ชงอนุมัติกองทุนเพิ่มขีดแข่งขัน “บิ๊กตู่” กล่อมต่างชาติลงทุน 10 อุตสาหกรรมใหม่

EyWwB5WU57MYnKOuXoiNI6cNZ2wZXvaeixj6xKbBqqziQVOW2UnRyl

EyWwB5WU57MYnKOuYBmabnvCqTVighHSjlWfhcrrgJ9SdVvn39hnUg

สศค.เผยชง ครม. วันนี้ (24 พ.ย.) ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเร่งออกพระราชกฤษฎีกา ยกเว้นภาษีเงินได้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ที่ทำงานในไทย ด้าน “บิ๊กตู่” กล่อมนักลงทุน 2,000 คน ลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย หลังเพิ่มสิทธิประโยชน์บีโอไอครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี
นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภายในงานสัมมนา “อนาคตไทย ก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ตลอดจนทูตจากประเทศต่างๆ หอการค้าต่างประเทศ ร่วม 2,000 คน ที่ศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ ว่า วันที่ 24 พ.ย. กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณารายละเอียดร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะนำเงินมาจากงบประมาณ รวมกับเงินส่วนเกินจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเงินจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

ส่วนการออกพระราชกฤษฎียกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในไทย อยู่ระหว่างการจัดทำ คาดว่าจะลดภาษี 0-15% ซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบและรับรองบุคคลนั้นๆ ก่อนที่จะมายื่นรายการภาษีประจำกับกรมสรรพากร โดยทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 16 พ.ย.58

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง “อนาคตไทย ก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์” ว่า รัฐบาลและบีโอไอได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ปี 2558-2564 เป็นการปรับเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เพื่อแก้ไขปรับปรุงการลงทุนในไทยที่เคยเติบโตเร็ว แต่วันนี้ล้าสมัยแล้ว เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเอง ซึ่งได้ปรับสิทธิประโยชน์ให้มากขึ้นสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภท เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนที่ใช้การวิจัยและพัฒนา รวมถึงใช้นวัตกรรมใหม่ๆ

ทั้งนี้ ในปี 2558 มีภาคเอกชนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนและได้รับอนุมัติ 1,923 โครงการ วงเงินลงทุน 693,637 ล้านบาท หากเกิดการลงทุนได้ตามที่อนุมัติไปจะเป็นประโยชน์มหาศาลกับทั้งประเทศไทย และภาคเอกชนต่างประเทศที่มาลงทุน ทำให้รายได้จากการส่งออกสูงถึง 1.033 ล้านล้านบาท และหากมีการปรับโครสร้าง 1,900 โครงการ จะเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็น 790,000 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ 20 จังหวัดที่ได้ขอรับการส่งเสริม รวมเงินลงทุน 44,426 ล้านบาท และเกิดการลงทุนในภาคใต้ 7 โครงการ รวมวงเงิน 2,300 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้นักลงทุนและภาคเอกชนติดตามมาตรการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่าสับสนระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่เป็นคลัสเตอร์ โดยการออกสิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้เมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน สัดส่วนของการให้เท่าๆ กัน จึงขอให้นักลงทุนพิจารณาเลือกไทยบวกอีกหนึ่งประเทศเพื่อนบ้านในการเข้ามาลงทุนด้วย เพื่อให้การพัฒนาแข็งแรงไปพร้อมๆกัน แต่ถ้ามองไทยก่อนได้ก็ดี

นอกจากนี้ ยังขอให้กระทรวงวิทยาศาสตร์รวบรวมนักวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพราะจะได้ผลิตสินค้าที่ตรงกับความ ต้องการของประเทศ ไม่เช่นนั้นจะเกิดประโยชน์ไม่ได้ ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ทุนวิจัยเป็นแสนชิ้น แต่นำมาผลิตสินค้าได้ไม่ตรงความต้องการ “เรื่องของการลงทุน อย่ากังวลว่าผมจะอยู่หรือไม่อยู่ ผมจะเตรียม พร้อมเรื่องต่างๆที่จำเป็นไว้ให้ ซึ่งมาตรการนี้คงอยู่ระยะยาวไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การออกนโยบายส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอครั้งนี้ เป็นมาตรการจูงใจอย่างมาก ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังเตรียมออกนโยบายด้านภาษีจูงใจเพิ่มเติมในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถต่อยอดเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโน– โลยีชั้นสูง ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เสนอให้ ครม.ประกาศเพิ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10-15 ปี เพื่อช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 5,400 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือ 190,000 บาทต่อปี เป็น 12,400 เหรียญฯต่อปี หรือ 440,000 บาทต่อปี

ส่วนนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ประเภทกิจการที่ส่งเสริมการลงทุน แบ่งเป็นกลุ่มตามยุทธศาสตร์บีโอไอใหม่ที่ต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาขอรับส่งเสริม ส่วนนโยบายคลัสเตอร์จะเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศตามพื้นที่ที่กำหนด แต่ไม่ใช่ทุกรายจะได้สิทธิประโยชน์เท่ากันหมด ขึ้นอยู่กับพื้นที่เป้าหมาย และประเภทอุตสาหกรรม “อุตสาหกรรมอนาคต เช่น อากาศยาน บีโอไอก็ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด 8 ปีเท่านั้น แต่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เราอยากสนับสนุน ดังนั้น ต้องมาดูว่าจะเพิ่มมาตรการยังไงให้อีก ส่วนผู้ประกอบการที่จะขอรับส่งเสริมอากาศยานสามารถยื่นขอได้เลย เพราะน่าจะมีมาตรการอะไรที่เพิ่มเข้ามาอย่างแน่นอน”.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/541506

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *