ดีอีชงครม.แผนลงทุนขยายอินเทอร์เน็ตเร็วสูง

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mdg1lzc0mtaxms0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndm0mdg1lzc0mtaxms0wms5qcgc

กระทรวงดีอี เตรียมชงแผนลงทุนขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ เข้า ครม. พ.ย. โอนงบลงทุนให้ TOT ดำเนินการ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี เตรียมเสนอแผนและความคืบหน้าการลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งแผนดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ได้เห็นชอบการแยกการลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ ระหว่างกระทรวงดีอีดำเนินการลงทุนขยายโครงข่าย 24,700 หมู่บ้าน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รับไปลงทุนจำนวน 15,700 หมู่บ้าน โดยยืนยันว่าไม่เกิดความซ้ำซ้อนของโครงการอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กระทรวงดีอี จะโอนงบลงทุนจำนวน 15,000 ล้านบาท ให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการลงทุนเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบ โครงการซับมารีนไฟเบอร์ หรือโครงการเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงระหว่างประเทศ โดยคาดว่าะทยอยติดตั้งแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป และส่วนที่เหลือร้อยละ 15 – 20 จะแล้วเสร็จในต้นปี 2561

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

บอร์ดสลากฯ กร้าว ตรวจเข้ม พบตัวแทนขายสลากเกินราคาตัดสิทธิ์ทันที

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmznjgxl21vbjaymte1otuuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmznjgxl21vbjaymte1otuuanbn

บอร์ดสลากฯ ร่วมแถลงข่าวแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา เน้นความเข้มข้นของทุกกระบวนการเพื่อให้แก้ไขปัญหาสลากเกินราคาสัมฤทธิ์ผล สร้างความเป็นธรรมให้กับ ทุกฝ่าย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่าในขณะนี้การจำหน่ายสลากเกินราคาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น พบว่ามีการนำสลากมารวมชุดเพื่อจำหน่ายสูงเกินราคาที่กำหนด 80 บาท โดยสำนักงานฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด ปรากฏว่าในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมามีประชาชน ร้องเรียนผ่าน Call Center 0-2345-1466 กว่า 1,295 รายการ โดยมีสถิติการร้องเรียนเรื่องสลากเกินราคาเพิ่มความถี่มากขึ้นตามลำดับ ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ จากเดือนสิงหาคม 2559 จำนวน 318 ราย เดือนกันยายน 2559 จำนวน 439 ราย และ สูงที่สุดในเดือนตุลาคม 2559 จำนวน 538 ราย

โดยที่ผ่านมาสำนักงานฯ ได้ดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ถึง 166 ราย และยังคงเดินหน้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาล่าสุด ระหว่างวันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2559 ได้มีการตรวจสอบจับกุมเพิ่มอีก 321 ราย ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี กาญจนบุรี และชลบุรี โดยผู้ถูกจับกุมทั้ง 321 รายถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คือปรับรายละไม่เกิน 10,000 บาท และหากเป็นตัวแทนจำหน่ายจะถูกยกเลิกสัญญาทันที พร้อมทั้งขึ้นบัญชีรายชื่อ (Black list) ไม่ทำสัญญาในครั้งต่อไป

สำหรับ ผู้ที่ซื้อ-จองล่วงหน้า ก็จะถูกตัดสิทธิ์การลงทะเบียนทันที โดยในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้จำหน่ายสลากเกินราคาถูกจับกุมแล้วรวมทั้งสิ้น 487 ราย ในจำนวนนี้มีตัวแทนจำหน่ายถูกยกเลิกสัญญา 153 ราย ถูกตัดสิทธิ์การลงทะเบียนโครงการซื้อ-จองล่วงหน้าฯ 57 ราย ทั้งนี้ ในการยกเลิกสัญญาตัวแทนดังกล่าว

– กรณีเป็นตัวแทนจำหน่ายส่วนกลาง สำนักงานฯ สามารถดำเนินการยกเลิกได้ทันที
– กรณีเป็นตัวแทนจำหน่ายส่วนภูมิภาค สำนักงานฯ จะแจ้งให้จังหวัดดำเนินการยกเลิกและส่ง

รายชื่อตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ พร้อมทั้งจัดทำสถิติของแต่ละจังหวัดเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดสรรสลากให้แต่ละจังหวัดต่อไป

ภายหลังจากนี้ ในการต่อสัญญาการรับสลากไปจำหน่ายของตัวแทนจำหน่ายสลากที่จะมีการทำสัญญาในคราวต่อไป ระหว่างวันที่ 19-25 พฤศจิกายน 2559 (อายุสัญญา 16 ธันวาคม 2559 – 1 มิถุนายน 2560) เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างใกล้ชิดและคาดการณ์ได้ถึงผลสัมฤทธิ์ในการคัดกรองตัวแทนจำหน่ายสลากที่เป็นผู้จำหน่ายสลากอย่างแท้จริง สำนักงานฯ ได้เพิ่มเติมประเด็นสำคัญ ในสัญญาการรับสลากไปจำหน่ายและในประกาศหลักเกณฑ์การจำหน่ายสลากโครงการซื้อ-จองล่วงหน้า ฯ ดังนี้

ตัวแทนจำหน่ายสลากส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค และสมาคม องค์กรมูลนิธิคนพิการ เพิ่มเติม รายละเอียดในสัญญา ดังนี้

“ผู้ขายต้องไม่นำสลากของตนไปรวมชุดกับผู้อื่น หรือนำสลากของผู้อื่นมาขายร่วม หรือนำสลากของตนไปขายให้แก่ผู้อื่นเพื่อนำไปรวมชุด หรือแลกเปลี่ยนสลากกับผู้อื่น หรือหากตรวจพบว่าสลากของตนไปวางไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายที่จุดจำหน่ายของผู้อื่นที่ระบุไว้ในข้อที่ 11 ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นไม่ได้ขายสลากด้วยตนเองและถือว่าผู้ขายผิดสัญญา” และ

“ตัวแทนจำหน่ายสลากยินยอมให้ความสะดวกและความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ในการตรวจสอบสถานที่จำหน่ายของตัวแทน หากไม่ให้ความร่วมมือให้ถือว่าตัวแทนประพฤติผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นตัวแทนจำหน่ายและให้สำนักงานฯพิจารณาบอกเลิกสัญญาได้ทันที”

พันโทหนุน ศันสนาคม กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบการจำหน่ายสลากของมูลนิธิ สมาคม องค์กรคนพิการนั้น หากตรวจพบสลากฯที่ขายเกินราคา หรือสลากฯที่สมาชิกไม่ได้ขายเอง หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผิดต่อสัญญาที่ทำไว้กับสำนักงานฯ ถ้าตรวจพบครั้งที่ 1 จะมีหนังสือแจ้งมูลนิธิ สมาคม องค์กรคนพิการพร้อมหลักฐานการกระทำผิดของสมาชิก ให้สมาคมฯ ตรวจสอบและยกเลิกสมาชิกรายนั้น รวมทั้งเร่งแจ้งเปลี่ยนสมาชิกรายใหม่ให้สำนักงานสลากฯทราบ

หากตรวจพบเป็นครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรายใดทำผิดอีกก็ตาม สำนักงานฯ จะดำเนินการเหมือนกับการตรวจพบครั้งที่ 1 ทุกประการ และหากมีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกเป็นครั้งที่ 3 สำนักงานสลากจะแจ้งพร้อมหลักฐานและจะตัดโควตาสลากเท่ากับจำนวนที่ตรวจพบว่าสมาชิกของสมาคมฯ ทำผิด และจะขึ้นบัญชีรายชื่อสมาชิกดังกล่าวไว้ เพื่อไม่ให้สามารถรับโควตาจากสำนักงานฯ ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะแบบโควตาหรือแบบซื้อ – จองล่วงหน้าฯ

ทั้งนี้เมื่อตรวจพบการกระทำผิดในครั้งต่อๆ ไปอีก ก็จะดำเนินการในลักษณะนี้โดยตัดโควตาออกไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้นำสลากฯไปให้กับผู้ที่ทำถูกต้องต่อไป จึงขอให้มูลนิธิ สมาคม องค์กรคนพิการ ช่วยกำกับดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับสำนักงานสลากฯ ด้วย

พันโทหนุน ฯ ได้กล่าวย้ำว่า ได้กำชับให้ มูลนิธิ สมาคม องค์กรคนพิการ ไปดูแลสมาชิกให้ทั่วถึงและเท่าเทียมรวมทั้งจัดลำดับความเร่งด่วนให้ดีด้วย เพราะเท่าที่ผ่านมามักมีสมาชิกบางองค์กรเรียกร้องว่าไม่ได้รับการดูแลในเรื่องของการจัดสรรโควตาสลากฯ ทั้งที่สำนักงานฯ ได้จัดสรรสลากให้แล้ว และพฤติกรรมของแต่ละมูลนิธิ สมาคม องค์กร จะส่งผลต่อการพิจารณาคัดเลือกตัวแทนในการทำสัญญาในรอบใหม่ต่อไป

พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานฯคาดการณ์ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมในสัญญาและในประกาศหลักเกณฑ์การซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ จะทำให้การตรวจสอบสลากที่จำหน่ายบนแผงจำหน่ายสลาก สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้สำหรับสลากที่ถูกยกเลิกสัญญา จะนำมาเข้าสู่โครงการซื้อ-จองล่วงหน้าฯ สร้างประโยชน์ให้กับผู้จำหน่ายจริงได้มีโอกาสเข้าถึงสลากได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ขายจริงมีโอกาสในการทำรายการจองสลากล่วงหน้าฯ ได้มากขึ้น จึงได้ปรับวันจ่ายสลากจองที่ไปรษณีย์ปลายทางจากเดิม วันที่ 2 และวันที่ 17 ของเดือน เปลี่ยนเป็นวันที่ 7 และ 22 ของเดือน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการจำหน่ายสลากของตลาดวังสะพุง ทั้งนี้ เพื่อทำให้ยี่ปั๊วไม่มีเวลาในนำสลากจองไปรวมชุดซึ่งจะส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยทำรายการสลากจองล่วงหน้าได้มากขึ้นและมีสลากจำหน่ายในแผงสลากมากขึ้นด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนวรรธน์ ฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่าสำนักงานฯ ขอให้ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการจัดสรรสลาก หรือผู้ที่ซื้อ-จองล่วงหน้าฯ เมื่อได้รับสลากแล้ว ให้จำหน่ายด้วยตนเอง หากตรวจพบว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายสลากอีกเลย นอกจากนี้สำนักงานฯยังทราบว่าขณะนี้ มีบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นนายทุนกว้านซื้อสลาก แล้วนำไปรวมชุดจำหน่ายในราคาแพงมาก ขอให้เลิกพฤติกรรมเอาเปรียบดังกล่าว สำนักงานฯ กำลังเตรียมมาตรการตรวจสอบในด้านต่าง ๆ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการขูดรีด เอาเปรียบประชาชนผู้ซื้อสลาก

สุดท้ายขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนผู้ซื้อปกป้องสิทธิของตนเองจากการเอารัดเอาเปรียบของผู้จำหน่ายสลากเกินราคา และหากพบการจำหน่ายสลากเกินราคา โปรดแจ้งข้อมูลมาที่ call center 0 2528 9999 และ 0 2345 1466 เพื่อจะได้เร่งดำเนินการตรวจสอบ จับกุมและสำนักงานฯจะแถลงความคืบหน้าเป็นจำทุกเดือนต่อไป

 

ขอบคุณที่มา         http://money.sanook.com

 

อดีต รมว.คลัง กังวล ซีพีผนึกอาลีบาบา อาจผูกขาด ระบบฟินเทคไทย

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmznjixl21vbjaymte1otmuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmznjixl21vbjaymte1otmuanbn

เมื่อวานนี้ (1 พ.ย. 59 )อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์  จาติกวณิช ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Korn Chatikavanij แสดงความกังวลต่อความร่วมมือทางธุรกิจของ 2 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ของเอเชีย และ ของโลก อย่างซีพี และอาลีบาบา ว่า การร่วมมือของ 2 ยักษ์ใหญ่ จะเป็นการครอบงำและผูกขาดตลาดการบริการการเงินทั้งระบบ ไม่เปิดโอกาสให้ ฟินแทค (Fintech) ได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาได้ พร้อมกับแนะให้ ภาครัฐดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าให้เกิดลักษณะปิดประตูตีแมวเกิดขึ้น  ตามรายละเอียดดังนี้

ภาพนี้คนไทยเห็นอาจจะนึกถึงทั้งโอกาสและความน่ากลัว

ผมคุยกับน้องในแวดวง Fintech เขามีแนวคิดที่น่าสนใจครับ ว่า การจับมือระหว่าง 2 เจ้าสัวนี้ทำให้ ‘เราสามารถจินตนาการเห็นลูกค้า True และลูกค้า Seven Eleven ใช้บริการทางการเงินทั้ง Online และ Offline ผนวกเข้ากับชีวิตประจำวันออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เช่น ฝากถอนเงินได้ที่เซเว่น, โอนต่อให้ใครก็ได้ทางแอพมือถือ, กู้เงิน Peer to peer ได้ทางมือถือ และจ่ายดอกเบี้ยได้ผ่านเซเว่น, บิลค่าใช้จ่ายไปเก็บรวมกับบิลมือถือทรู, ใช้ระบบ Seven Eleven เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องโลจิสติกส์เวลาซื้อขายของผ่าน Lazada ฯลฯ’

นี่คือความสะดวกของผู้ใช้บริการ แต่เมื่อเราแทบนึกไม่ออกว่าจะมีคู่แข่งคู่ไหนที่สามารถให้บริการในระดับเดียวกันได้ เราจึงอดไม่ได้ที่จะนึกเป็นห่วงว่าการครองตลาดในระดับนี้จะมีผลอย่างไรต่อผู้ประกอบการอื่นรวมไปถึงผลต่อการพัฒนา SME และนวัตกรรมโดยทั่วไปที่ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขัน

“ดังนั้นสิ่งที่เราอยากขอคือ อย่ากีดกันทางการค้าคนอื่น ให้โอกาสฟินเทคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ในเครือ Alibaba หรือ CP เติบโตบ้าง และเติบโตไปด้วยกัน เช่น ถ้าจะใช้บริการฟินเทคที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ให้คนใช้มือถือค่ายอื่นใช้ได้ด้วย จะจ่ายเงินด้วย e-wallet ที่เซเว่นก็ให้โอกาส e-wallet เจ้าอื่นเป็น payment gateway ได้บ้าง แล้วการแข่งขันจะทำให้ประเทศไทยรวมถึงกลุ่ม CP เองพัฒนาได้อีกเยอะครับ”

เรื่องแบบนี้ไม่มีประเทศใดที่เพียงแค่ฝากความหวังไว้ว่าผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่จะใจกว้าง ทุกประเทศเขาใช้อำนาจรัฐและกฎหมายกำกับดูแลเพื่อให้การแข่งขันมีจริง รัฐเราต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าให้ใครมาปิดประตูตีแมวในบ้านเราครับ

(แนวคิดจากการสนทนาและบทความของคุณเจษฎา สุขทิศ เลขาฯชมรมไทยฟินเทค)

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

เงินบาทเปิด35.03ยังทรงตัวรอผลFOMC

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmznty1lzc0mdy5os0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmznty1lzc0mdy5os0wms5qcgc

ตลาดเงินบาทเปิด 35.03 ยังทรงตัวรอผลประชุม FOMC และการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ ที่ระดับ 35.03 บาทต่อดอลลาร์ โดยค่อนข้างทรงตัวจากเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 35.01 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเงินบาทเช้านี้ค่อนข้างทรงตัวจากเย็นวาน ไม่ค่อยขยับ เพราะยังไม่มีปัจจัยใหม่และตลาดรอปัจจัยสำคัญ นับตั้งแต่คืนนี้ คือ ผลประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ คืนวันศุกร์ และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่ง 3 เหตุการณ์นี้ล้วนแต่สำคัญ ทั้งนี้ คาดว่าวันนี้กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบ 35.00 – 35.10 บาทต่อดอลลาร์

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหลังกังวลการเมืองสหรัฐ

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmzntaxlzc0mdy4ni0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmzntaxlzc0mdy4ni0wms5qcgc

ตลาดหุ้นเอเชีย เช้านี้ปรับตัวลดลง หลังกังวลการเมืองสหรัฐฯ พร้อมจับตาผลประชุมเฟด

ตลาดหุ้นเอเชียในเช้าวันนี้ปรับตัวลดลง ตามทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนั้นยังได้รับแรงกดดันจากกระแสคาดการณ์ เรื่อง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ทั้งนี้ นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่การประชุมระยะเวลา 2 วันของเฟด จะเสร็จสิ้นลงในวันที่ 2 พ.ย. ขณะที่ผลสำรวจ CNBC Fed Survey พบว่า นักวิเคราะห์ที่ถูกสำรวจทั้ง 100% เชื่อว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 1-2 พ.ย. แต่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมในวันที่ 13 – 14 ธ.ค.

โดยดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เปิดวันนี้ที่ 17,238.00 จุด ลดลง 204.40 จุด ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน เปิดวันนี้ที่ 3,115.73 จุด ลดลง 6.71 จุด ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดวันนี้ที่ 22,946.06 จุด ลดลง 201.01 จุด ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 9,230.23 จุด ลดลง 42.47 จุด ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เปิดวันนี้ที่ 1,995.41 จุด ลดลง 11.98 จุด ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เปิดวันนี้ที่ 2,799.13 จุด ลดลง 14.56 จุด

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ผบ.ทบ.สั่งทุกหน่วยเตรียม “รับซื้อข้าว” จากชาวนา

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmzmjq5l21vbjaxmte1otiuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodyvndmzmjq5l21vbjaxmte1otiuanbn

ผู้บัญชาการทหารบก สั่งทุกหน่วยเตรียมรับซื้อข้าวจากชาวนา เพื่อบรรเทาปัญหาราคาข้าวตกต่ำ
วันที่ 1 พ.ย.59 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาราคาข้าวเปลือก เพื่อรายงานข้อมูลกลับมา ซึ่งกองทัพบกเตรียมพิจารณารับซื้อข้าวจากสหกรณ์การเกษตร เพื่อนำมาประกอบอาหารให้กับกำลังพลของกองทัพบก

 และเตรียมส่งกำลังพลของกองทัพบกไปช่วยชาวนาเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อถึงฤดูกาล เบื้องต้น กองทัพบก มีหน้าที่รับผิดชอบในขอบเขตที่สามารถทำได้ ส่วนเรื่องการกำหนดราคาข้าวเปลือกนั้น ไม่สามารถให้คำตอบได้ ต้องสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐบาล หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก เชื่อว่าชาวนาจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่ช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง และในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกคนควรช่วยกันให้ประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ พร้อมขอนักการเมืองมีจิตสำนึกอย่าใช้ความเดือนร้อนของชาวนามาเคลื่อนไหวเพื่อหวังผลทางการเมืองในเวลานี้

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ทางเลือก ทางรอด วิกฤตราคาข้าว ชาวนาไทย

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxoc8ymdk0mjgyl2znzy5qcgc

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxoc8ymdk0mjgyl2znzy5qcgc

“กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” คำร้องที่บ่งบอกถึงความสำคัญและวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทยที่ส่วนใหญ่จะดำเนินชีวิตด้วยการเกษตรเป็นอาชีพหลัก โดยเพราะอาชีพชาวนา ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาชีพที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะมีความสำคัญในการสร้างอาหารให้กับคนไทย คนไทยทุกคนเกิดมาต้องกินข้าวและบริโภคเป็นอาหารหลักมาช้านานตั้งแต่สมัยอดีต

แต่ที่น่าแปลกใจทั้งที่คนไทยกว่า 60 ล้าน บริโภคข้าวมากมายในแต่ล่ะปีและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกๆปีจากอัตราที่เติบโตของเด็กรุ่นใหม่ ความต้องการข้าวก็มีมากขึ้น แต่ฉะไหนเลยรายได้ของชาวนาไทยจึงสวนทางกับความต้องการข้าวที่มากขึ้น นับวันราคาข้าวยิ่งตกต่ำและดิ่งด่ำลงเหวมากขึ้นทุกที ถึงขนาดที่ว่า หากจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง ต้องใช้ข้าวเปลือกถึง 1 กิโลครึ่ง กว่าจะหามารับประทานได้

ที่น่าตกใจไปมากกว่านี้ผู้บริโภคข้าวสำเร็จรูปยังคงต้องซื้อข้าวสารในราคาที่สูงอยู่เหมือนเดิม ทั้งที่ข้าวเปลือกราคาถูกแสนถูก แล้วส่วนต่างที่เกิดขึ้นหายไปไหน? ชาวนาต้องทำอย่างไรถึงจะพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ต้องยอมรับว่าปัญหาราคาข้าวตกต่ำส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด และคู่แข่งขันต่างประเทศที่สามารถผลิตข้าวส่งออกช่วงชิงโควต้าส่งออกข้าวของไทย ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่ยากจะแก้ไข แต่มีอีกหนึ่งปัญหาราคาข้าวตกต่ำของชาวนาที่สะสมมานานกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและอยู่ใกล้ตัวชาวนาไทยมากที่สุด คือ ปัญหาการกดราคาข้าวของบางโรงสีที่เห็นแก่ตัว และทำเป็นขบวนการ ทำสัญญาทาสให้กับชาวนาอีกด้วยเพื่อที่จะสามารถกดราคาให้ได้ตามที่ตนเองต้องการ

