เวนคืนที่ 1.4 หมื่นแปลง! สร้างรถไฟทางคู่ 2 เส้น ปั่นราคาที่ดินพุ่ง 10 เท่า

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4mzq1l21vbje1mte1otmuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4mzq1l21vbje1mte1otmuanbn

เวนคืนที่ 1.4 หมื่นแปลง สร้างรถไฟทางคู่ 2 เส้น ปั่นราคาที่ดิน อ.เชียงของ พุ่ง 10 เท่า
วันที่ 15 พ.ย. 59 การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. ขอที่ดิน 30,000 ไร่ สร้าง 2 ทางคู่ใหม่ ลงเขตเศรษฐกิจ “เด่นชัย-เชียงราย” เเละ “บ้านไผ่-นครพนม” ชาวบ้านโดนกราวรูด 1.4 หมื่นแปลง บ้าน 2,000 หลัง เศรษฐีในพื้นที่นกรู้ตุนที่ดิน ผุด “สถานีเชียงของ” 80 ไร่ ฟันกำไรเหนาะ ๆ 10 เท่า จากไร่ละ 600,000 บาท หลังขยับหลายตลบตั้งแต่สะพานโขง 4 ฉุดต้นทุนรัฐพุ่งเท่าตัว

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการ 4โครงสร้างพื้นฐานทางรางเชื่อมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, ทางคู่สาย บ้านไผ่–มุกดาหาร-นครพนม, ทางคู่สายขอนแก่น-หนองคาย และทางคู่สายรถไฟฟ้า หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ต่อยอดแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจาก 30 โครงการขนาดใหญ่ ที่กระทรวงคมนาคมเเละการรถไฟเเห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า

ซึ่งทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ถือว่าพร้อมสุดที่จะประมูลกลางปี 2560 หลังล่าช้ามา 56 ปี และก่อนหน้านี้เคยมีแผนเวนคืนเมื่อ 3ปีก่อน แต่สุดท้ายต้องชะลอออกไป โดยนายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สะท้อนความเห็นว่า หากเส้นทางรถไฟสายดังกล่าวเชื่อมมาถึง จ.เชียงราย จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะ จ.เชียงราย โดดเด่นด้านมูลค่าการค้าชายแดนที่เติบโตสวนกระแสการค้าโลก แน่นอนว่า หากรถไฟเส้นนี้เกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้มากขึ้นและเป็นผลดีต่อการเดินทางเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

สอดรับกับ ดร.อนุรัตน์ อินทร ประธานคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า โครงการนี้ยืดเยื้อมานานร่วม 56 ปี เกิดจาก แต่ละรัฐบาลจะผลัดกันศึกษาใหม่ ขณะที่คนในพื้นที่เรียกร้องให้ขับเคลื่อนกระทั่งปัจจุบันถือว่าก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

อย่างไรก็ดีวันที่ 28 พ.ย. 2559 นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาตรวจเยี่ยม ภาคเอกชนจะเสนอให้อนุมัติงบประมาณก่อสร้างตามที่ ร.ฟ.ท. เสนอ ขณะที่ น.ส.ผกามาศ เวียรา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงรายและประธานกรรมการสาขาเชียงราย สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-เมียนมา รถไฟเด่นชัยเชียงราย-เชียงของ จะเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟคุนหมิง มณฑลยูนนาน, สปป.ลาว ซึ่งจะช่วยขนส่งสินค้าได้สะดวกขึ้นเป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้สำรวจความเคลื่อนไหวการซื้อขายที่ดินในรัศมีรอบสถานีสำคัญ ๆ ใน อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยทราบข้อมูลจากผู้คร่ำหวอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อ.เชียงของ รายหนึ่ง ระบุว่า “มีเศรษฐีในพื้นที่สะสมที่ดินราคาถูก และที่ผ่านมาได้ซื้อที่ดินแปลงใหญ่ 70-80 ไร่ ปัจจุบันอยู่ในแนวเวนคืนก่อสร้างสถานีรถไฟเชียงพอดี แน่นอนว่า แม้ที่ดินแปลงนั้นจะถูกเวนคืน แต่เจ้าของที่ถือกรรมสิทธิ์จะได้กำไรทันที”

แหล่งข่าวคนนี้กล่าวต่อว่า เเต่เดิมนั้นเจ้าของที่ดินได้ทำโครงการบ้านจัดสรร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนสถาบันการเงินฟ้องแล้วนำที่ดินทั้งหมดไปขายทอดตลาด จึงเปลี่ยนมือตกเป็นของลูกหลานคหบดีเก่า อ.เชียงของ ไปประมูลซื้อจากกรมบังคับคดีเมื่อ 10 ปีที่เเล้ว ไร่ละประมาณ 650,000 บาท (ก่อนที่จะมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4) แต่หลังมีสะพานเเห่งนี้เกิดขึ้น ปรากฏว่ามีคนสนใจสอบถามเเละทราบว่าที่ดินแปลงติดถนน ไร่ละ 5-6 ล้านบาท สุดท้ายเจ้าของที่ดินเเปลงนี้ยังไม่ยอมเปลี่ยนมือ อย่างไรก็ดีประเมินว่า เจ้าของที่ดินจะได้กำไรไม่ต่ำกว่า 10 เท่า เนื่องจากการคำนวนค่าชดเชยให้เจ้าของที่ดิน ปัจจุบันจะอิงราคาตลาด และราคาประเมินที่ดินปัจจุบัน

สอดคล้องกับนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบายว่า ราคาที่ดิน อ.เชียงของ ขยับต่อเนื่องมาหลายรอบ เริ่มจากก่อนที่จะสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเเห่งที่ 4 จากการสอบถามราคาที่ดินเพื่อพัฒนาศูนย์เปลี่ยนสินค้า ใกล้สะพาน ราคาเพียง 50,000 บาทต่อไร่ เท่านั้น เมื่อก่อสร้างสะพาน ที่ดินเเปลงนั้นมีการปักป้ายขาย 1.5 ล้านบาทต่อไร่ และวันที่สะพานก่อสร้างขยับไปที่ 4-5 ล้านบาทต่อไร่ แน่นอนว่า เมื่อรถไฟทางคู่เริ่มเวนคืน เชื่อว่าราคาที่ดินจะขยับขึ้นอีก

ส่วนแหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท. เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ มีความพร้อมที่สุดและ ประมาณต้นเดือน ธ.ค. นี้ การทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะได้รับอนุมัติจากสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ ครม. จะอนุมัติโครงการเพื่อก่อสร้างไม่เกินเดือน เม.ย. 2560 จากนั้นจะเริ่มเวนคืนกลางปี 2560 ไปพร้อมกับประกวดราคาหาผู้รับจ้างและแบ่งการก่อสร้างเป็น 4 ตอน ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้าง 6 ปี ระยะทาง 326 กิโลเมตร ซึ่งการเวนคืน 9,600 ไร่ จำนวน 7,000 แปลง สิ่งปลูกสร้าง 1,200 หลังคาเรือน

ส่วนสายบ้านไผ่-มุกดาหาร –นครพนม ระยะทาง 367 กิโลเมตร มูลค่า 50,000-60,000 ล้านบาท จะเวนคืนไล่เลี่ยกัน คือ กลางปี 2560 ทั้งหมด 1.74 หมื่นไร่ แปลงที่ดิน 7,100 แปลง สิ่งปลูกสร้าง 930 หลังคาเรือน รวมพื้นที่ที่ต้องเวลนคืนทั้ง 2 เส้นทาง 2.9 หมื่นไร่ แปลงที่ดิน 1.41 หมื่นแปลง สิ่งปลูกสร้าง 2,130 หลังคาเรือน

อย่างไรก็ดี ราคาที่ดินที่มีศักยภาพอ.เชียงของ ที่ผ่านมา ร.ฟ.ท. ได้แนะนำนักธุรกิจในพื้นที่ ซื้อที่ดินใกล้สะพานมิตรภาพ และใกล้กับสถานีรถไฟเชียงของ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาราคาซื้อไร่ละ 7,000,000 บาท และล่าสุดขายต่อราคาสูงถึง 13 ล้านบาท ทำเลเวียงเชียงรุ้ง 3 ปีที่ผ่านมา ประเมินไว้ ไร่ละ 10,000-20,000 บาท แต่ขณะนี้ ต้องประเมินใหม่ ราคาจะเพิ่มเท่าตัวซึ่งต้นทุนค่าก่อสร้างที่มีที่ดินเป็นตัวแปรสำคัญเพราะจะบวก เพิ่ม 2.5 เท่า จากราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ที่จะปรับใหม่ปี 2560 และราคาตลาด

ล่าสุด ร.ฟ.ท.เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีขอเพิ่มงบประมาณเวนคืนอีก 10,000 ล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 3 ปีที่ผ่านมา เพียง 10,000 ล้านบาท ทำให้ค่าก่อสร้างสายเด่นชัย-เชียงรายสูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาทจากเดิม 7.7 หมื่นล้านบาท ส่วนเส้นทางอื่น ๆ อาทิ บ้านไผ่-นครพนม ราคาที่ดินยังไม่สูงมากซึ่ง รถไฟทางคู่ทั้ง 2 สายทางนับเป็นโครงการใหม่ที่ต้องเวนคืน 100% ส่วนเส้นทางอื่นจะเป็นเส้นทางที่มีอยู่ก่อนแล้วจึงเวนคืนน้อยมาก

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

สมาคมธนาคารไทยยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนเงินข้ามเขตถึง 3ม.ค.60

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm3ndg5l21vbje0mte1otquanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm3ndg5l21vbje0mte1otquanbn

สมาคมธนาคารไทยยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนเงินข้ามเขตอำนวยความสะดวกผู้มาสักการะพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่15พ.ย.59-3 ม.ค. 60

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนจากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ธนาคารสมาชิก 15 แห่งของสมาคมธนาคารไทย พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมรายการถอนเงินสดข้ามเขตผ่านเครื่องถอนเงินสด (ATM) ภายในธนาคารเดียวกัน โดยให้มีระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.ถึงวันที่ 3 ม.ค.2560

นอกจากนี้ ธนาคารสมาชิกพร้อมดูแลและจัดเตรียมเงินสดในตู้เอทีเอ็มบริเวณโดยรอบเขตพระบรมมหาราชวัง และตามจุดต่าง ๆ ที่สำคัญในเขตกรุงเทพมหานครให้เพียงพอในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

กอช.เตือน สมาชิกส่งเงินให้ครบ เพื่อรับเงินสมทบเต็มตามสิทธิ์

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2odyxlzc3n2i2mmexndy4ote3ymizn2i3zty0ztq2mjhknzy1lmpwzw

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2odyxlzc3n2i2mmexndy4ote3ymizn2i3zty0ztq2mjhknzy1lmpwzw

กอช. เตือนสมาชิกส่งเงินสะสมให้ครบ เพื่อรับเงินสมทบเต็มจำนวนตามสิทธิ์ ปี 2559 มั่นใจรอรับบำนาญตลอดชีพเมื่อครบกำหนด พร้อมแจ้งข่าวดี ออมเงินกับ กอช. ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณภาษีเงินได้

นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. กล่าวว่า การออมเงินกับ กอช. สมาชิกสามารถสะสมเงินรวมกันตลอดทั้งปีได้ไม่เกิน 13,200 บาท ซึ่ง กอช. ใช้หลักเกณฑ์การนับตามปีปฏิทินคือเริ่มต้นจากวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี หากสมาชิกมีการสะสมเงินเข้ามา รัฐจะสมทบเพิ่มให้ในรูปแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ (สมาชิกที่มีช่วงอายุ 15-30 ปี สมทบสูงสุด 600 บาท/ปี, ช่วงอายุ 30-50 ปี สมทบสูงสุด 960 บาท/ปี และสำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สมทบสูงสุด 1,200 บาท/ปี) และเมื่อครบกำหนด ทาง กอช. จะจ่ายเงินคืนแก่สมาชิก ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

สมาชิกมีเงินสะสมในจำนวนที่มากพอ จะได้รับเป็นเงินบำนาญตลอดชีวิต และกรณีที่สองหากสมาชิกสะสมเงินจำนวนไม่มากพอ จะได้รับเป็นเงินดำรงชีพ คือ กอช. จะจ่ายคืนให้สมาชิกเดือนละ 600 บาท จนกว่าเงินในบัญชีสมาชิกจะหมด อย่างไรก็ดี สำหรับสมาชิกผู้มีสิทธิ์การออมเพียง 10 ปี (สมาชิกผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) และมีความประสงค์จะได้รับเงินบำนาญตลอดชีวิต ต้องเร่งมือในการออม สะสมเงินให้เต็มสิทธิ์ จำนวน 13,200 บาท/ปี โดยในปีนี้เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษเท่านั้น และหากสะสมเช่นนี้ประจำทุกปี การันตีได้ว่าสมาชิกจะได้รับเงินบำนาญตลอดชีพอย่างแน่นอน

 นายสมพร จิตเป็นธม กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับสมาชิกวัยทำงานที่ยังต้องเสียภาษีเงินได้นั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินออมกับ กอช. รัฐบาลจึงกำหนดให้เงินได้เท่าที่สมาชิก กอช. จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุน ตลอดจนเงินสมทบและดอกผลที่ได้รับจาก กอช. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้อีกด้วย โดยสมาชิกสามารถนำใบแจ้งยอดเงิน (Statement) ที่ได้รับจาก กอช. ใช้เป็นเอกสารหลักฐานในการคำนวณและยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในส่วนของใบแจ้งยอดนั้น ทาง กอช. จะดำเนินการจัดส่งให้กับสมาชิกทางไปรษณีย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

ทุ่ม7,200ล้านลุยสร้างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนฯ

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2odu3lzc0mjc5ni0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2odu3lzc0mjc5ni0wms5qcgc

กระทรวงคมนาคม ทุ่มงบกว่า 7,200 ล้าน เดินหน้า โครงการก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ เชื่อมโยงการเดินทาง

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นโครงการศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ว่า สำหรับงบประมาณที่ในการลงทุนประมาณ 7,200 ล้านบาท ซึ่งจากการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมของโครงการแล้วพบว่าจะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงประมาณ ร้อยละ 30 โดยจากผลการศึกษาประเมินว่าจะมีผู้มาใช้บริการ 64,000 คันต่อวัน และจะเติบโตเป็น 80,000 คันต่อวัน ในปีต่อไป

สำหรับรูปแบบทางเลือกในการดำเนินโครงการ จะมี 2 แนวทาง คือ การเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมและการเปิดประมูลโครงการหาผู้ลงทุนรายใหม่ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ. ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 สำหรับการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จะรวบรวมข้อมูลกรอบแนวคิดเสนอมายังกระทรวงคมนาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในต้นเดือนธันวาคม เพื่อหาผู้รับผิดชอบโครงการ ซึ่งอาจจะเป็นการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กรมทางหลวง ซึ่งเป็นผู้รับสัปทาน จากนั้นจะเสนอไปยังคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทาง คจร. และนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการพีพีพี พิจารณาในเดือนธันวาคมนี้

อย่างไรก็ตาม จะเร่งรัดสรรหาเอกชนเข้ามาลงทุนและเร่งรัดให้เริ่มก่อสร้างให้ได้ในปี 2560 หรือต้นปี 2561 เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าและทันต่อการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งหากได้เอกชนเข้ามาดำเนินการคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2563

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

พาณิชย์แนะเอกชนปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2odaxlzc0mjc3ms0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2odaxlzc0mjc3ms0wms5qcgc

กระทรวงพาณิชย์ ชี้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงการค้าโลก หลังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

หลังจากสหรัฐฯ ได้ประธานาธิบดีคนใหม่ นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความวิตกกังวลกับการส่งออกไทยที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงของทางสหรัฐฯ แต่เมื่อพิจารณาย้อนหลัง พรรครีพับลิกันจะได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ และเอกชน จึงไม่น่าจะออกมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น และทำให้การค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ทั่วโลก มีกฎระเบียบของดับบลิวทีโอและการค้าระดับภูมิภาค ซึ่งทุกประเทศต่างต้องรักษากฎระเบียบที่มีอยู่ เพื่อไม่เป็นการเพิ่มมาตรการในการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ซึ่งการลดมาตรการในการกีดกันทางการค้าลง จะช่วยให้การค้าของโลกปรับดีขึ้น โดยในปี 2560 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว และส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ แต่ทั้งนี้ ผู้ส่งออกของไทยจะต้องปรับตัวรองรับกับความผันผวน และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วย

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

หอการค้าจัดงานSMEs Matching Day2016

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2nzy1lzc0mjc2ny0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2nzy1lzc0mjc2ny0wms5qcgc

หอการค้าไทย จัด งาน SMEs Matching Day 2016 พัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอี สร้างแรงบันดาลใจทำธุรกิจ

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล ประธานคณะอนุกรรมการธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางหอการค้าไทยได้จัดงาน “สภาหอการค้าประชารัฐพัฒนา SMEs : SMEs Matching  Day 2016 ขึ้น เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ ร่วมกันในการหาช่องทางการจัดจำหน่ายชั้นนำของประเทศไทย โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับข้อมูลข่าวสาร นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ในการเข้าสู่ตลาดใหม่ สิทธิประโยชน์ ซึ่งทางหอการค้าไทย ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพให้กับธุรกิจ SMEs โดยจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ทำให้ธุรกิจมีศักยภาพ และยั่งยืน โดยการจัดงานในครั้งนี้ มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

สปส.เร่งช่วย ผู้ประกันตน ม.33 หลุดระบบ 9.3 แสนคนคืนสิทธิใน 6 เดือน

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2ndixl2qxzjk4otjiowjlmgexmgzhn2i2zmeyzgi0n2rmnjkwlmpwzw

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2ndixl2qxzjk4otjiowjlmgexmgzhn2i2zmeyzgi0n2rmnjkwlmpwzw

สปส. เร่งช่วยผู้ประกันตน ม.39 หลุดระบบกว่า 9.3 แสนราย คืนสิทธิตามเดิมใน 6 เดือน
นายสุทธิ สุโกศา ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะรองโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมกระทรวงแรงาน ว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปแก้ไขระเบียบ และข้อกฎหมายเพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่เคยเป็นลูกจ้างบริษัทตามมาตรา 33 แต่หลังจากที่ลาออก ได้ส่งเงินต่อเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ โดยกลุ่มนี้พบว่าหลุดออกจากระบบ เพราะไม่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องติดต่อกัน 3 เดือน เช่น อาจหลงลืม หรือเงินในบัญชีที่ใช้หักส่งเงินสมทบมีเงินไม่เพียงพอ จึงทำให้ถูกตัดสิทธิการเป็นผู้ประกันตน ทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใน 6 กรณี เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เสียชีวิต และเงินบำนาญ ยกเว้นการว่างงาน

“ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้ สปส. กำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมาย รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนที่หลุดจากระบบให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน” นายสุทธิ กล่าว

นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หลุดจากระบบภายหลังไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อเนื่องกว่า 930,000 คน ซึ่งกำลังพยายามแก้ไขกฎหมาย หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนสิทธิให้ผู้ประกันตนในกลุ่มนี้ให้ได้เร็วที่สุดโดยที่ไม่มีเงื่อนไข และหลังจากนั้นในอนาคตเพื่อป้องกันการขาดสิทธิอีก สปส. จากเดิมที่ใช้แจ้งการเตือนโดยส่งจดหมาย จะเพิ่มช่องทางการเตือนผ่านระบบข้อความทางมือถืออีกช่องทางหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดสิทธิอีก ทั้งนี้ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีผู้ประกันตนหลายแสนคนกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

กฟผ.ขานรับนโยบายช่วยซื้อข้าวจากชาวนา

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm1ote3lzc0mjqxnc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm1ote3lzc0mjqxnc0wms5qcgc

กฟผ. ขานรับนโยบายรัฐบาลช่วยซื้อข้าวจากชาวนา เตรียมสนับสนุนการจัดหาเครื่องสีข้าวชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าของ กฟผ.

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า  กฟผ. ได้ดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำอยู่ในขณะนี้  โดยการดำเนินงาน จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก กฟผ. จะจัดทำโครงการ “คน กฟผ. ซื้อข้าว 9 กิโล ช่วยชาวนาไทย ถวายเป็นพระราชกุศล” โดยรณรงค์ให้พนักงาน กฟผ. ร่วมซื้อข้าวจากชาวนาคนละ 9 กิโลกรัม กำหนดเปิดให้สั่งจองข้าว ตั้งแต่วันที่ 9 – 21 พฤศจิกายน 2559 ทั้งนี้ กฟผ. จะดำเนินการสั่งซื้อข้าวจากแหล่งต่างๆ อาทิ เครือข่ายเกษตรกรชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง กฟผ. บริเวณรอบพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เครือข่ายชาวนา สมาคมชาวนาไทย รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธกส. หรือ เกษตรจังหวัด โดยตั้งเป้าหมายในการซื้อข้าวจากชาวนาไม่น้อยกว่า 29,999 กิโลกรัม
ระยะต่อไป กฟผ. จะจัดหาเครื่องสีข้าวเพื่อนำมาบริการให้แก่ชาวนาในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งจะร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคของจังหวัดต่างๆ พัฒนาเครื่องสีข้าวชุมชนให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ ในระยาว กฟผ. จะจัดทำโครงการ “ข้าวชาวนา เบอร์ 5″ โดยจะส่งเสริมให้ชาวนาผลิตข้าวตามมาตรฐานฉลากประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 รวมถึงการบรรจุหีบห่อที่ได้มาตรฐานและให้การสนับสนุนช่องทางจัดจำหน่าย โดยเกษตรกรสามารถนำไปวางจำหน่ายได้ที่ร้านค้าภายในหน่วยงานของ กฟผ.

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/

ตลท.มองหุ้นผันผวนจับตาจัดตั้งรัฐบาลสหรัฐฯ

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2mzi1lzc0mjuzny0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2mzi1lzc0mjuzny0wms5qcgc

รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ชี้ ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนต่อเนื่อง จับตาการจัดตั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง เพราะยังไม่มีความชัดเจนในนโยบายของสหรัฐฯ หลังจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลัง ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเงิน และตลาดทุนทั่วโลกผันผวนต่อไปอีกสักระยะ แต่นักลงทุนคงเริ่มคลายความกังวลลงในระดับหนึ่ง หลังมีความชัดเจนในการเลือกตั้งของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า ตลาดหุ้นไทยยังมั่นคงที่จะรองรับความผันผวนได้ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ดี

ขณะที่ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคมลดลงต่ำสุดแตะที่ 1,343.13 จุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม จนสิ้นเดือนตุลาคม ปิดที่ 1,483.21 จุด ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1 จากสิ้นปีก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมอยู่ที่ 63,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.05 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมองว่าดัชนีได้ผ่านจุดต่ำมาแล้ว เพราะในเดือนตุลาคมนักลงทุนกังวลการเลือกตั้งสหรัฐฯ มากที่สุด

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

บล.กสิกรไทยคาดหุ้นขึ้นตามภูมิภาค

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2mja1lzc0mjq5nc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm2mja1lzc0mjq5nc0wms5qcgc

บล.กสิกรไทย คาด ภาวะตลาดหุ้นไทย แนวโน้มดัชนีเช้านี้ลุ้นขึ้นตามภูมิภาค แต่มีโอกาสอ่อนลงเหตุหวั่นงบฯ Q3/59 ของ บจ. อาจไม่ดีนัก

นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คาด ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ แต่มีความเสี่ยงเมื่อดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นแล้วอาจจะค่อย ๆ อ่อนตัวลง เนื่องจากตลาดฯ ได้ตอบรับผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ก็ยังอยู่ในแดนบวก อย่างไรก็ดี ให้ติดตามนโยบายต่อไปของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนตลาดหุ้นไทยก็ให้ติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 3/59 ที่จะออกมาในวันนี้และพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีประกาศออกมาหลายบริษัทและอาจจะทำให้ตลาดฯ อ่อนตัวลงได้ เพราะงบฯ ที่ออกมาอาจจะไม่ค่อยดีนัก

พร้อมให้แนวรับ 1,500 จุด ส่วนแนวต้าน 1,515 จุด

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 4 86