ชู 5 กลยุทธ์ปักธงผงาดเอเชีย

เกาะติดวิชั่น 2020 ของไทยเบฟเวอเรจ

เกาะติดวิชั่น 2020 ของไทยเบฟเวอเรจ พร้อมเดินเกม 5 กลยุทธ์เชิงรุก ปักธงเอเชีย ย้ำความเชื่อมั่นลงทุน 30,000 ล้านบาทถึงปี 2563

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานไทยเบฟเอ็กซ์โป 2015 ว่า บริษัทยังขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่มตามแผนวิชั่น 2020 เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำเครื่องดื่มแบบครบวงจรในเอเชีย รับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับขนาดการค้าที่ใหญ่ จากการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะพบว่ามีขนาดมหาศาลมากถึง 80% ของโลก แต่ไม่มีตราสินค้า (แบรนด์) ของ “คนเอเชีย” ผงาดในตลาดมากนัก และส่วนใหญ่มาจากเอเชียตะวันออกเป็นหลัก คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทั้งนี้ การจะก้าวเป็นผู้นำได้ บริษัทยังดำเนินตาม 5 กลยุทธ์ที่วางไว้ ด้วยการผนึกกำลังบริษัทในเครือ เช่น บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟหรือเอฟแอนด์เอ็น บมจ.โออิชิ และ บมจ.เสริมสุข ขยายตลาดในเอเชีย

นายฐาปนกล่าวต่อว่า 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเติบโตทั้งด้านรายได้และกำไร (Growth) เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในอาเซียน การขยายธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะนำสินค้าที่มีความหลากหลายเข้าทำตลาด เช่น 100 พลัส จากเอฟแอนด์เอ็น เมื่อนำมาบุกตลาดไทยทำให้คู่แข่งระดับโลกอยู่นิ่งไม่ได้ จนต้องออกสินค้ามาทำตลาดแข่งขัน หรือการนำเครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์ น้ำอัดลมเอส และชาเขียวโออิชิไปบุกตลาดมาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์การขายและกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งเข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ซึ่งจะใช้เครือข่ายการค้าที่เอฟแอนด์เอ็นเข้าไปถือหุ้นในประเทศต่างๆ เช่น วีนามิลล์ เวียดนาม เพื่อขยายตลาด และการกระจายสินค้าจะมองไปยังเมืองรองของประเทศต่างๆมากขึ้น เช่นภูเก็ต ของไทย บาหลีในอินโดนีเซีย จากเดิมที่ให้ความสำคัญเมืองหลักเช่น กรุงเทพฯ จาการ์ตา เป็นต้น

รวมทั้งกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่บริษัทให้ความสำคัญมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์จากผู้ประกอบการอาเซียนเลย เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนอยู่ในบริบทของมือปืนรับจ้างหรือเป็นผู้รับจ้างผลิตมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่ออาเซียนจะรวมเป็นเออีซี จึงต้องสร้างแบรนด์ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง หากรอ 3-5 ปีข้างหน้าอาจหมดหวังและไม่ทันการณ์ โดยขณะนี้ไทยเบฟมีความพร้อมทั้งด้านการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งสามารถเข้าถึงผู้บริโภค เป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น สุดท้ายคือกลยุทธ์การสร้างทีมงานมืออาชีพ ซึ่งธุรกิจจะยิ่งใหญ่ได้ ต้องอาศัยคน ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการสื่อสารกับพนักงาน 40,000 ชีวิต ในการร่วมมือกับบริษัทในเครือแลกเปลี่ยนความรู้ให้เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น “80% ของจีดีพีโลก มาจากเอเชีย อยู่ที่คุณมีสินค้าและทีมงานที่เจ๋งพอหรือเปล่า ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการสื่อสารกับพนักงานให้เตรียมความพร้อมในการเติบโต เพราะธุรกิจจากนี้ไปไม่ใช่แค่โตเร็ว แต่ต้องแตกแล้วโต ซึ่งคนถือเป็นกุญแจของความสำเร็จและสำคัญที่สุด”

นายฐาปนยังกล่าวต่อว่า 1 ปีที่ได้ดำเนินงานตามแผนดังกล่าว แม้ว่ายอดขายและกำไรจะโตกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 12-15% โดยครึ่งปีแรกยอดขายรวมอยู่ที่ 84,600 ล้านบาท เติบโต 4.5% กำไรสุทธิ 12,400 ล้านบาท เติบโต 8.2% แต่บริษัทก็ไม่มีการปรับเป้าหมายหรือทบทวนแผนธุรกิจ เพราะเป้าหมายการเติบโตดังกล่าวเป็นแผนระยะยาว อย่างไร ก็ตาม ภายในปี 2563 บริษัทยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องภายใต้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร โรงงานผลิตสินค้าราว 5,000 ล้านบาทต่อปี และอีก 15,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ ส่วนงบในการควบรวมและซื้อกิจการไม่มีการตั้งไว้

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า ภายในปี 2563 บริษัทตั้งเป้าให้เบียร์ช้างกลับมาเป็นเบอร์ 1 อีกครั้ง จากปัจจุบันเป็นเบอร์ 2 มีส่วนแบ่งตลาด 30% ทรงตัวต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/531620

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *