เทียบฟอร์มไทย-มาเลเซีย แข่งดึงต่างชาติผุดสำนักงานใหญ่

 

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการจัดตั้งสำนักงานสนับสนุนภูมิภาค หรือสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ที่รู้จักกันในนามของ  ROH  (Regional Head Quarter)  และ IHQ (International Headquarter) ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการส่งเสริมเพื่อจูงใจนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งสำนักงานสนับสนุนในประเทศของตน โดยให้สิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี

ขณะเดียวกัน ได้เล่าถึงมาตรการส่งเสริมสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ หรือ IHQ  ของประเทศไทยที่เพิ่งออกมาใหม่ในปีนี้ และเปรียบเทียบกับ ROH/IHQ ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงลำดับต้นๆ หากจะมีการพิจารณาการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนในรูปของ  IHQ

ครั้งนี้จะเขียนถึงมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียนนอกจากสิงคโปร์ ที่ได้รับความสนใจเป็นทางเลือกกรณีจัดตั้งสำนักงานสนับสนุนภูมิภาค มาเลเซียมีการให้การส่งเสริมในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน โดยหนึ่งในมาตรการ คือ  Operational Headquarter หรือ OHO ซึ่งเริ่มมีในปี 2538  ก่อน  ROH  ของไทย 7 ปี

ในเดือน เม.ย. 2558 หนึ่งเดือนก่อนที่กรมสรรพากรไทยจะออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ IHQ มาเลเซียได้มีการออกมาตรการใหม่ เรียกว่า  Principal Hub Incentive Scheme  ซึ่งออกมาแทน OHO โดยสิทธิประโยชน์การส่งเสริมใหม่นี้แบ่งเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ

Principal Hub ที่จัดตั้งภายใต้การส่งเสริมนี้จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหากเข้าเงื่อนไขใน Tier 1  และอัตราภาษีเงินได้จะลดเหลือร้อยละ 5   กรณีจัดเข้า  Tier 2 ในขณะที่ถ้าจัดอยู่ใน Tier 3 จะเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10

ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของมาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 25   แน่นอนว่าเงื่อนไขจะเพิ่มขึ้นตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้มากขึ้น เช่น  ถ้าจะเข้า Tier 1 ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในประเทศถึง 10 ล้านริงกิต หรือราวๆ 90 ล้านบาท โดยจะลดเหลือ  5 ล้านริงกิต หรือ 45 ล้านบาท และ 3 ล้านริงกิต หรือ 27 ล้านบาท ในกรณี Tier 2 และ Tier 3 ตามลำดับ จะเห็นว่าค่าใช้จ่าย  Tier 3  ยังสูงกว่าไทย โดยของไทยกำหนดไว้ที่ 15 ล้านบาทในอัตราเดียว

เงื่อนไขอื่นๆ ก็จะเป็นลักษณะเช่นนี้ คือ เงื่อนไขจะเพิ่มมากขึ้น จาก Tier 3 มา Tier 1 ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีขึ้น คือ จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5  และ 0 ตามลำดับ   เงื่อนไขที่แตกต่างจากไทยที่สำคัญ  ยกตัวอย่างกรณี Tier 1 ที่สิทธิประโยชน์สูงสุด คือ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

     มาเลเซียมีการกำหนดไว้ว่า Principal Hub ต้องมีอัตราส่วนรายได้จากกิจการภายในและภายนอกประเทศอยู่ที่อัตรา 30 ต่อ 70 ซึ่งในเรื่องนี้ IHQ ของไทยผ่อนคลายกว่า เนื่องจากไทยไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ ยกเว้นกรณีรายได้ที่ได้จากบริษัทในเครือในประเทศไทยที่จะได้สิทธิเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10 จะต้องไม่เกินรายได้จากการให้บริการแก่บริษัทในเครือในต่างประเทศ  แต่ของมาเลเซียข้อที่ดีกว่า คือ หากเข้าเงื่อนไขแล้ว Principal Hub ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวนรายได้ที่ได้จากในและนอกประเทศ

นอกจากนี้ Tier 1 มีการกำหนดจำนวนแรงงานชำนาญที่ต้องจ้างในจำนวนที่สูงถึง 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องเป็นชาวมาเลเซีย ทำให้ดูแล้วเป็นสำนักงานที่เน้นในเรื่องแรงงาน (Labor Intensive)  กลายๆ  และยังกำหนดไว้ด้วยว่า Principal Hub จะใช้บริการจากต่างประเทศได้ ก็เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถหาบริการแบบเดียวกันนั้นในประเทศมาเลเซียได้  ดูเหมือนว่าเป็นเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า ถ้าบริการแบบเดียวกันแต่มาตรฐานไม่เท่ากันจะทำอย่างไร   IHQ ไทยไม่มีการกำหนดจำนวนแรงงานขั้นต่ำไว้แต่อย่างไร

     นอกจากนี้ ไทยยังส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานชำนาญการจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความชำนาญสู่คนไทย โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่แรงงานชำนาญการที่เป็นคนต่างชาติด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้ให้แก่แรงงานชำนาญการต่างชาติ โดยมีสิทธิเลือกเสียภาษีได้ที่ร้อยละ 15 ของรายได้

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ไทยผ่อนปรนมากกว่า คือ การให้อายุของ IHQ ยาวถึง 15 ปีในคราวเดียว ขณะที่มาเลเซียให้เริ่มต้นที่ 5 ปี และจะต่อได้อีก 5 ปี ก็ต่อเมื่อมีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 และจำนวนค่าใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 30

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *