เงินเดือน2.6หมื่น ไม่เสียภาษี

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

รัฐจัดหนัก สั่งใช้ปี60 เพิ่มเพียบ ลดหย่อน ค่าใช้จ่าย

รัฐจัดหนัก “ภาษีกระตุ้น เศรษฐกิจ” ครม.อนุมัติโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ เริ่มปีภาษี 60 คนมีเงินเดือนต่ำกว่า 26,000 บาท ไม่เสียภาษี ขณะที่อนุมัติหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มจาก 60,000 บาท เป็น 100,000 บาท แถมเพิ่มหักค่าลดหย่อนขึ้นเท่าตัว ลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท จาก 15,000 บาท ไม่อั้นจำนวนบุตร สนับสนุนคนมีลูกเพิ่ม หวังแก้ภาวะเป็นสังคมผู้สูงอายุ “อภิศักดิ์” รับรัฐสูญรายได้ 32,000 ล้านบาท แต่ได้คืนแน่เมื่อคนใช้จ่ายเพิ่ม

รัฐบาลปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้ใหม่ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 19 เม.ย.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประกอบด้วย การปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายจากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า และอื่นๆ ที่เป็นเงินได้พึงประเมิน จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของเงินได้ พร้อมปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินในส่วนค่าลิขสิทธิ์จากเดิมนำไปหักได้ไม่เกิน 60,000 บาท หรือร้อยละ 40 ของค่าลิขสิทธิ์ ขยายเพิ่มให้สามารถหักค่ากู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ได้ไม่เกิน 100,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยังได้อนุมัติปรับปรุงการหักค่าลดหย่อนดังนี้ คือค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส จากเดิม 30,000 บาทเพิ่มเป็น 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน ปรับเพิ่มเป็นคนละ 30,000 บาทและไม่จำกัดจำนวนบุตร โดยให้ยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร จากเดิมให้หักลดหย่อนคนละ 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้มีบุตรมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุจะได้มีคนทำงานมาทดแทนผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท ส่วนกองมรดกเดิมจากหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท และห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล เดิมให้หักลดหย่อนแก่หุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันไม่เกิน 60,000 บาท เพิ่มเป็นคนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท

นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงระบบขั้นเงินได้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับขั้นสูงสุดด้วย โดยจากเดิม ผู้มีเงินได้ต่อปี 4,000,000 บาทขึ้นไปเสียภาษีร้อยละ 35 ปรับเป็น ผู้มีเงินได้ 5,000,001 บาทขึ้นไปเสียภาษีร้อยละ 35 ซึ่งส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 20,000 คน ส่วนผู้มีเงินได้ช่วงระหว่าง 4,000,000-5,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ส่วนขั้นอื่นเสียในอัตราเดิม ทำให้อัตราภาษีใหม่ที่ต้องเสียเป็นดังนี้ คือ รายได้ 1-300,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 5 รายได้ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 10 รายได้ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 15 รายได้ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 20 รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 25 และรายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 30 และ 5,000,001 บาทขึ้นไปเสียภาษี ร้อยละ 35

สาเหตุที่ต้องขยับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดขึ้นก็เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นกับภาษีนิติบุคคลที่เสียภาษีในอัตราต่ำกว่า ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงหรือ effective rate มีความใกล้เคียงกัน จะได้ไม่เกิดปัญหากรณีบุคคลธรรมดามีรายได้สูงไปตั้งบริษัท เพื่อนำรายได้ของตัวเองไปไว้ในบริษัทเพื่อจะได้เสียภาษีนิติบุคคล ซึ่งทำให้เสียในอัตราน้อยกว่า สำหรับสัดส่วนรายได้เข้ารัฐจากภาษีประเภทต่างๆ มีดังนี้ คือ จากภาษีบุคคลธรรมดา ร้อยละ 17 ภาษีนิติบุคคล ร้อยละ 32 ภาษีแวต (VAT) ร้อยละ 41 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ร้อยละ 3 ภาษีปิโตรเลียม ร้อยละ 5 ที่เหลือเป็นอากรแสตมป์

“การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางลงมา ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จากเดิมคนที่มีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไปจะต้องเสียภาษี แต่การปรับใหม่ครั้งนี้ คนที่มีเงินเดือน 26,000 บาทขึ้นไปจะต้องเสียภาษี จะทำให้รายรับของประชาชนเพิ่มขึ้น จะเริ่มมีผลตั้งแต่ปีภาษี 2560 เป็นต้นไปหรือยื่นภาษีในปี 2561 ซึ่งพอคนรู้สึกว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตก็จะใช้จ่ายมากขึ้น แนวทางนี้เป็นเรื่องของการสร้างความรู้สึกว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น การที่ประเมินว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้รัฐจะสูญเสียรายได้ไป 32,000 ล้านบาท เงินส่วนนี้กลับไปสู่ประชาชน เอาไปใช้จ่ายหมุนเวียน รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) มาชดเชย ซึ่งอีก 1-2 สัปดาห์ จะนำเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่วนแวตก็จะยังไม่มีการพิจารณาจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น” นายอภิศักดิ์กล่าว

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *