สนพ.เผยยอดใช้พลังงาน9เดือนแรกเพิ่ม1.1%

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizmdqxlzczmjqzmi0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizmdqxlzczmjqzmi0wms5qcgc

สนพ. คาดสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ที่ 45-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ยอดใช้พลังงาน 9 เดือนแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและวางแผนพลังงาน หรือ สนพ. เปิดเผยสถานการณ์พลังงานไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 คือ เดือนมกราคม ถึงเดือนกันยายน ว่า ในภาพรวมคาดว่าจะมีการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนสอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ จีดีพี มีความต้องการใช้พลังงานอยู่ที่ 2,105 พันบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยเป็นการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 อยู่ที่ระดับ 137 ล้านลิตรต่อวัน โดยการใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.11 ดีเซล เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 ขณะที่ การใช้ LPG ลดลงร้อยละ 10.8 และ NGV ลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ต่ำทำให้ผู้ใช้รถบางส่วนหันมาใช้น้ำมันแทน

ทั้งนี้ ในส่วนของสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สนพ. คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 45-50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเคลื่อนตัวแบบแกว่งออกข้าง แต่จะต้องจับตาการประชุมของและกลุ่มโอเปก รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิปดีของสหรัฐ และความสงบในกลุ่มตะวันออกกลาง แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อราคาขายปลีกในประเทศ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

บล.กสิกรคาดหุ้นไทยแกว่งตามภูมิภาค

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiyotu3lzczmjqwnc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiyotu3lzczmjqwnc0wms5qcgc

บล.กสิกรไทย คาด ภาวะตลาดหุ้นไทยแนวโน้มดัชนี เช้านี้แกว่งแคบคล้ายภูมิภาค ต่างชาติชะลอลงทุน – ไร้ปัจจัยขับเคลื่อน

นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คาด ตลาดหุ้นไทยเช้านี้จะแกว่งแคบ ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย ที่เช้านี้ที่ส่วนใหญ่ติดลบเล็กน้อย เนื่องจากเห็นได้ชัดถึงการที่นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนและตลาดฯ ก็ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อน และยังไม่มีปัจจัยกดดันด้วย

ขณะนี้ตลาดฯ ยังรอติดตามเพียงแค่การประชุมของกลุ่ม OPEC กับ Non-OPEC ที่มองว่าเป็นเพียงแค่การหารือเท่านั้น คงไม่มีข้อตกลงใด ๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันเกิดขึ้น

พร้อมให้กรอบการแกว่งตัววันนี้ไว้ที่ 1,480-1,498 จุด

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

กนง.เชื่อเศรษฐกิจไทยขยายตัวตามคาด

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiyotgxlzczmjqwos0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiyotgxlzczmjqwos0wms5qcgc

คณะกรรมการนโยบายการเงิน มองเศรษฐกิจไทยยังโตได้ตามคาด ยันดูแลภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ 5/2559 ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 3 ส.ค. 59 ระบุว่า กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน แม้ในระยะข้างหน้าจะมีความเสี่ยงด้านต่าเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย

ส่วนภาวะการเงินโดยรวมในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังอยู่ในระดับต่า รวมถึงการระดมทุนโดยรวมของภาคธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ยังขยายตัวได้ แม้ธุรกิจบางกลุ่มมีข้อจำกัดในการได้รับสินเชื่ออย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้น และอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย กนง.จึงจะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจการเงินโลก รวมทั้งภาวะการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของไทยอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ กนง.เห็นว่า การรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ไว้ใช้ในยามจำเป็นยังมีความสำคัญ เนื่องจากปัจจัยด้านต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางและความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก

ทั้งนี้ แม้ปัจจัยดังกล่าวอาจจะยังไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจนในระยะอันใกล้ แต่สามารถส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าและเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงควรรักษา policy space ไว้เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้รุนแรงในอนาคต นอกจากนี้ กรรมการ กนง.ส่วนใหญ่มองว่า ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ควรต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจสะสมมากขึ้นในระบบการเงินจากพฤติกรรม search for yield ด้วย

ในระยะต่อไป กนง.เห็นว่านโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยพร้อมจะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อดูแลให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

“บะหมี่สำเร็จรูป” เจาะตลาดคุกสหรัฐขึ้นชั้นเทียบ”มาตรฐานทองคำ”

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizmde3l21vbji4mdk1oteuanbn

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizmde3l21vbji4mdk1oteuanbn

“พาณิชย์” เผย นำบะหมี่สำเร็จรูปเจาะตลาด “คุก”สหรัฐสำเร็จ ได้รับความนิยมยกระดับเป็นสินค้ามูลค่าสูง ใช้แทนการใช้จ่ายเงินตรา เป็นมาตรฐานทองคำในระบบเรือนจำ ระบุช่วง 7 เดือนส่งออกไปสหรัฐเป็นอันดับ 1

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรม ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ทูตพาณิชย์และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (HTA) ในสหรัฐ รายงานถึงการจัดทำแผนตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยเข้าสู่เรือนจำของสหรัฐ ประสบความสำเร็จอย่างดี โดยสินค้าดังกล่าวได้รับความนิยม  ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเปรียบเสมือนสินค้ามูลค่าสูงทดแทนการใช้จ่ายในรูปแบบเงินตรา รวมทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีรสชาติถูกปากและมีความหลากหลาย จึงกลายเป็นอาหารเลิศรสสำหรับนักโทษในเรือนจำ

ทั้งนี้ ภายในเรือนจำสหรัฐเป็นระบบสังคมเฉพาะ มีระบบเศรษฐกิจของตนเอง นักโทษไม่ได้ใช้จ่ายด้วยเงินสด แต่ใช้ระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter System) สินค้าแต่ละประเภทจะมีมูลค่าที่แตกต่างกัน และจะสามารถแลกเปลี่ยนกับสินค้าประเภทอื่นๆ ได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเศรษฐกิจเรือนจำสหรัฐ คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยถูกยกให้เป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในระบบเรือนจำ

  การส่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปเจาะตลาดในเรือนจำสหรัฐเป็นไปตามยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกที่จะเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (นีช มาร์เก็ต) เนื่องจากมีการศึกษาระบบเศรษฐกิจในเรือนจำสหรัฐ พบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเงินตราสำคัญในเรือนจำ และมีการประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย เช่น การนำมาบริโภค การใช้เป็นค่าตอบแทนในการบริการต่างๆ หรือการใช้แลกเปลี่ยนหรือซื้อสินค้าอื่นๆ เช่น แปรงสีฟัน เสื้อผ้า ผลไม้ ทั้งนี้แบรนด์ที่ได้รับความนิยม คือ แบรนด์ที่เรือนจำนำเข้ามาจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดการครองตลาดของแบรนด์ดังกล่าวไปโดยปริยาย

โดยตัวเลขการส่งออกในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) 2559 ไทยส่งออกบะหมี่สำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 4.6% คิดเป็นมูลค่า 640 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,400 ล้านบาท เป็นการส่งออกไปสหรัฐมูลค่า 95 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,325 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีการส่งออกเป็นอันดับ 1 มาตั้งแต่ ปี 2558

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ครม.กดปุ่ม เพิ่มรายได้โอนตรง 3 พันบ. – ลดภาระหนี้เกษตรฯรายย่อย

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynzuzl21vbji3mdk1otiuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynzuzl21vbji3mdk1otiuanbn

 

ครม.ไฟเขียวมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่าน ธ.ก.ส. เพิ่มรายได้และบรรเทาภาระหนี้สิน โอนเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยโดยตรงรายละ 3,000 บาท ปรับปรุงโครงสร้าง-ลดภาระหนี้ และคืนดอกเบี้ยให้เกษตรกรที่มีวินัยดี
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการ 2 มาตรการหลัก คือ
1.มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2559 ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานราชการแล้ว โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรโดยตรง ให้แก่ผู้ที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จำนวน 3,000 บาทต่อคน มีเกษตรกรผู้มีสิทธิจำนวน 1.51 ล้านคน และผู้มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จำนวน 1,500 บาทต่อคน มีเกษตรกรผู้มีสิทธิจำนวน 1.34 ล้านคน รวมผู้มีสิทธิทั้งสิ้น 2.85 ล้านคน ใช้งบประมาณ 6,540 ล้านบาท
2.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยผ่านระบบ ธ.ก.ส. เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินของเกษตรกร ช่วยเหลือเกษตรกรให้กลับมาทำการผลิตต่อไปได้และสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทให้เข้ามาทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคืนดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรที่ชำระดี กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เป็นเกษตรกรลูกค้ารายย่อยที่มีหนี้สินต้นเงินกู้รายละไม่เกิน 300,000 บาท จำนวนประมาณ 2,897,000 ราย หนี้สินจำนวนประมาณ 334,525 ล้านบาท ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 31 มีนาคม 2561 จำนวน 3 โครงการ ดังนี้
2.1 โครงการปลดเปลื้องหนี้สินให้เกษตรกรรายย่อยที่มีเหตุผิดปกติ เช่น เสียชีวิต พิการ ทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นต้น และมีหนี้ค้างชำระหรือเป็นหนี้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใน 2 กรณี ได้แก่ 1) หากไม่มีหลักประกันจำนองและไม่มีทายาทรับช่วงการผลิต ธ.ก.ส. จะจำหน่ายหนี้เงินกู้ออกจากบัญชีเป็นหนี้สูญ มีเกษตรกรเป้าหมายประมาณ 50,000 ราย 2) หากมีหลักประกันจำนองและมีทายาทรับช่วงการผลิต ธ.ก.ส. จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ทายาท โดยนำเงินต้น 50% มาปรับโครงสร้างหนี้ 5 ปี พักชำระต้นเงิน 2 ปีแรก คิดดอกเบี้ยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ MRR = 7% หากผ่อนชำระได้ตามกำหนด ลดดอกเบี้ยค้างให้ 100% และเงินต้นที่เหลืออีก 50% จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในภายหลัง เกษตรกรเป้าหมายประมาณ 85,000 ราย

2.2 โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้สินให้เกษตรกรที่มีหนี้เป็นภาระหนัก มีหนี้ค้างชำระหรือเป็นหนี้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะดำเนินโครงการใน 2 กรณี ได้แก่
1) หากเป็นเกษตรกรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และเป็นลูกค้า ธ.ก.ส.มาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปีและมีทายาทเข้าเป็นลูกค้าแทน จะนำเงินต้น 50% มาปรับโครงสร้างหนี้ระยะเวลา 5 ปี โดยพักชำระต้นเงิน 2 ปีแรก คิดดอกเบี้ยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ MRR หากผ่อนชำระได้ตามกำหนด ลดดอกเบี้ยค้างให้ 80% และเงินต้นที่เหลืออีก 50% จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในภายหลัง เกษตรกรเป้าหมายประมาณ 200,000 ราย
2) กรณีเกษตรกรที่มีหนี้เป็นภาระหนัก จะนำเงินต้น 50% มาปรับโครงสร้างหนี้ระยะเวลา 5 ปี โดยพักชำระต้นเงิน 2 ปีแรก คิดดอกเบี้ยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ MRR หากผ่อนชำระได้ตามกำหนด ลดดอกเบี้ยค้างให้ 50% และเงินต้นที่เหลืออีก 50% จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ในภายหลัง เกษตรกรเป้าหมายประมาณ 340,000 ราย
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเกษตรกรและทายาทได้รับการช่วยเหลือด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ตามโครงการจำนวน 675,000 ราย จำนวนดอกเบี้ยที่ลดให้ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. รับภาระเอง
และ 2.3 โครงการชำระดีมีคืนแก่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยในส่วนที่ลูกค้าส่งชำระระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 31 ตุลาคม 2560 ในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ โดย ธ.ก.ส. จะนำดอกเบี้ยที่คืนให้ลูกค้ามาลดภาระหนี้โดยตัดเงินต้นให้ลูกค้าในกรณีที่มีหนี้คงเหลือ และคืนให้ลูกค้าเป็นเงินสดในกรณีที่ไม่มีหนี้คงเหลือ และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนกรณีฉุกเฉินจำเป็น (A-Cash) รายละไม่เกิน 100,000 บาท วงเงิน 50,000 ล้านบาท เกษตรกรเป้าหมาย 2,222,000 ราย หนี้สินจำนวน 272,000 ล้านบาท
“ธ.ก.ส.เล็งเห็นว่าที่ผ่านมาเกษตรกรได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและราคาผลผลิตทางการเกษตรผันผวน ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รวมทั้ง มีเกษตรกรบางรายเสียชีวิต เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือมีอายุมาก ทำให้ศักยภาพในการทำการเกษตรลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้น ธ.ก.ส.จึงได้ดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการช่วยเหลือตามมาตรการข้างต้นนั้นเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับสถาบันการเงินโดยทั่วไป ส่งผลให้เกษตรกรลดรายจ่ายและมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการการเงินของ ธ.ก.ส.และในระยะยาว กลับจะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของ ธ.ก.ส.จากการที่มีทายาทมารับช่วงทำการเกษตรต่อเนื่อง” นายลักษณ์กล่าว

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ไทยออยล์ รายงาน ราคาน้ำมันดิบวันนี้

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiyntk3lzczmjexnc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiyntk3lzczmjexnc0wms5qcgc

ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น หลังโอเปกและผู้ผลิตรายอื่นเตรียมเริ่มการประชุม ส่งผลตลาดผันผวนสูง เท่าการประชุมครั้งก่อนที่โดฮา

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันปิดตลาดประจำวันที่ 26 ก.ย.2559 น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้น 1.45 เหรียญ มาอยู่ที่ 45.93 เหรียญ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.46 เหรียญ มาอยู่ที่ 47.35 เหรียญ โดยราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นกว่า 3% หลังผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกเตรียมเข้าสู่การประชุมเพื่อหารือมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันที่ประเทศแอลจีเรียในวันนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงขึ้นแตะระดับเดียวกันกับช่วงหลังการประชุมร่วมที่เมืองโดฮาเมื่อ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา

ด้าน รัฐมนตรีของแอลจีเรีย ให้ความเห็นว่า การประชุมร่วมครั้งนี้จะไม่ให้เป็นการเสียเปล่า และจะต้องได้ข้อสรุปบางอย่างจากที่ประชุม ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานของรัสเซียเองก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวแทนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในรัสเซีย กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีการเจรจาหารือใด ๆ กับบริษัทน้ำมันในประเทศทั้งของรัฐบาลและภาคเอกชนถึงความเป็นไปได้ในการคงกำลังการผลิตแต่อย่างใด

 ด้านนักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันหลายแห่ง มองว่า การคงกำลังการผลิตของผู้ผลิตต่าง ๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะเกิดขึ้นในการประชุมกลุ่มโอเปก ณ กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. และจนกว่าจะถึงเวลานั้นผู้ผลิตต่าง ๆ ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียเอง น่าจะยังคงผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการกลับมาส่งออกของลิเบีย ไนจีเรีย และอิหร่าน ที่จะทำให้อุปทานน้ำมันล้นตลาดมากขึ้นและกดดันราคาน้ำมันดิบมากพอที่จะกระตุ้นให้โอเปกกลับมาพิจารณามาตรการคงกำลังการผลิตอย่างจริงจัง

รอยเตอร์ส โพล คาดการณ์ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรก หลังลดลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

บตท. ซื้อ สินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ซีไอเอ็มบีไทย 3 พันล.

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynjq5l21vbji3mdk1oteuanbn

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynjq5l21vbji3mdk1oteuanbn

บตท. ร่วมมือ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  จัดซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3พันล้าน

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจการซื้อขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยระหว่าง บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีนายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวอัญชุลี สิมะเสถียร รักษาการกรรมการผู้จัดการ บตท.พร้อมคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมในพิธีและสักขีพยานความร่วมมือครั้งนี้

นางสาวอัญชุลี สิมะเสถียร รักษาการกรรมการผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยว่า “พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจวันนี้เกิดจากความร่วมมือ ระหว่าง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)และ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ภายใต้“โครงการจัดซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3,000 ล้านบาท”สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นอกจากการจัดซื้อสินเชื่อในครั้งนี้แล้ว บตท. และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยได้มีข้อตกลงร่วมกันในการศึกษาแนวทางการดำเนินธุรกรรมร่วมกัน อาทิ

การพัฒนาคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการในตลาดทุน ที่สอดคล้องกับพันธกิจหลักของบตท.ในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศ โดยการออกตราสารเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ อาทิ การพัฒนาตราสารหนี้ MBS การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสมกับธุรกรรม บตท. ตลอดจนการสนับสนุนกิจการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมทั้งการบริการให้กับลูกค้ารายย่อย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และนักลงทุน

นางอัญชุลี กล่าวเสริมว่า “ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นธนาคารระดับอาเซียน ที่มีนวัตกรรมทางการเงินและการบริการจัดการที่น่าสนใจ และเป็นที่ยอมรับในด้านการบริการจัดการที่เป็นเลิศ โดย บตท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการผสานความร่วมมือ และร่วมมือกันดำเนินโครงการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และพัฒนาเศรษฐกิจประเทศชาติต่อไปในอนาคต ขอบคุณค่ะ”

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย และบตท. นับเป็นจุดเริ่มต้นอันดีในการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนของไทยรวมถึงแหล่งเงินทุนทางเลือกของสถาบันการเงินภายใต้กฎระเบียบทางการเงินใหม่ๆ

“สำหรับการทำธุรกรรมกับ บตท. ครั้งนี้ เป็นการขายสินทรัพย์ในรูปแบบที่เรียกว่าขายขาดหรือ True Sale ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินได้รับเงินทุนกลับมาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องจาก บตท. มีธุรกิจและแหล่งเงินทุนที่มีความเหมาะสมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากกว่าธนาคารพาณิชย์ โดยในอีกมุมหนึ่งผู้กู้จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการขายพอร์ตสินเชื่อของธนาคารโดยยังคงได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมสามารถชำระเงินผ่านธนาคารได้เหมือนเดิมและหากมีความต้องการให้ธนาคารหักบัญชีเพื่อชำระเงินต่อไปก็สามารถทำให้โดยการให้คำอนุญาตแก่ธนาคารซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากธุรกรรมที่ผ่านมาของ บตท. กับธนาคารพาณิชย์อื่นที่มีมาอย่างต่อเนื่อง”
“การขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยครั้งนี้เป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับกับกฎเกณฑ์ของ Basel III ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทุกแห่ง ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ทยอยขายพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ บตท. เพื่อเตรียมรับกฎเกณฑ์ของ Basel III โดยธนาคารสามารถนำเงินที่ได้ไปขยายฐานสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งฝากต้นทุนและรายได้ตามกฎเกณฑ์ใหม่นี้

ซึ่งซีไอเอ็มบียังคงมีเป้าหมายในการขยายฐานสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ผ่านการออกโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่างๆมาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้าซื้อบ้านใหม่ ซื้อบ้านมือสอง รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน และล่าสุดคือสินเชื่อสำหรับคนซื้อบ้านหลังแรก คาดว่าสิ้นปีพอร์ตสินเชื่อบ้านจะเพิ่มเป็น 6.4 หมื่นล้านบาท” นายสุภัคกล่าว

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

ธปท. คงเป้าส่งออกไทยติดลบ 2.5%

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynjy5lzczmje2nc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynjy5lzczmje2nc0wms5qcgc

ผู้ว่า ธปท. คงประมาณการส่งออกปีนี้ติดลบร้อยละ 2.5 แม้ตัวเลขการส่งออกเดือน ส.ค. จะปรับบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวถึงภาพรวมตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนสิงหาคมที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 6.5 ซึ่งเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ว่า ถือเป็นข่าวดีที่การส่งออกปรับตัวสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามการส่งออกในเดือนที่เหลือของปีว่าเป็นอย่างไร และต้องจับตามองในในระยะยาวด้วย เพราะตลาดต่างประเทศยังระมัดระวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปาะบาง ซึ่ง ธปท. ยังคงประมาณการการส่งออกปีนี้ติดลบที่ร้อยละ 2.5 ส่วนปีหน้าติดลบร้อยละ 0.5

ส่วนกรณีที่ธนาคารเพื่อการพัฒนเอเชีย หรือ เอดีบี ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปีนี้จากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 3.2 นั้น สอดคล้องกับที่ ธปท. ได้ปรับเพิ่มจีดีพีไทยก่อนหน้านี้ที่ว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.2 จากเดิมร้อยละ 3.1 ซึ่งยังต้องจับตาการบริโภคในประเทศว่าจะขยายตัวดีหรือไม่ โดยภาครัฐจะต้องมีการสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีรายได้ที่มั่นคงและส่งเสริมให้มีการจ้างงาน การลงทุนมากขึ้น ซึ่งอาจต้องมีการแก้กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ส่วนการที่แรงงานของปรับขึ้นค่าแรงเป็น 360 บาทต่อวัน หากมีการปรับขึ้นจริงจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่จะกระตุ้นการบริโภคดีแค่ไหนจะต้องติดตามต่อไป

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

เอกชนต้องการจ้างแรงานกว่า 2 แสนคน

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiymzczlzczmtk4ns0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiymzczlzczmtk4ns0wms5qcgc

กรมการจัดหางาน เผย เอกชน 7,310 แห่ง ต้องการจ้างพนักงาน 206,053 คน แนะใช้ Smart Job Center เพื่อความสะดวกหางาน

นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ล่าสุดมีสถานประกอบการจำนวน 7,310 แห่ง แจ้งความต้องการจ้างพนักงาน รวม 206,053 คน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 127,309 ภาคเหนือ 9,826 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21,383 คน ภาคกลาง 12,482 คน ภาคตะวันออก 17,391 คน ภาคตะวันตก 1,786 คน และภาคใต้ 15,876 คน

สำหรับตำแหน่งที่เปิดรับมากสุด ได้แก่ ช่างไฟฟ้าทั่วไป, พนักงานบริการลูกค้า, เจ้าหน้าที่คลังสินค้า, พนักงานขายสินค้า, แรงงานในด้านการผลิตต่างๆ การตลาด, พนักงานขับรถ, พนักงานบัญชี, เสมียน และพนักงานธุรการ ขณะที่จำนวนคนหางานรวมทั่วประเทศ จำนวน 287,134 คนส่วนใหญ่สนใจสมัครในตำแหน่ง พนักงานบันทึกข้อมูล พนักงานบริการลูกค้า พนักงานขาย แรงงานด้านการผลิต การตลาด พนักงานขับรถยนต์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล พนักงานบัญชี เสมียนพนักงานทั่วไปพนักงานธุรการ

สำหรับประชาชนที่สนใจ สมัครงานผ่านแอพพลิเคชั่น Smart Job Center หรือ เว็บไซด์ของกรมการจัดหางานได้

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

5 ทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่ให้ประโยชน์ที่สุด

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynji5l3ntzxrjmjcwotu5lmpwzw

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiynji5l3ntzxrjmjcwotu5lmpwzw

หลายครั้งสิ่งที่ดีในชีวิตแม้จะได้มาฟรีๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องใช้เวลาและความพากเพียรพยายาม ทุ่มเทลงไปเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่สำคัญในชีวิต แม้จะเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหน แต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คำถามคือทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่สร้างให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าตลอดชีวิตเหล่านั้นคืออะไรบ้าง?
1. การบริหารจัดการเวลา

หนึ่งในทักษะที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจระดับพันล้าน นั่นคือ การบริหารจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะทุกวินาทีของพวกเขาเป็นเงินเป็นทอง ทักษะเหล่านี้จะมาพร้อมกับการฝึกจัดระเบียบชีวิตตนเอง วางแผนสิ่งที่ต้องทำ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องธุรกิจว่า ทำอย่างไรถึงจะจัดการสิ่งที่ต้องทำได้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด
2. คิดบวกกับตัวเอง

ไม่สำคัญว่าใครจะมองตัวคุณอย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณมองตัวเองอย่างไร ทักษะนี้อาจต้องใช้เวลาเพื่อให้คุณเกิดความเชื่อมั่นใจตนเอง มองถึงสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ ใช้สิ่งนั้นเป็นแรงผลักดันและต่อสู้กับปัญหา ท้ายที่สุดจะไม่มีปัญหาใดมาทำร้ายคุณได้อย่างแน่นอน
3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

การเข้าใจผู้อื่นถือเป็นอีกหนึ่งในความสามารถเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจว่าผู้อื่นรู้สึกอย่างไร หรือต้องการอะไร หากว่าคุณเป็นหัวหน้า การที่คุณเข้าใจลูกน้องในทีมจะช่วยให้ทีมมีความแข็งแกร่ง กระตุ้นให้คนในทีมสามารถพยายามทำสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

4. ขอความช่วยเหลือ

เมื่อถึงเวลาที่เกิดปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน หลายคนมักไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก บางคนอาจกลัวการถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอหรือไร้ความสามารถ แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี นั่นอาจทำให้คุณได้เรียนรู้ความสามารถของผู้อื่น ความเฉลียวฉลาดและทักษะของพวกเขาอาจถ่ายทอดมาถึงคุณ ให้คุณได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ การขอความช่วยเหลือจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คุณควรมีติดตัวไว้โดยไม่ต้องอาย

5. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด

หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดคือ การระงับความโกรธ หลายครั้งที่คนเรามักจะพูดในสิ่งที่ไม่ได้คิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนเวลาที่เราอยู่ในช่วงอารมณ์แห่งความโกรธ ความไม่พอใจ การพูดสิ่งใดในช่วงนั้นอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมามากมาย ดังนั้น การเก็บสิ่งที่ต้องการพูดเอาไว้ก่อน และให้เวลาช่วยตัดสินใจว่า ควรพูดสิ่งนั้นออกมาดีหรือไม่ น่าจะดีกว่าการที่คุณพูดออกไปและเสียใจทีหลังก็เป็นได้ สำหรับทักษะนี้แม้ว่าจะทำได้ยาก แต่หากคุณทำได้จะช่วยให้คุณจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 4 9