ขายข้าวบิ๊กลอต 2.24 ล้านตัน เปิดยื่นซองคุณสมบัติ 13 มิ.ย.

EyWwB5WU57MYnKOuiE213WV16BQ7ul48umEjiX6RutFNLQlxTPPvvD

EyWwB5WU57MYnKOuiE213WV16BQ7ul48umEjiX6RutFNLQlxTPPvvD

“ประยุทธ์” ไฟเขียว “พาณิชย์” เปิดระบายข้าวลอตใหญ่สุดในรัฐบาล คสช. 2.24 ล้านตัน หลังตลาดมีความต้องการเพิ่ม เพราะภัยแล้ง เปิดยื่นซองคุณสมบัติ 13 มิ.ย. ก่อนให้ยื่นเสนอราคา 15 มิ.ย.นี้…

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบให้กรมฯ เปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 4/59 ปริมาณ 2.24 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าการเปิดประมูลทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะราคาข้าวขณะนี้ ทั้งในและต่างประเทศอยู่ในขาขึ้น โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตลาดยังมีความต้องการข้าว เพราะปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง และออกสู่ตลาดช้ากว่าปกติ

“การเปิดระบายข้าวในช่วงนี้เหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง และเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกที่จะชี้นำราคาข้าวในตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อราคาส่งออกของข้าวไทย และราคาข้าวที่เกษตรกรจะได้รับจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะออกสู่ตลาด” นางดวงพรกล่าว

สำหรับชนิดข้าวในสต๊อกของรัฐที่จะนำออกมาเปิดประมูลเป็นการทั่วไปในครั้งนี้ ประกอบด้วย 16 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2, ข้าวหอมจังหวัด, ข้าวขาว 5%, ข้าวขาว 10%, ข้าวขาว 15%, ข้าวขาว 25% เลิศ, ข้าวปทุมธานี, ข้าวเหนียวขาว 10%, ข้าวท่อนหอมมะลิ, ข้าวท่อนหอมจังหวัด , ข้าวท่อนปทุมธานี, ปลายข้าวหอมมะลิ, ปลายข้าวหอมจังหวัด, ปลายข้าวปทุมธานี, ปลายข้าวเอวันเลิศ และปลายข้าวเอวัน รวมทั้งสิ้น 2.239 ล้านตัน ใน 173 คลัง จาก 35 จังหวัด

ทั้งนี้ กรมฯ จะเชิญผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ในวันที่ 3 มิ.ย.59 เวลา 10.00 น. ที่กรมการค้าต่างประเทศ และจะเปิดให้ดูสภาพข้าวในคลัง วันที่ 6-10 มิ.ย.59 โดยจะเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 13 มิ.ย.59 ประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติวันที่ 15 มิ.ย.59 และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในวันเดียวกัน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

พร้อมประมูลแหล่งบงกช

EyWwB5WU57MYnKOuiE21NN8Z8SApILpw2VqW2doccddNtMkCAS8dC8

EyWwB5WU57MYnKOuiE21NN8Z8SApILpw2VqW2doccddNtMkCAS8dC8

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารจะส่งแผนการดำเนินธุรกิจให้กระทรวงการคลัง พิจารณาอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้าคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) มีนโยบายให้ธนาคารไปหาพันธมิตรร่วมทุนเพิ่มเติม แต่เนื่องจากผลการดำเนินงานของธนาคารขาดทุนอย่างต่อเนื่องและกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ติดลบถึง 20% จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของผู้ร่วมทุนใหม่ที่ต้องการให้ธนาคารแก้ไขปัญหาของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อย ซึ่งอย่างน้อยที่สุด บีไอเอสต้องกลับมาเป็นปกติคือ 8.5% ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“การดำเนินงานของไอแบงก์ขณะนี้คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด สินเชื่อต้องมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก จากในช่วง 4 เดือนของปีนี้ ติดลบ 1,000 ล้านบาท และลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากระดับ 40% ของยอดสินเชื่อคงค้าง 90,000 ล้านบาท หรือประมาณ 40,000 ล้านบาทไปจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี หลังจากนั้น ถึงจะเข้าสู่กระบวนการเพิ่มทุน ซึ่งหากต้องการเพิ่มบีไอเอสขึ้นไปแตะ 0% จากที่ติดลบถึง 20% ต้องใช้เงิน 17,000 ล้านบาท และหากจะเพิ่มขึ้นแตะ 8.5% ต้องใช้เงินอีก 5,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 22,000 ล้านบาท”

ขณะที่ผลการดำเนินงานของธนาคารในปัจจุบันก็ดีขึ้นตามลำดับ หลังจากความขัดแย้งภายในเริ่มยุติลง โดยในปี 57 ขาดทุน 162 ล้านบาท ในปี 58 ขาดทุน 39 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ ผลดำเนินงานน่าจะมีกำไรเล็กน้อย เพราะจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป จากเดิมสูงกว่า 1.30% ลงมาเหลือ 0.90% ในปัจจุบัน และจะลดลงเหลือ 0.50% ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ธนาคารประหยัดดอกเบี้ยจ่ายลงได้ประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 97,000 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 58 ประมาณ 1,000 ล้านบาท.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

“ไอแบงก์” ลุยฝ่าวิกฤติรอบใหม่ เร่งลดหนี้เน่าปล่อยสินเชื่อเพิ่ม

EyWwB5WU57MYnKOuiE21NOAZK6ituigKdF0pyJbgzqmACJi3Hm6Qvz

EyWwB5WU57MYnKOuiE21NOAZK6ituigKdF0pyJbgzqmACJi3Hm6Qvz

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารจะส่งแผนการดำเนินธุรกิจให้กระทรวงการคลัง พิจารณาอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้าคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) มีนโยบายให้ธนาคารไปหาพันธมิตรร่วมทุนเพิ่มเติม แต่เนื่องจากผลการดำเนินงานของธนาคารขาดทุนอย่างต่อเนื่องและกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ติดลบถึง 20% จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของผู้ร่วมทุนใหม่ที่ต้องการให้ธนาคารแก้ไขปัญหาของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อย ซึ่งอย่างน้อยที่สุด บีไอเอสต้องกลับมาเป็นปกติคือ 8.5% ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“การดำเนินงานของไอแบงก์ขณะนี้คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด สินเชื่อต้องมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก จากในช่วง 4 เดือนของปีนี้ ติดลบ 1,000 ล้านบาท และลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากระดับ 40% ของยอดสินเชื่อคงค้าง 90,000 ล้านบาท หรือประมาณ 40,000 ล้านบาทไปจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี หลังจากนั้น ถึงจะเข้าสู่กระบวนการเพิ่มทุน ซึ่งหากต้องการเพิ่มบีไอเอสขึ้นไปแตะ 0% จากที่ติดลบถึง 20% ต้องใช้เงิน 17,000 ล้านบาท และหากจะเพิ่มขึ้นแตะ 8.5% ต้องใช้เงินอีก 5,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 22,000 ล้านบาท”

ขณะที่ผลการดำเนินงานของธนาคารในปัจจุบันก็ดีขึ้นตามลำดับ หลังจากความขัดแย้งภายในเริ่มยุติลง โดยในปี 57 ขาดทุน 162 ล้านบาท ในปี 58 ขาดทุน 39 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ ผลดำเนินงานน่าจะมีกำไรเล็กน้อย เพราะจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป จากเดิมสูงกว่า 1.30% ลงมาเหลือ 0.90% ในปัจจุบัน และจะลดลงเหลือ 0.50% ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ธนาคารประหยัดดอกเบี้ยจ่ายลงได้ประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 97,000 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 58 ประมาณ 1,000 ล้านบาท.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

“กสิกร” คาดเงินสะพัด 8.8 พันล. สองมหกรรม “ยูโร 16-โอลิมปิก” กระตุ้นสีสันธุรกิจ

EyWwB5WU57MYnKOuiE21NN7l4FydhuBSco1n7KKDUXsB3QUexfPnbX

EyWwB5WU57MYnKOuiE21NN7l4FydhuBSco1n7KKDUXsB3QUexfPnbX

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยข้อมูล การแข่งขันฟุตบอลยูโร และกีฬาโอลิมปิก 2016 (ปี 2559) ที่ใกล้จะเริ่มฟาดแข้ง และกระแสการชื่นชอบกีฬาของคนไทยที่มีเพิ่มขึ้น และนักกีฬา หรือทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่ก็เป็นทีมที่คนไทยชื่นชอบและปีนี้ถ่ายทอดสดผ่านช่องฟรีทีวี ครบทุกแมตช์ทำให้คนดูทั่วไปสามารถเข้าถึง จะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจต่างๆ จากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคประมาณ 8,815 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% จากช่วงปกติ

ทั้งนี้ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากมูลค่าตลาดทั้งปี 59 ที่มีจำนวน 819,735 ล้านบาท ธุรกิจโทรทัศน์ 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากมูลค่าตลาดรวม 32,945 ล้านบาท และธุรกิจเสื้อผ้ากีฬา 165 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากมูลค่าตลาดรวม 13,400 ล้านบาท

“มหกรรมฟุตบอลยูโรและกีฬาโอลิมปิก 2016 น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายของบรรดาผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารในปีนี้ให้ดูมีสีสันกว่าช่วงปกติ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านเวลาการรับชมอยู่บ้างในบางแมตช์ แต่ก็คาดว่าโดยรวมแล้ว การแข่งขันกีฬาดังกล่าวจะยังส่งผลบวกต่อภาคธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มอุปกรณ์การรับชม อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มเสื้อผ้ากีฬา ในขณะที่ธุรกิจร้านอาหารที่มีจอถ่ายทอดสดกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ก็มีโอกาสทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานอีกว่า ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์การรับชม ได้แก่ โทรทัศน์ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอุปกรณ์กีฬาและชุดกีฬา รวมถึงธุรกิจร้านอาหารน่าจะอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวเกาะกระแสและสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยอาจเลือกใช้กลยุทธ์ทางการตลาดและโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับสภาพตลาดและกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน ยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ โดยเน้นความคุ้มค่า หรือเน้นสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

แบงก์กระตุ้นตัวเองปล่อยกู้บ้าน ประคองสถานการณ์หลังมาตรการอสังหาสิ้นสุด

EyWwB5WU57MYnKOuiJ2FOVLYHJr23uIAy5rV6rbSXWR6F0F4w5GeLj

EyWwB5WU57MYnKOuiJ2FOVLYHJr23uIAy5rV6rbSXWR6F0F4w5GeLj

นายอลงกต บุญมาสุข ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และเลขาธิการสมาคมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงเดือน พ.ค.59 มีทิศทางชะลอตัวลงจากช่วง 4 เดือนแรก หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ซึ่งมีส่วนให้คนชะลอการซื้อบ้านใหม่

“ในช่วง 4 เดือนแรกที่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ช่วยกระตุ้นลูกค้าให้มีการเร่งซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น และก็มีการดึงกำลังซื้อล่วงหน้าไปบางส่วนด้วย โดย 4 เดือนแรกตัวเลขสินเชื่อบ้านของกสิกรไทยเติบโตใกล้เคียงกับเป้าหมาย ปล่อยไปได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท และคาดว่าเป้าหมายทั้งปีจะเติบโตประมาณ 5-6% ใกล้เคียงกับตลาด”

ทั้งนี้หลังจากสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว คงต้องจับตาดูว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเป็นอย่างไร ซึ่งเริ่มเห็นเจ้าของโครงการจัดโปรโมชั่นเร่งระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยที่เหลืออยู่ เช่น การให้โอนและจดจำนองพิเศษเท่ากับช่วงมีมาตรการฯ น่าจะช่วยกระตุ้นให้มีการซื้อบ้านได้ เพิ่มขึ้น

ด้าน น.ส.อรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.59 มีสัญญาณลดลงอย่างที่คาดไว้ เพราะหมดมาตรการลดหย่อนค่าโอนและจดจำนอง แต่หลังจากนี้ ธนาคารจะมีการเสนอปล่อยกู้ดอกเบี้ยถูก สำหรับลูกค้าที่มีประวัติดีเพื่อกระตุ้นยอดปล่อยสินเชื่อเพิ่ม เช่น หากลูกค้ามีรายได้ 3 หมื่นบาท ซื้อบ้านหลังละ 1.5-2 ล้านบาท และมีเครดิตดี อาจได้รับดอกเบี้ย 3.9% คงที่ 3 ปี หลังจากนั้นคิดแบบดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยแบบทั่วไป (เอ็มอาร์อาร์) ลบแต่ถ้าลูกค้าที่มีความเสี่ยงก็อาจคิดดอกเบี้ยสูงกว่า.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

นบข. ไฟเขียวขายข้าวสต๊อกรัฐ 7.8 แสนตัน ให้เอกชนชนะประมูล 23 ราย

EyWwB5WU57MYnKOuiJ2EZtGCU5yU5gqbg5qdA3RLgTLNMl1vTWY1e6

EyWwB5WU57MYnKOuiJ2EZtGCU5yU5gqbg5qdA3RLgTLNMl1vTWY1e6

พาณิชย์ เผย นบข. ไฟเขียวขายข้าวสต๊อกรัฐให้เอกชน 23 ราย ปริมาณ 7.8 แสนตัน จากการเปิดประมูลวันที่ 19 พ.ค.59 รวม 1.2 ล้านตัน ได้เงินกว่า 7 พันล้าน ยันราคาขายเหมาะสม ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อราคาข้าวสูงขึ้นแน่ ส่งผลระบายข้าวออกจากสต๊อกรัฐแล้ว 5.48 ล้านตัน มูลค่า 5.8 หมื่นล้าน …

วันที่ 31 พ.ค.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 3/59 ที่เปิดประมูลเมื่อวันที่ 19 พ.ค.59 ให้แก่ ผู้ชนะการประมูล 23 ราย จำนวน 79 คลัง ปริมาณ 780,000 ตัน คิดเป็น 65.77% ของปริมาณข้าวที่เปิดประมูล 1.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าเสนอซื้อ 7,013.26 ล้านบาท

สำหรับราคาที่เห็นชอบให้จำหน่าย ข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 11,050-11,500 บาท, ปลายข้าว เอวัน ลิศ ตันละ 7,019-9,200 บาท และข้าวท่อนหอมมะลิ ตันละ 7,500-9,581 บาท ซึ่งราคาเสนอซื้อนี้ ผ่านเกณฑ์ราคาขั้นต่ำ (ฟลอร์ ไพรซ์) ตามที่คณะทำงานได้คำนวณตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่ นบข. ได้ให้ความเห็นชอบ

“ราคาที่จำหน่าย เป็นราคาที่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ตลาดข้าวขณะนี้ ทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการข้าวสารในสต๊อกของรัฐ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ที่ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งราคาจำหน่ายครั้งนี้ จะส่งสัญญาณเชิงบวกชี้นำราคาข้าวในตลาดให้มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะได้เป็นผลดีต่อราคาส่งออกของข้าวไทย รวมทั้งราคาข้าวที่เกษตรกรจะได้รับ”

ทั้งนี้ ตั้งแต่รัฐบาลนี้บริหารประเทศ หรือตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57-29 พ.ค.59 สามารถขายข้าวในสต๊อกด้วยวิธีการประมูลได้แล้ว 5.481 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 58,278.04 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป 13 ครั้ง ปริมาณ 5.422 ล้านตัน มูลค่า 57,707.62 ล้านบาท และเข้าสู่อุตสาหกรรม 3 ครั้ง ปริมาณ 258,787 ตัน มูลค่า 1,670.13 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

บี้รัฐขึ้นภาษีรถยนต์เก่า 7 ปี หวังกระตุ้นกำลังซื้อใหม่-รักษ์สิ่งแวดล้อม

EyWwB5WU57MYnKOuiJ2FOTZ9Tvzbt4SfVneOipqizsltaU6O5Zlzmb

EyWwB5WU57MYnKOuiJ2FOTZ9Tvzbt4SfVneOipqizsltaU6O5Zlzmb

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือน เม.ย.อยู่ที่ 54,986 คัน เพิ่มขึ้น 1.72% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มได้มากกว่านี้ โดยภาครัฐต้องกระตุ้นความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่มีอายุมากกว่า 7 ปี เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันจัดเก็บอัตราคงที่หรือลดลง เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ที่ราคาไม่สูงมาก และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลควรเพิ่มการจัดเก็บภาษีป้ายทะเบียนรถเพิ่มขึ้น โดยจัดเก็บตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยิ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากก็ควรเก็บสูงขึ้น เหมือนขณะนี้ที่รถยนต์รุ่นใหม่ หากปล่อยก๊าซน้อยก็จะเสียภาษีน้อย ส่วนหนึ่งเป็นการสนองนโยบายรัฐให้ใช้รถยนต์ประหยัดพลังงาน ส่วนจัดเก็บสูงเท่าไร ก็ต้องมาหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นได้

สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ภาพรวมเดือน เม.ย. อยู่ที่ระดับ 99.59 เพิ่มขึ้น 1.54% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการผลิตของอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรม รถยนต์ มีปริมาณ 138,237 คัน เพิ่มขึ้น 11.51% อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 3.84% โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ, อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า มีปริมาณ 1.85 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 45.7% ตามการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมรถยนต์ และเป็นผลจากราคาเริ่มเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจึงซื้อเก็บไว้ก่อนที่จะราคาสูงขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียม ความต้องการเพิ่มขึ้น จากราคาที่ลดลงก่อนหน้านี้.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 4 5 6