พณ.ชี้หากไทยขยับTier2ช่วยผลสั่งซื้อมากขึ้น

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1ODUzLzcwOTYxMS0wMi5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1ODUzLzcwOTYxMS0wMi5qcGc=

กระทรวงพาณิชย์ ชี้ หากไทยได้ปรับสถานะค้ามนุษย์เป็น Tier 2 ช่วยผลสั่งซื้อมากขึ้น ผู้ซื้อมีความเชื่อมั่น

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า หากไทยได้รับการปรับสถานะการค้ามนุษย์เป็น Tier 2 จะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งของไทยในทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดสหรัฐ ฯ หรือ ยุโรป และตลาดอื่น ๆ ผู้ซื้อจะมีความเชื่อมั่นต่อการดูแลแรงงานของไทย และส่งผลให้มีการสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งของไทยเพิ่มสูงขึ้น สำหรับการส่งออกสินค้าประมง (กระป๋องและแปรรูป) ของไทยไปทั่วโลกมีมูลค่าปีละ 200,000 ล้านบาท โดยสหรัฐ ฯ เป็นตลาดหลัก มูลค่าส่งออกปีละ 50,000 – 70,000 ล้านบาท คิดเป็น 24-30% ของการส่งออกสินค้าประมงทั้งหมดของไทย โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปสหรัฐ คือ กุ้งแปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และทูน่ากระป๋อง

ขณะที่ นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนใน 4 อุตสาหกรรมที่ถูกสหรัฐ ฯ กล่าวหามีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งกุ้ง ปลา อ้อย และเสื้อผ้า และภาครัฐ ร่วมกันทำงานแก้ปัญหาด้านแรงงานอย่างหนัก หลังจากที่ถูกลดอันดับไปสู่ระดับต่ำสุด คือ Tier 3 เชื่อว่า หลังจากสหรัฐ ฯ ออกประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อชาวโลกและภาพลักษณ์ของสินค้าไทย

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ขาย35.41บ./ดอลลาร์

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1OTA1LzcwOTY0NC0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1OTA1LzcwOTY0NC0wMS5qcGc=

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันพฤหัสบดีที่ 30 มิ.ย.59 เมื่อเวลา 08.06 น. มีดังนี้

ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 33.89 บาท ขายออก 35.41 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 39.76 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 49.07 บาทต่อปอนด์

เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.48 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.35405 บาทต่อเยน

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ข้าราชการ ลูกจ้างเฮ! เพิ่มเงินค่าเล่าเรียนบุตรเริ่มปีการศึกษา 59 นี้

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1ODA1L21vbjI5MDY1OTQuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1ODA1L21vbjI5MDY1OTQuanBn

บัญชีกลางปรับเพิ่มอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และช่วยลดภาระให้แก่ผู้มีสิทธิ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้ปรับอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปมาก อัตราค่าครองชีพปรับสูงขึ้น ทำให้กรมบัญชีกลางต้องมีการทบทวนอัตราการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง และเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และผู้ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่เป็นผู้มีสิทธิได้เพิ่มขึ้น โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ การปรับอัตราเงินบำรุงการศึกษาในสถานศึกษาของทางราชการและค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของเอกชน โดยปรับขึ้นในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

aHR0cDovL3AxLnMxc2YuY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1ODA1L2IxLmpwZw== aHR0cDovL3AxLnMxc2YuY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1ODA1L2IyLmpwZw==

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติม สำหรับสถานศึกษาของเอกชน ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงของค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 – 30,000 บาท ตามประเภทวิชาหรือสายวิชา และหลักสูตรปริญญาตรี ให้เบิกจ่ายครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงของค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 บาท ค่าเล่าเรียนที่ให้เบิกจ่ายได้จะต้องเป็นค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งสถานศึกษาเอกชนเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถนำหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษาของทางราชการและสถานศึกษาของเอกชนมาเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรจากทางราชการได้ โดยแจ้งให้ส่วนราชการรับทราบ ซึ่งจะเป็นไปตามรายการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรได้เพิ่มขึ้น ภายใต้ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่
“กรมบัญชีกลางได้ปรับปรุงอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงให้ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ” นายมนัส กล่าว

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ปตท. – บางจาก ประกาศปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต.

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1NDI1L21vbjUwMTEtMS0xLTEuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1NDI1L21vbjUwMTEtMS0xLTEuanBn

บริษัทปตท.และบางจากฯ ประกาศลดราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต. ต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้ 29 มิ.ย. 2559 เวลา 05.00 น.

การปรับราคาลงครั้งนี้ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพและปริมณฑลเป็นดังนี้
เบนซิน 95  ราคา 31.59 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95 ราคา 24.60 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 91 ราคา 24.18 บาท/ลิตร
E20 ราคา 22.04 บาท/ลิตร
E85 ราคา 17.99 บาท/ลิตร
ดีเซล ราคา 24.69 บาท/ลิตร

(ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

โลตัสชี้แนวโน้มค้าปลีกทางออนไลน์โต15%

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MTA5LzcwOTA4MS0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MTA5LzcwOTA4MS0wMS5qcGc=

เทสโก้ โลตัส พัฒนาบริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ชี้ ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 15% ภายใน 8 ปีข้างหน้า

น.ส.วรรณา สวัสดิกูล ประธานกรรมการบริหารฝ่ายธุรกิจออนไลน์ เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทได้พัฒนาบริการส่งสินค้าให้ลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านออนไลน์ให้รวดเร็วและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น จากเดิมจัดส่งผ่านรถและมอเตอร์ไซค์ ด้วยวิธีคลิกแอนด์คอลเลค เพียงขับรถมาสาขาแล้วรับสินค้าที่สั่งออนไลน์ได้โดยไม่ต้องลงจากรถ และช้อปบ็อกซ์ 24 ที่ตั้งตู้ส่งสินค้าภายใต้คอนโดมิเนียม เพียงผู้สั่งสินค้าเดินมาที่ตู้ใส่รหัสแล้วรับสินค้าได้เลย พร้อมพัฒนาการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัล ณ จุดขาย หรือไอบีคอน ส่งข้อมูลสินค้าและโปรโมชั่นตรงถึงลูกค้าหน้าจุดขาย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้าขายกว่า 20,000 รายการ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างจังหวัดซื้อสินค้าที่ใช้ในบ้าน พวกเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และเครื่องปรุง พฤติกรรมลูกค้าจะใช้จ่ายมากกว่าปกติถึง 3.5 เท่า และซื้อเดือนละ 2 ครั้ง คาดว่าใน 3-5 ปี จะเป็นตัวกระตุ้นยอดขายของบริษัทได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในช่องทางออนไลน์ เป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 3.8% ของธุรกิจค้าปลีกทั้งประเทศ และมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 15% ภายใน 8 ปีข้างหน้า เพราะคนไทยกว่า 56% หรือประมาณ 38 ล้านคน ใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งกว่า 86% ใช้อินเทอร์เน็ตกันทุกวัน และกว่า 23 ล้านคน ซื้อสินค้าออนไลน์ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการทำตลาดออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

Ensogo ธุรกิจ Daily Deal ล้มได้อย่างไร? พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

2 (52)

ข่าวการปิดกิจการสายฟ้าแลบทั่วทั้งอาเซียนของ Ensogo เว็บไซต์ขายดีลชื่อดัง ทำเอาทั้งลูกค้าที่ซื้อดีลไปและร้านค้าที่ลงดีลไว้สับสนวุ่นวายกันเป็นแถว ลูกค้าที่มีดีลอยู่ในมือก็ไม่สามารถใช้ได้ เพราะร้านค้าก็ยังไม่ได้เงินส่วนแบ่งจาก Ensogo เหมือนกัน จะขอคืนเงินก็ไม่ทราบจะไปขอกับใคร เพราะ Ensogo ได้เลย์ออฟพนักงานทั้งหมดไปแล้วพร้อมๆ กัน อีกสิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือ ทำไม Ensogo จึงล้มหายตายไปจากอย่างปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ Daily Deals กันแน่?

2 (52)

ธุรกิจดีลรายวัน (Daily deal) คือ e-commerce รูปแบบหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเว็บไซต์ที่ดำเนินธุรกิจดีลรายวันจะไม่ได้ขายสินค้าเอง แต่จำหน่ายคูปองโปรโมชันต่างๆ สำหรับสินค้าและบริการ รวมไปถึงการท่องเที่ยวและร้านอาหาร โดยจะเปิดให้ลูกค้าเลือกซื้อดีลที่ชอบในเวลาที่จำกัด ด้วยวิธีนี้ ลูกค้าก็จะได้ดีลที่ชอบ ในขณะที่ร้านค้าก็ได้ประชาสัมพันธ์ร้านของตนไปในตัว ส่วนบริษัทก็จะได้รับส่วนแบ่งจากการขายคูปองในฐานะคนกลาง เรียกว่ามีแต่ได้กับได้กันทั้ง 3 ฝ่าย

แล้วทำไมดีลในเมืองไทยถึงไม่ Work ?

หากไม่นับเรื่องของการบริหารจัดการภายใน จริงๆแล้วการให้ส่วนลดหรือโปรโมชันของเว็บดีลในต่างประเทศนั้นมาจากแนวคิด ที่ว่า แทนที่จะเสียเงินประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ การลงเว็บดีลจะได้ประโยชน์ถึง 2 ต่อนั่นคือ

1. การประชาสัมพันธ์ร้านค้าผ่านเว็บดีลเอง โดยดีลที่มีราคาถูกน่าสนใจและมีผู้สนใจเยอะ ก็เหมือนได้โฆษณาในเว็บที่มีคนเข้าชมเยอะๆฟรี
2. คนที่ซื้อดีลของเว็บไปเมื่อนำไปใช้ก็มีโอกาสที่จะซื้อสินค้าอื่นหรือกลับมาซื้อซ้ำก็จะลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ของร้านค้า

แต่ในเมืองไทยต้องยอมรับว่าบางร้านค้าที่มองว่าเว็บดีลเป็นเว็บที่ใช้ขาย สินค้ามากกว่าที่จะใช้เป็นที่ประชาสัมพันธ์หรือหาลูกค้าใหม่ ทำให้มีพ่อค้าหัวใสบางเจ้าเสนอดีลที่ให้สินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่าสินค้าหรือ บริการปกติของทางร้าน ซึ่งมักจะมีกรณีที่มีการร้องเรียนหรือโพสข้อความในเว็บไซต์สังคมออนไลน์อยู่ บ่อยๆถึงความไม่โปร่งใสของร้านค้าที่เสนอดีลให้ รวมถึงข้อจำกัดของการใช้ดีลที่อาจจะไม่แจ้งให้ทางผู้ซื้อดีลทราบล่วงหน้า

เมื่อมีร้านค้าที่ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้นก็ทำให้ร้านค้าดีๆที่ตั้งใจใช้เว็บดี ลเพื่อโปรโมทสินค้าจริงๆไม่สามารถขายดีลได้ด้วย ส่วนนี้เป็นปัญหาที่ทางเว็บที่ให้บริการอาจจะต้องแก้ไขและดูแลผู้เสนอดีลที่ ไม่ดีให้ทั่วถึง อย่างไรก็ดีปัญหานี้คงจะเป็นแค่ปัญหาเพียงส่วนนึงที่ทำให้เว็บดีลได้รับความ นิยมน้อยลง

แต่ ณ.วันนี้ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาของทางผู้ให้บริการที่ต้องการปิดให้บริการ นั้นยังไม่ชัดเจน รวมถึงการเยียวยาผลกระทบของผู้ที่ซื้อดีลไปแล้วนั้นก็ยังคงต้องดูต่อไปว่าจะ มีการแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

3 (41)

อย่างไรก็ดี ณ.ขณะนี้ ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวได้ไปรวมตัวกันในเพจ รวมผู้ได้รับผลกระทบensogo เพื่อร่วมกันพูดคุยหาทางออก โดยล่าสุด คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้แนะนำให้ผู้เสียหายรวมตัวกันมาร้องเรียนที่ สคบ. เพื่อเตรียมดำเนินคดีฟ้องร้องต่อบริษัท Ensogo และชดเชยค่าเสียหายต่อไป

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ EDTA ได้ออกมาแนะนำแนวทางแก้ปัญหาสำหรับร้านค้าและผู้บริโภค โดยสรุปใจความได้ว่า

  1. ร้านค้าที่ลงดี ลกับ Ensogo ไม่สามารถปฏิเสธการใช้ดีลของลูกค้าได้ เพราะถือว่าธุรกรรมระหว่างร้านค้าและลูกค้าเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว โดยทางร้านค้าจะต้องไปติดตามค่าส่วนแบ่งดีลจากทาง Ensogo เอาเอง ซึ่งส่วนนี้แนะนำว่าให้แจ้งความดำเนินคดีจาก Ensogo ให้เร็วที่สุด
  2. สำหรับลูกค้าที่ซื้อดีลไปแล้ว หากพบร้านค้าใดๆ ปฏิเสธดีลที่ซื้อมาอย่างถูกต้อง สามารถโทร 1212 เพื่อร้องเรียนไปยังศูนย์กลางในการดูแลเรื่องนี้ หรือที่ สคบ. โทร. 1166
  3. หากลูกค้าไม่ ต้องการรับสินค้าหรือบริการ สามารถขอยกเลิกการซื้อสินค้าหรือขอรับบริการภายใน 45 วันนับแต่วันที่ที่ซื้อหรือขอรับบริการ หรือภายใน 30 วันนับแต่วันถึงกำหนดการส่งมอบหรือบริการ อันเป็นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
  4. หากลูกค้าชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ขอให้แจ้งเรื่องไปยังธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตเพื่อขอให้ระงับการจ่ายเงินไปยัง Ensogo
  5. ในส่วนของ สินค้าหรือบริการ รวมถึง Ensogo cash ที่เป็นบริการโดยตรงของ Ensogo ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายสามารถประสานงานได้ทั้งสองช่องทาง คือ 1212 ที่ สพธอ. ซึ่งจะมีการประสานการทำงานร่วมกับกับ สคบ. เพื่อให้ Ensogo เยียวยาความเสียหายดังกล่าวต่อไป

สามารถอ่านแนวทางการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของ EDTA ฉบับเต็มได้ที่นี่

