ปรับแจสโมบาย 150 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuiJyfzS3gTcaz6CwzliWeCLqlj5aWZ7F7nfb7bj

EyWwB5WU57MYnKOuiJyfzS3gTcaz6CwzliWeCLqlj5aWZ7F7nfb7bj

เอาผิดยากหลังเอไอเอสรับภาระแทน

คณะทำงานเอาผิดแจส โมบาย สรุปเรียกค่าเสียหายได้เพิ่มเติมอีกไม่เกิน 130–150 ล้านบาท นอกเหนือจากริบเงินค้ำประกัน 644 ล้านบาท เตรียมเสนอบอร์ด กทค.วันนี้ เผยหลักฐานพบต้องการเข้าประมูลและทำธุรกิจจริง แต่ติดเงื่อนไขเวลาหาเงินไม่ทัน เรียกค่าเสียหายลำบากเพราะมีเอไอเอสมารับภาระแทนหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันนี้ (25 พ.ค.) จะพิจารณาผลสรุปการคิดค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสจากกรณีบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่มาชำระค่าประมูล 4 จีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ วงเงิน 75,654 ล้านบาท ตามที่คณะทำงานพิจารณาความรับผิดของแจส โมบาย ที่มีนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธาน ซึ่งคณะทำงานได้ประชุมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวม 7-8 ครั้งแล้ว

ทั้งนี้ คณะทำงานได้มีบทสรุปว่า จากการพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่พบหลักฐานที่จะเอาผิดแจส โมบาย ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะการสมยอมราคาหรือฮั้วประมูล ตามประกาศ กสทช.และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เนื่องจากด้วยหลักฐาน ทั้งเอกสารและบุคคลที่มาชี้แจง ถือว่าแจส โมบาย ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเตรียมการที่จะเข้าสู่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ

ทั้งการติดต่อสถาบันการเงินในและต่างประเทศ การติดต่อหน่วยงานภายใน ทั้งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อติดต่อเช่าเสาโทรคมนาคม อุปกรณ์โทรคมนาคมต่างๆ รวมถึงการเชื่อมต่อโครงข่าย (โรมมิ่ง) ระหว่างผู้ให้บริการมือถือด้วยกันอีก ถือเป็นการเตรียมความพร้อมมาก แต่ตามที่แจส โมบาย ได้แจ้งว่า เนื่องจากมีเวลาจำกัดตามประกาศ กสทช. ทำให้การเจรจากับสถาบันการเงินมีอันต้องยุติลง และไม่สามารถมาชำระเงินค่าประมูลได้

ดังนั้น การจะเรียกร้องค่าเสียหายจากแจส โมบาย นอกจากการริบเงินค้ำประกัน 644 ล้านบาท ก็อาจเป็นสิ่งที่ กสทช.จะต้องยื่นฟ้อง หรือจะเรียกแจส โมบายมาเจรจาชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ในอัตราที่เหมาะสมและตามความจริง เบื้องต้นมีการคำนวณว่าจะเรียกค่าเสียหาย รวมค่าจัดประมูลครั้งใหม่ จากแจสไม่เกิน 130-150 ล้านบาท ซึ่งเป็นการคำนวณค่าปรับเป็นรายวัน นับจากวันที่ 22 มี.ค.-27 พ.ค.59 ซึ่งรายได้ที่เรียกจากแจส โมบาย จะต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป ส่วนจะเรียกค่าเสียโอกาสของรัฐและประชาชน จากการที่ไม่มีการใช้คลื่น 900 นั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะในส่วนนี้รัฐได้จากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ไปแล้ว ตามประกาศมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการ หลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุด อีกทั้งการประมูลครั้งใหม่ ราคาเริ่มต้นประมูลก็เท่ากับราคาที่แจส โมบาย ชนะประมูล จึงไม่มีส่วนต่างที่แจส โมบายต้องชดใช้

ทั้งนี้ การประมูล 4 จีคลื่นความถี่ 900 ซึ่งได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2558 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นการประมูลที่ทำเงินเข้ารัฐครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากที่แจส โมบาย และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะ ใช้เวลาในการประมูลยาวนานทำลายสถิติ 88 ชั่วโมง หรือ 4 คืนเต็ม ดันราคาประมูลรวมเป็นเงินถึง 151,952 ล้านบาท โดยหลังชนะประมูล นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของแจส โมบาย ได้เปิดแถลงข่าวว่า ราคาที่จ่ายถือว่าคุ้มค่า เพราะได้เข้าสู่ธุรกิจใหม่ มีโอกาสทำรายได้ใหม่ และมีการทำแผนด้านการเงิน (Project Financing) ไว้รองรับแล้ว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

เอกชนชนะประมูลสุดเซ็ง! รับมอบข้าวไม่ได้ หลังพบผิดชนิด คุณภาพแย่

EyWwB5WU57MYnKOuiJyfcQaiyyYen3h3wzvO1lauumvmXYqR8tRfVI

EyWwB5WU57MYnKOuiJyfcQaiyyYen3h3wzvO1lauumvmXYqR8tRfVI

กรมการค้าต่างประเทศ เผย เอกชนชนะประมูลซื้อข้าวรัฐสุดเซ็ง! รับมอบข้าวไม่ได้ หลังพบไม่เป็นไปตามทีโออาร์ ทั้งผิดชนิด คุณภาพแย่ หารือ อคส.-อ.ต.ก. เร่งแก้ไข ยัน บริษัทเซอร์เวย์-เจ้าของโกดัง ต้องรับผิดชอบ…

วันที่ 24 พ.ค.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการรับมอบข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลของผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวรัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งในส่วนของการประมูลทั่วไป และการประมูลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้ ผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวรัฐหลายรายประสบปัญหาการรับมอบข้าว หรือการขนข้าวออกจากคลังสินค้า เพราะข้าวในคลังที่รัฐบาลนำมาประมูล มีคุณภาพ และชนิดไม่ตรงกับที่ประกาศไว้ในเงื่อนไขการประมูล ส่งผลให้ไม่สามารถรับมอบได้ ล่าสุด ผู้ชนะการประมูลอยู่ระหว่างการเจรจากับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา

สำหรับปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงของการรับจำนำข้าวในรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเมื่อโรงสีที่รับจำนำข้าวจากเกษตรกรมาแล้ว ต้องสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แล้วนำมาเก็บไว้ในโกดัง หรือคลังกลางที่รัฐบาลเช่าเพื่อฝากเก็บ โดยมีบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (บริษัทเซอร์เวย์) เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพว่าตรงตามที่โรงสีรับจำนำมาหรือไม่ ถ้าไม่ตรงจะไม่สามารถรับข้าวเข้าโกดังได้ แต่กลับพบว่า หลายคลังเก็บข้าวที่คุณภาพ และชนิดไม่ตรงกับที่รับจำนำมา ซึ่งกรณีนี้ ผู้ที่รับผิดชอบ คือ บริษัทเซอร์เวย์ หรือเจ้าของโกดัง ที่รัฐเช่าฝากเก็บข้าว

“ถ้าถามว่า ตอนที่เราตรวจสภาพข้าวก่อนนำมาประมูล ทำไมไม่เจอว่าเป็นข้าวผิดชนิด หรือคุณภาพไม่ได้ ก็ต้องบอกว่า เวลาเราตรวจข้าว จะใช้วิธีการสุ่มตรวจตามสถิติ โดยข้าว 7 กอง จะสุ่มตรวจ 1 กอง จะตรวจทุกกองไม่ไหว เพราะกระสอบข้าวมีจำนวนมาก จึงตรวจไม่พบ และส่วนมากที่พบว่าไม่ได้มาตรฐานนั้น จะอยู่ข้างในลึกๆ ทำให้เราตรวจไม่พบ”

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ทุ่ม 1.1 หมื่นล้าน บีทีเอสซื้อรถไฟฟ้าลอตใหญ่ 46 ขบวน

JRBDhRTLFsqpfYpj191BHu5gxpECoS1

บีทีเอส ทุ่ม 1.1 หมื่นล้าน ซื้อรถไฟฟ้าลอตใหญ่ 46 ขบวน รองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และสายสีเขียวส่วนต่อขยายสมุทรปราการ-คูคต เริ่มทยอยส่งมอบต้นปี 61 “สมคิด” ชี้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยขับเคลื่อน ศก.ประเทศ…

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำพิธีลงนามสัญญาซื้อรถไฟฟ้า 46 ขบวน (184 ตู้) มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท กับบริษัท ซีอาร์ซีอาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด จำนวน 24 ขบวน และบริษัทซีเมนส์ จำกัด จำนวน 22 ขบวน โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสักขีพยาน

NjpUs24nCQKx5e1Eae0fxljjJwIjSeUZAdFwTAqv4Sx

ด้านนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดซื้อรถไฟฟ้าในครั้งนี้ได้รวมค่าซ่อมบำรุงแล้ว และจะทำให้บีทีเอสมีขบวนรถไฟฟ้าทั้งสิ้น 392 ตู้ เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นทั้งเส้นทางรถไฟฟ้าปัจจุบัน สายหมอชิต-แบริ่ง และสนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า ระยะทาง 36.25 กม. จำนวน 34 สถานี ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารสูงสุดเกือบ 9 แสนเที่ยวคนต่อวัน และรองรับเส้นทางสีเขียวส่วนต่อขยาย แบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 13 กม. และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 19 กม. โดยจะเริ่มทยอยส่งมอบประมาณต้นปี 2561 ครบทั้งหมดภายในปี 2563

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บีทีเอสเป็นบริษัทเอกชนที่กล้าหาญในการลงทุนและมองไปอนาคต ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติลงทุนรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) สีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งจะเปิดประมูลได้ในเดือน มิ.ย.นี้ จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น.

 

ขอบคุณที่มา

ศุลกากรแหลมฉบัง จับส้มนำเข้าหนีภาษี 9.6 หมื่นกก. ค่ากว่า 4 ล้านบาท

EyWwB5WU57MYnKOuiJyJbN0lY8poyZMWs4FJY0qOUeALibyXQfodpi

EyWwB5WU57MYnKOuiJyJbN0lY8poyZMWs4FJY0qOUeALibyXQfodpi

กรมศุลกากร-จนท.ด้านตรวจแหลมฉบัง จับกุมสินค้าประเภทส้ม สำแดงเมืองกำเนิดเป็นเท็จ ลักลอบนำเข้าเลี่ยงภาษี น้ำหนักรวมกว่า 96,000 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท …

วันที่ 24 พ.ค.59 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจแหลมฉบัง ได้ทำการตรวจยึดสินค้าประเภทส้ม สำแดงเมืองกำเนิดเท็จ น้ำหนักรวม 96,000 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท ได้ หลังจากเมื่อวันที่ 17-18 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้สืบทราบและตรวจพบสินค้าประเภทส้มจำนวนดังกล่าว บรรจุภายในตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 7 ตู้ และมีผู้แสดงเป็นเจ้าของ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไนน์ เอ็นเตอร์ไพรส์ แอนด์ เทรดดิ้ง และ บริษัทวัชมน ฟู้ด จำกัด โดยทั้งสองบริษัทได้แสดงเอกสารสำแดงเมืองกำเนิดจากประเทศจีน

NjpUs24nCQKx5e1Eae0gYk3aFXtVISJERp1zGDF2eP7

จากการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่ พบว่า สินค้าดังกล่าวไม่ได้นำเข้ามาจากประเทศจีนตามที่ยื่นเอกสาร แต่กลับเป็นส้มที่เพาะปลูกจากประเทศสเปน และอียิปต์ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า เนื่องจากประเทศไทยและจีน ได้มีข้อตกลงภายใต้สนธิสัญญา FTA ซึ่งจะทำให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างไทยและจีน ปลอดภาษี แต่หากแสดงใบกำเนิดสินค้าจากประเทศอื่น จะต้องมีการเสียภาษี ร้อยละ 30 ดังนั้น ผู้ประกอบการ จึงทำการเลี่ยงภาษีและนำมาซึ่งการกระทำผิดดังกล่าว เจ้าหน้าที่ จึงยึดผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า จากนี้ทางกรมศุลกากร จะมีการตรวจสอบบริษัททั้ง 2 ว่า เคยมีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวมาแล้วกี่ครั้ง รวมถึงยังได้จัดทำบัญชีอยู่ในข่ายแบล็กลิสต์ เพื่อป้องกันการกระทำผิดดังกล่าวซ้ำอีก นอกจากนี้ สินค้าดังกล่าวยังเป็นสินค้าต้องห้ามตาม พ.ร.บ. กักพืช 2507 เนื่องจากเป็นสินค้าจากต่างประเทศที่ยังไม่ได้รับการตรวจและเสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วย

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

พิษแล้ง!! แม่ค้าบุรีรัมย์ โอด พริกขี้หนูพุ่งปรี๊ด โลละ 160 หวั่นเจ๊ง

EyWwB5WU57MYnKOuiJyIxQrQLibHrNpqH5nDhSSqq2KXeMLgA7Hprc

EyWwB5WU57MYnKOuiJyIxQrQLibHrNpqH5nDhSSqq2KXeMLgA7Hprc

ภัยแล้งดันผักหลายชนิดพาเหรดขึ้นราคา พริกขึ้นหนูพุ่งปรี๊ดโลละ 160 บ. แม่ค้าบุรีรัมย์ โอด ต้องลดปริมาณสั่งซื้อ หวั่น ขาดทุน ขณะที่ บางรายไม่กล้ารับมาจำหน่าย หันไปหาผักพื้นบ้านที่มีราคาถูกมาขายแทน …

วันที่ 23 พ.ค.59 มีรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ที่ขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ของจังหวัดบุรีรัมย์ แหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอด ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้ ทำให้บางพื้นที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักได้ และบางพื้นที่ขาดน้ำเหี่ยวเฉาแห้งตายเสียหาย ส่งผลกระทบให้ราคาพืชผักหลายชนิดตามท้องตลาด มีราคาแพงขึ้นเกือบทุกชนิด เช่น ต้นหอม จากปกติกิโลกรัมละ 89 บาท ปรับเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 130 บาท แตงกวาเดิมกิโลกรัมละ 10 บาท ปรับเป็นกิโลกรัมละ 30 บาท แต่ที่ปรับราคาสูงที่สุดและแพงกว่าที่ผ่านมา คือ พริกขี้หนูทั้งเขียวและแดง มีราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 160 บาท จากเดิมราคากิโลกรัมละ 110 บาท ทำให้พ่อค้าแม่ค้า และผู้บริโภค โดยเฉพาะแม่ค้าขายผักในตลาดสดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงนี้ผักหลายชนิดมีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะพริกขี้หนูแพงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คาดว่า ผลพวงมาจากปัญหาภัยแล้งผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง พ่อค้าแม่ค้าหลายรายต้องลดปริมาณการสั่งซื้อ

ขณะที่ บางรายไม่กล้ารับมาจำหน่ายเพราะเกรงจะขาดทุน ต้องหันไปหาผักพื้นบ้าน เช่น ต้นกระถิน ผักบุ้ง ตำลึง ชะอม จากชาวบ้านที่สามารถปลูกเองได้และมีราคาถูกกว่ามาวางจำหน่ายแทน

ด้าน นางวัน พิมเสนา อายุ 39 ปี แม่ค้าขายผัก ในตลาดสดลำปลายมาศ บอกว่า ตั้งแต่ขายผักมาเกือบ 10 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นพริกขี้หนูแพงถึงกิโลกรัมละ 160 บาท ซึ่งปีนี้ถือว่าแพงอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน คาดว่า น่าจะเกิดจากปัญหาภัยแล้งทำให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักได้ ต้องรับซื้อจากต่างจังหวัดมาขาย ทำให้ราคาแพงเกือบเท่าตัว และคาดว่า ราคาจะแพงไปอีกสักระยะ หรือจนกว่าจะมีฝนตกจนเกษตรกรในพื้นที่สามารถทำการเพาะปลูกพืชผักได้.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

รออีก 9 เดือนทำคลอด “ธนาคารสหกรณ์”

EyWwB5WU57MYnKOuiJw1Bg8TKuj4JKR5N0mkJhJXJdN61t4YPjpsvx

EyWwB5WU57MYnKOuiJw1Bg8TKuj4JKR5N0mkJhJXJdN61t4YPjpsvx

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เสนอให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์แล้ว และภายใน 15 วัน คณะกรรมการชุดนี้จะประชุมเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธนาคาร โดยคาดว่าภายใน 9 เดือน จะเห็นเป็นรูปธรรมทั้งการตั้งองค์กรและหน่วยงานการกำกับดูแล ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแนวทางที่จะระดมสหกรณ์ต่างๆเข้าร่วมหุ้นในการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์หรือรวมตัวสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อเป็นเครือข่ายเงินทุน โดยจะจัดจ้างผู้บริหารที่มีความรู้หรือผู้เชี่ยวชาญด้านธนาคารเข้ามาดูแลในบอร์ดบริหารธนาคารสหกรณ์

นอกจากนี้ เมื่อจัดตั้งบอร์ดบริหารเรียบร้อยแล้วจะมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมากำกับการทำงาน โดยจะให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่เข้ามาบริหารธนาคารสหกรณ์และแนวทางทั้งหมดก่อนที่จะก่อตั้งธนาคารสหกรณ์ ซึ่งถ้าสำเร็จจะสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ในประเทศไทยจำนวนกว่า 7,200 แห่ง

“กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาช่วยกำหนดบทบาทและโครงสร้างการกำกับดูแลของธนาคารสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารจัดการอยู่ภายใต้ธรรมาภิบาลที่ดีไม่ให้เกิดวิกฤติซ้ำรอย สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด”.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ผลปาล์มสดทะลุ 6 บาท โรงกลั่นครวญ! ขาดทุน

EyWwB5WU57MYnKOuiJw1BhHSZwyJgXgKbHMFDMcZG593TQKW4ktjeq

EyWwB5WU57MYnKOuiJw1BhHSZwyJgXgKbHMFDMcZG593TQKW4ktjeq

นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการ สมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศ ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ กลุ่มโรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม มีความกังวลต่อสถานการณ์ราคาผลปาล์มสดที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.60-5.75 บาท และในบางช่วงสูงถึง กก.ละ 6 บาท/กก. (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 17%) จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ราคาอยู่ที่ประมาณ กก.ละ 4 บาท เท่านั้น

ทั้งนี้ การที่ราคาผลปาล์มสดเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบปรับขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 35 บาท และส่งผลต่อเนื่องให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มขวดสูงขึ้น ซึ่งโรงกลั่นและโรงสกัดต้องบวกต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีกขวดละ 7-10 บาท และจะทำให้ราคาขายน้ำมันปาล์มขวดขึ้นมาอยู่ที่ขวดละ 42-45 บาท แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะกรมการค้าภายในกำหนดราคาเพดานขายไว้ที่ไม่เกินขวดละ 42 บาทเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มประสบภาวะขาดทุนแล้ว

“ขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มดิบได้ปรับขึ้นไปอยู่ที่ กก.ละ 35 บาทแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มแบกภาระ และเกรงว่าหากสถานการณ์ผลปาล์มสดยังออกน้อยต่อเนื่อง อาจกระทบทำให้โรงสกัดและโรงกลั่นไม่อยากผลิตสินค้า เพราะขาดทุนและสถานการณ์ที่น่ากังวล คืออาจจะมีการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียมากขึ้น”.

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

สวนทุเรียนแห่งแรกสุรินทร์ผลออกไม่ทันขาย

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM5OS8xOTk5MjU4LzcwMDQ3Ni0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM5OS8xOTk5MjU4LzcwMDQ3Ni0wMS5qcGc=

ฮือฮา! สวนทุเรียนแห่งแรกของเมืองช้าง ตัดวันไหนคนแห่จอง เจ้าของบ่นปีนี้ร้อนจัด ผลผลิตน้อยมาก

หลังจากที่ เพจ “สุรินทร์วันนี้” ได้มีการโพสต์ ภาพและเรื่องราวของสวนทุเรียนแห่งแรกของจังหวัดสุรินทร์ ให้ผลผลิตส่งออกขาย ต่างสร้างความตื่นเต้นที่ทราบข่าวว่า จ.สุรินทร์ สามารถปลูกทุเรียนได้ผล จนประชาชนชาวสุรินทร์จำนวนมาก บุกเข้าไปซื้อทุเรียนถึงที่ถึงสวน แต่ต้องผิดหวัง เพราะทุเรียนออกไม่ทัน และไม่เพียงพอต่อความต้องการ ที่ต้องการชิมผลผลิตทุเรียนสุรินทร์แห่งเเรก

ที่บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ พบเป็นสวนแบบผสมผสาน มีทั้งต้นมังคุด เงาะ ลองกอง ส้มโอ ลำใย ขนุน และที่สำคัญคือ ต้นทุเรียน ขณะนี้มีผลผลิตแค่ทุเรียนอย่างเดียว มีต้นทุเรียนที่งหมดอยู่ 19 ต้น ในพื้นที่ทั้งสวน 7 ไร่ ซึ่งในเขตพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ ยังไม่มีใครเคยปลูกทุเรียนมาก่อน

นางโชคดี อุตนะงาม อายุ 37 ปี เจ้าของสวนทุเรียนแห่งแรกของ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ ต.จรัส จะตั้งฉายาว่า “สวนทุเรียนคุณนาย” เพราะลูกทุเรียนมีจำนวนจำกัด มักจะมีแต่คุณนายที่จากตัวเมืองสุรินทร์ โทรศัพท์มาสั่งจองไว้ล่วงหน้า และเมื่อทราบข่าวว่าจะตัดลูกทุเรียนวันไหน ก็จะมารอรับถึงหน้าสวนเลย ชาวบ้านในละแวกนี้ไม่เคยได้กิน ส่วนการดูแล ช่วงออกดอก ตนจะให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ด้วยสปริงเกอร์ ซึ่งสูบน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำบ้านจรัส และให้ปุ๋ยบำรุงต้นก่อนออกดอก ต้นละ 1 กิโลกรัม ตอนนี้ตนได้เก็บผลผลิตมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ทุกปีจะมีรายได้ไม่เท่ากัน ช่วงนี้มันร้อนจัดเหลือเกิน เลยทำให้ผลผลิตที่ได้น้อยมาก ตนเองก็ทำงานงานอย่างอื่นด้วย จึงไม่สามารถดูแลได้ดีพอ ในหนึ่งปี ตนจะมีรายได้ประมาณ 5 – 7 หมื่นบาท และในอนาคต ตนก็อยากจะขยายสวนทุเรียนเหมือนกัน

 

