คสรท.ทำหนังสือถึงแรงงานปรับค่าแรง360บ.

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTU3LzcyNDk1My0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTU3LzcyNDk1My0wMS5qcGc=

คสรท. เตรียมทำหนังสือถึงปลัดแรงงาน ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 360 บาทต่อวัน ขณะอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น

นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ทาง คสรท. เตรียมทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงแรงงาน เรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เท่ากันทุกพื้นที่ทั่วประเทศจาก 300 บาทต่อวัน เป็น 360 บาท ตามภาวะค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น และถึงแม้ว่าภาครัฐจะจัดงานธงฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานนั้น มองว่า มีผู้ได้รับประโยชน์แค่บางพื้นที่ ขณะที่อัตราการว่างงานในปัจจุบัน ล่าสุดพบว่าเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 1 จากเดิมที่ไม่ถึงร้อยละ 1 ซึ่งมีผลมาจากหลายสาเหตุ อาทิ นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้คนซื้อรถเมื่อหลายปีก่อน ทำให้รถยนต์มีความต้องการสูง โรงงานหรืออุตสาหกรรมรับคนเพิ่ม แต่ขณะนี้ความต้องการถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการบางแห่งต้องลดภาระค่าใช้จ่ายโดยการลดจำนวนพนักงาน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอุตสาหกรรม 4.0 ที่อนาคตจะนำเรื่องเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นและภาคการส่งออกที่ชะลอตัว

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

เอกชน13รายยื่นซองประมูลข้าวเป็นการทั่วไป

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTk3LzcyNTAwMC0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTk3LzcyNTAwMC0wMS5qcGc=

เอกชน ยื่นซองประมูลข้าวเป็นการทั่วไป วันนี้ 13 ราย จากผู้ยื่นซองขอตรวจสอบคุณสมบัติ 20 ราย

ในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดให้ภาคเอกชน ที่ผ่านคุณสมบัติสามารถเข้า ร่วมยื่นซองประมูลข้าวเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 5/2559 ปริมาณ 7.53 แสนตัน ใน 28 คลังได้ โดยจากภาคเอกชนที่สนใจ ร่วมยื่นซองตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 20 ราย และตั้งแต่เวลา 09.00 – 12.00 น. มีผู้มายื่นซองจำนวน 13 ราย และในขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดซองประมูล โดยการยื่นซองประมูลในครั้งนี้ไม่ถือว่าคึกคัก โดยข้าวที่นำมาเปิดประมูลเป็นข้าวขาว 5% ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและใกล้เคียงมาตรฐาน

และในวันพรุ่งนี้ จะเปิดให้ยื่นซองประมูลซื้อข้าวในส่วนของข้าวเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2/2559 จำนวน 2.55 แสนตัน ซึ่งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมยื่นซองตรวจสอบคุณสมบัติ ไว้จำนวน 13 ราย

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

นายแบงก์ชี้ครึ่งปีหลังศก.ฟื้นตัวชัดเจน

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTkzLzcyNTAwMS0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTkzLzcyNTAwMS0wMS5qcGc=

นายแบงก์ ชี้ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน หลังการลงทุนภาครัฐเร่งตัว ผลักดันจีดีพีปีนี้โต 3% สินเชื่อขยาย 3-5%

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ ว่า มีสัญญาณที่ดีกว่าครึ่งปีแรกชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL มีสัญญาณชะลอลง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปีจะเติบโตได้ที่ ร้อยละ 3 ขณะที่ภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ น่าจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 3-5 โดยเป็นแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรกอย่างชัดเจน

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

Thaitrade.com SOOKดันค้าออนไลน์ไทย

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MjA5LzcyNTAxMS0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MjA5LzcyNTAxMS0wMS5qcGc=

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผย Thaitrade.com SOOK ดันค้าออนไลน์ไทย ขยายช่องทางเอสเอ็มอี

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการ Thaitrade.com
Small Order OK หรือ Thaitrade.com SOOK ว่า โครงการดังกล่าวจะ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความ
สามารถในการแข่งขันตามโมเดลเศรษฐกิจประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีอยู่กว่า 2.7 ล้านราย ให้สามารถทำธุรกิจ ขายสินค้าออนไลน์ไปยังต่างประเทศได้ แม้จะเป็นการสั่งซื้อในปริมาณไม่มาก เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่จะทดลองสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อในปริมาณมาก

โดย Thaitrade.com SOOK มีจำนวนสมาชิก 1.3 แสนราย สร้างยอดขายได้มากถึง 2,000 ล้านบาท ใน 2 ปีที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้ได้เพิ่มให้มีการซื้อขายปลีกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อีก 1,000 ล้านบาท และเพิ่มจำนวนสมาชิกอีก 5,000 ราย ภายใน 1 ปี อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขายไทย และผู้ซื้อทั่วโลก โดยจะมีบริการรับชำระเงิน บริการขนส่งสินค้า และพัฒนาระบบให้สามารถรองรับการสั่งซื้อออนไลน์ และรู้ถึงสถานะในการสั่งซื้อล่าสุดได้

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

สศช.ระบุแรงงาน “เมียนมา-กัมพูชา-ลาว” ผันตัวเป็นผู้ค้ารายย่อยเพิ่มถึง 45 %

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTg5L21vbjI5MDg1OTIuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDE0MTg5L21vbjI5MDg1OTIuanBn

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาส 2 พบว่าคนไทยมีความสุขมากขึ้น แต่ต้องเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายที่มีแนวโนมเพิ่มขึ้น ขณะที่การจ้างงานและรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

วันนี้ (29 ส.ค.) นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานสภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2559 พบว่าการจ้างงานและรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ โดยปี 2559 มีผู้มีงานทำจำนวน 37,393,472 คน และมีผู้ว่างงานจำนวน 41,1124 คน ขณะที่แรงงานภาคเอกชนได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3

นอกจากนี้ยังพบว่า แรงงานข้ามชาติเปลี่ยนอาชีพจากการเป็นลูกจ้าง มาเป็นผู้ค้าขายรายย่อยมากขึ้น ซึ่งเป็นอาชีพสงวนของคนไทย โดยชาวเมียนมา หันมาค้าขายมากที่สุด ร้อยละ 45.3 รองลงมาคือ ชาวกัมพูชา ร้อยละ 23.9 และสุดท้ายคือ ลาว ร้อยละ 17.5

 ขณะที่รายงานงานจากสหประชาชาติ พบว่า ประเทศไทยมีดัชนีความสุขอยู่อันดับที่ 33 ของโลก ซึ่งถือว่าคนไทยมีความสุขเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปี 2558 แต่ผลสำรวจด้านสุขภาพจิตพบว่าลดลง โดยในปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 31.44 ลดลงจากปี 2557 ที่ร้อยละ 0.04

แต่สิ่งที่สำคัญพบว่า คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นจาก 6.07 คนต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2557 เป็น 6.31 คนต่อประชากร 100,000 คนในปี 2558 โดยช่วงอายุที่มักจะมีการฆ่าตัวตายมากสุดคือ 30-39 ปี

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

รวมเอกสารสมัครบัตรเครดิตที่ต้องเตรียมให้พร้อม

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDExNzU1L21vbmV5aHViMjEwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDExNzU1L21vbmV5aHViMjEwODU5LmpwZw==

ขั้นตอนการทำบัตรเครดิต ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับการสมัครใช้บัตรเครดิตผ่านหรือไม่ผ่านเลยทีเดียว ดังนั้นบทความนี้ขอเสนอแนวทางในการเตรียมเอกสารทำบัตรเครดิต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณต้องการจะสมัครบัตรเครดิตขึ้นมาเมื่อไหร่ จะสามารถนำออกมาใช้ได้ทันที และทันกับความต้องการของคุณด้วย

เอกสารทำบัตรเครดิตที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับการใช้งาน
1.บัตรประจำตัวประชาชน
บัตรประชาชน คือเอกสารสำคัญที่สุด ดังนั้นตรวจสอบดูทั้งเรื่องของการหมดอายุ และความเสื่อมของตัวบัตร หากมีการชำรุด ขอให้คุณทำการเปลี่ยนบัตรเสียใหม่ครับ เพื่อที่เมื่อถึงคราวใช้งาน เวลาถ่ายเอกสารออกมาข้อมูลต่างๆจะได้ถูกต้อง และพร้อมใช้งานได้ในทันที

2.ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน
เอกสารต่อมาที่จะต้องเตรียมไว้ให้พร้อมคือ สำเนาทะเบียนบ้าน และทะเบียนบ้าน ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏ เพื่อที่ว่าเมื่อใช้งานจะได้ไม่ต้องคอยไปอัพเดทข้อมูลใหม่ และโปรดระวังเรื่องของที่อยู่ปัจจุบัน กับที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านด้วยนะครับ หากเป็นคนละที่ จำเป็นต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วย

3.หนังสือรับรองเงินเดือน
เอกสารทำบัตรเครดิตข้อที่ 3 คือหนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับหน่วยงานที่คุณทำงาน จัดเป็นเอกสารที่มีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันตัวตนของคุณ และทำให้เจ้าของธนาคารผู้เปิดบัตรเครดิตมีข้อมูลทางการเงินและมีความมั่นใจในการอนุมัติบัตรของคุณให้มากขึ้น

4.สลิปเงินเดือนของคุณ
สำหรับคนที่ไม่มีใบรับรองเงินเดือน คุณสามารถเลือกใช้เอกสารตัวนี้คือ สลิปเงินเดือนในการเป็นเอกสารทำบัตรเครดิตได้ และหลายๆหน่วยงาน การออกเอกสารนี้ค่อนข้างง่ายและสามารถทำได้ทันทีที่ฝ่ายการเงิน หรือฝ่ายธุรการในหน่วยงานของคุณ

5.สมุดเงินฝากบัญชีธนาคาร
ในทุกๆเดือน ภารกิจที่คุณจะต้องทำเป็นประจำเสมอๆคือการอัพเดทสมุดเงินฝากของตนเอง เพื่อที่ว่าคุณสามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เป็นข้อมูลสำหรับการสมัครบัตรเครดิตได้ และรวมถึงสามารถนำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบอื่นๆ ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

6. Statement ย้อนหลังจำนวน 6-12 เดือน
ข้อสุดท้ายของเอกสารทำบัตรเครดิต ที่คุณอาจขอไว้ในกรณีที่คุณไม่ได้อัพเดทสมุดเงินฝากบัญชีธนาคาร คือ การใช้ statement ย้อนหลัง ซึ่งคุณสามารถขอที่ธนาคารได้ ปกติแล้วจะได้รับภายใน 1 วัน แต่บางธนาคารคุณอาจต้องรอรับในช่วงของวันถัดๆไปแทน แต่ไม่ว่าอย่างไรแล้ว เอกสารตัวนี้มีความสำคัญครับ คุณควรขอย้อนหลังระหว่าง 6-12 เดือน เพื่อให้ธนาคารใช้ข้อมูลนี้ประกอบการพิจารณาเรื่องแหล่งรายได้ของคุณให้ธนาคารตัดสินใจอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคุณได้ง่ายเพิ่มขึ้น

ปล. อย่าลืมสำรองเงิน หรือหมุนเงินในบัญชีของคุณให้มีจำนวนมากพอไว้ด้วยล่ะ

เทคนิคในการจัดเตรียมเอกสารทำบัตรเครดิตให้มีความเรียบร้อย
1.ทำเอกสารสำรองไว้อย่างน้อย 2 ชุดเสมอ
เอกสารดังต่อไปนี้คือ บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, Passport ของคุณ, สมุดบัญชีเงินฝากแต่ะละธนาคาร และแต่ละบัญชีของคุณ โปรดทำสำรองออกมาไว้อย่างน้อย 2 ชุดก่อนเสมอ เพราะเมื่อถึงคราวที่คุณจะต้องหยิบจับนับใช้ จะได้สามารถหยิบออกมาใช้งานได้ทันที

สมันก่อนผู้เขียนเคยมีปัญหาว่า เมื่อจะต้องใช้เอกสารใดๆ ก็จะต้องไปคอยไล่ถ่ายเอกสารออกมา แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มค่าเสียเท่าไหร่ เพราะว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต้นฉบับหาย หรือว่าร้านถ่ายเอกสารปิด! เป็นต้น

2.เก็บเอกสารไว้ในซองใส่เอกสาร ที่สามารถกันน้ำได้
อย่าแค่ถ่ายเอกสารทำบัตรเครดิตไว้เฉยๆ แต่ผมขอให้คุณทำการเก็บเอกสารต่างๆเข้าไว้ในซองกันน้ำ เพื่อที่ว่าหากการจัดเก็บของคุณ อาจเกิดปัญหาขึ้นเช่นน้ำท่วมในสถานที่เก็บ คุณยังมั่นใจได้ว่าเอกสารที่ทำการจัดเก็บนั้นยังคงมีความปลอดภัย และสามารถใช้ได้เมื่อต้องการทันที

3.ยังไม่ต้องลงชื่อในสำเนาเอกสาร
คุณไม่ต้องลงมือใดๆในเอกสารทำบัตรเครดิต ก่อนที่จะใช้งานจริงนะครับ แค่ถ่ายเอกสารเก็บไว้เฉยๆ บางทีหากคุณลงชื่อลงไปก่อนในเอกสาร อาจเกิดปัญหาในเรื่องของลายเซ็นที่ไม่ตรงกัน และอีกปัญหาหนึ่งที่นึกไม่ถึงคือ ในยามที่เอกสารขาด คุณจะไม่สามารถนำตัวสำเนาไปถ่ายเอกสารออกมาใหม่ได้เลย ดังนั้นอย่าดูเบาในข้อนี้นะครับ

4.เรียงเอกสารตามลำดับเพื่อความเรียบร้อย
ต่อมาคือขอให้คุณจัดเรียงเอกสารทำบัตรเครดิต ให้เรียบร้อยตามลำดับ โดยผมเรียงเอกสารมาให้แล้วโดยมีดังนี้
4.1สำเนาบัตรประชาชน
4.2สำเนา Passport
4.3สำเนาทะเบียนบ้าน
4.4สำเนาเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี)
4.5สำเนาบัญชีธนาคารของคุณ เรียงลำดับธนาคารและบัญชีไปเรื่อยๆ

5.จัดเก็บเอกสารทำบัตรเครดิตให้ สามารถหยิบใช้ได้อย่างสะดวก
เมื่อคุณเรียงเอกสารทำบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว ส่วนสุดท้ายคือการจัดเก็บไว้ในพื้นที่ที่คุณสามารถหยิบจับขึ้นมาใช้งานได้โดยสะดวก คุณอาจเก็บมันไว้ในลิ้นชักก็ได้ครับ หรืออาจเป็นตู้เก็บเอกสารที่คุณใช้งานเป็นประจำก็ได้

เพียงเท่านี้ก็ถือว่า คุณได้จัดเตรียมเอกสารทำบัตรเครดิตไว้อย่างพร้อมเพรียงต่อการหยิบจับขึ้นมาเพื่อการใช้งานในอนาคตได้ตามที่ตนเองนั้นต้องการแล้ว และก่อนที่จะทำบัตรเครดิตใดๆก็ตาม อย่าลืมสำรวจตรวจสอบถึงความจำเป็นของการใช้บัตรเครดิตด้วยเสมอๆนะครับ ถ้าไม่จำเป็น เราก็ไม่ต้องสมัครบัตรเครดิตจะดีที่สุดครับ

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ปัญหายอดฮิตคนทำงาน บ้านกับรถเลือกอะไรก่อนดี

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMjc5L21vbmV5aHViMjUwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMjc5L21vbmV5aHViMjUwODU5LmpwZw==

หลายคนที่ทำงานได้สักระยะหนึ่งแล้วก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างทรัพย์สินให้กับตัวเองและครอบครัวกันบ้างแล้ว ซึ่งที่คนส่วนมากจะนึกถึงกันก็คือ บ้านหรือรถยนต์ แต่คำถามที่ตามมาบ่อยๆ ก็คือ แล้วจะซื้ออะไรก่อนดีล่ะ ถ้าเราเป็นคนที่มีเงินมากพอสามารถซื้อทั้งสองอย่างได้ทันที ก็คงจะไม่ต้องมีคำถามแบบนี้ขึ้นมาในใจ แต่เมื่อวันนี้รายได้ส่วนใหญ่ของเรายังมาจากรายได้ประจำเพียงอย่างเดียว เราคงจะต้องศึกษาเงื่อนไขของการมีบ้านและรถให้ครบถ้วนกันก่อนตัดสินใจดีกว่า

แต่ก่อนที่เราจะไปศึกษาเงื่อนไขในแต่ละเรื่องเราน่าจะต้องตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ก่อน คือ ทั้งบ้านและรถมีความจำเป็นและมีประโยชน์ใช้สอยอะไรให้กับเราบ้าง เช่น ถ้าวันนี้เราอยู่บ้านกับพ่อแม่อยู่แล้วการซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็อาจจะยังไม่จำเป็น หรือบางคนเป็นเด็กต่างจังหวัดมาทำงานในเมืองหลวง อีกทั้งหน้าที่การงานก็มั่นคงดี สามารถอยู่ได้ไปจนตลอดอายุการทำงาน การมองหาบ้านสักหลังก็น่าจะเป็นเรื่องจำเป็น หรือบางคนเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน คิดว่าเก็บประสบการณ์ในเมืองหลวงสักพักก็จะกลับไปต่างจังหวัด การซื้อบ้านอาจจะไม่จำเป็นแถมเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่อีกต่างหาก

เมื่อตอบคำถามเรื่องบ้านได้แล้วก็ลองมาหาคำตอบในเรื่องรถกันดูบ้างว่าจำเป็นหรือเปล่า เช่น บางคนอยู่บ้านกับพ่อแม่แต่บ้านกับที่ทำงานไกลกันเหลือเกิน นั่งรถก็หลายต่อมากมายจนบางครั้งมาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางบวกกับเวลาที่ต้องเสียไปจากการต่อรถ การหาซื้อรถมาใช้สักคันก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีก็ได้ หรือบางคนที่ต้องใช้รถยนต์ในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง เช่น การใช้รถเพื่อบรรทุกของสำหรับเอาไปขาย หรือใช้รถเพื่อไปติดต่องานหาลูกค้าแถมบริษัทยังช่วยออกค่าน้ำมันให้ แบบนี้ก็น่าจะซื้อรถมาใช้กัน

ถัดมาก็เป็นเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ แน่นอนว่าถ้าการซื้อรถหรือบ้านเราสามารถซื้อด้วยเงินสดได้ทันทีเราก็มองผ่านข้อนี้ไปได้เลย แต่ส่วนใหญ่มักจะต้องขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อที่จะหาบ้านหรือรถมาครอบครองได้ ดังนั้นเราก็ต้องดูเราด้วยว่ารายได้และค่าใช้จ่ายที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้มีเพียงพอต่อการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนโดยที่เราไม่เดือดร้อน ไม่หนักจนเกินไปหรือเปล่า

ซึ่งง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าเรานำค่าใช้จ่ายและเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือนมารวมกันแล้วมากกว่า 1 ใน 3 ของรายรับในแต่ละเดือนของเราแล้วล่ะก็ การมีบ้านหรือรถที่เป็นเงินผ่อนนั้นก็คงจะต้องรอไปก่อน ยอมลำบากไปสักนิดแล้วค่อยสร้างก็ยังไม่สาย เพราะถ้าหากการผ่อนในแต่ละเดือนที่หนักจนเกินไปสำหรับการมีบ้านหรือรถนั้น ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนเพราะถ้าหากเดือนไหนที่เราผิดนัดชำระให้กับธนาคาร สิ่งที่ตามมาคือ ค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ ประวัติเครดิตก็เสีย และจะทำให้มีผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตก็เป็นได้

และเมื่อเรามีบ้านหรือรถยนต์เป็นของตัวเองเราจะต้องไม่ลืมเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย หากเราเลือกซื้อรถ เราจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ค่าประกันภัย ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทาง ส่วนบ้านเราอาจจะมองว่าไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิกเหมือนรถยนต์ แต่อย่าลืมว่าถ้าเราซื้อบ้านตามโครงการต่างๆ สิ่งที่จะตามมาทุกปี คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ในแต่ละปีเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยกันเลย เพราะฉะนั้นก่อนซื้อบ้านซื้อรถก็ลองคำนวณดูก่อนว่ารายรับของเราในแต่ละเดือนนั้น เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วยหรือเปล่า

ซึ่งหากเราหาคำตอบทั้งสามส่วนให้ตัวเองได้แบบไม่หลอกตัวเองแล้วล่ะก็ ถ้าพร้อมจะมีบ้านมีรถก็ตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของได้ตามแบบที่ชอบกันได้เลยไม่ว่ากัน

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ข้อคิดเด็ดเพื่อก้าวหน้าอย่างเร็วในที่ทำงาน

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMTU1L3NtMjUwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMTU1L3NtMjUwODU5LmpwZw==

ปกติแล้วความก้าวหน้าในที่ทำงานมักจะถูกประเมินโดยหัวหน้างานของเราเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วใช่ไหม? เราอยากแนะนำมุมมองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่รับรองว่า ทำตามแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างที่คิดไม่ถึงเลยล่ะ อ่อ อย่าลืมว่าเราควรจะวัดผลความก้าวหน้าของตัวเราในแต่ละช่วงเวลาไว้ด้วย ลองเปลี่ยนมาประเมินตัวเองบ้างจะได้เห็นภาพที่ชัดที่สุด

1.เรียนรู้ตลอดเวลา
อยากเก่งกว่าคนอื่น คุณก็ต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ที่ใช้ทำงานได้จริง ดังนั้นจงฝึกตัวเองให้รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไว้ตลอดชีวิตเพื่อเป็นการพัฒนาตัวเองไม่ว่าจะอ่านหนังสือเพิ่ม หรือไปเรียนตามงานสัมมนา หรือแม้แต่เรียนออนไลน์ก็ได้สมัครไปซะแล้วคุณจะเจอคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกันกับคุณอีกเยอะเลยล่ะ

2.หาเหตุผลในสิ่งที่ทำ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในส่วนไหนของที่ทำงานก็แล้วแต่ จงถามตัวเองบ่อยๆ ว่าคุณทำงานนี้ไปเพื่ออะไร แล้วคุณจะตอบตัวเองได้ว่าคุณเหมาะกับงานแบบไหน หรือความถนัดของคุณคืออะไร

3.มั่นใจในตัวเองไว้
ก่อนที่จะเก่งคนทุกคนเริ่มจากความไม่รู้มาก่อนทั้งนั้น และการมีความกล้าพอที่จะลงมือทำได้เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองนั้นจะมาจากความมั่นใจในตัวเอง นึกเอาไว้ว่าคุณกำลังเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนและสนุกกับมันให้เต็มที่ด้วยล่ะ

4.รักในสิ่งที่ทำ
ถ้าเราต้องการผลงานที่มีคุณภาพ แน่นอนว่าคุณต้องใช้เวลาที่เหมาะสมทำมันออกมาให้เสร็จให้ได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณยังอดทนทำได้อย่างไม่มีเบื่อจนสำเร็จล่ะ คำตอบคือความชอบหรือความหลงใหลในสิ่งที่ทำไงละ ตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณเป็นคนที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้ที่สุดเพราะการตั้งใจทำงานแบบสนุกไปกับมันให้เต็มที่

5.เจ้าแม่/เจ้าพ่อคิดบวก
อะอะ อย่าล้อเล่นไป คนที่คิดบวกด้วยความมีเหตุผลน่ะเป็นคนที่น่าเข้าไปพูดคุยด้วยที่สุดเลยนะ เพราะคุณสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ รอบตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ และความคิดบวกของคุณนี่ล่ะจะทำให้คุณมองเห็นทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจการทำงานแบบคิดไม่ถึงเลยล่ะ

6.มีสมดุลในชีวิต
ข้อนี้สำคัญที่สุดเราต้องทำงาน มีชีวิตหลังเลิกงาน มีครอบครัว มีช่วงเวลาส่วนตัวให้ตัวเอง ไม่งั้นชีวิตคุณยุ่งเหยิงแน่ ทำงานแบบพอดีๆ ได้ใช้เงินไปเที่ยวกับครอบครัว ได้ร่างกายที่แข็งแรง มันคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็เพียงคำแนะนำเท่านั้น ที่เหลือคือ การลงมือทำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดแล้วในการพัฒนาตัวเอง งานนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครลงมือทำก่อนก็ไปถึงความสำเร็จก่อน สู้ๆ

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

การขอเงินค่าชดเชยการว่างงาน ช่วงหางานใหม่

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODgxL21vbmV5aHViMjQwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODgxL21vbmV5aHViMjQwODU5LmpwZw==

ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ตกงานเพราะถูกเลิกจ้างหรือลาออกเองแล้วยังหางานใหม่ทำไม่ได้ ช่วงเวลาที่ตกงานยังไม่มีงานทำ สามารถเบิกเงินค่าชดเชยการว่างงานจากประกันสังคมได้ค่ะ อย่างน้อยก็จะได้มีเงินจากประกันสังคมมาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในช่วงที่เราไม่มีรายได้ และที่สำคัญคือเป็นสิทธิ์ของเราที่ควรจะได้ด้วยค่ะ
ข้อกำหนดของผู้ที่สามารถเบิกค่าชดเชยการว่างงานได้ จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน โดยที่การว่างงานนั้นไม่ว่าจะเกิดจากการถูกเลิกจ้าง ลาออกหรือสิ้นสุดระยะเวลาการจ้าง ก็สามารถเบิกได้ทั้งสิ้น มีเงื่อนไขแค่ว่าการเลิกจ้างนั้นต้องไม่ได้เป็นเพราะการทำผิดกฎหมาย ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ว่างงาน ต้องอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ ต้องว่างงานไม่น้อยกว่า 8 วัน
การขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงาน สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานก่อนที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ โดยสามารถไปขึ้นทะเบียนได้หลังจากลาออกแล้ว 7 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ว่างงานถือเป็นการแสดงสิทธิ์ก่อนในเบื้องต้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหรือหนังสือรับรองการออกจากงาน หากขึ้นทะเบียนเกินกว่า 30 วัน หลังจากว่างงานจะไม่ได้รับค่าชดเชยย้อนหลัง และหากขึ้นทะเบียนหลังจาก 1 ปี จะหมดสิทธิ์รับเงินค่าชดเชยการว่างงานและหลังจากนั้นในช่วงที่ยังว่างงานอยู่ต้องรายงานตัวอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ที่สำนักงานจัดหางานตามนัด

หลังจากรายงานตัวครั้งแรกจะได้รับเงินค่าชดเชยการว่างงานนับตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงานเป็นต้นไป จนกว่าจะหางานใหม่ได้และบริษัทใหม่ทำเรื่องประกันสังคมเข้ามาใหม่
สำหรับเงินชดเชยที่จะได้รับในกรณีว่างงาน ถ้าเป็นกรณีถูกเลิกจ้างโดยบริษัทจะได้รับเงินชดเชยการว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คิดจากฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท โดยจะได้รับปีละไม่เกิน 180 วัน ส่วนกรณีลาออกเองหรือสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามสัญญา จะได้รับเงินชดเชยการว่างงานในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย คิดจากฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท และได้รับปีละไม่เกิน 90 วัน ยกตัวอย่าง หากมีเงินเดือน 10,000 บาท ถ้าถูกเลิกจ้างก็จะได้รับเงินค่าชดเชยการว่างงานเป็นเงิน 10,000 x 50% = 5,000 บาทต่อเดือน หากลาออกเองหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้าง ก็ได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 10,000 x 30% = 3,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น
สำหรับผู้ที่ออกจากงานและสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แล้วจะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยกรณีว่างงานนี้

 

หลักฐานที่ใช้ในการขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงาน ก็มีดังนี้

• แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7)
• บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
• รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 ใบ
• หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือ สำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงาน (สปส. 6-09)
• สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
ส่วนขั้นตอนในการขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงานก็มีดังนี้

• ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางาน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ว่างงาน โดยต้องกรอกแบบฟอร์มใบขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน พร้อมยื่นหลักฐานบัตรประชาชน พร้อมสำเนา และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 ใบ
• กรอกแบบคำขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงาน พร้อมยื่นเอกสารหนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการออกจากงาน (สปส 6-09) และสำเนาบัญชีธนาคาร
• เมื่อประกันสังคมพิจารณาผู้ประกันตนมีสิทธิ์ครบ ก็จะทำการโอนเงินให้ เดือนละ 1 ครั้ง คำนวณตามสิทธิ์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับเป็นกรณี ๆ ไป
คราวนี้ก็มาถึงคำถามหรือข้อสงสัยที่ผู้ประกันตนโดยมากมักจะต้องการคำตอบหรือคำอธิบายเพิ่มเติม ก็เลยขอนำมาสรุปรวบรวมไว้ที่นี้ด้วยนะคะ
ทำไมลาออกแล้วไปขึ้นทะเบียนทันทีไม่ได้ ต้องรอ 7 วัน

การต้องรอ 7 วัน ก็เพื่อให้เกิดสภาพการว่างงาน คือ ไม่มีงานทำมาแล้วเป็นเวลา 7 วัน ยกตัวอย่างเช่น หากลาออกวันที่ 31 ธันวาคม ก็จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานได้ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม เป็นต้นไป โดยไม่ต้องรอให้บริษัทแจ้งลาออกจากประกันสังคมให้ไปขึ้นทะเบียนก่อนได้เลยเพื่อรักษาสิทธิ์

หากไม่สามารถไปรายงานตัวตามนัดที่สำนักงานจัดหางานที่ไปขึ้นทะเบียนว่างงานไว้ จะต้องทำอย่างไร

การรายงานตัวนี้สามารถไปก่อนหรือหลังวันนัดได้ไม่เกิน 7 วัน และสามารถไปรายงานตัวที่สำนักงานจัดหางานที่จังหวัดใดก็ได้ที่สะดวก เพื่อให้ได้สิทธิ์รับเงินค่าชดเชยการว่างงานอย่างต่อเนื่อง
หากออกจากงานตอนอายุ 55 ปี สามารถไปขึ้นทะเบียนว่างงานได้หรือไม่

ไม่ได้ เพราะเมื่ออายุครบ 55 ปี และลาออกถือว่าสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และมีสิทธิ์ได้รับเงินชราภาพ จึงไม่สามารถรับเงินค่าชดเชยการว่างงานอีกได้
หากปีหน้ายังคงว่างงานอยู่ จะได้ค่าชดเชยการว่างงานหรือไม่

ได้สิทธิ์ตามหลักเกณฑ์
ทำไมหลังขึ้นทะเบียนคนว่างงานแล้วต้องรออีก 1 เดือน จึงให้ไปรายงานตัวครั้งแรก

กำหนดเวลา 1 เดือน เพื่อให้เป็นช่วงเวลาสำหรับผู้ประกันตนในการหางานใหม่ เมื่อรายงานตัวครั้งแรกผู้ประกันตนจะต้องแสดงหลักฐานการหางานให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานจัดหางานทราบด้วย หากภายใน 1 เดือน ยังหางานไม่ได้และประกันสังคมได้ตรวจสอบว่านายจ้างได้ยื่นเรื่องลาออกจากประกันสังคมให้ลูกจ้างเรียบร้อยแล้ว ก็จะอนุมัติเงินค่าชดเชยการว่างงาน และโอนเข้าบัญชีให้ภายใน 5-7 วันทำการ
หากออกจากงานมาทำอาชีพอิสระ ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยการว่างงานหรือไม่

หากเป็นการทำอาชีพอิสระในระหว่างการหางานทำใหม่ ก็สามารถรับเงินชดเชยการว่างงานได้เช่นเดิมจะต้องไปรายงานตัวที่สำนักจัดหางานตามนัด แต่ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39
จำไม่ได้ว่าลาออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะเช็คได้อย่างไร

หากนายจ้างมีการยื่นเรื่องลาออกของลูกจ้างที่สำนักงานประกันสังคมแล้ว ก็สามารถเช็คที่ประกันสังคมได้
จะเห็นว่าแนวคิดหรือหลักเกณฑ์ในการที่จะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน ผู้ประกันตนจะต้องมีความตั้งใจในการหางานทำใหม่ด้วย จึงมีขั้นตอนให้ต้องไปรายงานตัวทุกเดือนที่สำนักจัดหางาน ซึ่งในขั้นตอนของการรายงานตัวนี้ก็จะมีให้กรอกแบบรายงานผลการหางานทำของผู้ประกันตนด้วย ซึ่งก็ไม่ควรกรอกลงไปว่าอยู่เฉย ๆ เป็นแม่บ้าน หรือไม่ได้หางานทำ เพราะจะทำให้ถูกพิจารณาให้ไม่ได้รับเงินชดเชยการว่างงานได้ ก็ต้องกรอกข้อมูลว่าหางานทำอยู่หรือค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างหางาน เป็นต้น

 

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ICTเร่งออกพ.ร.บ.ไซเบอร์ซีเคียวริตี

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODM3LzcyMzc1NC0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODM3LzcyMzc1NC0wMS5qcGc=

ICT เร่งออกพระราชบัญญัติไซเบอร์ซีเคียวริตี เชื่อแล้วเสร็จภายในปีนี้ ดูแลระบบข้อมูลให้เกิดความปลอดภัยจากไซเบอร์ได้

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT เปิดเผยถึงกรณีที่ตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารออมสิน ถูกแฮกเงินออกจากระบบ ว่า เป็นการใช้มัลแวร์เข้าไปจัดการกับระบบ ซึ่งทางกระทรวงไอซีที เชื่อว่าจะสามารถป้องกันทำให้เกิดความปลอดภัยในระบบได้หลังจากนี้ ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางและเทคโนโลยี ที่ทำให้ผลเสียเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยมีหน่วยงานกลางเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูลหลัก

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวง ICT จะมีการผลักดันพระราชบัญญัติไซเบอร์ซีเคียวริตี ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อเป็นการยกระดับให้ประเทศไทยในการดูแลระบบข้อมูลตามหลักสากล โดยมั่นใจว่าจะสามารถดูแลให้มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้นได้

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

1 2 3 4 6