‘สมคิด’ ลุยปฏิรูปการคลัง ผุดกองทุนนวัตกรรม-จัดระเบียบ 3 กรมภาษี

‘สมคิด’ ลุยปฏิรูปการคลัง ผุดกองทุนนวัตกรรม-จัดระเบียบ 3 กรมภาษี

“สมคิด” เดินหน้าปฏิรูปการคลัง ชงนโยบาย 6 ด้านให้กระทรวงการคลังให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ยันไม่เก็บภาษีเพิ่มและไม่เบียดเบียนคนยากจน พร้อมผุด “กองทุนนวัตกรรม” รัฐบาลร่วมลงขันเพิ่มแรงจูงใจดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ กระซิบ สคร.เลิกเป็นเสือกระดาษ ย้ำผู้แทนคลังต้องดูแลผลประโยชน์ชาติ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช. คลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีทุกกรมและผู้บริหารรวมกว่า 200 คนเข้าร่วมประชุมว่า การหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักทางด้านเศรษฐกิจเป็นหัวหอกในการปฏิรูปส่วนราชการโดยมีทั้งหมด 6 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

“การปฏิรูปกระทรวงการคลังในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการขึ้นภาษี แต่เป็นการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพราะในอดีต กระทรวงการคลังเคยมีการปฏิรูปมาแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่รัฐบาลชุดนี้เอาจริง และต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี โดยวันที่ 6 พ.ย.นี้ ข้าราชการกระทรวงการคลังทุกกรมต้องไปรายงานความคืบหน้าและนำสิ่งที่ตนเองจะทำในอนาคตอีก 1 ปีข้างหน้า รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบด้วยตนเอง”

สำหรับการมอบนโยบายในครั้งนี้ ได้เสนอ 6 เรื่องที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินการ ประกอบด้วย 1. การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเป็นธรรมโดยเน้นเรื่องการขยายฐานรายได้และจะไม่มีการเบียดเบียนคนยากจนอย่างแน่นอน 2. การอำนวยความสะดวกการลงทุน การทำธุรกิจและบริการของประชาชนโดยทุกหน่วยงานต้องไปพิจารณาว่า ทำอย่างไรจะอำนวยความสะดวกด้านบริการให้ดีขึ้น

3.การปฏิรูปตลาดเงินและตลาดทุนให้มีมาตรฐานและเชื่อมโยงตลาดหุ้นไทยกับประเทศต่างๆได้ เพราะในปัจจุบันตลาดหุ้นของไทยมีการเติบโตในระดับหนึ่งแต่ขาดการพัฒนาเพื่อยกระดับเทียบเท่าสากล ขณะที่ตลาดซื้อขายพันธบัตร หรือตราสารของไทยก็มีมูลค่ามหาศาล แต่ก็ขาดการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ หากจุดไหนมีปัญหา หรือมีความทับซ้อนก็ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว

4.การคลังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการลงทุนในกิจการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งบางครั้ง รัฐบาลอาจจะต้องร่วมลงทุนด้วยเช่น นักลงทุนต่างชาติ หรือนักลงทุนไทยต้องลงทุน 100 ส่วน รัฐบาลเองก็อาจใส่เงินของรัฐบาลบางส่วนเข้าไปเพื่อเป็นการสนับสนุน โดยเรื่องนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปดำ เนินการเหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระทรวงการคลังเคยมีกองทุนเพื่อลงทุนในนวัตกรรมใหม่ แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีความคืบหน้า ส่วนวงเงินและรายละเอียด สศค.ต้องไปศึกษาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

5. การปฏิรูปภารกิจในกระทรวง ซึ่งประกอบด้วย 1. ระบบงานและข้อมูลของกรมบัญชีกลาง 2. กรมภาษีทั้ง 3 กรม ซึ่งประกอบด้วยกรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร 3.การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลังคือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจและสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งต่อไปนี้ต้อง ไม่ใช่เสือกระดาษ โดยเฉพาะผู้แทนที่กระทรวงการคลังแต่งตั้งเข้าไปเป็นกรรมการ (บอร์ด) ไม่ใช่เข้าไปนั่งกินเงินเดือนเฉยๆ แต่ต้องเข้าไปดูแลกิจการและบริการประชาชนด้วย และ 4. การสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของกรมธนารักษ์ ซึ่งในปัจจุบันมีที่ราชพัสดุอยู่มากมายก็ต้องนำมาบริหารและจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ 6. การคลังเพื่อสังคม เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถลงทุนในกิจการเพื่อสังคมโดยไม่มีภาระภาษี

“การมอบนโยบายให้กระทรวงการคลังในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้กระทรวงการคลังกำหนดเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน หลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่าที่จำเป็นออกไปหมดแล้ว และหากไม่มีความจำเป็นเพิ่มเติมจนถึงสิ้นปีนี้ ก็จะไม่มีมาตรการอื่นๆออกมาอีกแล้ว โดยมาตรการต่อไปจะเน้นเรื่องของการปฏิรูปและการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ”

นายสมคิดกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการสนับสนุนการลงทุนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งมาตรการนี้ จะช่วยให้เกิดการลงทุนภายในระยะเวลาที่รัฐบาลกำหนด โดย รมว.คลังได้พยายามทำอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ได้มอบให้กรมธนารักษ์ไปพิจารณาลดราคาค่าเช่าที่ราชพัสดุให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม โดยในเดือน ธ.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปพบนักลงทุนญี่ปุ่น หลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอได้ข้อสรุปที่ ชัดเจนในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/535797

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *