สตาร์ทอัพเกรด A “ตัวจริง รวยจริง” ลายแทงสู่ความมั่งคั่งด้วยลำแข้ง

EyWwB5WU57MYnKOuiCrpVdTZUcQjwht24JHBXyMOiKDgNqvZZrM2b8

EyWwB5WU57MYnKOuiCrpVdTZUcQjwht24JHBXyMOiKDgNqvZZrM2b8

“สตาร์ทอัพ” (Startup) เป็น 2 คำที่มีความหมายในช่วงขวบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล และหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการสนับสนุนสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ให้ก่อร่างสร้างตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

ตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ถือเป็นกรณีศึกษาทั่วโลก หนีไม่พ้น “เฟซบุ๊ก” ซึ่ง “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” เริ่มต้นก่อตั้งขึ้นในขณะมีอายุเพียง 17 ปี สิ่งที่เขามีคือไอเดียและการต่อยอด ทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง ตอบโจทย์คนทั่วโลก จนถึงวันนี้ “เฟซบุ๊ก” ทำให้มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก กลายเป็นมหาเศรษฐีโลกไปเรียบร้อย

แม้ธรรมชาติของธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” จะเริ่มต้นได้โดยง่าย ต้นทุนต่ำ อาศัยความคิดเป็นหลัก เริ่มได้จากคนเพียงคนเดียว แต่การเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ รายที่อู้ฟู่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแบบอย่าง แต่ที่คว้าน้ำเหลว ล้มหายตายจากไปอย่างเงียบๆ มีมากมายกว่านัก

และแม้จะยากเย็นราวกับงมเข็มในมหาสมุทร สัปดาห์นี้ “ทีมเศรษฐกิจ” ก็ได้ไปเสาะแสวงหาสตาร์ทอัพ เกรด A สัญชาติไทยแท้ มาบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จและเส้นทางแห่งความมั่งคั่งของพวกเขาให้พวกเราได้อิจฉา…

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวงใน มีเดีย จำกัด

นักชิมยุคใหม่ ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “วงใน” เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นรีวิวร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานหรือสมาชิกอยู่ถึง 2.2 ล้านคน

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2553 “ยอด ชินสุภัคกุล” บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวัย 27 ซึ่งกำลังศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา มองเห็นลู่ทางในการเริ่มต้นธุรกิจในฐานะสตาร์ทอัพ ซึ่งเขาเห็นตัวอย่างความสำเร็จหลากหลาย ในช่วงกว่า 2 ปีที่ศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา

เขาบอกว่าสมัยนั้นชอบใช้บริการเว็บไซต์ Yelp.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารทำให้ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะมีเว็บไซต์ในแบบเดียวกันนี้ในประเทศไทย

เรียนจบกลับมาในเดือน ก.ค.2553 วงใน (Wongnai) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเรียบร้อย ใช้เวลาเพียง 6 เดือนนับตั้งแต่วันแรก จากการร่วมแรงร่วมใจของเขาและเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน

“คำว่าวงใน สื่อตรงตัวตามความหมาย เพราะการรีวิวของเราเป็นข้อมูลในเชิงลึกคนอื่นไม่รู้”

6 เดือนต่อมา วงในก็ขยายบริการสู่ตลาดแอพพลิเคชั่น เพราะมองว่าตลาดสมาร์ทโฟนกำลังจะเติบโต แต่ช่วง 2 ปีแรก ธุรกิจยังไปได้ไม่ดีนัก เว็บไซต์รีวิวร้านอาหารถือเป็นเรื่องใหม่ จำนวนคนใช้ยังอยู่ในระดับต่ำหลัก 30,000 คน ขณะที่หุ้นส่วนควักเงินตัวเองลงทุนไปแล้วรวมกันถึง 5 ล้านบาท

“ยุคนั้นคนยังไม่รู้จักสตาร์ทอัพกันสักเท่าไร การจะหาคนเข้ามาลงทุน ทั้งในรูปแบบของเวนเจอร์ แคปปิตอล (VC) หรือแองเจิล (Angel-นักลงทุนอิสระ รายเล็ก) ยังเป็นเรื่องยาก เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้เงินตัวเอง”

โชคดีที่สถานการณ์เริ่มพลิกฟื้น หลังการเปิดให้บริการ 3 จี ซึ่งทำให้ยอดใช้สมาร์ทโฟนเติบโตขึ้นมาก โดยจุดเปลี่ยนของวงในอยู่ในช่วงสงกรานต์ปี 2555 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชั่นวงใน ติดอันดับท็อป 25 ของแอพพลิเคชั่นฟรี ที่มีการดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์สูงสุด ยอดผู้ใช้ขยับขึ้นเป็น 300,000 คน

หลังฐานผู้ใช้เติบโตก้าวกระโดด วงในก็เริ่มได้รับการติดต่อจากนักลงทุน 5-10 ราย และที่สุดในเดือน พ.ค.2556 ก็ตัดสินใจจับมือกับ Recruit Group จากประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นได้เงินเข้ามาระดับ 500,000-1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำมาใช้ขยายการลงทุนเพิ่มเติม

ให้หลังราว 1 ปี ในเดือน พ.ค.2557 Recruit Group ก็อัดฉีดเงินเข้ามาเพิ่ม ในขณะที่วงในมีผู้ใช้สู่ 1 ล้านราย เงินลงทุนใหม่ในครั้งนี้ถูกนำมาใช้ในการเพิ่มฐานสมาชิก จ้างพนักงานเพิ่ม โดยขณะนี้มีพนักงานทั้งสิ้น 80 คน การขยายธุรกิจในครั้งนั้นทำให้รายได้ของวงในในปี 2558 ขยายตัวจากปี 2557 ถึง 2.5 เท่า

“6 เดือนที่ผ่านมา เราบรรลุจุดคุ้มทุน (break even) แล้ว และสามารถทำกำไรได้ในปีนี้หากต้องการ เพียงแต่เราอาจเลือกที่จะลงทุนต่อเพื่อขยายธุรกิจ เนื่องจากมีแผนเข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 2–3 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อนั้นค่อยโชว์ผลกำไร”

ปัจจุบัน วงในมีรายได้จากค่าโฆษณา ซึ่งแยกชัดเจนจากการรีวิวสินค้าและบริการ การรีวิวจะทำโดยสมาชิก ส่วนพื้นที่โฆษณาจะถูกระบุชัดเจนว่าเป็นโฆษณา ทั้งในรูปแบบของบทความรีวิวจากทีมงาน การโฆษณาผ่านระบบการค้นหา รวมทั้งแบนเนอร์ ในอนาคตอันใกล้ มีแผนขยายธุรกิจออกต่างจังหวัดมากขึ้น รวมทั้งการขยายรีวิวสู่บริการอื่นเพิ่มเติม เช่น สปา โรงแรม ตลอดจนการเพิ่มโมเดลธุรกิจ ให้ครอบคลุมการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วย

“ยอด” ฝากไปถึงสตาร์ทอัพรุ่นลูกรุ่นหลานว่า อยากเป็นสตาร์ทอัพต้องอดทน ถ้าถอดใจจะไปไม่ถึงจุดที่เราสามารถเจริญเติบโต คนยุคนี้มีโอกาสมากขึ้น แต่คู่แข่งก็มากขึ้นตามไปด้วย กุญแจสำคัญอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่ดี ทีมงานที่ดี นอกจากนั้นคือขยันและเก่ง.

วัชระ เอมวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คอมพิวเตอร์โลจี จำกัด

คอมพิวเตอร์โลจี ถือเป็นหนึ่งเดียวของสตาร์ทอัพขวัญใจทีมข่าวเศรษฐกิจในครั้งนี้ ที่ขายสินค้าและบริการในลักษณะบีทูบี หรือ business to business และยังเป็นรายเดียวที่ขายหุ้นเกิน 50% ของมูลค่าที่ถือไว้เรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและเป็นเป้าหมายของสตาร์ทอัพทั่วโลก ที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจที่ก่อตั้งและขายทำกำไรได้ในที่สุด

ปัจจุบัน “วัชระ เอมวัฒน์” ในฐานะซีอีโอ ยังคงถือหุ้นในคอมพิวเตอร์โลจีอยู่ 30% โดยเป็นการถือหุ้นร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ที่เหลือเป็นหุ้นในมือของ Yello Mobile บริษัทสตาร์ทอัพขนาดใหญ่สัญชาติเกาหลี ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นพันธมิตรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เขาเล่าให้ฟังว่า ข้อตกลงทางธุรกิจในครั้งนี้ ทำให้เขามีรายได้กลับคืน ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากข้อตกลงในการแลกหุ้น ทำให้ได้สิทธิในการถือหุ้น
Yello Moblie อีกส่วนหนึ่ง และเมื่อ Yello มีแผนเข้า ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ในอนาคต โอกาสของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้น

Yello Mobile ไม่ใช่นักลงทุนรายแรกที่เข้ามาถือหุ้นคอมพิวเตอร์โลจี ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2556 กลุ่มอินทัช หรือบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เคยเข้ามา ถือหุ้นคอมพิวเตอร์โลจีในสัดส่วน 25% โดยอัดฉีดเงินเข้ามาลงทุนในฐานะ VC จำนวน 28.9 ล้านบาท ขณะนั้นบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 120 ล้านบาท จาก 1 ล้านบาทในช่วงปี 2553 ปีแรกของการก่อตั้ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอินทัชขายหุ้นในสัดส่วนที่เคยถืออยู่ ให้กับ Yello Mobile ไปแล้ว ในมูลค่าที่เพิ่มมากกว่าตอนที่ซื้อประมาณ 2เท่า

“วัชระ” ซึ่งขณะนี้อายุ 36 ปี จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลังจากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่ออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับการทำงานด้านไอที ซัพพอร์ตให้กับบริษัทในออสเตรเลียด้วย เมื่อเรียนจบ เขายังกลับมาทำงานด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีตามที่ถนัดอีกสักพัก ก่อนคิดที่จะมีบริษัทของตัวเอง ภายใต้ความฝันที่อยากจะพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติไทยออกขายทั่วโลก

เขาจึงร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 2553 ช่วงเริ่มต้นมีคนทำงานทั้งสิ้น 6 คน โดยที่ 3 ใน 6 คือผู้ก่อตั้ง สินค้าแรกของบริษัทคือเว็บไซต์ Travel.in.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมข้อเสนอดีๆ เปรียบเทียบราคาห้องพักโรงแรม แต่เนื่องจากประเมินรายได้ผิดพลาด ทำให้ธุรกิจล่มไม่เป็นท่า เงินลงทุน 1 ล้านบาทสูญหมด

จุดพลิกผันของคอมพิวเตอร์โลจี อยู่ในปี 2555 เมื่อตัดสินใจสมัครเข้าโครงการ Facebook Preferred Marketing Developer และได้รับการคัดเลือกเป็นบริษัทไทยรายแรกและรายเดียว ซึ่งความสำเร็จ ในครั้งนั้น ทำให้คอมพิวเตอร์โลจีค้นพบความถนัดและสั่งสมชื่อเสียงได้ไม่น้อย

3 เดือนต่อมา พวกเขาจึงได้เปิดตัวบริการใหม่ เป็นระบบบริหารจัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Management System) ที่ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการและใช้โซเชียลมีเดียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่นานจากนั้นกลุ่มอินทัช ก็สนใจเข้ามาถือหุ้น อัดฉีดเงินเข้ามาลงทุน ทำให้ขยายธุรกิจไปได้อีกมาก เพิ่มพนักงานจาก 12 คน เป็น 42 คน ในจำนวนนั้นเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) ถึง 33 คน และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 70 คนในปีนี้

อินทัชเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งไม่เท่าไร บริษัทก็สามารถเปิดตัวบริการใหม่ในปี 2557 ใช้ชื่อว่า Th3re เป็น Social Listening หรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ให้กับองค์กร เช่น มีการกล่าวถึงแบรนด์อย่างไรบนโซเชียลมีเดีย จนในที่สุด ความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการบนโซเชียลมีเดียนี้เอง ที่ทำให้คอมพิวเตอร์โลจีได้รับความสนใจจาก Yello Mobile

“ผมได้รับเงินจริง นำเงินออกมาจากบริษัทจริง แต่มันยังเป็นการเดินทางแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความฝันที่จะผลักดันซอฟต์แวร์ไทยไปสู่ตลาดโลกยังมีอยู่ ด้วยเป้าหมายที่ใกล้ขึ้น การมีพันธมิตรอย่าง Yello จะทำให้คอมพิวเตอร์โลจีไปถึงจุดนั้นได้ เรากำลังเริ่มเข้าไปในตลาดเกาหลี อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ขยายบริการจากที่ครอบคลุมด้านการขาย การตลาด เป็นการโฆษณาด้วย เน้นโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งในไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญมากนัก ความเชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังอยู่ฝั่งอเมริกาหรือญี่ปุ่น”

“วัชระ” พูดถึงความสำเร็จของเขาว่า มาจากความเชี่ยวชาญ ความรู้จริง และใช้ความเชี่ยวชาญนั้นแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้จริง.

