่ายและกินบุญเก่าที่สะสมไว้ พร้อมกับหวังว่าราคาน้ำมันจะกระเตื้องขึ้นโดยเร็ว เกมนี้จึงเป็นเหมือนกับวัดว่าใครมีสายป่านยาวกว่ากัน

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/

 

 

บริษัทน้ำมันระดมค้านกระทรวงพลังงานรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น

NjpUs24nCQKx5e1D74u4ae0sPwxZK2uQlbu7XTXsAvU

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNjkvMzQ5ODIzL21vbjE3MDE1OS5qcGc=

โรงกลั่นตั้งคำถาม ก.พลังงานจะรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไปทำไม เพราะปัจจุบันทั้ง ESSO-IRPC ก็ไม่ได้ใช้สูตรราคานี้ แต่ยอมรับว่าตอนนี้ “ค่าการกลั่น” อยู่ในช่วงราคาที่ดีมาก แนะแทนที่คิดจะเข้ามาคุมราคาหน้าโรงกลั่น ควรปล่อยให้เกิดการแข่งขันเสรี ราคาสุดท้ายก็จะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หรือควรโฟกัสไปที่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะดีกว่าว่าผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมหรือไม่

หลังจากจัดระเบียบโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกแล้ว ล่าสุด กระทรวงพลังงาน เตรียมรื้อสูตรราคาน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่น หลังจากที่ “ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin)” ของโรงกลั่นน้ำมันสูงขึ้นกว่า 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ล่าสุด พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้หารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และมอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปศึกษาสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นว่ามีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้หรือไม่

นายมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เอสโซ่ต้องการให้ภาครัฐปล่อยให้อุตสาหกรรมการกลั่นเป็นตลาดเสรี ที่ผ่านมาโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ไม่ได้ใช้สูตรดังกล่าวในการกำหนดราคาน้ำมัน เพราะแต่ละโรงกลั่นมีกระบวนการกลั่นน้ำมันที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุนต่ำสุด

แต่ยอมรับว่า ในช่วงนี้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่โรงกลั่นต้องเผชิญกับปัญหาค่าการกลั่นที่ต่ำมากมาโดยตลอด รวมถึงการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าภาครัฐจะเข้ามาช่วยบริหารจัดการ มีเพียงโรงกลั่นน้ำมันเท่านั้นที่ต้องปรับตัว

“ต้นทุนค่าการกลั่นเป็นเรื่องภายในของโรงกลั่นน้ำมันที่จะกำหนดเองแต่ไม่ใช่ว่าจะกำหนดให้สูงเพราะถ้าหากสูงกว่าราคาตลาดโลก ใครที่ไหนจะมาซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นเรา เขาก็เปลี่ยนเป็นนำเข้ามาแทน ฉะนั้นจะเห็นว่าราคาขายปลีกของผู้ค้าทุกรายจึงราคาเดียวกัน ทุกบริษัทผู้ค้าน้ำมันก็ต้องรักษาตลาดของตัวเองเอาไว้หากรัฐเข้ามารื้อต้นทุนราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นก็เท่ากับว่ารัฐเข้ามาควบคุมธุรกิจน้ำมัน100%”

นายมงคลนิมิตรกล่าวเพิ่มเติมว่าในทางปฏิบัติภาครัฐควรใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการแทนการใช้วิธีปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเพื่อสร้างบรรยากาศการค้าเสรี

นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การศึกษาราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันของ ก.พลังงาน น่าจะเป็นการศึกษาว่าโครงสร้างปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่เท่านั้น “อาจจะไม่มีการปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นทันที”

โดยสูตรราคาหน้าโรงกลั่นที่ในปัจจุบันนั้น ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตว่า “ทำไมจึงต้องอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์” ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการขนส่งจริง แต่เป็นการใช้ราคาสิงคโปร์เพื่ออ้างอิงเท่านั้น เพราะปัจจุบันการสั่งซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจจะมีค่าขนส่งที่แพงกว่า

“สูตรราคาหน้าโรงกลั่นที่ใช้ผมมองว่าเหมาะสมอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายที่มีการกล่าวถึงว่าเป็นค่าใช้จ่ายแฝงนั้น จริง ๆ ต้องบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าประกันภัย ค่าขนส่ง”

ขณะที่นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงกลั่นไออาร์พีซีก็ไม่ได้ใช้สูตรราคาหน้าโรงกลั่นดังกล่าว ในทางกลับกันถ้าใช้สูตรดังกล่าว โรงกลั่นน้ำมันอาจจะกำไรมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ทั้งนี้มองว่า ภาครัฐควรปล่อยให้ตลาดน้ำมันแข่งขันกันอย่างเสรี รวมถึงอาจจะยกเลิกสูตรราคาดังกล่าวด้วย หากภาครัฐต้องการควบคุมเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคควรโฟกัสที่ราคาน้ำมันขายปลีกสุดท้ายมากกว่า

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/

เฮ! บริษัทน้ำมันปรับลดราคาลง 40 สต.เว้น E 85 ลง 20 สต.

EyWwB5WU57MYnKOuX37lnwlL7XpgnOfoNDTpMiaD4W2uKsHrbzdHRN

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzAvMzUwMTczL21vbjUwMTEtMS0xLmpwZw==

บริษัทน้ำมันประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันลง 40 สต. เว้น E85 ลง 20 สต.มีผลพรุ่งนี้ 19 ม.ค. 59 เวลา 05.00 น.

บริษัมน้ำมัน ปตท. และ บางจากประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลง ทุกกลุ่ม 40 สต.ต่อลิตร ยกเว้น อี 85 ลดลง 20 สต. การปรับราคาใหม่ทำให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มในกรุงเทพและปริมณฑล เป็นดังนี้

เบนซิน 95 : 30.06 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95 : 23.10 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล91 : 22.68 บาท/ลิตร
E20 : 20.74 บาท/ลิตร
E85 : 17.89 บาท/ลิตร
ดีเซล : 19.29 บาท/ลิตร
(ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

ขอบคุณที่มา   http://money.sanook.com/

1 20 21 22 23 24 50