พรุ่งนี้ ปตท.-บางจาก ขึ้นเบนซิน 40 สต./ล. E85 ขยับ 20 สต. ดีเซล 60 สต.

EyWwB5WU57MYnKOuiJwJBlUJ8741mKeTAGLLK1K0299oZhI4SoHBrE

EyWwB5WU57MYnKOuiJwJBlUJ8741mKeTAGLLK1K0299oZhI4SoHBrE

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคากลุ่มน้ำมันเบนซิน 40 สต./ล. เว้น E85 ขยับ 20 สต./ล. ส่วนดีเซล ปรับเพิ่ม 60 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ ตี 5 …

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.59 ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาขายปลีก กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 40 สตางค์/ลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 20 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซล เพิ่มขึ้น 60 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (19 พ.ค.59) เวลา 05.00 น.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95: 32.56 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 25.60 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 25.18 บาท/ลิตร E20: 23.04 บาท/ลิตร E85: 18.89 บาท/ลิตร ดีเซล 24.69 บาท/ลิตร

ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

กสทช. คาด เอไอเอสประมูลคลื่น 900 รายเดียว เคาะเริ่มต้น 75,654 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuiJveb9fQ19033omnlTdkmtPMAfOa4UtOUaFu4d

EyWwB5WU57MYnKOuiJveb9fQ19033omnlTdkmtPMAfOa4UtOUaFu4d

กสทช. คาด เอไอเอสเข้าประมูลคลื่น 900 MHz เพียงรายเดียว วันที่ 27 พ.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 75,654 ล้าน หลัง บอร์ดทรู มีมติไม่ร่วมประมูล…

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดว่า จะมีผู้มายื่นประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ในรอบนี้เพียงรายเดียว คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ค.) สำนักงาน กสทช.กำหนดเปิดรับซองประมูล ตั้งแต่เวลา 08.30 น. และในวันประมูล 27 พ.ค.นี้ จะดำเนินการตามขั้นตอนโดยให้ผู้ประมูลที่มีอยู่รายเดียวเคาะราคา เพื่อยืนยันราคาที่ 75,654 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้น โดยการเคาะราคา 1 ครั้งใช้เวลา 15 นาที และรอประมวลผล 5 นาที

ทั้งนี้ หลังจากได้ผลประมูลจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อรับรองผล จากนั้นจะให้เวลา 90 วันผู้ชนะประมูลในการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม กสทช.คาดว่า ADVANC จะสามารถนำเงินมาชำระได้ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ เพราะระยะเวลาเยียวยาผู้ใช้บริการ 2G 900 MHz จะสิ้นสุด 30 มิ.ย.59

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

อูเบอร์ ประกาศ ระงับบริการ uberMOTO ใน กทม. ชั่วคราว‏

EyWwB5WU57MYnKOuiJwJJSqx4OfwwnqmStpTSE2qC2nzJyTEDBeb2D

EyWwB5WU57MYnKOuiJwJJSqx4OfwwnqmStpTSE2qC2nzJyTEDBeb2D

Uber MOTO ประกาศ ขอระงับบริการเป็นการชั่วคราวในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เที่ยงวันนี้เป็นต้นไป พร้อม ขอหารือจนท.รัฐ สร้างข้อตกลงที่สามารถรองรับแอพฯ บริการรถจยย.อย่างถูกกฎหมายต่อไป …

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.59 มีรายงานจาก uberMOTO ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ผ่านอีเมลไปยังผู้ใช้งาน ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา Uber ได้รับความร่วมมือจากชาวไทยเป็นอย่างดีในการเปิดตัว uberMOTO ซึ่งนับว่าเป็นที่แรกของโลก ที่เปิดให้มีบริการแบ่งปันการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์

ทั้งนี้ แม้จะได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์ร่วมขับมากมาย แต่ทางอูเบอร์ ขอตัดสินใจที่จะระงับการให้บริการ uberMOTO เป็นการชั่วคราวในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เที่ยงของวันนี้ (18 พ.ค.) เป็นต้นไป ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการสร้างข้อตกลงที่สามารถรองรับแอพพลิเคชั่นบริการรถจักรยานยนต์ได้อย่างถูกกฎหมาย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ Uber ได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นแบ่งปันการเดินทางในประเทศไทย มีเป้าหมายในการให้บริการ คือการเดินทางบนท้องถนนอย่างถูกต้องตามกฎหมายในเมืองที่ทำธุรกิจ

นอกจากนี้ ทางอูเบอร์ ขอขอบคุณผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์ร่วมขับชาวไทยทุกคนด้วยความจริงใจ สำหรับแรงสนับสนุนที่มีให้มาตลอด ทั้งยังจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยเป็นอย่างดีที่สุด เพื่อให้หลายๆ เมืองในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากบริการแบ่งปันการเดินทางของอูเบอร์

สำหรับบริการ uberX และ uberBLACK จะเปิดให้บริการตามปกติ เพื่อให้ทุกคนได้รับบริการที่ปลอดภัยในราคาที่สมเหตุสมผล และสะดวกสบาย ซึ่งทุกคนสามารถแบ่งปันเรื่องราว #uberLOVE โดยการแชร์บล็อกผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้ด้วย

“Uber ยังอยู่กับคุณ!”

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ดีเดย์! 23 พ.ค. ขนส่ง ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใบขับขี่ชั่วคราว

EyWwB5WU57MYnKOuiJvesclCxmjfMqYNeQBP6lCv3ULDMp84s5QF3W

EyWwB5WU57MYnKOuiJvesclCxmjfMqYNeQBP6lCv3ULDMp84s5QF3W

ขนส่งทางบก ปรับขึ้นอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราวใหม่ มีผล 23 พ.ค.นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายอายุใบอนุญาตขับรถ จากอายุ 1 ปีเป็น 2 ปี …

วันที่ 17 พ.ค.59 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้ขยายอายุใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชนิดชั่วคราว จาก 1 ปี เพิ่มเป็น 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2558 และสามารถขอเปลี่ยนจากชนิดชั่วคราวเป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชนิด 5 ปี ได้ตั้งแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราวมาแล้วครบ 1 ปี เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยยังคงจัดเก็บอัตราค่าธรรมเนียมเท่าเดิมเป็นการชั่วคราวไปก่อนนั้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถที่ต้องสอดคล้องกับอายุใบอนุญาตขับรถตามข้อเท็จจริง กระทรวงคมนาคมจึงได้ประกาศกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชนิดชั่วคราวใหม่ ประกอบด้วย ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราวปรับจาก 100 บาทต่อปี เป็น 200 บาทต่อ 2 ปี, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว ปรับจาก 50 บาทต่อปี เป็น 100 บาทต่อ 2 ปี และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวจาก 50 บาทต่อปี เป็น 100 บาทต่อ 2 ปี โดยมีค่าคำขอ 5 บาท

ทั้งนี้ สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมที่ปรับใหม่นั้น หากเปรียบเทียบกับอายุของใบอนุญาตขับรถที่เพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 2 ปีแล้ว เท่ากับว่าผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมโดยสามารถขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลได้ล่วงหน้านาน 1 ปีด้วย

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ยังกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้รถและค่าธรรมเนียมในการอนุญาตให้ใช้รถเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจะสอดรับกับมาตรการกำกับดูแลนักท่องเที่ยวนำรถข้ามพรมแดนมาใช้ในประเทศที่กรมการขนส่งทางบกกำลังขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้รถที่จดทะเบียนในต่างประเทศที่นำมาใช้ในไทยจะต้องแจ้งขออนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอรับเครื่องหมายแสดงการใช้รถยนต์และต้องเสียค่าธรรมเนียมแผ่นละ 500 บาท รถจักรยานยนต์ต้องเสียค่าธรรมเนียมแผ่นละ 200 บาท โดยมีค่าธรรมเนียมการอนุญาตใช้รถเพิ่มเติมอีกด้วย

สำหรับรถที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในกิจการใดเป็นการเฉพาะชั่วคราว กรณีท่องเที่ยวเก็บอัตรา 500 บาทต่อครั้ง กรณีอื่นๆ เก็บอัตรา 2,000 บาทต่อครั้ง ส่วนรถที่ใช้เพื่อการทดสอบก่อนการผลิต รถยนต์อัตรา 2,000 บาทต่อครั้ง รถจักรยานยนต์อัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง ส่วนรถที่นำเข้ามาทดสอบคุณภาพ รถยนต์อัตรา 5,000 บาทต่อครั้ง

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

‘คนไทย’ อ่วมหนี้ท่วมหัว ไม่พอกิน เหตุรายได้ต่ำ ‘ค่าใช้จ่าย’สูง!

EyWwB5WU57MYnKOuiJve6k8KkfiiAzVgSlfga8ZxhWcQzRz3px4UZK

EyWwB5WU57MYnKOuiJve6k8KkfiiAzVgSlfga8ZxhWcQzRz3px4UZK

สะเทือนใจ ครัวเรือนไทยแสนเศร้า ผลการศึกษาแบงก์ชาติ ชี้รายได้ตลอดชีวิตแทบไม่เคยพอค่าใช้จ่าย และไม่มีรายได้เพื่อบริโภคตลอดอายุขัย สำรวจพบ แม้วัยเกษียณยังมีหนี้ท่วมหัว ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงเท่านั้นที่พอมีเงินเก็บเหลือหลังเกษียณ แต่เฉลี่ยมีใช้ได้ไม่เกิน 15 ปี แนะยกระดับรายได้ ขยายอายุเกษียณแรงงาน จี้รัฐลดมาตรการกระตุ้นก่อหนี้เกินตัว

อนาถใจคนไทยหาเงินตลอดชีวิตแต่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย แม้ทำงานได้เงินแต่ไม่พอใช้ตลอดชีพ ขนาดทำงานจนเกษียณแล้วยังหนี้ท่วมหัว

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยโครงการศึกษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป (Bank of Thailand’s Research Program on Thailand’s Future Growth) ได้จัดเสวนา เพื่อเสนอผลการศึกษาศักยภาพ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเสนอผลการศึกษา ในหัวข้อกระบวนการปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและทิศทางข้างหน้า : วิเคราะห์จากมุมมองตลาดแรงงานและการบริโภคภายในประเทศที่ยั่งยืน จัดทำโดยนายนครินทร์ อมเรศ และนายจิรัฐ เจนพึ่งพร ระบุว่า สาเหตุที่การบริโภคของคนไทยไปไม่ถึงฝั่ง เป็นเพราะการบริโภคที่เพิ่มขึ้น จะสะท้อนจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีและการสนับสนุนด้วยมาตรการรัฐ มากกว่าที่จะเกิดจากความเพียงพอ ของรายได้ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ อาศัยแนวคิดจากทฤษฎี การบริโภคแบบวงจรชีวิต (Life Cycle Hypothesis, LCH) เพื่อสร้างกรอบวิเคราะห์ความยั่งยืนในการบริโภค พบว่า ผู้บริโภคจะบริโภคได้อย่างราบรื่นตลอดชีวิต ด้วยการถ่ายโอนกำลังซื้อ ระหว่างช่วงเวลาที่ทำงาน การสร้างฐานะ และต่อเนื่องไปยังวัยเกษียณอายุ แต่ในกรณีของไทย หากพิจารณาภาพรวม จากบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ พบว่าจะมีเฉพาะช่วงอายุ 25-59 ปี ที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่าย ขณะที่ในช่วงอายุ 0-24 และ 60 ปีขึ้นไป คนไทยจะมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่ารายจ่าย

นอกจากนั้น เมื่อจำแนกครัวเรือนออกเป็น 5 กลุ่มตามชั้นรายได้ พบว่าครัวเรือนในกลุ่มสำรวจทุกกลุ่มรายได้ ไม่สามารถบริโภคได้อย่างยั่งยืนจนครบอายุขัย โดยทุกกลุ่มรายได้ มีอัตราส่วนการบริโภคต่อรายได้ (APCX) แบบวงจรชีวิต ในช่วงเกษียณอายุสูงกว่า 1.0 กล่าวคือ ทุกกลุ่มตัวอย่างมีรายได้และทรัพย์สิน ที่หาได้ทั้งชีวิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค มีเพียง 3 กลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงเท่านั้น ที่มีเงินออมเหลืออยู่เมื่อเกษียณ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคหลังเกษียณเกิน 15 ปี

สาเหตุที่ครัวเรือนไทย ไม่สามารถบริโภคได้อย่างยั่งยืนนั้น จะประกอบด้วยเหตุผลที่สำคัญ 4 ด้าน คือ ด้านที่ 1 รายได้ พบว่ารายได้ของครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ แทบจะไม่เติบโตตั้งแต่เริ่มต้นทำงานจนวัยเกษียณ โดยเฉพาะครัวเรือนไทย รายได้ต่ำถึงปาน กลาง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจ และคนงาน ครัวเรือนกลุ่มนี้ ไม่มีช่วงวัยที่มีรายได้สูงสำหรับการเก็บออม ขณะที่ครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้มากที่สุด หรือครัวเรือนในกลุ่มผู้จัดการ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ คิดเป็นสัดส่วน 10.4% ของครัวเรือนทั้งหมด สามารถเก็บออมในช่วงที่มีรายได้มาก สำหรับบริโภคในวัยเกษียณในทางทฤษฎี แต่ไม่เพียงพอจนครบอายุขัย

ด้านที่ 2 การออม พบว่าครัวเรือนไทยมีแนวโน้มการออมลดลง ตามมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของครัวเรือนที่ง่ายขึ้น ทำให้การบริโภคและหนี้ครัวเรือน เร่งขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็น 35% ระหว่างปี 2547-2557 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ที่อยู่ในระดับต่ำและผลิตภัณฑ์การออมที่ไม่จูงใจยังส่งผลให้ความ ต้องการออมของครัวเรือนลดลง จากผลการสำรวจของ ธปท. พบว่าครัวเรือนที่สามารถออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ มีเพียง 25% ของกลุ่มตัวอย่าง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 40% ไม่มีการวางแผนและออมเพื่อการเกษียณ

ด้านที่ 3 ครัวเรือนไทยยังมีภาระหนี้ต่อรายได้ อยู่ในระดับสูง แม้ในช่วงท้ายของวัยทำงานก่อนเกษียณ นอกจากนั้น การศึกษาทางเศรษฐมิติพบว่า การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ยังทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง จนกระทั่งภาระหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 30% ขึ้นไป การบริโภคจะเริ่มลดลงและส่งผลต่อระดับเงินออมและสินทรัพย์ ที่มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากต้องนำไปใช้ชำระหนี้

และด้านสุดท้ายคือ ด้านการใช้จ่าย พบว่า การบริโภคที่แท้จริงโดยรวมของครัวเรือนทุกกลุ่มรายได้ยังคงอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม พฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ต่ำ ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาตนเองและลูกหลานค่อนข้างน้อย บั่นทอนโอกาสในการพัฒนาทั้งผลิตภาพและระดับรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ในการเสนอผลการศึกษาของ ธปท. ได้เสนอแนะเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนของครัวเรือนไทย โดยจำเป็นต้องยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้น ผ่านการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านการศึกษาและการฝึกอบรม ส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงาน สำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการจัดทำและส่งเสริมมาตรฐานฝีมือตามวิชาชีพ เพื่อให้แรงงานเกษตร สามารถย้ายไปสู่สาขาการผลิตที่มีรายได้ที่แน่นอนได้ ขยายอายุเกษียณของแรงงาน เพื่อเพิ่มช่วงที่มีรายได้ให้ยาวขึ้น สนับสนุนการจัดการทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับวัยเกษียณ ขณะที่ภาครัฐควรหลีกเลี่ยงมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้เกินความจำเป็น

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

นายกฯหอบ ครม.นำนักธุรกิจไทยบินเยือน ‘รัสเซีย’ กระชับสัมพันธ์

EyWwB5WU57MYnKOuiJvecSbe4hC8Zb89uQGykIvGdQYPwaMtNloprO

EyWwB5WU57MYnKOuiJvecSbe4hC8Zb89uQGykIvGdQYPwaMtNloprO

นายกฯ ควงภริยา นำทีม ครม.เยือนรัสเซีย เข้าร่วมหารือประชุมผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ กระชับความสัมพันธ์ 2 ประเทศ 120 ปี เพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ที่ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา พร้อมคณะ ได้ออกเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย อย่างเป็นทางการ โดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ไปยังท่าอากาศยาน Pulkovo (Pulkovo Airport) นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง 40 นาที โดยนายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ กับสื่อมวลชน ทั้งเรื่องการตัดสินใจซื้อเฮลิคอปเตอร์ หรือแนวความคิดยกเลิกการเชิญบุคคลมาปรับทัศนคติ

โดย พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ และภริยา พร้อมคณะจะเดินทางไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อปฏิบัติภารกิจการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย สำหรับการเดินทางเยือนครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ในโอกาสที่จะครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีและนายดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย จะได้หารือถึงความร่วมมือกันในทุกสาขาทั้งด้านการทหาร วิชาการ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความมั่นคง การค้าการลงทุน และการเกษตร ให้เกิดเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้ศักยภาพของทั้งสองฝ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะรัสเซียมองไทยจะมีส่วนสำคัญในความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารแก่รัสเซีย ขณะเดียวกันรัสเซียก็มีบทบาทในความร่วมมือด้านความมั่นคง ทางพลังงานกับไทย รวมถึงหารือการซื้อสินค้าจากภาคการเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา อ้อย และมันสำปะหลัง นอกจากนี้นายกฯ ยังได้นำตัวแทนภาคธุรกิจไทย ร่วมคณะเพื่อพบปะพูดคุยถึงแนวทางการค้าการลงทุนกับภาคธุรกิจรัสเซีย ทั้งนี้รัฐบาลมีความคาดหวังผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนรัสเซียครั้งนี้ค่อนข้างสูง.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

สภาพัฒน์ คงเป้า GDP ไทยปี 59 โต 3.3% ปรับเพิ่มกรอบคาดการณ์ 3.0-3.5%

EyWwB5WU57MYnKOuiJvfrJMHjuVeAahNVXIZycBPtwlVircNa0Ts77

EyWwB5WU57MYnKOuiJvfrJMHjuVeAahNVXIZycBPtwlVircNa0Ts77

สภาพัฒน์ คงเป้า ศก.ไทยปี 59 โต 3.3% พร้อมปรับกรอบคาดการณ์เป็น 3.0-3.5% จากเดิม 2.8-3.8% เผย ได้แรงหนุนจากการใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐ ประกอบกับแรงขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้น ศก.ภาครัฐ ส่วนจำนวน นทท.ขยายตัวในเกณฑ์สูง …

วันที่ 16 พ.ค.59 นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหล่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ ค่ากลางอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทยในปี 59 ขยายตัวที่ 3.3% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 2.8% ในปี 58 แต่ได้ปรับกรอบช่วงคาดการณ์ใหม่มาที่ 3.0-3.5% จากกรอบเดิมที่ 2.8-3.8% เนื่องจากมั่นใจว่า เศรษฐกิจในปีนี้ คงมีโอกาสจะขยายตัวในระดับต่ำสุดและสูงสุดตามกรอบคาดการณ์เดิมลดลง

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก ขยายตัว 3.2% ใกล้เคียงกับค่ากลาง 3.3% ของช่วงประมาณการณ์การขยายตัวทั้งปีของเดิมที่ 2.8-3.8% ประกอบกับโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเกิน 3.5% ลดลง เพราะข้อจำกัดของเศรษฐกิจโลกต่อภาคการส่งออกที่มีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3.0% ก็มีน้อยมาก เพราะไตรมาสแรกขยายตัวเกิน 3.0% จากปัจจัยบวกมาสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตภาคเกษตรในช่วงครึ่งปีหลัง จากการสิ้นสุดลงของปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ดังนั้น จึงปรับช่วงการประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้แคบลงจากการขยายตัว 2.8-3.8% เป็น 3.0-3.5% โดยมีค่ากลางการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.3 เท่ากับการประมาณการครั้งที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว แรงขับเคลื่อนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ได้จัดทำเพิ่มเติมใน เดือน ก.ย.58-มี.ค.59 จำนวนนักท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ และแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตภาคเกษตรในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะลดลง 1.7% การบริโภคของครัวเรือนและการลงทุนรวมขยายตัว 2.3% และ 4.2% ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วง 0.1-0.6% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 9.4% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภาคเอกชนและเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีข้อจำกัด และปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ การลดลงของราคาสินค้าในตลาดโลก รวมทั้งค่าเงินบาทที่ยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนและแข็งค่าและสถาบันการเงิน ยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ส่วนด้านเศรษฐกิจโลกใน ปี 59 มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 3.2% ปรับตัวดีขึ้นช้าๆ จากการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ 3.0% ในปี 58 และเป็นการปรับลดการคาดการณ์จาก 3.3% ในการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกยังชะลอตัว จากไตรมาสสุดท้ายของปี 58 และส่งผลให้การฟื้นตัวล่าช้าออกไป

สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในปี 59 ควรให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งการดูแลเงินบาท ไม่ให้ผันผวนมากและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเกษตรกรและเตรียมเกษตรกรให้มีความพร้อมสำหรับปีการเพาะปลูก 2559/2560

ขณะเดียวกัน มองว่า ค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปี 59 คาดว่า จะอยู่ในช่วง 35.5-36.5 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากเฉลี่ย 34.29 บาท/ดอลลาร์ในปี 58 ขณะที่ รายรับการท่องเที่ยวคาดไว้ที่ 1.69 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% จาก 1.52 ล้านล้านบาทในปี 58 เนื่องจากไตรมาสแรกขยายตัวได้สูงกว่าการคาดและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี การเบิกจ่ายงบประมาณคาดว่าอัตราเบิกจ่ายปีประมาณ 2559 อยู่ที่ 92.9% ของวงเงินงบประมาณ

ส่วนความจำเป็นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศหรือไม่นั้น นายปรเมธี มองว่า เรื่องอัตราดอกเบี้ยคงจะต้องรอดูภาวะแวดล้อมหลายๆ อย่าง ทั้งการใช้มาตรการทางการเงินของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับการส่งออกของไทยในปีนี้ ล่าสุด สภาพัฒน์ปรับลดลงมาอยู่ที่ ลบ 1.7% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ 1.2% นั้น เนื่องจากปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเล็กน้อยจากเดิม 3.3% มาเป็น 3.2% และปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบใหม่ ซึ่งเดิมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแรงจากช่วงต้นปี รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เดิมคาดว่าจะมีความเข้มแข็งจนสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ ซึ่งสมมติฐานทั้ง 2 ตัวนี้ต้องชะลอออกไปก่อน จึงต้องปรับลดการเติบโตของการส่งออกไทยลงมา.

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

เปิดลงทะเบียน ให้ทดลองนั่ง รถไฟฟ้าสายสีม่วง

EyWwB5WU57MYnKOuiJu1ED4MLtS7AI2CcAlZBjhB9euBAJ623HqP9Y

EyWwB5WU57MYnKOuiJu1ED4MLtS7AI2CcAlZBjhB9euBAJ623HqP9Y

รฟม.เปิดให้ประชาชนที่สนใจ ลงทะเบียน ทดลองนั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-เตาปูน ระหว่าง มิ.ย.-ก.ค.59 สอบถามเพิ่มเติม Call Center 0-2716-4044 …

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ว่า รฟม. ขอเชิญประชาชนร่วมทดลองใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่-เตาปูน) ในระหว่างเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม 2559 โดยประชาชนผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาลงทะเบียน รับบัตรทดลองเดินทางได้ทุกวันอาทิตย์ของเดือนดังกล่าว เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 09.00-15.00 น. ณ สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง 3 สถานี คือ สถานีคลองบางไผ่ สถานีแยกนนทบุรี1 และสถานีเตาปูน

สำหรับการแจกบัตรนั้น ประชาชน 1 ท่าน สามารถรับบัตรทดลองเดินทางได้ 3 ใบ สำหรับใช้เดินทาง 3 วันของสัปดาห์ถัดไป (บัตร 1 ใบใช้เดินทางได้ 2 ท่าน) การทดลองเดินทาง ประชาชนสามารถร่วมทดลองใช้บริการได้ทุกวันจันทร์ วันพุธและวันศุกร์ ของเดือนมิถุนายน ช่วงเวลา 07.00-09.00 น. และเดือนกรกฎาคม 2 ช่วงเวลา ระหว่าง 07.00-09.00 น. และ 16.00-18.00 น. ซึ่งการให้บริการจะเริ่มเปิดให้ใช้บริการวันแรกในวันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 2559 ถึงวันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2559

ส่วนตารางการเดินรถไฟฟ้าในช่วงทดลองให้บริการ สถานีที่จะเปิดให้ใช้บริการสถานีต้นทางและปลายทางจะแจ้งให้ทราบเป็นรายสัปดาห์สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย โทร. 0-2716-4044 และศูนย์บริการข้อมูล บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2306-0705 /0-2354-2000 ต่อ 3255 / 3256

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ปตท. ปรับลด NGV ลง 0.73 บาท/กก. มีผลวันนี้

EyWwB5WU57MYnKOuiJvfrOjRUBZtYa3tctejeelNVUDBKpQQycJ7Bf

EyWwB5WU57MYnKOuiJvfrOjRUBZtYa3tctejeelNVUDBKpQQycJ7Bf

ปตท. ปรับลดราคา NGV ลง 0.73 บาท/กก. มาที่ 12.63 บาท/กก. มีผลวันนี้ (16 พ.ค.) เพื่อสะท้อนตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติ …

วันที่ 16 พ.ค.59 นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บมจ. ปตท. (PTT) กล่าวว่า ปตท.ได้ปรับลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลง 0.73 บาท/กิโลกรัม (กก.) มาที่ระดับ 12.63 บาท/กก. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เวลา 0.01 น. เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาปรับลดลง 0.73 บาท/กก.

การปรับราคาขายปลีกเอ็นจีวีที่ระดับดังกล่าว ใช้สำหรับสถานีบริการฯ ในระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตร จากสถานีจุดจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก เป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น ในขณะที่สถานีบริการฯ ที่ระยะทางการขนส่งก๊าซฯ เกิน 50 กิโลเมตรขึ้นไป นับจากสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก ปตท. จะทยอยปรับอัตราค่าขนส่งก๊าซฯ เพิ่มขึ้นเป็นแบบขั้นบันได ให้สอดคล้องกับมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีในบางพื้นที่ลดลงไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางการขนส่งฯ ในแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามที่ กบง. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 มีมติเห็นชอบให้การกำหนดราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีสะท้อนตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติ และปรับอัตราค่าขนส่งก๊าซฯ ทางรถยนต์จาก 0.012 บาทต่อกิโลกรัมต่อกิโลเมตรเพิ่มขึ้นเป็น 0.015 บาทต่อกิโลกรัมต่อกิโลเมตรในส่วนที่ระยะทางเกิน 50 กิโลเมตร คิดจากระยะทางขนส่งจากสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลักถึงสถานีบริการเอ็นจีวี

“ปตท. ยินดีสนับสนุนนโยบายของรัฐที่ต้องการให้ลอยตัวราคาเอ็นจีวีตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งทำให้ราคาขายก๊าซเอ็นจีวีมีทั้งปรับราคาฯ ขึ้นหรือลดราคาฯ ตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน การปรับราคาขายเอ็นจีวีในครั้งนี้เป็นการลดราคาขายฯ 3 ครั้งติดต่อกัน นับตั้งแต่เริ่มใช้นโยบายราคาฯ ลอยตัวของรัฐตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา นอกจากนี้ การลอยตัวราคาเอ็นจีวีตามต้นทุนยังเป็นการสนับสนุนการเปิดเสรีสำหรับธุรกิจก๊าซเอ็นจีวี เพื่อให้ภาคเอกชนรายอื่นเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจและเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด” นายสมเกียรติ กล่าว

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

เอทีเอ็มถอยหลังสูญพันธุ์ วันนี้! แบงก์ได้ฤกษ์บริการบัตรชิปการ์ด

EyWwB5WU57MYnKOuiJu02FbgOknm5mF5DMdi24JYJTuICmcp96ofdj

EyWwB5WU57MYnKOuiJu02FbgOknm5mF5DMdi24JYJTuICmcp96ofdj

แบงก์พาณิชย์ดีเดย์วันนี้ เปิดให้บริการบัตรเดบิตติดชิปการ์ด สกัดโจรกรรมข้อมูล ขณะที่เอทีเอ็มแถบแม่เหล็กใช้ได้ถึงปี 62 เอทีเอ็มติดชิปเหลือแค่แบงก์รัฐที่ให้บริการ ด้านแบงก์พาณิชย์แห่ออกบัตรใหม่พ่วงสิทธิประโยชน์–ประกัน โขกค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่ม

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สำหรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ให้ทุกธนาคารออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดให้กับลูกค้า และตู้เอทีเอ็มรับบัตรชิปการ์ด ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในการทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็ม สามารถป้องกัน การโจรกรรมข้อมูล และการปลอมแปลงบัตร

“ธนาคารพร้อมให้บริการบัตรเดบิตติดชิปการ์ด ลูกค้าเดิมที่มีบัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็ก หากต้องการเปลี่ยนเป็นบัตรเดบิตติดชิป ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ แต่หากไม่ต้องการเปลี่ยน บัตรเดิมสามารถใช้ได้ถึงปี 2562”

นอกจากนี้ ธนาคารมีบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการรวม 4 ประเภท คือ บัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ท คลาสสิก บัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ทเพิร์ล บัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ท บลูไดมอนด์ เอ็กซ์ตร้า และบัตรเคทีบี ช้อปสมาร์ท พาลาเดียม โดยค่าธรรมเนียมรายปีขึ้นอยู่ประเภทบัตร เนื่องจากมีสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้า และการให้ความคุ้มครองของประกันที่แตกต่างกันไป

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ประกาศยกเลิกออกให้บริการบัตรเอทีเอ็มไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากประโยชน์การใช้ของบัตรเอทีเอ็มน้อยกว่าบัตรเดบิตที่สามารถใช้ซื้อสินค้าได้ และที่สำคัญอัตราค่าธรรมเนียมของบัตร เอทีเอ็มและบัตรเดบิตเท่ากัน คือค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าที่ใช้บัตรเดบิตต้องการใช้เพื่อถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มเพียง อย่างเดียวสามารถแจ้งขอยกเลิกใช้บัตรชำระค่าสินค้าได้

“การคิดค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตติดชิปการ์ด และบัตรเอทีเอ็ม เป็นไปตามข้อตกลงของสมาคมธนาคารไทย คือ ให้คิดค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่ 100 บาท และรายปี 200 บาท หากมีสิทธิประโยชน์อื่นๆพ่วงกับบัตรก็จะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม ส่วนบัตรเอทีเอ็มติดชิปการ์ดเท่าที่รู้ ตอนนี้จะเหลือแค่ธนาคารของรัฐที่ยังออกให้บริการอยู่”

นางสาวพรรณพร คงยิ่งยง รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารเปิดตัวบัตรเดบิต เอส สมาร์ท บัตรเดบิตใบแรกที่ปกป้องเงินในกระเป๋าของลูกค้าวงเงินสูงสุด 5,000 บาท และป้องกันการโจรกรรมข้อมูลทางการเงินด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมพัฒนาระบบตู้เอทีเอ็ม และซีดีเอ็มทั่วประเทศกว่า 10,000 ตู้ รองรับการให้บริการชิปการ์ดครบทุกตู้ 100% ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.59

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารที่คิดค่าบริการบัตรเดบิตสูงกว่าเอทีเอ็ม ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเดบิตอยู่ที่ 200 บาท สูงกว่าเอทีเอ็มที่คิด 180 บาท ขณะที่ธนาคาร ทหารไทย ค่าแรกเข้าบัตรเดบิต 300-500 บาท แพงกว่าเอทีเอ็มที่ 0-300 บาท แต่ธนาคารทหารไทยมีสิทธิประโยชน์การโอนเงินข้ามเขต และโอนเงินข้ามธนาคารฟรี ขณะที่ธนาคารที่ยกเลิกออกบัตรเอทีเอ็ม มีดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ ได้ยกเลิกตั้งแต่ปี 53 ธนาคารธนชาตยกเลิกตั้งแต่ 6 พ.ค.59 ธนาคารกสิกรไทยยกเลิกไปเมื่อวันที่ 8 พ.ค.59 แต่ผู้ที่มีบัตรเอทีเอ็มเดิม ยังใช้บริการได้ปกติและเสียค่าธรรมเนียมรายปีเท่ากับบัตรเดบิตที่ 200 บาท.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 2 3 4 5