สุดท้ายนี้ ทีมงาน Techmoblog ได้รวบรวมรายชื่อร้านค้าที่ยังรับดีลของ Ensogo เอาไว้ด้านล่างบทความ ซึ่งอาจจะไม่ครบทั้งหมดเพราะมีการอัปเดตอยู่เรื่อยๆ ซึ่งสามารถติดตามได้จากเพจ รวมผู้ได้รับผลกระทบensogo หรือโทรสอบถามกับทางร้านค้านั้นๆ ได้โดยตรงครับ

รายชื่อร้านค้าที่มีความรับผิดชอบยังเปิดรับดีลจาก Ensogo อยู่ (อาจมีเพิ่มเติมจากนี้)

 

  • Burger King
  • Centra Central Station Hotel
  • Kanemochi Icecream
  • Katsuya
  • Maisen
  • Masizzim
  • Osha Cafe เอเชียทีค โกดัง 10
  • Outback Steakhouse
  • Patara Fine Thai Cuisine
  • Paul
  • SF Cinema
  • Sizzler
  • Squeeze
  • Terrace
  • The Pizza company
  • คูปองสำหรับล่องเรือดินเนอร์ ไวท์ออร์คิด
  • พุทธรักษา รีสอร์ท
  • The Regent Cha-Am Beach Resort
  • ลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร
  • Aladdin Roof Bar
  • Coffee World (ยกเว้นสาขาในสนามบินสุวรรณภูมิ)
  • ห้องอาหาร Glass House โรงแรม Eastin Grand Hotel Sathorn
  • Buddhi Belly
  • Hard Rock Café Bangkok
  • Zinnia Bedding Store
  • Humming Birds Kitchen and Garden
  • Carl’s Jr.
  • Daisy Restaurant & Coffee
  • Simply W เซ็นทรัล ลาดพร้าว

 

ขอบคุณที่มา       http://hitech.sanook.com/

สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หลักประกันใหม่สำหรับวัยเกษียณ

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0MjI5L21vbmV5aHViMjMwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0MjI5L21vbmV5aHViMjMwNjU5LmpwZw==

เมื่อประเทศไทยในปัจจุบันได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยไปแล้วนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ รายได้ที่จะยังชีพในวันที่ไม่สามารถทำงานหาเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงสุขภาพที่ทดถอยและต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการรักษาตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นโรคเรื้อรังและอยู่เป็นเพื่อนกันจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าใครที่ได้อยู่ในระบบราชการที่มีบำนาญให้ใช้ ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร

แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีเงินสำรองเพียงพอต่อการใช้ชีวิต และไม่มีลูกหลานไว้คอยดูแล ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้นกระทรวงการคลังที่มองเห็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเสนอให้มี Reverse Mortgage Loan ออกมา เรามาดูหลักการกันดีกว่าว่า Reverse Mortgage Loan นี้จะเป็นทางเลือกสำหรับวัยเกษียณในอนาคตได้หรือเปล่า

สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เกิดจากกระทรวงการคลังที่ต้องการสร้างหลักประกันให้กับผู้สูงอายุในอนาคต จึงได้เตรียมที่จะเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อเปิดทางธนาคารภาครัฐและเอกชนสามารถเข้าร่วมดำเนินการกับการอนุมัติ Reverse Mortgage Loan ได้

โดยหลักการของ Reverse Mortgage Loan จะเป็นหลักประกันให้กับผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญ ไม่มีเงินออม แต่มีบ้านเป็นของตัวเองที่ไม่มีภาระการผ่อนชำระกับธนาคาร มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินกับธนาคาร และธนาคารจะจ่ายเงินให้เป็นรายเดือนสำหรับนำไปใช้จ่ายประจำวัน โดยธนาคารจะจ่ายให้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหลังจากที่เสียชีวิตบ้านที่นำมาเป็นหลักประกันก็จะตกเป็นทรัพย์สินของธนาคารหรือลูกหลานของผู้เสียชีวิตจะซื้อกลับคืนก็ได้

เพราะฉะนั้นการให้สินเชื่อแบบนี้จึงมีชื่อว่า Reverse Mortgage Loan เนื่องจากวิธีการให้สินเชื่อนั้นจะตรงกันข้ามกับ Mortgage Loan หรือสินเชื่อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเราได้รับอนุมัติจากธนาคารแล้ว บ้านที่ยื่นกู้นั้นจะเป็นหลักประกันในการกู้ยืม และเราจะได้เงินมาเป็นก้อนสำหรับจ่ายค่าบ้าน หรือนำไปใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น และเราจะต้องจ่ายคืนให้กับธนาคารเป็นรายเดือนตามที่ตกลงกับธนาคาร

แต่ Reverse Mortgage Loan นี้จะตรงกันข้ามกันคือ ธนาคารจะเป็นคนจ่ายเงินเป็นรายเดือนให้แทนโดยมีบ้านเป็นหลักประกันเหมือนกันและก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นไปได้จนกว่าจะเสียชีวิต หลังจากนั้นธนาคารก็จะนำบ้านหลังนั้นไปประกาศขายทอดตลาดหรือแจ้งให้ทายาทสามารถมาซื้อกลับคืนได้ เพียงแต่เงื่อนไขเรื่องดอกเบี้ยต่างๆ นั้นยังไม่ได้กำหนดออกมา ซึ่งก็ต้องรอให้กฎหมายที่เสนอไปนั้นผ่านเสียก่อน

ทีนี้มาถึงหลักการพิจารณาคร่าวๆ ที่ทางกระทรวงการคลังคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นกับ Reverse Mortgage Loan ก็ได้แก่ คุณสมบัติของผู้กู้นั้นยิ่งตอนยื่นเรื่องมีอายุมากก็จะยิ่งทำให้ได้เงินงวดสูงขึ้น ถ้าบ้านที่นำมาเป็นหลักประกันนั้นมีสภาพที่ดี อยู่ในทำเลที่ดี ก็ยิ่งทำให้ได้รับเงินงวดสูงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ที่แต่ละธนาคารจะประกาศใช้กันออกมา ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย การคิดค่าธรรมเนียมในการประเมิน หรือค่าธรรมเนียมในการทำสัญญา เป็นต้น

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Reverse Mortgage Loan นี้ก็คือ ผู้ที่ต้องการกู้ไม่ต้องยื่นหลักฐานแสดงรายได้ของตนเอง ไม่ต้องตรวจสุขภาพ มีแค่เพียงบ้านและที่ดินที่ปลอดภาระการผ่อนชำระกับธนาคารเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับที่จะนำมาขอยื่นกู้กับธนาคารเพื่อให้มีเงินใช้ในแต่ละเดือน

ซึ่งในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา หรือเกาหลีใต้ นั้นก็ได้มี Reverse Mortgage Loan นี้มาให้ผู้สูงอายุในประเทศของตัวเองได้เลือกใช้บริการกัน ดังนั้นสำหรับประเทศไทยของเราที่จำนวนของผู้เกษียณอายุจากการทำงานเพิ่มมากขึ้นทุกปี และแนวโน้มการใช้ชีวิตก็จะเป็นแบบครอบครัวเดี่ยวกันมากขึ้น ลูกๆ หลานๆ ก็ไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่เหมือนแต่ก่อน

อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันต่างๆ มีมากขึ้นทำให้ลูกหลานก็อาจจะไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลได้ ถ้ามี Reverse Mortgage Loan ออกมา ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ทำให้ ผู้เกษียณอายุสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างไม่เดือดร้อน และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่ารักษาพยาบาลกันอีกต่อไป

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้ชีวิตวัยเกษียณในต่างจังหวัด

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1Mzg1L21hc2lpMjgwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1Mzg1L21hc2lpMjgwNjU5LmpwZw==

เชื่อว่าหลายๆ คนมีความคิดคล้ายๆ กัน คือพอเกษียณแล้วจะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดต่างจังหวัด หรือจะไปสร้างบ้านอยู่แถวชนบท ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย หนีจากความเครียดและความวุ่นวายในเมืองใหญ่ บางคนก็คิดจะทำไร่ทำสวน ตามความคิดที่ว่านั่นคือสิ่งที่คนชนบททำกัน

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกันก่อนว่า ช่วงระยะเวลาของวัยเกษียณ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัย ซึ่งแต่ละช่วงวัยจะส่งผลต่อการประเมินกิจกรรมในชีวิตประจำวันตามสุขภาพและอายุได้ คิดง่ายๆ ว่า คนอายุ 65 กับอายุ 75 แม้จะห่างกันแค่ 10 ปี แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความไหวของร่างกาย ถือว่าต่างกันมากเลยล่ะ โดยทั้ง 3 ช่วงวัย แบ่งได้ดังนี้

1. วัยเริ่มต้นเกษียณ
คนในกลุ่มนี้มีอายุ 60-69 ปี เป็นวัยที่ยังมีพลัง ทำอะไรได้พอๆ กับช่วงก่อนเกษียณ คนที่มีธุรกิจส่วนตัวหรือมีอาชีพอิสระอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของก่อนและหลังเกษียณมากนัก เพราะยังสามารถทำงานไปได้เรื่อยๆ ส่วนบางคนที่เลิกทำงานแล้ว เช่น มนุษย์เงินเดือน ผู้รับราชการ ก็อาจไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

แต่ด้วยพลังที่ล้นเหลือ ไอเดียที่ยังพลุ่งพล่าน วัยนี้ต้องระวังการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นกับการท่องเที่ยว หรือกระทั่งการลงทุนทำสวน เพราะอาจลืมศึกษาเรื่องของงบประมาณ การวางแผน ความเป็นไปได้ ความสามารถของตน กำลังกาย และอาจทำให้ส่งผลเสียต่อการเงินในระยะยาวได้

2. วัยเกษียณจริง
คนวัยนี้มีอายุ 70-79 ปี ร่างกายจะเริ่มไม่ค่อยไหว นั่งก็โอย ลุกก็โอย ค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นเพราะมีปัญหาสุขภาพตามอายุขัย ความสามารถในการใช้ชีวิตลดลง ไม่ว่าแต่ก่อนจะทำงานอะไรมา พอถึงจุดนี้แล้ว จะใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน

3. วัยเกษียณบั้นปลาย
สำหรับผู้ที่อายุ 80 ปีขึ้นไป ถือว่าอยู่ในช่วงชราภาพ ด้วยความที่สภาพร่างกายไม่ค่อยไหวแล้ว เวลาจึงมีเยอะเหลือเฟือ จะทำอะไรก็ต้องมีคนคอยดูแล และช่วงนี้จะต้องใช้จ่ายด้านสุขภาพเกือบทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมถึงตรงนี้ให้ดี

ใช้ชีวิตวัยเกษียณต่างจังหวัด ดีจริงหรือ?

เหตุผลหลักๆ ที่คนอยากไปใช้ชีวิตยามเกษียณต่างจังหวัด ก็เพราะอยากหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ อยากมีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อดีและข้อเสียของมัน เรามาดูกันดีกว่าว่า สำหรับการใช้ชีวิตวัยเกษียณ มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ข้อดี

1. อากาศดี สงบ
อย่างที่พูดถึงกันไปข้างต้นว่า นี่คือข้อดีที่หลายๆ คนนึกถึงเมื่อพูดถึงการใช้ชีวิตในต่างจังหวัด เพราะมลพิษน้อย อากาศจึงดีกว่า จึงส่งผลดีกับร่างกายและจิตใจในระยะยาวมากกว่า นอกจากนี้ เพราะความสงบ ไม่วุ่นวายและเร่งรีบ จะทำให้เครียดน้อย ได้ผ่อนคลายมากขึ้น

2. ค่าครองชีพต่ำ
ค่าครองชีพในต่างจังหวัดจะต่ำกว่าในเมืองใหญ่พอสมควร ทั้งเรื่องของอาหารการกิน ของใช้ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ คือ ประหยัดเงินได้เยอะกว่าอยู่ในเมืองสุดๆ แทบจะครึ่งๆ กันเลยทีเดียว

ข้อเสีย

1. ห่างไกลลูกหลาน
เนื่องด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่เมืองใหญ่เป็นแหล่งของสถานศึกษาและการงานที่ค่อนข้างดี ดังนั้น ถ้าจะใช้ชีวิตต่างจังหวัด อาจจะทำให้ต้องอยู่ไกลจากลูกหลานหรือญาติพี่น้อง ไม่มีคนมาคอยดูแลหรืออยู่เป็นเพื่อน และเพราะต้องห่างจากสังคมเพื่อนเดิมๆ อาจทำให้เหงาได้ เพราะไกลกัน

ทั้งนี้ นี่อาจเป็นสิ่งตรงกันข้าม คือเป็นข้อดีได้ หากเราตัดสินใจอยู่ต่างจังหวัด ที่ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด หรือใกล้ครอบครัวญาติมิตรอยู่แล้ว

2. สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วบ้านอยู่กลางป่ากลางเขาในต่างจังหวัด กว่าจะได้รับการรักษาพยาบาล อาจต้องใช้เวลานานและไม่สะดวกนัก และเครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงบุคลากร อาจไม่พร้อมเท่าในเมืองใหญ่

จะเห็นได้ว่า ข้อดีข้อเสียมีพอๆ กันเลย อยู่ที่ว่าใจเราพร้อมที่จะเผชิญกับอะไรมากกว่า และแบบไหนจะเหมาะกับแนวทางการใช้ชีวิตของเรา โดยให้พิจารณาจากหลักความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะคนเราย่อมอยากมีความสุขในบั้นปลายชีวิต จริงไหมล่ะคะ

ก่อนจากกันไปวันนี้ เรามีข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ และผู้ที่อาจกำลังเกษียณอายุในเร็วๆ นี้ด้วยค่ะ

1. ระมัดระวังการให้เงินลูกหลาน หรือให้ผู้อื่นยืมเงิน ต้องระวังไม่ให้กระทบกับเงินที่เราต้องใช้สำหรับวัยเกษียณ เนื่องจากวัยนี้ไม่ใช่วัยที่จะทำเงินได้เป็นจำนวนมากและเป็นประจำแล้ว

2. คนที่เข้าหาเรา กล่าวชื่นชมเราในเรื่องของความสำเร็จในอดีต อาจมีจุดประสงค์ที่จะเข้าใกล้เงินในกระเป๋าเราก็ได้ ฉะนั้นอย่าหลงคำเยินยอจนลืมตัวและโดนเขาหลอกเอาเงิน ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

3. ความฝันที่จะทำสวนทำไร่หลังเกษียณ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้สำเร็จง่ายดาย หากอยากปลูกนั่นปลูกนี่กินเองนั่นคงไม่เป็นไร แต่หากคิดจะทำเป็นอาชีพใหม่ ขอให้ลองคิดดีๆ เพราะต้องลงทุนเยอะ ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์มาก เผลอๆ จะล่ม ขาดทุนไม่เป็นท่า

4. วางแผนการเงินให้ดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่า เราจะอยู่ได้นานขนาดไหน จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา ยิ่งแก่ตัวลงไป ยิ่งมีโอกาสที่โรคภัยจะปรากฏมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ต้องคิดเผื่อตรงนี้ด้วย

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

แหกกฎเดิม ๆ ทำอย่างไรให้รวย โดยไม่ต้องลดการใช้จ่าย

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODAzL21vbmV5aHViMjUwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODAzL21vbmV5aHViMjUwNjU5LmpwZw==

ในอดีตหนทางสู่ความรวย การประสบความสำเร็จทางการเงิน หนทางสู่การเป็นเศรษฐี มักต้องเริ่มต้นที่การประหยัด การเก็บออม เราเคยสงสัยกันไหมว่า บางคนประหยัดยังไงก็ไม่รวยซักที เพราะอะไรกัน เมื่อเราประหยัดมากจนถึงจุด ๆ หนึ่ง เราไม่สามารถประหยัดมากกว่านั้นได้อีก เพราะเราทุกคนมีค่าใช้จ่ายคงที่ ค่าใช้จ่ายคงที่ก็หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน ไม่จ่ายไม่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายประเภท ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ดังนั้นจะประหยัดอย่างไรก็เก็บเงินออมได้แค่นั้น
อาจเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับการลดน้ำหนัก เราเคยอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักหรือไม่ เวลาเราอดอาหารมาก ๆ เราจะหิวมาก พอถึงเวลารับประทานอาหาร เราก็จะรับประทานอาหารแบบตบะแตก รับประทานมากเกินไป รับประทานมากกว่าที่เราอดอาหาร นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดลงแล้ว น้ำหนักยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การประหยัดเงินมากเกินไปก็เหมือนกับการอดอาหาร มันจะมีวันที่เราหลุด อยากกินนั่นกินนี่ อยากซื้อนั่นซื้อนี่ เพราะเราเก็บกดมานาน หรือบางคนเก็บเงินมาซักพักพอได้เป็นกอบเป็นกำ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น คนในครอบครัวป่วย เครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย ซ่อมรถ ทำให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินที่เก็บออมมาตั้งนาน ดังนั้น การออมหรือการประหยัดไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จทางการเงินหรือเป็นเศรษฐีได้
ดังนั้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ หนทางสู่ความสำเร็จทางการเงินต้องเริ่มต้นที่การหารายได้เพิ่ม การที่เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นได้นั้นต้องเริ่มจากการแสวงหาความรู้ การพัฒนาตัวเอง การแสวงหาความรู้และการพัฒนาตัวเองต้องมีการลงทุนก่อน

เราลองมาคิดดูกัน ตั้งแต่เด็กจนโตเราเรียนหนังสือเพื่ออะไร เราคงไม่ได้เรียนหนังสือเพียงแค่ให้เราฉลาดขึ้น เราคงไม่ได้เรียนหนังสือเพียงแค่ไม่ให้คนอื่นหลอกเราได้และเราก็ไม่ได้เรียนหนังสือเพียงเพื่อแข่งขันกับคนอื่น จุดประสงค์ของการเรียนหนังสือก็เพื่อให้มีงานทำและสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ดังนั้น เมื่อเราเรียนจบและทำงานเราก็ยังสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกได้
ความรู้ที่เราศึกษาเพิ่มเติมอาจเป็นสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราถนัด ไม่ใช่การเรียนแบบเดิมที่โรงเรียน อาจเป็นการเรียนภาษาอื่น ๆ ที่เราชอบ หรือเข้าคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อใช้กับงานที่เราทำ การเรียนรู้เพิ่มเติมเหล่านี้สามารถพัฒนาและต่อยอดใช้กับการทำงานประจำได้ ทำให้เรามีความสามารถที่จะทำงานในขอบข่ายงานที่กว้างขึ้นหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่มีขอบข่ายงานกว้างขึ้นหรือการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งงานหรือการปรับเงินเดือนประจำด้วย

นอกจากนี้บางคนสนใจศึกษาหาความรู้ในด้านอื่นนอกเหนือจากขอบข่ายงานประจำที่ทำอยู่ เช่น การเข้าคอร์สเรื่องการลงทุนในแบบต่าง ๆ เช่น หุ้น ทอง อสังหาริมทรัพย์ การประกันชีวิต ฯลฯ บางคนสนใจการนำเงินออมไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เงินงอกเงยมากกว่าที่ฝากไว้ในธนาคารซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยธนาคารต่ำมาก การลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นเพราะมันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงินของเราได้ เงินของเราสามารถโตแบบก้าวกระโดดได้

การลงทุนที่ดีเราต้องมีความรู้และมีสติ ไม่โลภ การลงทุนแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน ผลตอบแทนและความเสี่ยงก็ต่างกัน ดังนั้นเราต้องศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะนำเงินออมของเราไปลงทุน เราไม่ควรปล่อยเงินออมของเราไว้ในรูปแบบการฝากธนาคารเพราะในแต่ละปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินของเราจะมีค่าลดลงไปเรื่อย ๆ
ส่วนบางคนสนใจการเข้าคอร์สทำอาหาร ทำขนม ฯลฯ บางคนก็ศึกษาหาความรู้โดยการลงทุนซื้อหนังสือมาอ่านในเรื่องที่สนใจซึ่งเป็นการลงทุนที่ราคาถูกมาก เมื่อได้รับความรู้จากในหนังสือก็นำความรู้เหล่านั้นมาหารายได้เพิ่มได้ ความรู้ที่เราศึกษาเพิ่มเหล่านี้เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเรา บางคนนำความรู้ความชำนาญที่สะสมมาหลาย ๆ ปีมารวบรวม ผลิต และขายเป็นผลงานของตัวเองได้ เช่น ทำเป็นหนังสือขาย ทำเป็นอีบุ๊คขายผ่านทางบล็อก หรือเปิดคอร์สสอนวิธีคิดหรือวิธีทำให้กับคนที่สนใจ

บางคนมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าโตขึ้นอยากเป็นคุณครู พอโตขึ้นมาประกอบอาชีพอย่างอื่น เมื่อมีเวลาว่างก็รับสอนพิเศษได้รายได้ 300-400 บาทต่อชั่วโมง บางคนมีอาชีพประจำอย่างอื่นและรับสอนเปียโนในเวลาว่าง รายได้ 500-900 บาทต่อชั่วโมง
บางคนได้เงินจากการทำงานพิเศษมากกว่าเงินเดือนจากการทำงานประจำเสียอีก ทำให้ไม่ต้องประหยัดจนเครียด สามารถใช้ชีวิตได้สบาย ๆ จากหาความรู้เพิ่ม รู้จักการเข้าสังคม มีสังคมเครือข่ายที่มีความคิดอ่านในแนวทางเดียวกัน คุยภาษาเดียวกัน ช่วยเหลือกันต่อยอดทางความรู้ ทางการทำงานและการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักลงทุนได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ชีวิตสบายขึ้นนำไปสู่การประสบความสำเร็จด้านการเงิน
บางคนประหยัดมากจนคิดอะไรไม่ออก ไม่กล้ากระดิกตัวไปไหน เพราะคิดว่าการออกจากบ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่อยากเสียค่าเดินทาง ไม่อยากเสียเงินซื้อหนังสือ ไม่อยากเสียเงินเข้าคอร์สต่าง ๆ ไม่กล้าที่จะใช้เงินเพื่อการลงทุนพัฒนาตัวเอง เพราะคิดว่าทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย ต้องประหยัดเพื่อลดค่าใช้จ่าย

ดังนั้นเราก็ไม่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ไม่มีความก้าวหน้าในการทำงาน เก็บตัวอยู่บ้าน ไม่มีสังคม ไม่มีเครือข่ายที่ช่วยกันต่อยอดความรู้ในการทำงาน และช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับเราที่จะมองเห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นก็ได้ การประหยัดหรือลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวจึงไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จทางการเงินหรือไม่สามารถทำให้เรารวยได้ สิ่งสำคัญคือต้องหารายได้เพิ่มให้ได้ด้วย

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ซูจีMOUแรงงานหนุนภาพลักษณ์ไทยดี

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDMzLzcwODk0My0wMi5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDMzLzcwODk0My0wMi5qcGc=

อธิบดีกรมการจัดหางาน ชี้ ออง ซาน ซูจี MOU 3 ฉบับเรื่องแรงงานหนุนภาพลักษณ์ไทยดี ไม่มีการค้ามนุษย์ ย้ำ ไม่พบสัญญาณการว่างงานขนาดใหญ่

นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ในฐานะแขกของรัฐบาล ลงนามบันทึกความตกลง 3 ฉบับ ประกอบด้วย บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา และบันทึกความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนนั้น ทำให้ทั้ง 2 ประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและทำให้ภาพลักษณ์ของประะเทศไทยเรื่องการบริหารจัดการแรงงานดีขึ้น ปราศจากการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า สถานการณ์แรงงานในประเทศขณะนี้ ไม่พบสัญญาณการว่างงานขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งว่างงานอยู่ประมาณ 40,000 กว่าตำแหน่ง ในวุฒิการศึกษาระดับ ปวช. – ปวส. ส่วนผู้ที่จบปริญญาตรีบางส่วน ก็หันมาประกอบอาชีพอิสระ หรือ ค้าขายสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 6