ซึ่งกลโกงส่วนหนึ่งที่บางโรงสีกดราคาข้าวชาวนา คือ การโกงตาชั่ง และค่าความชื้น หากชาวนาบางคนไม่พอใจราคาข้าวเปลือกที่ได้จากโรงสี ก็จะไม่ถูกรับซื้อ ถึงแม้ว่าชาวนาจะนำข้าวไปขายที่โรงสีอื่นก็จะถูกปฏิเสธซื้ออีกเช่นกัน เนื่องจากว่าโรงสีที่เห็นแก่ตัวเหล่านี้ จะแบ่งพื้นที่ในการรับซื้อข้าว จะไม่รับซื้อข้าวจากชาวนาที่อยู่นอกเขตและจะมีการตั้งราคากลางกันเองเพื่อรับซื้อข้าวในแต่ล่ะเขตที่ตนเองดูแล

 นอกจากนี้โรงสีที่เห็นแก่ตัวจะให้สัญญากู้ยืมเงินแก่ชาวนาเพื่อนนำไปลงทุนในการทำนา เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง และจะทำการหักจ่ายคืนทีหลัง จากการนำผลผลิตมาขายคืนแก่โรงสี เงินที่ได้จะถูกหักเงินที่ยืมไปพร้อมดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือชาวนาถึงจะได้เงินจริงๆ สัญญาทาสนี้ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่โรงสีเห็นแก่ตัวสามารถใช้กดราคาข้าวจากชาวนาได้ ทำให้ชาวนาไม่สามารถปฏิเสธได้

หากไม่ยอมก็ไม่สามารถขายข้าวได้ ไม่มีเงินใช้ปลดหนี้ถ้าจะนำไปขายที่อื่นโรงสีก็ไม่รับซื้อเพราะฮั้วกันหมดชาวนาบางคนถูกหักเงินจนไม่เหลืออะไรเลยก็มี ถึงขนาดต้องไปยืมเงินคนอื่นมาลงทุนต่อ สุดท้ายชาวนาก็ไม่มีทางเลือกต้องยอมรับราคาข้าวที่ต่ำอย่างไม่เป็นธรรม

เพราะฉะนั้นแล้วชาวนาไทยจึงต้องปรับตัวไม่เป็นทาสพ่อค้าคนกลาง ไม่พึ่งโรงสีข้าวจนมากเกินไป เช่น สีข้าวเองแล้วนำไปขายออนไลน์จากท้องนาสู่ประชาชนเพื่อคนไทยได้กินข้าวที่ถูกและดี หรือ การรวมกลุ่มเป็นชุมชนหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด เพื่อต่อรองราคาข้าว หรือ ผลิตข้าวเป็นของตนเอง ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรชาวนาในอีกทางหนึ่ง

ซึ่งถ้าหากว่าหลายๆชุมชนช่วยกันพัฒนาข้าว ก็จะเกิดการแข่งขันกันด้านคุณภาพ ทำให้คนไทยได้บริโภคข้าวที่ดีมีคุณภาพ ที่สำคัญชาวนาก็จะมีกำไรมากขึ้นจากการทำนา นอกจากนี้ชาวนาควรปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการทำนารายปี

ที่สำคัญรัฐบาลควรสนับสนุนและส่งเสริมชาวนาให้ปลูกข้าวแบบขายตรงให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ออกแค่นโยบายประชานิยมแบบขายฝัน โดยเอาชาวนาเป็นตัวประกัน สุดท้ายชาวนาก็รับกรรมและปัญหาก็ยังคงสะสมอยู่ต่อไป แบบนี้เค้าเรียกว่าเกาไม่ถูกที่คัน

ถึงแม้ว่าวิกฤตราคาข้าวตกต่ำจะสร้างปัญหาให้กับชาวนาเป็นอย่างมาก หากชาวนารอคอยแต่ความช่วยเหลือทางรอดคงมีน้อย เพราะฉะนั้นแล้วชาวนาควรช่วยตัวเองด้วยการเลือกทางรอดที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เช่นนี้แล้วอนาคตชาวนาไทยจะมั่งคั่งและยังยืนอีกยาวไกล

 

ขอบคุณที่มา       http://news.sanook.com

1 3 4 5