อนุมัติ 5 โครงการเอกชนร่วมทุน “อาคม” ดันใช้ระบบอี-บิดดิ้งป้องกันการฮั้ว

อนุมัติ 5 โครงการเอกชนร่วมทุน “อาคม” ดันใช้ระบบอี-บิดดิ้งป้องกันการฮั้ว

“สมคิด” เปิดฉากประชุมคณะกรรมการพีพีพี ดันเอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐบาลมากขึ้น “กุลิศ” มั่นใจภายในสิ้นปีนี้ชงทั้ง 5 โครงการ มูลค่า 200,000 ล้านบาท เข้า ครม.พร้อมตอกเสาเข็มต้นแรกในปี 2559 “อาคม” เดินหน้า 19 โครงการ มูลค่า 1.79 แสนล้านบาท เล็งใช้วิธีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ ป้องกันฮั้วประมูล

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (PPP) ว่า ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ หรือ Public Private Partnership : PPP จากวงเงินทั้งหมด 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งตามแผนเดิมจะเปิดให้ภาคเอกชนร่วมทุนในโครงการของรัฐบาล 60 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 17% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด แต่จากนี้ไปการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เนื่องจากเอกชนไทยขณะนี้แข็งแรงและมีความพร้อมที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น ซึ่งระหว่างนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ก็ต้องไปศึกษาและสรุปออกมาว่า ในแต่ละโครงการควรจะเป็นรูปแบบใด มีความเป็นไปได้รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนร่วมกับเอกชนแล้วแบ่งกำไรหรือขาดทุน หรือการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนด้วยตนเองทั้งหมดแล้วบวกกำไร

“การลงทุนในลักษณะพีพีพี จะช่วยให้ภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งต่อการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอนาคต และมองว่าการดำเนินการลักษณะนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ให้เพิ่มสูงไปกว่าระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ รมว.คลัง ไปเร่งพิจารณาดูแลเรื่องเงินลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งหมด โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พยายามที่จะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fund เพื่อระดมทุนมาใช้ลงทุนในส่วนที่รัฐต้องรับผิดชอบ จะช่วยบริหารความเสี่ยงเรื่องการก่อหนี้ของรัฐบาลได้ด้วย”

นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯพีพีพี เห็นชอบให้มีการลงเสา 5 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐภายในปี 2558 ภายใต้งบประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี มูลค่า 56,725 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง มูลค่า 54,768 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย มูลค่า 82,494 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างระบบ กำจัดขยะมูลฝอย ขององค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี มูลค่า 4,142 ล้านบาท และ 5.โครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลนครราชสีมา มูลค่า 2,250 ล้านบาท โดยคาดว่าภายใน ปีนี้ จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการของพีพีพีภายในปีนี้ โดยคาดว่าภายในปีหน้า จะเริ่มลงเสาเข็มต้นแรกได้อย่างแน่นอน

“โครงการบ่อกำจัดขยะที่จังหวัดนนทบุรี มีความพร้อมมากที่สุด และจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้เป็นโครงการแรก รองลงมาเป็นโรงกำจัดขยะที่จังหวัดนครราชสีมา และรถไฟสายสีน้ำเงิน สีเหลืองและสีชมพู ซึ่งภายหลังจาก ครม.เห็นชอบแล้ว ถึงจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาพิจารณาโครงการต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า เอกชนจะร่วมลงทุนในโครงการที่ดีและมีกำไร ส่วนโครงการที่มีกำไรน้อย หรือมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนเอง”

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวในงานสัมมนาเรื่องเตรียมความพร้อมสู่การจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-Bidding ในงานก่อสร้าง หัวข้อบรรยายพิเศษ “งานก่อสร้างเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย” ว่า จะผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้ง 19 โครงการ วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท เข้าสู่วิธีการ ประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบประกวด ราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งจากเดิมมีโครงการลงทุนเพียง 17 โครงการ และจะเพิ่มเติมอีก 2 โครงการที่จะเริ่ม ดำเนินการในปี 2559 คือ รถไฟฟ้าสายสีแดง ส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง วงเงินลงทุน 44,157 ล้านบาท และรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ ช่วงพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง วงเงินลงทุนประมาณ 31,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการได้ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2559

“ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อผลักดันให้โครงการที่ต้องประกวดราคา โดยเฉพาะโครงการที่ใช้ระบบ e-Aution หรือการประมูลแข่งขันออนไลน์ทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการ e-Bidding ทั้งหมด เพราะระบบนี้เป็นการป้องกันการฮั้ว การรู้ราคาหรือการเข้าไปรู้จักผู้ประกอบการ เป็นเหมือนตะกร้าดำ ใครที่สนใจก็เข้าไปอยู่ในตะกร้าตรงนั้น”

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน (1.435 เมตร) เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน ต้องการให้เอกชนเข้ามาเริ่มทำทั้งหมด โดยรัฐดูแลเรื่องการจัดกรรมสิทธิ์ เช่นเดียวกันกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นลักษณะการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ-เอกชน รูปแบบ PPP แต่จะเป็นร่วมลงทุนแบบใดจะต้องพิจารณาแต่ละโครงการ และเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีพิจารณาต่อไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/527747

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *