ลดภาษีช็อปช่วยชาติไม่เอื้อคนรวย

NjpUs24nCQKx5e1D7sB6tAuPCdhCI9D0rFQ1A7OWOyx

EyWwB5WU57MYnKOuX7IKZ4LlOUPtLqVgGDVCaVPMKbVxK4SHItsadP

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยถึงมาตรการลดหย่อนภาษี 15,000 บาทจากการซื้อสินค้าและบริการวันที่ 25-31 ธ.ค.นี้ ว่ามาตรการนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่คนรวยอย่างวิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะจากสถิติพบว่า ผู้มีรายได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท เสียภาษี 5% มีภาระภาษี 7,500 บาทนั้น จะได้รับการลดหย่อน หรือได้คืนภาษี 750 บาท คิดเป็น 10% ถือเป็นอัตราการคืนสูงสุดเมื่อเทียบคนที่มีรายได้สูงกว่า, ผู้มีรายได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% มีภาระภาษี 27,500 บาท จะได้รับเงินคืน 1,500 บาท หรือ 5.45%, ผู้มีรายได้ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี 15% มีภาระภาษี 65,000 บาท จะได้รับเงินคืน 2,250 บาท หรือ 3.46%, ผู้มีรายได้ 750,001-1 ล้านบาท เสียภาษี 20% มีภาระภาษี 115,000 บาท ได้รับเงินคืน 3,000 บาท หรือ 2.61%

ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ 1,000,001-2 ล้านบาท เสียภาษี 25% มีภาระภาษี 365,000 บาท ได้รับเงินคืน 3,750 บาท หรือ 1.03%, รายได้ 2,000,001-4 ล้านบาท เสียภาษี 30% มีภาระภาษี 965,000 บาท ได้รับเงินคืน 4,500 บาท และผู้ที่มีรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% มีภาระภาษี 2,715,000 บาท ได้รับเงินคืน 5,250 บาท หรือ 0.19% “คนที่มีรายได้เกิน 4 ล้านบาท เสียภาษีสูงสุด 35% ได้รับประโยชน์น้อยกว่าคนรายได้น้อย เพราะคนที่มีรายได้มากในแต่ละปีจะเสียภาษีนับแสนบาท แต่ได้รับเงินคืนจากมาตรการนี้เพียง 4,000-5,000 บาทเท่านั้น มั่นใจว่า มาตรการนี้ จะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (29 ธ.ค.) กระทรวงจะเสนอมาตรการภาษีเล่มเดียวให้พิจารณา”

ขณะที่นางสาวกุลยา ตันติเตมิท รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กล่าวว่า มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อน 15,000 บาท มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.2% แต่ไม่สามารถชดเชยกับมูลค่าการส่งออกในปีนี้ที่ลดลงได้ ทำให้คาดว่า จีพีดีปีนี้จะขยายตัว 2.8% และปีหน้าต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะสหรัฐฯ ใช้นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น ยุโรปมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย ส่วนญี่ปุ่นยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินโลกผันผวนและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/555643

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *