สมคิดชวนจีนลงทุนเขตศก.พิเศษตะวันออก

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDQxLzcwODkzOS0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDQxLzcwODkzOS0wMS5qcGc=

รองนายกฯ สมคิด เชิญนักลงทุนจีน ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดย ครม. จะพิจารณากฏหมายวันพรุ่งนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26 – 30 มิถุนายน ว่า สำหรับการเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก หลังจากได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยตั้งใจที่จะเดินทางมาชักจูงนักลงทุนจีนให้เข้าไปลงทุนไทยมากขึ้น เนื่องจากจีนมีศักยภาพด้านการค้าการลงทุน ซึ่งจากการหารือกับนักลงทุนภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนในวันนี้ พบว่าผู้ประกอบการจีน แสดงความสนใจที่จะลงทุนในไทย โดยในส่วนของบริษัทหัวเว่ยสนใจ
จะตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อใช้ไทยเป็นฐานในการขยายตลาด CLMV และตลาดอาเซียน ขณะที่บริษัท ไชน่า ฟอร์จูน แลนด์ แอนด์ เดเวลอปเมนท์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธนาคารไอซีบีซี สนใจเข้าเข้าร่วมลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีสต์เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์) โดยได้มอบหมายให้ทาง BOI ประสานข้อมูล ซึ่งจะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันพรุ่งนี้ นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้จะนำคณะเดินทางไปที่เขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ เพื่อดูตัวอย่าง และนำสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์กลับมาปรับใช้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย

ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนจีนสนใจมาลงทุนในไทย เนื่องจาก ไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากประเทศจีนในไทย ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ จีนขอรับการส่งเสริมการลงทุนเป็นอันดับที่ 3 มีจำนวน 26 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,575 ล้านบาท โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ซันชาย ไบโอเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตสารให้ความหวาน น้ำมันขาวโพด และส่วนผสมอาหารสัตว์ มูลค่าเงินลงทุน 1,734 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

ปิดตำนาน Ensogo ถึงยุคตกต่ำเว็บดีล

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODc1L21vbjI2MDY1OTEuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODc1L21vbjI2MDY1OTEuanBn

กรณีเว็บไซต์ Ensogo ปิดกิจการกะทันหัน สะท้อนความผิดพลาดของธุรกิจเว็บดีล ที่มาสู่ยุคตกต่ำแล้วหรือยัง เจ้าของเว็บไซต์ ราคูเท็น ตลาดดอทคอม แนะว่า เว็บไซต์ดีลอาจจะไม่ได้รับความนิยมในไทยแล้ว

21 มิถุนายน 2559 เพจ “รวมผู้ได้รับผลกระทบ Ensogo” เปิดตัวขึ้น หลังจากซีอีโอของบริษัท อย่าง คริส มาร์ซาเลก ลาออกและมีผลก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เพจของ Ensogo ไทยแลนด์ โฆษณาดีลสุดท้ายในวันที่ 20 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้บริโภคได้รับโทรศัพท์จากผู้ให้บริการว่า คูปองดีลที่ซื้อไว้จาก Ensogo ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

คุณป้อม ภาวุธ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ราคูเท็น ตลาด ดอท คอม กล่าวว่า เว็บไซต์ Ensogo เป็นเว็บดีลที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์วิกฤต ซึ่งอาจมาจากปัญหาภายในและแผนธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทียบกับในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเว็บขายดีลค่อนข้างมาก และปิดตัวไปก็มากเช่นกัน

หลังจาก Ensogo ปิดตัวลง ก็เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่ยังค้างคาในกลุ่มผู้ซื้อดีล และผู้ประกอบการที่เป็นกิจการร่วมค้ากับ Ensogo จะต้องทำอย่างไรต่อไป ในช่วงแรก ร้านค้าและบริการหลายแห่งปฏิเสธที่จะให้บริการกับลูกค้าที่ซื้อดีล Ensogo แต่เมื่อมีท่าที่ชัดเจนออกมาจากหน่วยงานในกำกับของรัฐ ทั้ง สคบ.และ ETDA ย้ำชัดว่าผู้ประกอบการจะต้องให้บริการผู้ซื้อดีล หากปฏิเสธ จะมีความผิดทันที เพราะการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ได้รับความคุ้มครองทันทีที่คลิกซื้อและจ่ายเงิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ทำให้ผู้ให้บริการและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ไม่สามารที่จะปฏิเสธการใช้คูปอง Ensogo ได้

ซึ่งถือเป็นโอกาสของแบรนด์ ที่สามารถกอบกู้สถานการณ์ในภาวะวิกฤตที่ลูกค้าหาทางออกไม่เจอ กลายเป็นผู้ที่ได้ใจลูกค้าทันที อย่างเช่น เอส เอฟ ซีนีม่า เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ยินดีให้บริการลูกค้าที่ซื้อดีล Ensogo

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาประกาศว่า ลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต SCB ซื้อดีล Ensogo แล้วใช้ดีลไม่ได้ สามารถขอทำเรื่องปฏิเสธรายการได้ ซึ่งบัตรเครดิตเป็นอีกประเด็นกังวลของลูกค้าที่เลือกซื้อสินค้าด้วยผ่อนชำระ และอยู่ในระหว่างการหักเงินชำระรายเดือน ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้ใจลูกค้าไป

ปัจจุบัน ยังมีเว็บไซต์ดีลในลักษณะเดียวกับ Ensogo จำนวนมากในไทย แต่รายหลักๆ ค่อยๆถอนการลงทุนจากไทยไปแล้ว ที่ยังมีอยู่และยังคงเปิดจำหน่ายตามปกติ เช่น เว็บไซต์ ออลไทย คูปอง (www.allthaicoupons.com) หรือ ไอดีล อินไทย (http://www.idealinthai.com/) ที่รวบรวมดีลที่มีส่วนลดสูงระดับ 50% ขึ้นไปจำนวนมาก ครอบคลุมที่พัก , รีสอร์ท , ความงาม และบริการการท่องเที่ยวจำนวนมาก บางดีลลดราคากว่า 95%

Ensogo มีลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของออสเตรเลีย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ เปิดให้บริการใน 6 ประเทศคือ ฮ่องกง , สิงคโปร์ , มาเลเซีย , ฟิลิปปินส์ , อินโดนีเซียและประเทศไทย เริ่มกิจการครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2553 ทุนเริ่มต้น 2 แสนเหรียญสหรัฐฯ ก่อตั้งโดยทอม, จอห์น และพอล ศรีวรกุล 3 พี่น้อง ลูกครึ่งไทย-ฟิลิปปินส์ ในช่วงเริ่มต้นมีพนักงาน 5 คน และเพิ่มเป็น 430 คนในระยะเวลา 1 ปี และเปิดสาขาที่ฟิลิปินส์กับอินโดนิเซียเพิ่ม

ความสำเร็จอย่างรวดเร็วทำ ให้ 1 ปีต่อมา เว็บไซต์ LivingSocial รายใหญ่จากสหรัฐฯ ยอมจ่าย 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อกิจการ Ensogo ในไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และโซนตะวันออกกลาง ปี 2557 เว็บไซต์ Ensogo เปลี่ยนมือบริหารอีกครั้ง โดย LivingSocial ขายกิจการให้กับ iBuy Group ในมูลค่า 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะมีความพยายามในการปรับกลยุทธ์ ไปขายสินค้าเบ็ดเตล็ดมากขึ้น แต่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแวดวงการค้าออนไลน์ที่ดุดเดือดมาพักใหญ่แล้ว

Ensogo เริ่มมีข่าวประสบปัญหาด้านการเงินเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังมีผู้ประกอบการในมาเลเซีย ออกมาเรียกร้องว่าไม่สามารถเรียกเก็บเงินจาก Ensogo ได้ตามกำหนด และนำไปสู่การแจ้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของออสเตรเลีย ขอระงับการซื้อขายหุ้นบริษัท หลังราคาตกลงเหลือเพียง 0.5 เหรียญออสเตรเลีย และปิดกิจการในวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

เชลล์-คาลเท็กซ์ ขึ้นเบนซิน-โซฮอล์ 60 สต.

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjI1L21vbjIyMDY1OTEuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjI1L21vbjIyMDY1OTEuanBn

เชลล์ – คาลเท็กซ์ ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สต.ต่อลิตร ตามทิศทางน้ำมันตลาดโลก ขณะที่ ปตท. บางจาก ยังไม่ปรับราคา ด้านไทยออยล์ คาดน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์สัปดาห์นี้ เคลื่อนไหว 46-51 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แนะจับตา Brexit

เช้านี้(22มิ.ย.59) สองค่ายน้ำมัน เชลล์ และคาลเท็กซ์ ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สตางค์ต่อลิตร ส่วนดีเซล ยังไม่มีการเปลี่ยน ซึ่งปรับขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก ขณะที่ ปตท. และบางจาก ยังไม่ปรับราคา

ด้านไทยออยล์ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ เคลื่อนไหวในกรอบ 46-51 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยต้องจับตาการลงประชามติของอังกฤษ ที่จะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ในวันพรุ่งนี้ สร้างความกังวลต่อตลาด เพราะหากอังกฤษออกจากอียู อาจกระทบเศรษฐกิจยุโรปและอังกฤษชะลอตัวลง และกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน รวมทั้งความไม่สงบไนจีเรีย ยังคงยืดเยื้อ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

Brexit จะกระทบมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามั้ย…?

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjM3L21vbjIyMDY1OTIuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjM3L21vbjIyMDY1OTIuanBn

เป็นกระแสข่าวที่กำลังเป็นที่ติดตาม จับตากันทั่วโลกสำหรับกรณี Brexit และในบ้านเราเองในระยะสองสัปดาห์เป็นต้นมามีการพูดถึงกันมาก ไม่ว่าจะสื่อหลัก สื่อรอง มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน นักธุรกิจออกมาให้ความเห็นกรณี Brexit กันมากมาย มีการประเมินสถานการณ์ และคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรบ้างค่อนข้างหลากหลาย

วันนี้เรามารู้จัก Brexit กันหน่อยดีกว่า ว่าทำไม่ถึงเป็นที่สนใจ และ เหตุการณ์นี้จะกระทบมนุษย์เงินเดือนกินข้าแกงอย่างเราหรือไม่อย่างไร ..?
Brexit คืออะไร
ก่อนอื่นไปรู้จักที่ไปที่มากันก่อนว่า Brexit คืออะไร Brexit เป็นการผสมคำกันระหว่าง British + Exit หมายถึง สหราชอาณาจักร ซึ่งมีอังกฤษ เป็นพี่ใหญ่ และประเทศในกลุ่มคือ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ จะขอถอนตัวออกจาก สมาชิกสหภาพยุโรป หรือ อียู นั้นเอง
ทำไมอังกฤษอยากออกจากอียู

แล้วสาเหตุที่ อังกฤษ หัวเรือใหญ่ของสหราชอาณาจักรอยากออกจากสมาชิก อียูคืออะไร คงต้องย้อนความเข้าใจสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน ของโลกนิดหน่อย

การกำเนิดของสหภาพยุโรป หรือ อียู เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศสมาชิกในยุโรปภายใต้กรอบเศรษฐกิจการค้าเสรี เป็นพัฒนาการของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเสรี ที่ต้องการรวมกลุ่มการค้าให้มีความเข้มแข็งมีฐานที่กว้างขวาง และ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของกลุ่มประชาคม

โดยเริ่มต้นจากการเปิดเสรีทางการค้า ทยอยลดกำแพงภาษีการค้าระหว่างกันจนไม่มีภาษีซึ่งเป็นกำแพงกีดกันสินค้าของประเทศอื่น และ เปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างกัน การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันอย่างเสรี และ มีการใช้เงินสกุลเดียวกัน

ทั้งนี้รูปแบบของ สหภาพยุโรป นี้เอง ที่เป็นต้นแบบให้กับกลุ่มการค้าเสรีอื่นๆ รวมทั้ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่เราและประเทศในอาเซียน 10 ประเทศพยายามเดินหน้าตามทิศทางเดียวกัน

สำหรับสาเหตุที่ อังกฤษ อยู่ๆก็อยากออกจาก อียูหรือสมาชิกสหภาพยุโรปขึ้นมานั้น เกิดจาก ปัญหาของเศรษฐกิจในกลุ่ม อียู เนื่องจาก สมาชิกเองก็มีความแตกต่างกันไปมีทั้งประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่และร่ำรวย อย่าง เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศษ และประเทศสมาชิกที่ยังสร้างเนื้อสร้างตัว โดยเฉพาะประเทศยุโรปตะวันออก ที่เพิ่งเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นแบบสังคมนิยมมานานมาสู่ เศรษฐกิจเสรี

และ เมื่อประเทศสมาชิก เกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นโดยเฉพาะ กรีซ ที่เผชิญปัญหาจนเกือบล้มละลาย และเกือบจะถูกบีบให้ออกจาก สมาชิกอียู เมื่อไม่นานมานี้ และยังมีสมาชิกอีกหลายประเทศทีมีปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจนี้ทำให้ประเทศร่ำรวย จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟู เพื่อพยุงไม่ให้ปัญหาลุกลาม และอาจส่งผลกระทบต่อ การรวมตัวเป็นสหภาพยุโรปได้

อังกฤษเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องช่วยเหลือทางการเงิน ต้องสูญเสียงบประมาณไปจำนวนมาก ทำให้ คนอังกฤษรู้สึกไม่พอใจ ว่าทำไม่รายได้ของพวกเขาต้องเอาไปช่วยเหลือคนอื่น และซ้ำร้ายการไหลข้าวของแรงงานจากสมาชิกในกลุ่มอียู ได้หลั่งไหลเข้าไปในอังกฤษจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการแย่งงานคนอังกฤษจำนวนมาก และ การเข้ามาทำงานของคนนอกประเทศโดยเฉพาะคนจาก ยุโรปตะวันออก นั้น ยังได้รับสวัสดิการ การดูแล เหมือนกับแรงงานคนอังกฤษ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลอังกฤษทั้งสิ้น
กระแสความไม่พอใจเหล่านั้น บวกกับปัญหาอื่นทั้งเรื่องอำนาจการลงทุนนอกกลุ่ม ฯ อำนาจในการตัดสินใจบางอย่างที่ต้องขอความเห็นชอบจาก อียู ทำให้ประชาชนคนอังกฤษอยากออกจากการเป็นสมาชิก อียู เพราะเห็นว่าประโยชน์ที่เขาได้ไม่คุ้มเสีย และในการหาเสียงของนายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอนก่อนที่จะนั่งนายกฯสมัยที่ 2 ได้เคยสัญญาว่าจะให้มีการลงประชามติในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงนำมาสู่ การเปิดให้ลงประชามติว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากสมาชิกอียู หรือ Braxit หรือไม่ ในวันที่ 23 มิ.ย. 59 นี้

ผลกระทบอะไรบ้างหากอังกฤษออกจากอียู

ประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตาผลประชามติ Brexit ครั้งนี้ ก็คือ หาก อังกฤษลงประชามติ ออกจากอียูจะส่งผลกระทบอย่างไร ทั้ง เศรษฐกิจอียู และ เศรษฐกิจโลก

สรุปจากการประเมินของหลายสำนักมีหลายแนว แต่มีบางสำนักมองสถานการณ์ค่อนข้างร้ายแรงทั้ง ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของอียู นั้น แน่นอนว่า หากอังกฤษออก หมายถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอียู จะล่าช้าออกไปอีกนาน และอาจจะเป็นการสั่นคลอนสถานะของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจ ของกลุ่มการค้าเสรีที่ยุโรปเป็นต้นแบบล่มสลายลงไป และร้ายแรงถึงขึ้นต้องมาเซตระบบกันใหม่เลยทีเดียว

และในส่วนของอังกฤษเอง เศรษฐกิจจะเกิดการหดตัวอย่างแรง เนื่องจาก จะมีการเคลื่อนย้ายทุนออกจากอังกฤษจำนวนมาก จะส่งผลให้เงินปอนด์ของอังกฤษ อ่อนค่าลงอย่างแรง

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าช้าออกอีก

ผลกระทบต่อไทยมากน้อยเพียงใด

ผลกระทบต่อไทย หาก อังกฤษ ออกจากอียู นักวิชาการหลายสำนักมองตรงกันว่า ผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นและกระทบต่อไทยนั้น คือ ค่าเงินจะเกิดความผันผวน ด้วยเหตุที่ ค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงมาก เงินทุนจะไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ทำค่าเงินเอเชีย–เงินบาทผันผวนไปด้วย ต้องเตรียมรับมือให้ดี

ส่วนผลกระทบในด้านการค้า มีการประเมินว่า กระทบต่อไทยค่อนข้างน้อย เนื่องจากตัว อังกฤษเป็นตลาดส่งออกของไทยในสัดส่วนไม่เกิน 2 % และตลาด อียูเองกก็มีสัดส่วนไม่ถึง 10 % ดังนั้นจะมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก

โดยสรุปผลกระทบจากกรณี Brexit หรือ อังกฤษออกจากสมาชิกอียู ผลกระทบต่อไทยเป็นผลกระทบทางอ้อม เป็นผลกระทบระยะสั้น จากค่าเงินที่ผันผวน ซึ่งคนที่ต้องรับมือ คือ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องระวังและจับตาทิศทางเงินทุนไหลเข้าออกให้ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ต้องระวังและจับตาคือ หาก อังกฤษออกจากอียู จริงจะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสถานะของอียูอย่างไรหรือไม่ ? และจะกระทบต่อเศรษฐกิจของ อียูหรือไม่อย่างไร ในระยะยาว เพราะนั้นหมายถึงผลกระทบจะกว้างขวางมากกว่า

ส่วนระยะสั้น มนุษย์เงินเดือนที่ไม่ใช่นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็คงสบายใจไประยะหนึ่ง ต่อก็ต้องติดตามดูผลระยะยาวด้วย

สำหรับความเป็นไปได้ของประชามตินั้น จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ความเห็นของคนอังกฤษระหว่างออก กับ อยู่ ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก คือ อยู่ต่อ 45 % ส่วนออกจากอียู ประมาณ 44 % โดยยังมีคนที่ยังไม่มีความเห็นหรือยังไม่ได้ตัดสินใจอีกกว่า 10 %ทีเดียว ก็ต้องดูกันว่า ผลการลงประชามติจริงจะเป็นเช่นไร เช้าวันพฤหัสที่ 24 มิ.ย.คงจะรู้ผลกันครับ ..

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ครม.อนุมัติงบ 4.5 หมื่นล.ไฟเขียว 4 โครงการช่วยชาวนากว่า 3.7 ล้านราย

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzODg1L21vbjIyMDY1OTQuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzODg1L21vbjIyMDY1OTQuanBn

ครม.มีมติเห็นชอบ 4 โครงการ ให้ ธ.ก.ส.ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 3.7 ล้านราย วงเงินงบประมาณรวมกว่า 45,000 ล้านบาท
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/60 ผ่านระบบ ธ.ก.ส. ประกอบไปด้วย

1.มาตรการดูแลหนี้สินเดิมผ่านโครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรรายย่อย ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้เงินกู้เพื่อการผลิตข้าวไม่เกิน 500,000 บาท จำนวนประมาณ 2 ล้านราย

โดยจะขยายเวลาชำระต้นเงินออกไป 24 เดือน พร้อมลดดอกเบี้ยให้ 3% ทั้งนี้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 1.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.5% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรคิดเป็นเงินปีละ 2,700 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,400 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะมีภาระดอกเบี้ยเพียง 4% และมีสิทธิกู้เงินเพื่อฟื้นฟูหรือพัฒนาอาชีพของตนเองได้ตามศักยภาพอีกด้วย
2.โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรรายย่อย มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ วางแผนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้และการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ธ.ก.ส.ดำเนินการร่วมกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนต่างๆ จัดอบรมเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 “รู้กระแสเงินสด อนาคตมั่นคง” เน้นการวิเคราะห์กระแสเงินสดจากการประกอบอาชีพปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจต้นทุนและรายได้ที่แท้จริง จำนวน 300,000 ราย

จากนั้นจะคัดเลือกเพื่ออบรมในหลักสูตรระยะที่ 2 “ปรับเปลี่ยนการผลิต สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” เน้นการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากการผลิตครบวงจรและการพัฒนาอาชีพเสริมตามแนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) มีการจัดการด้านการผลิตที่มีตลาดรองรับชัดเจน จำนวน 15,000 ราย เริ่มดำเนินการ 1 กรกฎาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 258 ล้านบาท
3.มาตรการรักษาเสถียรภาพการผลิตผ่านโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส.ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย รวมทั้งภัยจากศัตรูพืชและโรคระบาด มีพื้นที่เป้าหมาย 30 ล้านไร่ โดยมีอัตราค่าเบี้ยประกันภัยเท่ากันทั่วประเทศอัตราไร่ละ 100 บาท รัฐบาลอุดหนุนไร่ละ 60 บาท เกษตรกรชำระไร่ละ 40 บาท สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยส่วนของเกษตรกรให้ทั้งหมด สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนของภาครัฐจำนวน 2,071 ล้านบาท
4.โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 จำนวนประมาณ 3.7 ล้านราย โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ รวมงบประมาณของโครงการทั้งสิ้น 37,860 ล้านบาท โดย ครม.เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรายละเอียดก่อนดำเนินการตามโครงการต่อไป
“ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้ ธ.ก.ส.ต้องเร่งออกมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรให้สามารถมีเงินทุนในการหาปัจจัยการผลิตในรอบใหม่และให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งการดูแลหนี้สินเดิมและการสร้างเสถียรภาพการผลิตให้กับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว” นายลักษณ์กล่าว

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

10 ธุรกิจทำเงิน ที่สามารถทำได้หลังเลิกงาน

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkyNzgzL3RlcnJhMTkwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkyNzgzL3RlcnJhMTkwNjU5LmpwZw==

ตามปกติแล้วถ้าใครทำงานประจำแล้ว ก็อาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือถ้าใครเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วก็ไม่คิดจะมาทำงานประจำ และสำหรับพนังงานประจำบางคนก็มีคำถามในใจว่า จะลาออกเมื่อไหร่ดี? เพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซะเหลือเกิน อยากเป็นเจ้านายตัวเอง อยากเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ตัวเองปลูกมันขึ้นมา เราจึงรวบรวม 10 ธุรกิจทำเงินน่าสนใจ ที่ช่วยสร้างรายได้ในกระเป๋าหลังเลิกงาน มาฝากกัน โดยที่คุณเองไม่ต้องลาออกก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้
1. ขายของกิน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีฝีมือในการทำอาหารอร่อย แต่ต้องทำงานประจำทุกวัน การขายของกินไม่ว่าจะเป็นขายข้าวแกง หรือข้าวกล่อง ซึ่งคุณสามารถเลือกช่วงเวลาที่จะขายได้ด้วยตัวเอง เช่น เลิก 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะจะได้ไม่กระทบต่องานประจำด้วย ก็ลองทำเมนูง่ายๆ มาลองขายก่อนก็ได้ อย่างเช่น ขายขนม ไก่ทอด และถ้าหากสินค้ายังขายไม่ดีก็อาจจะลองเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจับทางลูกค้าถูกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชอบทานอะไร ซึ่งอาชีพเสริมขายของกินนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานเสริมที่น่าสนใจและมีรายได้ดีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ยังสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยการรับทำข้าวกล่องหรือรับออเดอร์ได้ด้วย
2. ขายในสิ่งที่คุณถนัด

จะดีแค่ไหนถ้าได้ทำงานที่ตัวเองชื่นชอบและยังเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมรายได้ สามารถทำหลังเลิกงานได้ โดยการเขียนรวบรวมทักษะ ความรู้ของคุณผ่านการเขียน eBook หรือ digital content เมื่อนั้นก็จะดึงดูดคนที่อยากเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานหรือความรู้ของคุณเองโดยปริยาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าหรือมีต้นทุนการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น
3. เผยแพร่สาระและความบันเทิงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

Podcasting หรือ การให้บริการบนเวิลด์ไวด์เว็บในรูปแบบของการเผยแพร่กระจายเสียง ที่คุณสามารถใช้เวลาเพียงชั่วโมงหรือ 3 ชั่วโมง ในการสร้างกลุ่มคนฟัง โดยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครื่องเล่นมีเดียดิจิติอล (Digital Media Player) สามารถดาวน์โหลดและรับฟังข่าวสารจากเครื่องเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ

ทีนี้เมื่อมีกลุ่มคนฟังเหนียวแน่น คุณก็เริ่มหารายได้จากสปอน์เซอร์หรือโฆษณามาลงได้ อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์นิดหน่อย แต่ podcast online นั้นฟรี ซึ่ง Really Simple Syndication (RSS) จะเข้ามาช่วยให้คอนเทนต์ของบริการพอดแคสต์ที่จัดทำขึ้นสามารถถูกพบโดยผู้สนใจได้ทั่วโลกนั่นเอง ตัวอย่างซอฟต์แวร์พอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานก็เช่น iTunes ของ Apple หรือ Google Play เป็นต้น
4. ขายสินค้าผ่าน social media

มันเป็นโอกาสดี ถ้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่น social media ในตอนเย็น ทำไมคุณไม่ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการเพิ่มรายได้ให้กับคุณ อาจเริ่มโดยการขายที่คุณสนใจ ซึ่ง Facebook ก็ได้บอกว่ามีหลายธุรกิจที่ทำการค้าขายผ่านออนไลน์ แต่สิ่งสำคัญ คือคุณต้องบริหารเวลา การจัดส่งสินค้า การตรวจสอบเงินโอนให้เป็นระบบด้วย
5. เขียน blog ของตนเอง

มีคนไม่น้อยที่สงสัยว่าแล้วการเขียน Blog มันได้เงินอย่างไรหรือสร้างรายได้จากตรงไหน ? ซึ่งแน่นอนหลายๆทางที่คุณจะหารายได้จากบล็อก ไม่จำเป็นว่าบล็อกนั้นจะต้องเป็นบล็อกส่วนตัว อาจจะเป็นบล็อกเฉพาะทางที่ชอบหรือถนัดก็ได้ แล้วอัฟเดทให้สม่ำเสมอแล้วจะมีคนติดตามคุณเอง เช่น

บล็อกท่องเที่ยว สถานที่ที่เคยไป เคยเที่ยวมาก็เอามาเขียนลงบล็อกได้,บล็อกรีวิวหนัง ไปดูหนังมาก็เอามาเขียนรีวิวแนะนำเพื่อนได้, บล็อกเนื้อเพลงที่ชอบ, บล็อกหนังสือที่เคยอ่าน, บล็อกภาพถ่ายของเราเอง ชอบถ่ายรูปก็เอามาลง ดีไม่ดีภาพนั้นอาจจะขายได้เงินอีกทาง, บล็อกกีฬาโปรด , หรือบล็อกเกี่ยวกับงานที่เราทำก็ได้, บล๊อกทำขนม อาหาร หรือขายแบนเนอร์ ง่ายสุดๆละ หาคนมาซื้อพื้นที่โฆษณา ลงโฆษณาบนบล็อก เป็นต้น
6. เรียนรู้ graphic design

มันไม่ยากหนัก ถ้าจะฝึกเรียนรู้ graphic design ด้วยตนเอง จากคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน เพราะการมีพื้นฐานเกี่ยวกับการออกแบบกราฟิก จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ ดีไซน์ที่ดีจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดี และนำไปสู่การขายดีได้ เพื่อส่งต่อภาพลักษณ์นั้นให้กับกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจได้ประทับใจที่สุด โดยอาจเริ่มจากโปรแกรม Adobe software และเว็บไซต์ เช่น Canva และ Visme
7. รับสอนดนตรี

ปัจจุบันมีผู้สนใจเรียนดนตรีมากขึ้น ทั้งการเล่นดนตรีประเภทต่างๆ และการร้องเพลง ไม่ว่าจะมาเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม เพราะเป็นช่องทางที่จะก้าวสู่อาชีพสร้างรายได้อย่างงาม ดังนั้น หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความรักและเชี่ยวชาญดนตรีอยู่แล้วละก็ อย่าทิ้งโอกาสที่จะเปิดโรงเรียนสอนดนตรี เพราะตลาดเรียนดนตรีขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้นแน่นอน
8. พัฒนาแอพพริเคชั่น

สร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือและสมาร์ทโฟนขาย เป็นธุรกิจทำเงินที่สร้างรายได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยรายได้ที่ว่านั้นมาจากโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฎบนแอปพลิเคชั่นของคุณ หลายๆ คนก็เริ่มหาความรู้ เพื่อที่จะสร้างแอพพลิเคชั่น หวังว่าจะเป็นนวัตกรรมดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดาวน์โหลด ซึ่งยิ่งมียอดดาวน์โหลดมากเพียงใด นั่นก็เท่ากับว่าผู้สร้างแอพก็จะมีรายได้เข้ากระเป๋ามากเท่านั้น และถึงแม้ช่องทางหาเงินนี้ เริ่มต้นอาจต้องใช้เวลาหน่อยในการสร้างแอพพลิเคชั่น แต่เมื่อใดที่คุณลงมือทำแล้วละก็ ครั้งต่อไปคุณเองจะสามารถบริหารเวลาในการปล่อยแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้ดีทีเดียว
9. บริการสถานเลี้ยงสัตว์

เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ใช้เวลาหลังเลิกงานและวันหยุด เปิดร้าน Grooming Space ร้านอาบน้ำตัดขนให้น้องสุนัขและน้องแมว
10. ช่างซ่อมบำรุง

เมื่อคุณกลายมาเป็นช่างซ่อมบำรุงนอกเหนือจากชั่วโมงเวลาการทำงานประจำของช่างบริการอื่น คุณอาจได้รับข้อเสนอพิเศษจากลูกค้า หากเป็นความต้องการที่เร่งรีบ อยากให้ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยคุณอาจติดประกาศโฆษณาบริการตามสถานที่สาธารณะต่างๆ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

กดเงินสดจากบัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด อันไหนคุ้มกว่ากัน?

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkxMDUxL21vbmV5aHViMTIwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkxMDUxL21vbmV5aHViMTIwNjU5LmpwZw==

เมื่อถึงคราวที่ต้องการใช้เงินสด จะเบิกเงินจากธนาคารของตัวเองก็ไม่มีแล้ว ที่พึ่งสุดท้ายคือ บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสด แต่แบบไหนจะคุ้มกว่าต้องมาดูกัน

มาเริ่มที่บัตรเครดิตก่อนว่าลักษณะทั่วไปของบัตรเครดิต คือ ธนาคารจะให้บัตรเครดิตมาเพื่อให้เราไปใช้รูดซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการต่างๆ จากร้านค้าหรือผู้ให้บริการทั้งหลาย การใช้แต่ละครั้งจะยังไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ยกเว้นแต่ร้านค้าเล็กๆ ที่ขอคิดค่าบริการในการรูดบัตร 1% บ้าง 2% บ้างก็แล้วแต่เงื่อนไขของทางร้าน แต่ถ้าเอาบัตรเครดิตไปกดเงินสด แน่นอนจะโดนคิดค่าธรรมเนียมการกดเงิน 3% ( + VAT 7%) ต่อครั้งและคิดดอกเบี้ยก็จะเริ่มคิดตั้งแต่วันแรกที่กด (เฉพาะในส่วนของการกดเงินสดเท่านั้น)

มาทางฝั่งบัตรกดเงินสดกันบ้าง ด้วยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นบัตรกดเงินสด เพราะฉะนั้นเวลาที่เราใช้บัตรไปกดเงินสดตามตู้ ATM ในแต่ละครั้งเราจะไม่ถูกคิดค่าธรรมเนียมในการกดอยู่แล้ว แต่เราจะถูกคิดดอกเบี้ย ณ วันที่เรากดเงินออกมาเลย ซึ่งถ้าเราไม่อยากถูกคิดดอกเบี้ยเยอะมีเงินก็ต้องรีบจ่ายคืน โดยที่ไม่ต้องให้ถึงวันครบกำหนดก็ได้ เช่น กดเงินมาวันที่ 1 เราก็ถูกคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1 แล้ว และถ้าหากวันที่ 5 เรามีเงินมาจ่ายคืนเราก็จะถูกคิดดอกเบี้ยแค่ 5 วัน แต่ถ้าเรารอจนครบกำหนดวันที่ 25 แล้วค่อยจ่ายคืน เราก็จะถูกคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1-25 กันเลยทีเดียว

ทีนี้เรามาเปรียบเทียบเป็นตารางกันให้เห็นๆ เลยดีกว่าถ้าจะกดเงินแล้วแบบไหนจะเวิร์คสุด
สมมติว่า กดเงินสดเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ในวันที่ 1 พฤษภาคม และวันกำหนดจ่ายคืนคือ วันที่ 25 พฤษภาคม จะสามารถคำนวณได้ ดังนี้

aHR0cDovL3AxLnMxc2YuY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkxMDUxL3RzMS0xLmpwZw==

* ตารางคำนวณนี้ยังไม่รวม VAT 7%
จากตารางด้านบนจะเห็นได้เลยว่า การ กดเงินสดจากบัตรเครดิต จะต้องเสียมากกว่าแน่นอน เพราะนอกจากดอกเบี้ยแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมในการกดแต่ละครั้งอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินสดสักก้อนบัตรกดเงินสดน่าจะดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการใช้บัตรเครดิตมากดเงินสด เพราะว่าเป็นการใช้บัตรให้ถูกกับวัตถุประสงค์จริงๆ แต่ถ้าเรามีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินสดจริงๆ แต่ไม่มีบัตรกดเงินสด ก็ต้องทำใจกันสักนิด และวางแผนตอนชำระเงินกันซักหน่อยล่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ก็ไม่ควรที่จะกดเงินออกมาจากบัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิตกัน แต่ถ้าไม่มีทางให้เลือกมานักก็กดมาแต่เฉพาะที่จะใช้กันดีกว่า แล้วก็ต้องจ่ายคืนให้ตรงเวลาสำหรับบัตรเครดิต หรือจ่ายคืนทันทีที่มีเงินสำหรับบัตรกดเงินสดเพราะจะได้ไม่ถูกคิดดอกเบี้ยกัน

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

กฏเหล็กในการ ใช้บัตรเครดิตให้ร่ำรวย

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNDg3L21vbmV5aHViMjEwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNDg3L21vbmV5aHViMjEwNjU5LmpwZw==

เมื่อเอ่ยถึงบัตรเครดิต หลายคนรู้สึกขยาดเมื่อนึกถึงเรื่องราวของคนรอบตัวมากมายที่เป็นหนี้บัตรเครดิตหรือแม้แต่บางคนเองก็เป็นหนี้บัตรเครดิตเช่นกัน การผ่อนจ่ายหนี้ให้บัตรเครดิต มีดอกเบี้ยที่มากและทำให้ต้องผ่อนกันจนเหนื่อยและหลายครั้งที่ลดลงก็เพียงเงินต้นเล็กน้อย ส่วนที่จ่ายไปกลายเป็นดอกเบี้ยเสียส่วนใหญ่ จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานเจ้าของบัตรหรืออย่างไร

การเป็นหนี้บัตรเครดิตเป็นเหมือนพันธนาการในชีวิต ที่ถูกล่อให้สนุกมีความสุขตอนรูดบัตร แล้วได้ของที่ต้องการมาอย่างง่ายดาย เมื่อต้องชดใช้วงเงินกลับต้องเอามือปาดเหงื่อกันทีเดียว คนจำนวนมากจึงมองว่าบัตรเครดิตเป็นศัตรูกับการบริหารการเงิน และเป็นศัตรูกับผู้ที่คิดจะมีเงินเก็บและหาหนทางร่ำรวย บัตรเครดิตเป็นการเอาเงินล่วงหน้าของตนเองมาใช้และยังต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูง

แท้ที่จริง การใช้บัตรเครดิตให้ถูกวิธี นอกจากจะนำมาซึ่งอิสรภาพทางการเงินที่มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ประหยัดและได้รับสิทธิพิเศษมากมาย เกิดสภาพคล่องในการบริหารกระเป๋าเงินได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแต่ในการใช้บัตรเครดิต เจ้าของบัตรจะต้องรู้วิธีการใช้ที่ถูกต้องและมีวินัยในการใช้ด้วย

กฏเหล็กในการใช้บัตรเครดิตให้ร่ำรวย

ไม่ว่าสิ่งของใดในโลกย่อมมีสองด้าน ทั้งด้านที่ให้คุณและให้โทษ เรามารู้กฏเหล็กในการครอบครองบัตรเครดิตอย่างให้คุณด้วยกัน
1 ชำระเต็มจำนวนและตรงเวลาทุกครั้ง หากจะผ่อนต้องเลือกที่ผ่อน 0% เท่านั้น

หลายคนเมื่ออ่านกฏข้อแรกก็เกิดคำถามว่า แล้วเราจะมีบัตรเครดิตไว้ทำไม หากใช้แล้วก็ต้องมาชำระเต็มวงเงิน จะต่างอะไรกับการใช้เงินสดในกระเป๋า คำตอบก็คือ การใช้วงเงินในบัตรเครดิตไม่ว่าเวลาใดก็ถือว่าเป็นการหยิบเงินในอนาคตมาใช้อยู่แล้ว

ดังนั้น เงินที่เราได้ใช้ในบัตรเครคิตก็ถือเป็นเงินที่เพิ่มมาจากวงเงินต่อเดือนที่เราสามารถใช้ได้หากไม่มีบัตรเครดิต แต่นี่คือเคล็ดลับของการรวยด้วยบัตรเครดิตก้าวแรกนั่นเอง เพราะเมื่อเราใช้บัตรเครดิตจะได้สิทธิพิเศษในการรูดบัตร เช่น ส่วนลดค่าอาหาร ค่าซื้อสินค้าตามห้างร้านต่าง ๆ แต้มสะสมที่สามารถไปแลกของตามโปรโมชั่นต่าง ๆ และการผ่อนสินค้าหรือบริการในสิทธิพิเศษ 0% นั่นหมายถึงคุณสามารถเพิ่มสภาพคล่องเงินในกระเป๋าของคุณโดยไม่ต้องหยิบเงินก้อนออกจากกระเป๋า แต่ได้สินค้าหรือบริการนั้นมาทันที แต่หากคุณรูดบัตรแล้วต้องผ่อนเสียดอกเบี้ย นั่นเท่ากับคุณกำลังสร้างหนี้ให้ตนเองต้องมานั่งปวดหัวในภายหลังนั่นเอง

2 เปิดบัญชีเฉพาะเพื่อใช้ใส่เงินในจำนวนที่จะโอนไปชำระบัตรเครดิตได้ตรงและเต็มจำนวน

วิธีนี้เป็นการรองรับจากมาตรการข้อแรก คือ เราจะสามารถจ่ายค่าบัตรเครดิตได้เต็มจำนวน โดยที่ไม่มีข้ออ้างหรือเหตุขัดข้องให้ต้องผิดนัดผิดเวลา และเสียดอกเบี้ยโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย การตรงต่อเวลาในการชำระค่าบัตรเครดิต ถือเป็นวินัยในการใช้เงินซึ่งจะทำให้คุณร่ำรวย สวนทางกับคนมากมายที่ใช้บัตรเครดิตแล้วกลับจนลงด้วยการเป็นหนี้

3 เลือกบัตรเครดิตประเภท ชนิด ที่เหมาะกับตัวเรา

ยกตัวอย่างเช่น หากเราเป็นคนที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนบ่อย และชอบเดินทางโดยการนั่งเครื่องบิน ก็ให้เน้นบัตรประเภท ROP หรือหากเราเป็นคนที่ชอบการได้เงินคืน ก็ให้เลือกใช้บัตรประเภท cash back แล้วใช้บัตรใบนั้นเป็นหลักในการใช้จ่ายต่าง ๆ หรือเป็นบัตรชนิดอื่น ๆ ซึ่งเราควรไปศึกษาในรายละเอียดให้เหมาะกับนิสัยทางการใช้จ่ายเงินและไลฟ์สไตล์ของเรา

4 ควรมีบัตรเครดิตไว้หลาย ๆ ใบ และหลาย ๆ ประเภท

เพราะจะทำให้เราสามารถเลือกหยิบใช้ได้ในหลาย ๆ กรณีที่มีสิทธิพิเศษและประโยชน์กับเราในกรณีต่าง ๆ เช่น เมื่อเราจะซื้อของในจำนวนมาก ๆ เราอาจจะเลือกบัตรที่ช่วงนั้นมีโปรโมชั่นที่เมื่อใช้รูดในวงเงิน 100,000 บาท ได้แต้มคะแนนเพิ่มถึง 10 เท่า และเมื่อได้คะแนนแต้ม 30,000 คะแนน สามารถนำไปแลกเงินคืนได้ 3,000 บาท เป็นต้น

5 เคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถชำระบัตรค่าบัตรเครดิตได้หมด ก็คือ

ไม่ควรรูดซื้อสินค้าเกินจำนวนเงินเดือนที่เราได้รับ ซึ่งจะเป็นเสมือนเซฟโซนให้กับเราทีเดียว หากอยากรูดซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ ๆ ราคาสูงให้รูดในช่วงที่เงินโบนัสออก เพราะคุณจะมั่นใจว่าจะมีเงินมาชำระและไม่เป็นหนี้แน่นอน เมื่อจะรูดซื้อสิ่งใด ให้เรามีเงินสดในจำนวนนั้นอยู่แล้ว และนำเงินนั้นเก็บไว้ในที่ ๆ เราจะไม่หยิบมาใช้ เพื่อมั่นใจว่าเรามีเงินจำนวนที่จะชำระได้แน่นอน

หากเราสามารถบริหารการใช้บัตรเครดิตได้ตามที่กล่าวมาในขั้นต้น เราจะทราบว่าการใช้หรือมีบัตรเครดิต ไม่ใช่เพียงแค่สะดวกที่จะรูดปรื้ด รูดปรื้ด ทุกครั้งที่ต้องการแล้วต้องมาเป็นหนี้ผ่อนตลอดชีวิต แต่การมีบัตรเครดิตจะช่วยให้เราประหยัด ได้ประโยชน์และได้ส่วนลด สิทธิพิเศษมากมาย หากใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาดก็เป็นหนทางสู่ความเป็นเศรษฐีได้ เพราะเราสามารถซื้อของจับจ่ายได้ในราคาที่ถูกกว่า หรือได้เงินคืน ได้โบนัสของรางวัล ซึ่งดีกว่าจ่ายด้วยเงินสดแน่นอน แถมบางครั้งบัตรเครดิตยังมอบสิทธิพิศษให้อีก เช่น ที่จอดรถในโซนลูกค้าบัตรตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เป็นต้น

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ก.แรงงานพม.สร้างอาชีพคนพิการ1หมื่นอัตรา

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNDQ1LzcwNzM4NS0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNDQ1LzcwNzM4NS0wMS5qcGc=

กระทรวงแรงงาน พม. ร่วมภาคีเครือข่าย สร้างอาชีพคนพิการ 1 หมื่นตำแหน่งภายในปี 60

กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานทุนกลางสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. พร้อมภาคีเครือข่าย ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือสานพลังประชารัฐสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ 10,000 ตำแหน่ง เพื่อร่วมกันเร่งเดินหน้าดำเนินการทำงานจัดหางานให้กับคนพิการได้ตามเป้าหมายจำนวน 10,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2560

โดย หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน พร้อมสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานคนพิการเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามกฎหมาย การจ้างงานที่สามารถจ้างงานคนพิการเข้าทำงานในสถานประกอบการนั้น ๆ รวมถึงหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจสามารถส่งเสริมให้คนพิการได้รับสัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้า ได้รับการเข้าฝึกงานปรับสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์เพิ่มหน่วยความสะดวกสำหรับคนพิการ

ส่วนด้าน นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า กระทรวง ฯ มีหน้าที่ในการประสานนโยบายร่วมกับทุกกระทรวง กรม เพื่อให้คนพิการได้รับการศึกษา มีงานทำ ดำรงชีวิตอย่างอิสระและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยจะเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงมีศูนย์ฟื้นฟูอาชีพและศูนย์พัฒนาอาชีพ สำหรับคนพิการทั่วประเทศที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้คนพิการก่อนที่จะไปประกอบอาชีพหรือเข้าทำงาน

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (2 ธ.ค. 57) พบว่า ประเทศไทยมีคนพิการทั่วประเทศประมาณ 1.9 ล้านคน มีคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ 1.6 ล้านคน ส่วนข้อมูลด้านการมีงานทำของคนพิการ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า คนพิการที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 1 ล้านคนไม่ได้ทำงาน ในจำนวนนี้กว่า 7 แสนคน เป็นคนพิการที่อายุเกินกว่า 60 ปี และกว่า 3 แสนรายเป็นคนพิการอายุระหว่าง 15 – 59 ปี ที่ไม่มีงานทำ ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงของวัยทำงาน

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

รู้ยัง ! ทำไมต้องเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็น บัตรชิปการ์ด..?

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkyNzQ3L2tiYW5rMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkyNzQ3L2tiYW5rMS5qcGc=

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ข่าวฮอตฮิตทางการเงินที่ถูกพูดถึงกันมาก คือเรื่องของบัตรชิปการ์ด เชื่อว่าบางคนได้ไปเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตมาเป็นบัตรแบบชิปการ์ดแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปเปลี่ยน หรือยัง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยน และมีอะไรแตกต่างไปจากเดิมบ้าง K-Expert บริการที่ปรึกษาด้านวางแผนการเงิน ธนาคารกสิกรไทย ได้สรุปรายละเอียดในเรื่องนี้มาฝาก พร้อมทั้งคำแนะนำที่ควรรู้ ดังนี้

บัตรชิปการ์ดคืออะไร และแตกต่างจากบัตรแบบแถบแม่เหล็กอย่างไร

ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่ทุกธนาคารออกให้เราจะเป็นบัตรแบบชิปการ์ดทั้งหมด ซึ่งบัตรชิปการ์ดคือบัตรรูปแบบใหม่ที่มีความปลอดภัยมากกว่าบัตรแบบแถบแม่เหล็ก เนื่องจากข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในชิปที่ป้องกันการถูกคัดลอกข้อมูลหรือสกิมมิ่ง และการโจรกรรมข้อมูลจากบัตร ทำให้การคัดลอกข้อมูลทำได้ยากกว่าบัตรแบบแถบแม่เหล็ก นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มรหัสพิน (PIN) จาก 4 หลัก เป็น 6 หลัก ตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของสากล ส่วนการใช้งานนั้น ยังคงใช้งานได้สะดวกเหมือนเดิม ทั้งการถอน โอน จ่าย ซื้อสินค้าผ่านเครื่องรับบัตร หรือชอปออนไลน์ ทำให้เรามีความมั่นใจในการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตมากยิ่งขึ้น

บัตรแบบแถบแม่เหล็กยังคงใช้ได้ไหม

สำหรับใครที่ยังใช้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตแบบแถบแม่เหล็กอยู่ และบัตรของเรายังไม่หมดอายุนั้น เรายังสามารถใช้บัตรแบบแถบแม่เหล็กต่อไปได้ตามปกติ โดยสามารถใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แต่หากใครต้องการเปลี่ยนบัตรเป็นแบบ ชิปการ์ดในขณะที่บัตรเดิมยังไม่หมดอายุก็สามารถทำได้เลยทันที โดยติดต่อไปที่ธนาคารผู้ออกบัตรที่เราใช้บริการอยู่ และสิ่งที่ต้องเตรียมไปในการเปลี่ยนบัตร คือ บัตรประชาชน สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ และบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตใบเก่า

มีค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนบัตรไหม

ค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนบัตร และค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรจะเป็นไปตามอัตราและเงื่อนไขที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนดไว้ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบกับธนาคารเจ้าของบัตร ซึ่งในช่วงแรกนี้ หลายๆ ธนาคารได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนบัตรเป็นแบบชิปการ์ด
บัตรแบบชิปการ์ดสามารถใช้ได้กับตู้เอทีเอ็มทุกตู้ใช่ไหม

ในช่วงแรกอาจมีตู้เอทีเอ็มบางตู้ของบางธนาคารที่ยังไม่พร้อมรองรับการใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดซึ่งตู้เอทีเอ็มจะแสดงข้อความให้รู้ว่า ตู้นี้ใช้บัตรชิปการ์ดได้หรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในบางครั้ง ดังนั้น ในระยะแรกอาจต้องอาศัยการจดจำตู้เอทีเอ็มที่ใช้งานอยู่บ่อยๆ ซึ่งสามารถรองรับการใช้บัตรชิปการ์ดได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการทำธุรกรรมทางการเงิน

แม้ว่าบัตรชิปการ์ดจะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ในฐานะผู้ใช้งานก็ต้องไม่ประมาท ควรใส่ใจ ระมัดระวังทุกครั้งเมื่อทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ผ่านบัตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องทรัพย์สินของตัวเราจากเหล่ามิจฉาชีพนั่นเอง

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

1 2 3 4 6