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด

สำหรับไพรซ์ซ่า วงเงินลงทุนจาก VC อาจไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จในฐานะสตาร์ทอัพแถวหน้าเพียงปัจจัยเดียว เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ใช้งานผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น Priceza ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ยเดือนละ 11 ล้านคน แบ่งเป็นในไทย 6.5 ล้านคน และอินโดนีเซีย 4.2 ล้านคน

“เราบรรลุจุดคุ้มทุนตั้งแต่ปีที่ 2 จากนั้นก็เริ่มทำกำไร เรามีเงินลงทุนขยายธุรกิจของเราเอง ไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยเงินจาก VC นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เรายังไม่ได้ขวนขวายหานักลงทุนเข้ามาเพิ่มเติม แต่อีกไม่นานเราน่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้แน่ โดยตลอด 6 ปีที่ทำธุรกิจมา มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นกว่า 200 เท่าจากจุดเริ่มต้น”

“ธนาวัฒน์” ก่อตั้งไพรซ์ซ่าขึ้นเมื่อปี 2552 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โจทย์ของเขาคือการเสนอบริการให้กับคนซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ต้องการเปรียบเทียบราคา หาเงื่อนไขที่ดีที่สุด เขาจึงสร้างแพลทฟอร์มขึ้นมา เก็บรวบรวมราคาสินค้าในโลกออนไลน์ แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่าสินค้าที่ไหนราคาถูกที่สุด มีข้อเสนอดีที่สุด เริ่มต้นจากเว็บไซต์ในปี 2553 ใช้เวลาแค่ปีเดียว ฐานผู้ใช้ก็ขึ้นไปที่ 1 ล้านคน และถัดมาในปี 2555 ด้วยจำนวนผู้ใช้ 2 ล้านคน

“ผมเริ่มธุรกิจกับเพื่อนอีก 2 คนตอนอายุ 26 ตอนนั้นยังไม่มีสตาร์ทอัพด้วยซ้ำ แต่ผมเห็นธุรกิจอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ในต่างประเทศประสบความสำเร็จ ก็คิดอยากทำบ้าง ช่วงนั้นอี–คอมเมิร์ซเพิ่งเริ่ม ผมมองว่าในอนาคตมันต้องโตได้อีกเยอะ อย่างไรก็ต้องมาแน่ เมื่อเชื่ออย่างนั้นก็ต้องเริ่ม”

“ธนาวัฒน์” จึงเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา มีหน้าที่เก็บข้อมูล เทียบราคาสินค้าที่ปรากฏบนเว็บไซต์ ช่วยลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ราคาดีที่สุด จากนั้นความนิยมของไพรซ์ซ่าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนในปี 2556 ไพรซ์ซ่าตัดสินใจเปิดรับนักลงทุน โดยขายหุ้นให้ Cyber Agent VC สัญชาติญี่ปุ่นในสัดส่วน 10% ได้เงินมาประมาณ 550,000 เหรียญสหรัฐฯ

สาเหตุหลักในการเปิดรับนักลงทุนไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของ Know-How ทักษะและความเชี่ยวชาญของพันธมิตรมากกว่า โดยในปีนั้น ไพรซ์ซ่าก็ได้ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก เปิดให้บริการในอินโดนีเซีย

เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพอีก 2 ราย “ธนาวัฒน์” จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เขาเรียนเอกคอมพิวเตอร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อปริญญาโทมาร์เกตติ้ง หลักสูตรอินเตอร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การเขียนโปรแกรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ จึงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา แค่ต้องหาโจทย์ให้เจอ และตอบโจทย์ให้ทะลุ

ปัจจุบันไพรซ์ซ่าเปิดให้บริการอยู่ในหลายประเทศอาเซียน เริ่มตั้งแต่ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยใน 4 ประเทศหลัง มีฐานผู้ใช้อยู่ในหลัก 150,000-300,000 คน บริการของไพรซ์ซ่าครอบคลุมการเปรียบเทียบราคาสินค้า โปรโมชั่นที่มีอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งหมด ในอนาคตอันใกล้มองไปถึงการขยายบริการไปสู่การเปรียบเทียบเงื่อนไขบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล แผนประกันชีวิตประกันภัย โปรโมชั่นมือถือ รวมทั้งมีแผนที่จะขยายธุรกิจ สู่การเปรียบเทียบสินค้าออฟไลน์ที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปกติด้วย ส่วนรายได้นั้นมาจากโฆษณา ซึ่งมีตั้งแต่คอนเทนต์ที่เป็นเนื้อหาประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงแบนเนอร์

เขายังให้แง่คิดฝากถึงสตาร์ทอัพยุคใหม่ๆ ว่า อย่าเพิ่งคิดเรื่องการระดมทุนหรือหาเงินเป็นหลัก การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาที่มีอยู่จริงและใหญ่พอ ถือเป็นโจทย์สำคัญที่สุด ต้องทำรายได้ให้ได้ก่อน แล้วจะมีนักลงทุนสนใจเอง.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *