ครม.เข้มรัดเข็มขัดงบประมาณปี 60

ครม.เข้มรัดเข็มขัดงบประมาณปี 60

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การประหยัดการใช้งบประมาณรายจ่ายภาครัฐนอกจากจะใช้วิธีการเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุน (พีพีพี) ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือการทำงบประมาณแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรี สั่งการมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงขอนำมาเน้นย้ำ เนื่องจากมีหลายกระทรวงที่มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หากหน่วยงานเกี่ยวข้องบูรณาการทำงบประมาณตั้งแต่ต้นทาง จะประหยัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้มาก

“ในวงรอบการจัดทำงบประมาณปีต่อไปคือ งบปี 2560 ขอให้สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นำแนวทางการทำงบประมาณแบบบูรณาการไปดำเนินการร่วมกัน”

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศวงเงิน 3,693.9 ล้านบาท จากวงเงินที่เหลืออยู่ 4,732.5 ล้านบาท ซึ่งหลักเกณฑ์จะเป็น ไปตามโครงการเดิมที่ ครม.อนุมัติกรอบไว้วงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท
โดยเป็นกรอบงบปี 2558 วงเงิน 24,000 ล้านบาท และปี 2559 วงเงิน 16,000 ล้านบาท

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ผลการเบิกจ่ายงบปี 2558 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.57-25 ต.ค.58 มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว 2.35 ล้านล้านบาท หรือ 91.52% ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายเพื่อลงทุนรวมการทำสัญญาผูกพันอยู่ที่ 346,668 ล้านบาท หรือ 77.13% ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 87% อยู่ประมาณ 10% แต่ในช่วงเวลาที่เหลือ 5 วันนั้นจะทำให้การเบิกจ่ายรวมทำสัญญาผูกพันเพิ่มขึ้นอีกไปอยู่ที่ 85-86% ต่ำกว่าเป้าหมายการเบิกจ่ายเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 284,898 ล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ 1% โดยมาจากงบประมาณรายจ่ายลงทุน 102,339 ล้านบาท เงินกันไว้เบิก เหลื่อมปี 75,811 ล้านบาทและงบกระตุ้น 106,748 ล้านบาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/529107

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *