ผู้ค้าทอง คาดราคาทองปีนี้สูงเกิน 25,000 บาท

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3NDQ3L21vbjA2MDc1OTMuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3NDQ3L21vbjA2MDc1OTMuanBn

ผู้ค้าทอง คาดราคาทองคำปีนี้(59) มีโอกาสปรับขึ้นแตะ 25,750 บาทต่อบาททองคำ สอดคล้องดัชนีเชื่อมั่นทองคำ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 3 อยู่ที่ ระดับ 68.34 จากแรงหนุนเงินบาทอ่อนค่า และการเก็งกำไรต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยทองคำ สำรวจความเห็นผู้ค้าทองรายใหญ่ 6 ราย พบว่า ราคาทองช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นขาขึ้น มีโอกาสขึ้นสูงสุดที่ 1,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 24,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่บริษัท คลาสิค โกลด์ ฟิวเจอร์ มองราคาทองสูงสุดปีนี้(59) 25,750 บาท ต่ำสุดจะไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท สอดคล้องดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ เดือนกรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 68.34 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 7.77 จุด หรือกว่าร้อยละ 12.8 ปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 62.21 เพิ่มขึ้น 3.86 จุด จากแรงหนุนเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ประมาณ 35.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และแรงซื้อเก็งกำไรที่มีเข้ามาต่อเนื่อง

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

3 เทคนิคง่ายๆ ให้มี 10 ล้าน ก่อน 40

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDEzL2sxLmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDEzL2sxLmpwZw==

“เพิ่มจำนวนเงินเก็บให้มากขึ้น โดยเก็บเงินให้มากกว่า 30% ต่อเดือน เพิ่มรายได้ให้ตัวเองปีละ 15% และเริ่มให้เงินทำงานแทน โดยลงทุนเพื่อผลตอบแทน 7% ต่อปี เป็นวิธีที่จะช่วยให้เรามีเงิน 10 ล้าน ก่อนอายุ 40 ได้”

การมีเงินเก็บหลักล้านอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ในขณะที่หลายคนใช้เวลาเก็บเงินนานหลายปีจนอายุล่วงเลยไปมาก กว่าจะมีเงินล้านแรกได้ ซึ่งทุกวันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินเก็บที่มีช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ เรียนต่อ หรือเที่ยวต่างประเทศ และเดี๋ยวนี้บางคนก็อาจรู้สึกว่า เงินเก็บเพียงหลักล้านนั้นไม่พอ อยากมีให้ถึงหลักสิบล้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากมากนัก

สมมติ มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งเริ่มทำงานตอนอายุ 25 ปี เงินเดือน 20,000 บาท โดยเฉลี่ยเงินเดือนเพิ่มขึ้นปีละ 6% และได้โบนัส 4 เท่าต่อปี หากคนนี้เก็บออมทุกเดือน เดือนละ 15% ของเงินเดือน และนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทน 2% ต่อปี หากทำแบบนี้สม่ำเสมอจนถึงอายุ 40 ปี จะมีเงินเก็บอยู่ที่ 3.05 ล้านบาทค่ะ แต่ถ้าอยากได้สัก 10 ล้านต้องทำยังไง K-Expert มี 3 เทคนิคที่จะช่วยให้เรามีเงิน 10 ล้าน ก่อนอายุ 40 มาฝากกันค่ะ
1. เพิ่มจำนวนเงินเก็บให้มากขึ้น

เทคนิคแรก แนะนำให้เพิ่มจำนวนเงินเก็บให้มากขึ้น โดยเก็บเงินให้ได้มากกว่า 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่จะทำยังไงให้เราเก็บเงินได้มากมายขนาดนั้น มี 2 วิธีง่ายๆ มาแนะนำค่ะ
วิธีแรกคือ ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง ลองเริ่มจากการจดบันทึกรับจ่ายเพื่อให้เราเห็นว่า ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งสามารถลดหรือตัดทิ้งไปได้ โดยที่ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตของเรามากนัก เช่น การออกไปทานข้าวนอกบ้านที่มีราคาแพงบ่อยครั้ง หากเราสามารถลดจำนวนครั้งในการไปทานข้าวนอกบ้านลงได้ ก็จะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และทำให้มีเงินเหลือมาเก็บออมได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ
วิธีที่สองคือ ออมก่อนใช้และออมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ให้เก็บออมก่อนเลย และพยายามทำให้เป็นนิสัย โดยเก็บออมก่อนใช้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ถ้าอยากให้ชัวร์ แนะนำให้ใช้วิธีตัดบัญชีเงินฝากจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือนเพื่อนำฝากเงินอัตโนมัติไปเลยค่ะ ซึ่งจะช่วยให้เรามีวินัยในการออมเงินและมั่นใจได้ชัวร์ๆ เลยว่า เราจะมีเงินเก็บแน่นอนทุกเดือน

2. เพิ่มรายได้ให้ตัวเอง

มาถึงเทคนิคที่สอง แนะนำให้เพิ่มรายได้ให้ตัวเอง โดยหารายได้เพิ่มให้ได้ปีละ 15% ค่ะ แล้วจะทำยังไงเราถึงสามารถหารายได้เพิ่มได้ มี 2 วิธีมานำเสนอค่ะ

วิธีแรกคือ พัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อสร้างผลงานให้โดดเด่น เป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะทำให้เราได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น หรือมีโอกาสได้ทำงานที่ท้าทายซึ่งได้ผลตอบแทนสูงขึ้นนั่นเอง

วิธีที่สองคือ มองหาช่องทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น โดยแปลงความรู้ความสามารถที่เรามีมาสร้างรายได้ด้วยการทำอาชีพเสริมค่ะ เช่น หากหนุ่มๆ คนไหนมีความสามารถในการถ่ายภาพก็สามารถรับงานถ่ายภาพตามงานต่างๆ อย่างงานรับปริญญาได้ หรือสาวๆ คนไหนมีฝีมือในการทำขนมก็สามารถทำขนมมาขาย โดยใช้ Social Media ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้เลยค่ะ หากอาชีพเสริมที่เราทำนั้นรุ่ง รับรองว่าจะมีรายได้เข้ามาอย่างไม่ขาดสายเลยล่ะค่ะ

3. เริ่มให้เงินทำงานแทน

เทคนิคสุดท้ายคือ ให้เงินทำงานแทนเรา โดยแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 7% ต่อปี

ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเก็บเงินไว้ในเงินฝากซึ่งได้ดอกเบี้ยค่อนข้างน้อยมากๆ โดยเฉพาะเงินฝากออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.5% ต่อปี รู้หรือไม่ว่าการลงทุนแบบไม่เสี่ยงนั้นถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ดังนั้น แนะนำให้เริ่มต้นศึกษาการลงทุนด้วยตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยสามารถศึกษาข้อมูลด้านการลงทุน สมัครเข้าฟังสัมมนา รวมทั้งพูดคุย ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนผ่านเว็บไซต์ของ K-Expert ค่ะ

ขอแนะนำตัวอย่างพอร์ตการลงทุนให้เห็นภาพดังนี้ค่ะ

aHR0cDovL3AyLnMxc2YuY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDEzL2syLmpwZw==

สำหรับใครที่ไม่สะดวกจัดพอร์ต หรือคิดว่าตัวเองไม่มีเวลามาดูแลพอร์ตแล้วล่ะก็ การลงทุนในกองทุนผสมก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ เพราะมีผู้จัดการกองทุนบริหารเงินลงทุนให้เรา และยังคอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ด้วย

ปัจจุบันมีสินทรัพย์มากมายให้เราเลือกลงทุน หลายคนคงอยากรู้ว่าสินทรัพย์ประเภทไหนให้ผลตอบแทนเท่าไร จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูลช่วง 1 มี.ค. 49 – 29 ก.พ. 59)

สินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนแตกต่างกันดังนี้ค่ะ
สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.4% ต่อปี
สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น ตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 5.5% ต่อปี
สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นไทย ทองคำ โดยหุ้นไทยให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 10.4% ต่อปี ส่วนทองคำให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.3% ต่อปี
ทั้งนี้ อย่าลืมนะคะว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต และการลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน ดังนั้น เราเองในฐานะของผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้และระยะเวลาลงทุนค่ะ

และนี่คือ 3 เทคนิคง่ายๆ ที่นำมาฝาก ขอเพียงแค่เราปรับทัศนคติ มุมมอง ลองเปลี่ยนวิธีการเก็บเงิน มองหาวิธีเพิ่มรายได้ และลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องเริ่มต้นลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทำเป็นประจำสม่ำเสมอ หากเริ่มตั้งแต่อายุ 25 เมื่อเราอายุ 40 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 10.4 ล้านบาท อย่างที่ตั้งใจไว้เลยล่ะค่ะ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

อายุไม่ถึง ขอเงินชราภาพจากประกันสังคมก่อนได้หรือไม่

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDM3L21vbmV5aHViMDUwNzU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDM3L21vbmV5aHViMDUwNzU5LmpwZw==

ผู้ที่ทำงานมีรายได้ประจำกับบริษัทจะต้องสมทบเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ทุกเดือนเพื่อเข้ากองทุนประกันสังคม โดยนายจ้างจะเป็นผู้หักเงินสมทบนี้ เพื่อนำส่งประกันสังคมเองและนายจ้างจะสมทบอีกครึ่งหนึ่งทุกเดือนเช่นกัน เงินสมทบในอัตรา 5% ของเงินเดือนหรือสูงสุดไม่เกิน 750 บาทนี้ เงินส่วนใหญ่ คือ 60% หรือ 3 ใน 5 หรือเท่ากับ 450 บาท จะเป็นส่วนที่เป็นเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ หรือเป็นค่าเบี้ยชราภาพที่เราจะได้รับคืนเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเงินค่าสงเคราะห์บุตร เป็นค่าเบี้ยที่เราจ่ายไปแบบไม่สูญเปล่า

ส่วนที่เหลืออีก 40% จะเป็นค่าเบี้ยประกันกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เบิกคลอดบุตร เสียชีวิต ว่างงาน ซึ่งหากเราไม่ได้ใช้สิทธิ์เบิกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เราก็จะไม่ได้รับค่าเบี้ยนี้คืน เป็นส่วนค่าเบี้ยที่เราจ่ายทิ้งนั่นเอง
กรณีที่ผู้ทำงานมีรายได้ประจำและส่งเงินสมทบประกันสังคมมาตลอด แต่มีอายุยังไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ อยากจะขอเงินชดเชยเบี้ยชราภาพก่อนได้หรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนอยากทราบ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกับภาพรวมและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมก่อนว่าทำขึ้นเพื่ออะไร กองทุนประกันสังคมมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกองทุนที่เป็นหลักประกันให้กับผู้มีรายได้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง ให้สามารถเบิกค่าใช้จ่ายทดแทนได้ ในกรณีเกิดเจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ที่จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล กรณีคลอดบุตรและต้องเลี้ยงดูบุตร รวมถึงกรณีเบิกค่าใช้จ่ายหากเกิดการว่างงานขึ้นและถือเป็นเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณอีกด้วย
ดังนั้นในส่วนของเงินชดเชยค่าเบี้ยชราภาพที่ทางประกันสังคมมีข้อกำหนดไว้ว่า จะสามารถใช้สิทธิ์เบิกเงินชดเชยได้ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เท่านั้น จึงเป็นข้อกำหนดที่จำเป็นเพื่อให้ได้วัตถุประสงค์ของเงินสมทบที่ออมไว้ใช้ในยามเกษียณ หากผู้ประกันตนมีอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ จึงไม่สามารถขอเบิกค่าชดเชยกรณีชราภาพได้ ยกเว้นกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปีเท่านั้น ประกันสังคมถึงจะจ่ายเงินชดเชยให้กับทายาทผู้มีสิทธิ์รับผลประโยชน์
มีหลายความเห็นที่ท้วงติงในเรื่องนี้ว่าทางประกันสังคมควรเปลี่ยนแปลงให้สามารถเบิกใช้สิทธิ์ได้ก่อนที่จะมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่าหากประกันสังคมทำแบบนั้น เรื่องการออมเพื่อใช้ในยามเกษียณก็จะไม่สามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ บางคนคิดถึงขั้นหากเราเสียชีวิตไปก่อน เราก็จะไม่ได้ใช้เงิน หรือบางคนคิดว่าเงินของเราเราควรมีสิทธิ์เลือกแต่ทำแบบนี้เหมือนโดนบังคับ นั่นคงเป็นเพราะเรายังไม่เคยแก่ ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์ชดเชยเงินชราภาพ และไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของประกันสังคมนั่นเอง
อย่าลืมว่าเงินสมทบที่เราจ่ายให้กับประกันสังคมทุกเดือน จะคิดที่ฐานเงินเดือนสูงสุดแค่ 15,000 บาท เท่านั้นเอง ไม่ว่าเงินเดือนของเราจะเป็นกี่หมื่น กี่แสน หรือกี่ล้าน เราก็จ่ายสมทบแค่เดือนละ 750 บาทสูงสุด ไม่ได้บังคับไปมากกว่านี้ ที่สำคัญหากเราทำงานกับนายจ้าง นายจ้างจะสมทบอีก 100% คือ 750 บาททุกเดือน เป็นเงินที่จะมาเป็นส่วนเพิ่มให้กับค่าชดเชยเบี้ยชราภาพให้กับเราได้อีกเท่าตัวเลยทีเดียว และหากระยะเวลาในการทำงานของเรายาวนานพอ ส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงตอนเกษียณเงินชดเชยค่าเบี้ยชราภาพที่จะได้แม้จะไม่มากแต่ก็ถือว่าไม่น้อยเช่นกัน
เรามาลองดูกันในรายละเอียดว่าสิทธิ์และเงื่อนไขในการเบิกค่าชดเชยกรณีชราภาพนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง
เงินบำเหน็จชราภาพ รับค่าชดเชยกรณีชราภาพเป็นเงินก้อน

• กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 งวด เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินชดเชยเป็นเงินก้อนเรียกว่าเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินที่ตัวเองส่งสมทบไปเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีส่งเงินสมทบอัตราสูงสุดที่ 750 บาทต่อเดือน หากส่งเงินสมทบแค่ 10 เดือน เงินชดเชยที่ได้ก็จะได้เท่ากับ 450 x 10 = 4,500 บาท

• กรณีส่งเงินสมทบครบ 12 งวด แต่ไม่ถึง 180 งวด เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินชดเชยเป็นเงินก้อนหรือบำเหน็จเช่นเดียวกับกรณีแรก แต่จะได้มากกว่าคือได้ส่วนที่นายจ้างสมทบเพิ่มด้วย เช่น หากส่งเงินสมทบทั้งหมด 48 เดือน เงินชดเชยที่ได้จะเท่ากับ 450 x 48 = 21,600 บาท บวกเงินสมทบของนายจ้าง 450 x 48 = 21,600 บาท รวมเป็น 43,200 บาท และยังได้ผลประโยชน์ตอบแทนในแต่ละปีตามตารางผลประโยชน์ที่ทางประกันสังคมประกาศไว้เพิ่มเติมด้วย โดยอ้างอิงได้จาก

เงินบำนาญชราภาพ รับค่าชดเชยกรณีชราภาพเป็นเงินรายเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต

กรณีส่งเงินสมทบครบ 180 งวด เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินชดเชยเป็นเงินรายเดือนหรือเงินบำนาญชราภาพ โดยเงินบำนาญที่จะได้รับแต่ละเดือน จะคิดจาก 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (ปกติอัตราเงินเดือนสูงสุดที่ประกันสังคมคิดจะอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน) ส่วนที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 งวด ทุก ๆ 12 งวดที่สมทบเพิ่มทางประกันสังคมยังคิดโบนัสเพิ่มให้อีก 1.5% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากส่งเงินสมทบมาเป็นเวลา 20 ปี คือ 240 งวด มีวิธีคิดเงินบำนาญรายเดือนดังนี้
เงินบำนาญรายเดือน = {[20+(1.5*(t-15))]*w}/100
w = ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
t = ระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบกรณีชราภาพ
ส่งเงินสมทบ 15 ปี ได้เงินชดเชย
{[20+(1.5*(15-15))]*15,000}/100 = 20% x 15,000 = 3,000 บาท

ส่งเงินสมทบ 18 ปี ได้เงินชดเชย
{[20+(1.5*3)]*15,000}/100 = 24.5% x 15,000 = 3,675 บาท

เป็นต้น

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นจำนวน 3,675 บาททุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิตหรือหากเสียชีวิตก่อน คือ ภายใน 5 ปี ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อนเป็นจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับ หากเป็นกรณีตามตัวอย่างทายาทก็จะได้รับเงิน 3,675 x 10 = 36,750 บาท
มีหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตว่าหากเสียชีวิตเร็วเงินชดเชยที่ได้รับกรณีเป็นเงินบำนาญก็จะไม่คุ้ม อย่างตัวอย่างข้างต้น เราจ่ายเงินสมทบส่วนของเบี้ยชราภาพไปทั้งหมดเป็นเงิน 450 x 216 = 97,200 บาท หากเสียชีวิตภายใน 5 ปี หลังเกษียณอายุ 55 ปี ทายาทจะได้รับเงินเพียง 36,750 บาท เท่านั้น หากคำนวณจากเบี้ยที่เราส่งไปเหมือนว่าจะขาดทุนหรือไม่ แต่อย่าลืมว่ากองทุนประกันสังคมนั้น เป็นกองทุนที่เป็นหลักประกันให้แก่ผู้ประกันตนในกรณีต่างๆ และอายุขัยเฉลี่ยของคนในปัจจุบันก็ถือว่ายืนยาวมากขึ้น

หากคิดในมุมกลับกันบ้างว่า ผู้ประกันตนมีอายุยืนยาวไปอีก 20 ปี หลังอายุ 55 ปี เท่ากับว่าผู้ประกันตนเสียชีวิตลงตอนอายุ 75 ปี ยอดเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับตลอด 20 ปี จะเป็นยอดเงินสูงถึง 3,675 x 12 x 20 = 882,000 บาทเลยทีเดียว
เงินออมที่ส่งสมทบประกันสังคมเพื่อใช้ในยามเกษียณไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญเป็นเงินที่เราไม่ได้ส่งสมทบไปฟรี ๆ สุดท้ายเงินก้อนนี้ก็จะกลับมาให้เราได้ใช้ทำประโยชน์ สามารถสร้างความอุ่นใจให้ตัวเราเองและคนในครอบครัว เป็นกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชน แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากนักแต่ก็สามารถช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนของเราได้เช่นกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินชราภาพสามารถหาอ่านได้ที่

http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=873

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

บินไทย เปิดรับ พนังงานต้อนรับบนเครื่องฯ 565 อัตรา 4-15 ก.ค.นี้

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NzAxL21vbjA0MDc1OTIuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NzAxL21vbjA0MDc1OTIuanBn

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศรับสมัครพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยรวม 565 อัตราปฏิบัติงานบนเที่ยวบินของการบินไทย เพื่อรองรับการขยายเส้นทางบินใหม่

เรืออากาศเอก กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนปฏิรูปซึ่งเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ ขยายตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมที่จะผงาดกลับมาเป็นสายการบินชั้นนำที่เทียบเคียงหรือเหนือกว่าคู่แข่ง โดยการบินไทยกำหนดเปิดรับสมัครพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยรุ่นใหม่ รวมจำนวน 565 อัตรา เพื่อรองรับการบริการและขยายเส้นทางบินใหม่ ซึ่งรับสมัครระหว่าง วันที่ 4 – 15 กรกฎาคม 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiairways.com

สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรุ่นใหม่นี้จะรับเป็นพนักงานประเภทสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และหากมีผลการปฏิบัติงานผ่านตามหลักเกณฑ์การประเมินที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ อาจจะพิจารณาต่ออายุสัญญาอีก 1 ครั้งโดยสัญญาต่ออายุจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้

คุณสมบัติทั่วไปของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

ผู้สมัครหญิง
– สัญชาติไทย สถานภาพโสด ไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน และไม่มีบุตร
– อายุไม่เกิน 24 ปี (เกิดตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป)
– ความสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร และน้ำหนักต้องได้สัดส่วนกับความสูงเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทฯ กำหนด
– สามารถว่ายน้ำได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 เมตร โดยต้องว่ายท่าฟรีสไตล์ได้ด้วย

ผู้สมัครชาย
– สัญชาติไทย สถานภาพโสด ไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน และไม่มีบุตร
– พ้นพันธะทางทหารแล้ว
– อายุไม่เกิน 24 ปี (เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป)
– ความสูงไม่ต่ำกว่า 165 เซนติเมตร และน้ำหนักต้องได้สัดส่วนกับความสูงเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทฯ กำหนด
– สามารถว่ายน้ำได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 100 เมตร โดยต้องว่ายท่าฟรีสไตล์ได้ด้วย

คุณสมบัติอื่นๆ
– วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าไม่จำกัดสาขา ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ต้องมีหนังสือรับรองการเทียบวุฒิจากสำนักมาตรฐานและคุณภาพอุดมศึกษามาแสดงพร้อมกันด้วย

-ผ่านการทดสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ โดยผลการทดสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษต้องมี Test Date ระหว่าง วันที่
4 กรกฎาคม 2557 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ดังนี้

• Test of English for International Communication (TOEIC) 600 คะแนนขึ้นไป หรือ
• Test of English as a Foreign Language (TOEFL)
– Paper-based Test 500 คะแนนขึ้นไป หรือ
– Computer-based Test 173 คะแนนขึ้นไป หรือ
– Internet-based Test 61 คะแนนขึ้นไป หรือ
• International English Language Testing System (IELTS) 5.5 คะแนนขึ้นไป หรือ
• THAI Test of English Proficiency (THAI-TEP) 59 คะแนนขึ้นไป
THAI-TEP เป็นแบบทดสอบภาษาอังกฤษของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ใช้ทดสอบความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ต้องการสอบเข้าเป็นพนักงานของบริษัทฯ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiairways.com

– มีความรู้ความสามารถในการพูด และเข้าใจภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และหากมีความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศอื่น นอกเหนือจากภาษาอังกฤษด้วย ได้แก่ ภาษาจีน (แมนดาริน) ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาเลี่ยน และรัสเซีย จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณา

– มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)

– สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและสายตาดี (ไม่สวมแว่นสายตา)

– มีบุคลิกภาพดี เหมาะสมในการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

– มีกิริยามารยาทความเป็นไทย

– มีบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานเป็นทีมและมีใจรักงานบริการ

– มีความรับผิดชอบ
มีจริยธรรมและความซื่อสัตย์

ทั้งนี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรุ่นใหม่ของการบินไทยในครั้งนี้ มีระยะเวลาการทำงานที่กำหนดไว้ชัดเจน ที่ผู้ปฏิบัติงานจะสิ้นสุดการทำงานตามสัญญา ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่สายการบินชั้นนำอื่นๆ ใช้ในการรับพนักงานในตำแหน่งนี้ นอกจากนี้ ยังจะได้สั่งสมประสบการณ์กับสายการบินแห่งชาติ และหวังว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้สนใจในอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสมัครเข้ามารับการคัดเลือกต่อไป

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ธ.ก.ส.เล็งชงครม.จ่ายเงินชาวนาไร่ละ1พัน

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDI1LzcxMTAwNC0wMi5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDI1LzcxMTAwNC0wMi5qcGc=

ธ.ก.ส. เผย สัปดาห์หน้าเตรียมชง ครม. เห็นชอบแนวทางจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย หรือจ่ายเงินให้ชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย หรือจ่ายเงินให้ชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท แล้ว ขณะนี้ ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างหารือถึงแนวทางการและขั้นตอนการดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้างในการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้การจ่ายเงินครอบคลุมและถึงมือเกษตรกรชาวนาอย่าแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น จะมีการทำงาน 3 ระดับด้วยกัน คือการทำงานในระดับประชาคมหมู่บ้าน ในการรับลงทะเบียน และการยื่นเอกสาร รวมถึงแนวทางการจ่ายเงินด้วย ซึ่งหากทางหมู่บ้านมีความเห็นชอบถึงหลักการดำเนินการ ก็จะเปิดลงทะเบียน จากนั้นให้ส่งมายังอำเภอหากทางอำเภอตรวจสอบเอกสารถูดต้องครบถ้วน จึงส่งเรื่องมายัง ธ.ก.ส. เพื่อเซ็นรับรองและจ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. ให้กับเกษตรกร

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

กกร.มองสหรัฐฯปรับเทียร์2หนุนภาพลักษณ์

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDIxLzcxMTAxMy0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk3MDIxLzcxMTAxMy0wMS5qcGc=

กกร. มองสหรัฐ ฯ ปรับขึ้นเทียร์ 2 หนุนภาพลักษณ์ เชื่อมั่นผู้นำเข้าสินค้า เกิดการแก้ไขปัญหาระยะยาว

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ว่า จากกรณีที่สหรัฐ ฯ ปรับระดับประเทศไทยขึ้นมาอยู่ที่เทียร์ 2 บัญชีที่ต้องจับตามอง จากความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์นั้น จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้นำเข้าสินค้าประมงจากไทย และผู้บริโภคมีความมั่นใจและสบายใจในการบริโภคสินค้า และจะส่งผลให้การส่งออกของไทยสามารถขับเคลื่อนไปได้ดีขึ้นด้วย อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อเนื่องถึงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU ซึ่งรวมเรื่องค้ามนุษย์ไว้ด้วย ซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกิดการแก้ปัญหาในระยะยาว เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมประมงไทย

ด้าน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในระยะยาวเชื่อว่า ไทยจะสามารถรักษามาตรฐานและพัฒนายกระดับคุณภาพไปสู่ระดับที่ไม่ต้องจับตามองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ได้

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

เกษตรกรพัทลุงโค่นต้นยางปลูกหม่อนสดขาย

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NzYxL21ibDEuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NzYxL21ibDEuanBn

เกษตรกร จ.พัทลุง ตัดสินใจโค่นยางพาราทิ้ง หันปลูกหม่อนสดขาย สร้างรายได้เสริม

เกษตรกรชาวสวนยางพัทลุง ตัดสินใจตัดต้นยางพาราทิ้งในเนื้อที่ 2 ไร่ ทดลองปลูกต้นหม่อนสด ซึ่งได้รับสนับสนุนต้นพันธุ์จากศูนย์วิจัยหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ มีสรรพคุณทางยาสูง และอุดมด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ สร้างรายได้งดงามโดย ลุงจารึก สุวรรณอักโข อายุ 66 ปี เกษตรกร พื้นที่ ม.7 ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง นำต้นหม่อนสดหรือต้นมัลเบอร์รี พันธุ์เชียงใหม่ 60 ซึ่งได้รับการสนับสนุนต้นพันธุ์ 300 ต้น จากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ จ.นราธิวาส เมื่อปี 2557 มาปลูกเป็นแห่งแรกในจังหวัดพัทลุง บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 6 เดือน สามารถให้ผลผลิตจนถึงปัจจุบัน
ลุงจารึก เล่าว่า ต้นมัลเบอร์รีจะออกดอกและมีลูกสีเขียวอ่อน ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม สีแดง และสีม่วง – แดง ภายในเวลา 2 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตรับประทานผลสด ซึ่งลูกหม่อนสดหรือลูกมัลเบอร์รีจะมีรสชาติหวาน มีสรรพคุณทางยาสูง มีวิตามินซี และอุดมด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ หลายชนิด เหมาะสำหรับปลูกทั้งในที่โล่งแจ้งและในกระถางริมรั้วบ้าน ประหยัดเนื้อที่ โตเร็ว และสามารถปลูกเป็นไม้ประดับที่มีคุณประโยชน์สูง รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ผลผลิตมัลเบอร์รีที่เก็บวันเว้นวัน ส่งขายราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท วันหนึ่งสามารถเก็บได้ไม่ต่ำกว่า 20-30 กิโลกรัม โดยตลาดส่วนใหญ่จะส่งขายในพื้นที่ แต่ละเดือน สามารถสร้างรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่าง

 

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

พร้อมเพย์ (PromptPay)พร้อม คุณพร้อมยัง ?

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NjY5L21vbjA0MDc1OTEuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NjY5L21vbjA0MDc1OTEuanBn

ภาพประกอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารพร้อมรับลงทะเบียนล่วงหน้า พร้อมเพย์คึกคัก ก่อนวันเปิดรับอย่างเป็นทางการ แล้ว เราพร้อมหรือยัง รู้หรือไม่ ประโยชน์อะไรที่จะได้รับ และ ต้องเตรียมอะไร และสมัครผ่านช่องทางใหนได้บ้าง..

เปิดตัวไปอย่างไม่เป็นทางการสำหรับการเปิดให้ประชาชนสมัครระบบ พร้อมเพย์(PromptPay) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.59 ที่ผ่านมา โดยแต่ละธนาคารได้รับความสนใจ และ เรียกได้ว่าคึกคักไม่เบา

แต่ยังมีอีกหลายคนทีเดียวยังไม่ทราบว่า พร้อมเพย์ คืออะไรกันแน่ แล้วเราได้ประโยชน์อย่างไรกับระบบนี้

ระบบพร้อมเพย์ คือ การเริ่มต้นของ ระบบ National e-Payment หรือ ระบบการใช้จ่ายอเล็คทรอนิกส์แห่งชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของรัฐบาล

ระบบพร้อมเพย์ เป็นการรับโอน และโอนเงินออก โดย มีการผูกบัญชีเงินฝากกับ หมายเลขประจำตัวประชาชน และ หมายเลขโทรศัพท์ เข้าด้วยกัน นั้นหมายถึง ต่อไปในอนาคตอันใกล้ ที่กำหนดดีเดย์ ในวันที่ 15 ก.ค.59 นี้ เมื่อมีการลงทะเบียน พร้อมเพย์แล้ว ผู้ที่ลงทะเบียนจะได้ประโยชน์ในการโอนเงิน ไม่จำเป็นต้องผ่านหมายเลขบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่สามารถโอนเงินผ่านหมายเลข ประจำตัวประชาชน และ หมายเลขโทรศัพท์ที่นำมาลงทะเบียนได้อีกด้วย

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่ หากเราจะโอนเงิน หรือ จะให้ใครโอนเงินมาให้ เพียงแต่บอกให้โอนมายังบัญชี โดยบอกหมายเลขโทรศัพท์ที่เราลงทะเบียนไว้เท่านั้น

ประโยชน์ จากค่าธรรมเนียมการโอน
ประโยชน์ของ ระบบพร้อมเพย์ ที่ชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียมการโอนที่ลดลงอย่างมาก
เดิมหากมีการโอนผ่านเอทีเอ็มไป ต่างธนาคารจำนวน 5,000 บาท ไปต่างจังหวัดเราเสีย ค่าธรรมเนียมการโอน 35 บาท แต่ระบบพร้อมเพย์ จะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ไม่ต้องเสีย และ ค่าธรรมเนียมการโอนยังมีการปรับลดลงมา ซึ่งเป็นประโยชน์ของผู้ใช้บริการอย่างมาก ดังนี้

การโอนเงินในระบบพร้อมเพย์ระหว่างบุคคล
ไม่เก็บค่าธรรมเนียม 5,000 บาทแรก
5,000-30,000 บาท เก็บค่าธรรมเนียมน้อยกว่า 2 บาทต่อรายการ
30,000-100,000 บาท เก็บน้อยกว่า 5 บาทต่อรายการ
100,000 บาท – สูงสุดตามแต่ละธนาคาร เก็บน้อยกว่า 10 บาทต่อรายการ

นอกจากนี้ ประโยชน์ของพร้อมเพย์ ต่อไป การรับโอนเงินจากส่วนราชการอย่างเช่น เงินคืนภาษีบุคคลธรรมดา เงินสวัสดิการที่รัฐจ่ายให้ จะมีการโอนผ่านระบบนี้เท่านั้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลวางเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ เมื่อเข้าสู่ระบบเต็มตัว ต่อไปในอนาคต การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือแม้กระทั้ง จับจ่ายใช้สอย สามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องถือเงินสดเพื่อไปทำธุรกรรมอีกต่อไป..

วันนี้จะสมัคร พร้อมเพย์ ต้องเตรียมอะไร และทำได้ที่ใหนบ้าง
การสมัครจะมีการเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ก.ค.2559 นี้ (แต่ขณะนี้ทุกแบงก์เปิดรับสมัครอย่างไม่เป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.59 ที่ผ่านมา )

สำหรับช่องทางการสมัครมีดังนี้
1 สาขาธนาคาร (ที่เราต้องการผูกบัญชีเงินฝากกับระบบพร้อมเพย์)
2 สมัคผ่านตู้เอทีเอ็ม(ATM)
3 สมัครผ่านเว็บไซต์ Internet Banking ของแต่ละธนาคาร
4 Mobile Banking
หลักฐานสำหรับการสมัคร มีดังนี้
1) สมุดบัญชีหรือเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร
2) บัตรประจำตัวประชาชน และ
3) โทรศัพท์มือถือที่ท่านต้องการลงทะเบียน
***ทั้งนี้ ประชาชนสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการผูกบัญชีได้ตลอดเวลา โดยปฏิบัติตามขั้นตอนที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนดไว้ ****

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

มีเงินเย็น แสน – ล้าน – สิบล้านบาท ลงทุนอะไรดีให้งอกเงย ?

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NzMzL21vbmV5aHViMDQwNzU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NzMzL21vbmV5aHViMDQwNzU5LmpwZw==

ในทุกวันนี้หากใครที่มีเงินก้อนหรือเงินเก็บและคิดหวังจะได้เก็บกินดอกเบี้ยเป็นกอบเป็นกำจากเพียงแค่บัญชีเงินฝากธรรมดานั้นคงจะต้องฝันสลายเสียแล้ว เพราะดอกเบี้ยที่มีอัตราชนิดที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แทบจะไม่ให้ผลตอบแทนที่งอกเงยขึ้นมาเลย หลายคนที่มีเงินเก็บจึงมองหาช่องทางอื่นที่จะทำเงินก้อนของพวกเขาให้งอกเงยขึ้นมา การจะนำเงินก้อนที่มีโยกย้ายไปไว้ในจุดที่ได้ดอกผลที่งอกเงยนั้น ก่อนอื่นเราต้องตอบคำถามสองข้อนี้ให้ได้เสียก่อน

1. ปัจจัยในเรื่องของระยะเวลา

เราต้องการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนหรือกำไรที่งอกเงยกลับมาในช่วงระยะเวลาช้าหรือเร็วเท่าไร เช่น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และเงินก้อนนี้เป็นเงินที่จำเป็นต้องหยิบมาใช้เมื่อไหร่ หรือเป็นเงินเย็นที่ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ใด ๆ ในระยะยาว เช่น เป็นเงินก้อนที่สะสมไว้เพื่อเป็นทุนสำหรับศึกษาต่ออีกสองปีข้างหน้า ระหว่างนี้จึงอยากจะนำมาลงทุนให้งอกเงยหรือเป็นเงินที่จะเก็บไว้เป็นเงินทุนสำหรับไปเดินทางท่องเที่ยวในอีก 6 เดือนข้างหน้า เป็นเงินที่จะเก็บไว้ออมเพื่อใช้ในยามแก่เฒ่า เป็นต้น

2. การยอมรับความเสี่ยงและการคาดหวังในผลตอบแทน

เราจะต้องสำรวจและตอบตนเองให้ได้ว่า ความเสี่ยงที่มากที่สุดที่พร้อมจะเสี่ยงนั้นเป็นมูลค่าเท่าไรที่เราสามารถยอมรับได้ และผลตอบแทนเท่าไรที่เราตั้งเป้าคาดหวังไว้ว่าต้องการจะได้รับ ซึ่งอย่าลืมว่าการคาดหวังผลตอบแทนสูง ๆ แต่ไม่ต้องการเสี่ยงหรือเสี่ยงน้อยที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเป็นไปได้เลยในทางปฏิบัติ

หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนที่เราต้องมาพิจารณาว่า เราจะเลือกลงทุนในทรัพย์สิน ทุนหรือ หุ้น ใดที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลงตัวระหว่างระยะเวลา และมูลค่าผลตอบแทนตามที่เราต้องการนั้น

มีเงิน 100,000 บาท ลงทุนอย่างไรดี

เรามาเริ่มกันที่เงินก้อน 100,000 บาท ว่าจะลงทุนอย่างไรดีให้งอกเงยเป็นที่น่าพอใจ ตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าคาดหวังผลตอบแทนที่ 1% เราก็ต้องมองหาวิธีลงทุนแบบต่าง ๆ ที่มากกว่า 1% ก็จะเรียกว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย

สำหรับเงินจำนวนนี้ ถ้าเลือกจะลงทุนในธุรกิจก็น่าจะยากมาก อย่างมากก็ได้แค่ธุรกิจส่วนตัว และยังต้องมีเงินทุนหมุนเวียนและเงินสำรองอีก ดังนั้น ถ้ามีเงินเย็นระดับนี้ แนะนำให้นำไปฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งมีทั้งแบบออมทรัพย์และฝากประจำจะดีกว่า หรือไม่ก็เลือกมองหาหุ้นปันผลที่มีความมั่นคง กิจการดีและมีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่อง ซึ่งจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า % ที่คาดหวังด้วย

ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นต้องพึงรู้ไว้ก่อนว่ามีความเสี่ยงต่อเงินต้นมากกว่าเงินฝากธนาคาร แต่ถ้าวิเคราะห์หาหุ้นดี ๆ ไม่ซื้อหุ้นปั่น หุ้นเน่า ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว เงินแสนบาทก็สามารถงอกเงยได้แน่นอน ถ้ามีหลายแสนก็ทบกันไปตามสัดส่วน

หากมีเงิน 1 ล้านบาท จะนำเงินก้อนนี้มาลงทุนอะไรดี

การพิจารณานำเงินก้อน 1 ล้านบาท มาลงทุนเพื่อให้ได้ผลกำไรงอกเงยนั้น มีทางเลือกที่มากกว่าเงินหลักแสน เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในหุ้นต่าง ๆ การลงทุนในทองคำ หุ้นทองคำประเภทต่าง ๆ ตราสารหนี้ หรือ ฟิวเจอร์ เป็นต้น ซึ่งหลักในการลงทุนเงินหลักล้าน สำหรับคนในวัยสูงอายุ และคนในวัยหนุ่มสาวนั้นมีหลักในการพิจารณาต่างกันดังนี้

การลงทุนในเงิน 1 ล้านบาท สำหรับคนในวัยสูงอายุ

คนมีอายุนั้นควรพิจารณาการลงทุนที่มีการเสี่ยงไม่สูงมากในอัตราส่วนที่มากหน่อยเมื่อเทียบกับอัตราส่วนเงินทั้งหมดที่จะลงทุน อย่างตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นประเภทบริษัทที่มีเกรดในการลงทุนสูงกว่าในระดับ BBB หรือกองทุนรวมในตราสารหนี้ และแบ่งส่วนที่เหลือกระจายลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นค่าเช่าที่มีงวดรับสม่ำเสมอ หรืออาจเป็นกองทุนที่ลงในประเภทของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ก็ได้

การลงทุนในเงิน 1 ล้านบาท สำหรับคนในวัยหนุ่มสาว

คนในวัยหนุ่มสาวนั้น สามารถจะลงทุนในความเสี่ยงที่มากกว่าเพื่อให้ได้รับผลกำไรที่มากกว่าได้ เพราะยังมีทางเลือกในการหาเงินสำรองในรายได้อีกหลายช่องทาง ยังมีแรงและกำลังและช่วงเวลาในการหาเงินมากกว่า จึงสามารถแบ่งส่วนในเงิน 1 ล้านบาท มาลงในตราสารหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าได้ หรือแบ่งส่วนมาลงในกองทุนประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนหนึ่ง และส่วนสุดท้ายซึ่งอาจเป็นสัดส่วนไม่มากเท่าสองส่วนแรกคือ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้

หลักในการลงทุนเงินก้อน 1 ล้านบาท ก็คือ การรู้จักกระจายสินทรัพย์ในการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงและผลกำไร ( Asset Allocation) หากมีการพิจารณาการกรายลงทุนที่พอเหมาะในจำนวนเงิน 1 ล้านบาท นี้ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่พอใจ ในอัตราความเสี่ยงที่พร้อมจะรับได้

กรณีที่มีเงิน 10 ล้านบาท ต้องการทำให้งอกเงยจะลงทุนกับอะไรดี

สำหรับเงิน 10 ล้านบาทนั้น เป็นเงินจำนวนที่สามารถให้ดอกผลได้เป็นกอบเป็นกำและเห็น จับต้องได้ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น คำถามอยู่ที่ว่าคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด และต้องการผลตอบแทนจากเงินก้อนจำนวน 10 ล้านมาก เท่าไรต่อปี

ในจำนวนเงิน 10 ล้านบาท สำหรับคนในวัยสูงอายุ อาจจะไม่ใช่วัยที่จะต้องนำเงินก้อนนี้มาเสี่ยงอีกแล้ว สามารถนำเงินไปลงทุนในการซื้อสลากออมสิน ยกตัวอย่างเช่น

หากลงทุนในฉลากออมสินเป็นเงิน 5 แสนบาท จะได้ผลกำไรเป็นเงิน 300 บาทต่อเดือน ซื้อ 10 ล้าน จะได้เดือนละ 6,000 บาท และยังมีรางวัลอื่น ๆ ที่อาจจะได้จากฉลากออมสิน ซึ่งรวมแล้วอาจได้ถึง 10,000 บาทต่อเดือน เมื่อครบกำหนด 3 ปี จะได้ดอกเบี้ยอีกเป็นเงินหน่วยละ 3 บาท ดังนั้น เงิน 10 ล้านบาท ใน 3 ปี จะได้ผลตอบแทน 3 แสนบาท และในเงินส่วนที่เป็นรางวัลก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วย ข้อดีก็คือไม่มีความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น อพาร์ทเม้นท์ เป็นการลงทุนที่ดีแต่ต้องพิจารณาทำเลและองค์ประกอบของอพาร์ทเม้นท์ว่าสามารถมีคนเข้าพักอาศัยที่มีศักยภาพและสามารถให้ผลตอบแทนกำไรทุกเดือน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เช่นนี้ก็เหมือนดังที่เขาว่ากันว่า เสือนอนกิน เมื่อใช้เงินก้อนซื้ออพาร์ทเม้นท์ก็ไม่ต้องปันผลประกอบการไปให้กับดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร และเมื่อวันเวลาผ่านไปนอกจากผลตอบแทนที่ได้จากผู้เช่าแล้ว ยังได้กำไรจากมูลค่าของที่ดินที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ยังชอบเสี่ยงอยู่อาจจะนำเงินมากระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ และกองทุนต่าง ๆ การกระจายประเภทการลงทุนจะเป็นการกระจายความเสี่ยงได้อย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนในหลักแสน หลักล้าน หรือหลัก10 ล้านก็ตาม การจะทำเงินให้ได้ผลกำไรที่งอกเงย เป็นสิ่งที่น่าคิดและสมควรจะทำ เพื่อบริหารให้เงินทำงานให้เราและเพื่อความมีอิสระทางด้านการเงินที่แท้จริง สิ่งสำคัญอยู่ที่ความรู้และความรอบคอบในการลงทุนนั่นเอง

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

จะเกิดอะไรขึ้นหากขาดส่งค่างวดสินเชื่อบ้าน

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NDk1L21vbmV5aHViMDMwNzU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk2NDk1L21vbmV5aHViMDMwNzU5LmpwZw==

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันกันก่อน ซึ่งก็หมายถึงสินเชื่อที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันอาจเป็นในรูปของอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโดหรือสังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์หรือบัญชีเงินฝากธนาคาร เป็นต้น สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า หากกรณีลูกค้าเกิดผิดนัดชำระหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารหรือสถาบันการเงินสามารถยึดหลักทรัพย์ที่ลูกค้านำมาค้ำประกันเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้ได้
สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดี ก็มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์ ทั้งสองกรณีเมื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินให้ลูกค้ากู้ บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์หรือรถยนต์ ก็จะเป็นหลักทรัพย์ที่ลูกค้านำมาค้ำประกันวงเงินสินเชื่อนั้น ๆ
วันนี้เราจะมาคุยกันเป็นพิเศษถึงเรื่องสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกัน เมื่อเราทำการขอสินเชื่อเพื่อกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดกับทางธนาคาร ช่วงเวลาที่เราผ่อนชำระค่างวดอยู่นั้น เราจะยังไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดนั้นอย่างเต็มตัว แม้เราจะเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริงก็ตาม เราจะเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดนั้นอย่างเต็มตัวก็ต่อเมื่อเราผ่อนชำระค่างวดสุดท้ายครบตามระยะเวลาในสัญญาเงินกู้

การคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก แม้ค่างวดที่ส่งในแต่ละเดือนจะเป็นยอดเงินที่เท่ากัน แต่ค่างวดที่จ่ายจะค่อย ๆ ไปลดเงินต้นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากทุกครั้งที่จ่ายค่างวดเงินต้นของเราจะลดลง ค่างวดเดือนต่อไปก็จะเป็นส่วนของดอกเบี้ยน้อยลงจ่ายเงินต้นคืนมากขึ้น ดังนั้น หากเรามีเงินก้อนสามารถมาชำระคืนเงินกู้ได้เร็ว ก็จะทำให้หนี้หมดเร็วขึ้นด้วย
กรณีที่เราขาดส่งค่างวดบ้านหรือคอนโดจะเกิดอะไรขึ้น ปกติในสัญญาเงินกู้จะมีกำหนดไว้ว่าจะต้องจ่ายค่างวดในวันที่เท่าไร่ของเดือน ลูกค้าควรจ่ายค่างวดไม่เกินวันที่กำหนดไว้นี้ ควรจ่ายค่างวดตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ค่างวดไปตัดดอกเบี้ยและเงินต้นตามที่กำหนดไว้ จ่ายก่อนได้แต่ไม่ควรจ่ายช้า เพราะหากจ่ายช้าค่างวดจะถูกแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านจะคิดเป็นรายวัน

ที่สำคัญอีกอย่างคือแต่ละธนาคารจะมีข้อกำหนดจำนวนวันที่ลูกค้าสามารถจ่ายค่างวดบ้านช้าได้โดยที่ยังไม่คิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด บางธนาคารก็ 75 วัน บางธนาคารอาจกำหนดไว้เร็วหรือช้ากว่านี้ หมายความว่า หากเราขาดส่งค่างวดบ้านเกินกว่า 75 วัน ธนาคารจะเริ่มคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดที่จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติมาก เช่น อัตราดอกเบี้ยปกติของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ประมาณ 6-8% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสูดจะอยู่ที่ 15-18% แล้วแต่ธนาคาร ทำให้พอขาดส่งไปเกินกำหนดจะโดนคิดที่อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนี้
ในกรณีที่ขาดส่งแค่งวดเดียวอาจจะเพราะลืมหรือจ่ายไม่ทัน เมื่อส่งค่างวดเข้าไปใหม่ค่างวดนั้นจะโดนตัดดอกเบี้ยเยอะจนเหลือไปตัดเงินต้นแค่นิดเดียว งวดถัดไปก็ต้องจ่ายให้ตรง หากจ่ายไม่ตรงอีกเกินกำหนดก็จะโดนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนี้อีก กลายเป็นเงินค่างวดที่ส่งไปเหมือนจะไปจ่ายแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น บางครั้งจ่ายดอกเบี้ยยังไม่พอ กลายเป็นดอกเบี้ยเป็นหนี้ทบต้นเข้าไปอีกทุกครั้งหากขาดส่งค่างวดเพราะลืม เมื่อทราบควรรีบจ่ายทันทีและต้องจ่ายสำหรับงวดต่อไปให้ตรงตามกำหนดด้วย เพื่อทำให้การผ่อนชำระกลับมาเป็นปกติ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือหากลืมจ่ายค่างวดในเดือนใด ก็ให้จ่ายค่างวดในเดือนต่อไปพร้อมกัน 2 งวดเลย

ปกติหากขาดส่งค่างวดตั้งแต่งวดที่ 1 ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารก็จะโทรมาเตือนแล้ว แต่หากขาดส่งค่างวดบ้าน 3 งวดติดต่อกัน ทางธนาคารจะถือว่าหนี้กลายเป็นหนี้เสียและจะส่งข้อมูลไปยังเครดิตบูโรก็จะมีประวัติการเป็นหนี้ที่ไม่ดี ในขณะที่ดอกเบี้ยผิดนัดรวมถึงค่าปรับและค่าทวงหนี้ต่าง ๆ กรณีจ่ายค่างวดล่าช้าก็จะถูกคิดคำนวณไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่เรายังค้างชำระหนี้อยู่ หนี้สินก็จะมีดอกเบี้ยพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นตัวเลขหนี้ที่น่าตกใจ
เมื่อสินเชื่อกลายเป็นหนี้เสียหรือ NPL ธนาคารมีสิทธ์ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยการฟ้องร้องต่อศาลให้ศาลพิพากษายึดบ้านหรือคอนโดของลูกหนี้นำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ และหากเงินไม่พอลูกหนี้ยังต้องชำระเงินส่วนที่ขาดไปให้กับทางธนาคารด้วย

ดังนั้นหากการขาดส่งค่างวดเกิดจากปัญหาทางด้านการเงินที่ไม่สามารถแก้ไขภายในระยะเวลาอันสั้นและไม่สามารถหาเงินมาหมุนได้อย่างแน่นอน ควรโทรติดต่อธนาคารเจ้าหนี้เพื่อพูดคุยปรึกษาหาทางออกร่วมกัน ทางธนาคารอาจมีแนวทางในการประนอมหนี้ให้ได้ เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นพิเศษ ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระให้ยาวออกไป ทำให้ค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลดลง หรือขอหยุดผ่อนค่างวดสักระยะเวลาหนึ่งหรือจ่ายแค่ดอกเบี้ย เป็นต้น เพราะหากรอให้ถึงขั้นตอนที่ธนาคารฟ้องศาลเพื่อยึดบ้านหรือคอนโด จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ทั้งเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีความมากมาย

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

1 3 4 5