ขอบคุณที่มา       http://news.sanook.com/

พาณิชย์ สั่งตรวจร้านสังฆภัณฑ์ หวั่น ฉวยโอกาสโก่งราคาวันวิสาขบูชา

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

รมว.พาณิชย์ สั่ง กรมการค้าภายใน ลุยตรวจสอบร้านขายสังฆภัณฑ์ทั่วประเทศ ป้องกันฉวยโอกาสขายสินค้าเกินราคา ช่วงวันวิสาขบูชา ย้ำ ติดป้ายแสดงราคา น้ำหนัก รายการสินค้าชัดเจน …

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายสินค้าและเครื่องสังฆภัณฑ์ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ปรับขึ้นราคาสินค้าเกินความเหมาะสม เพราะในช่วงสุดสัปดาห์นี้ จะเป็นวันหยุดยาวเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งจะมีประชาชนบางส่วนเดินทางกลับภูมิลำเนา และไปทำบุญตามวัดจำนวนมาก

สำหรับการออกตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและเครื่องสังฆภัณฑ์ ได้เน้นให้ผู้ค้า ต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน โดยต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก พร้อมทั้งแสดงรายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุและราคาของสินค้าแต่ละรายการที่บรรจุในชุดสังฆทาน รวมทั้งค่าภาชนะบรรจุด้วย นอกจากนี้ รายการและราคาของสินค้าดังกล่าวต้องมีขนาดตัวอักษรและตัวเลข (FONT) ตั้งแต่ขนาด 16 ขึ้นไป หรือมีขนาดเทียบเท่า ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ ปี 2559 หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

โดยการกำหนดให้ปิดป้ายแสดงราคาดังกล่าว เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้ประชาชนได้ตรวจสอบราคาก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ โดยกรมฯ จะลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งร้านค้าและห้างสรรพสินค้า และร้านจำหน่ายชุดไทยธรรม หรือสังฆทานในช่วงก่อนวันวิสาขบูชา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยในส่วนภูมิภาคมอบหมายให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัดดำเนินการตรวจสอบ

“การตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่า ผู้ค้าให้ความร่วมมือปิดป้ายแสดงราคาเป็นอย่างดี และสถานการณ์ราคาจำหน่าย ส่วนใหญ่ยังคงทรงตัว ไม่ปรับขึ้นราคา เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ขอให้ประชาชนผู้บริโภคร่วมเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ “ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้” ก่อนตัดสินใจซื้อควรตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย รายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุและราคาสินค้าแต่ละรายการที่บรรจุในชุดสังฆทาน รวมทั้งค่าภาชนะบรรจุ และตรวจสอบสินค้าที่บรรจุว่า ตรงกับรายการสินค้าที่แสดงไว้หรือไม่ เพื่อได้มีโอกาสเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หากประชาชนผู้บริโภค พบการขายสินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน หมายเลข 1569

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ประมูล 4 จีใหม่ 15 นาทีจบ กสทช.เดินหน้าจ่อปรับ ‘แจส โมบาย’ เพิ่ม

EyWwB5WU57MYnKOuiJwIpyEHClR9goslQ2ZGSTczxT6kRg6BYaF771

EyWwB5WU57MYnKOuiJwIpyEHClR9goslQ2ZGSTczxT6kRg6BYaF771

กสทช.หายใจท้องโล่ง “เอไอเอส” มาตามนัด เข้าประมูล 4 จีคลื่น 900 “ฐากร” คาดใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที เคาะครั้งเดียวจบ เพราะไม่มีใครแข่ง ย้ำเดินหน้าประชุมเรียกค่าเสียหายแจสโมบาย เชื่อต้องชดใช้เพิ่มเติมแน่ เผยบอร์ดบริหารเอไอเอสอนุมัติเข้าประมูล เชื่อราคาคลื่น 900 ไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ถือฤกษ์เวลา 14.04 น. มายื่นเอกสารเข้าร่วมประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ พร้อมหนังสือค้ำประกันการประมูลจากธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย วงเงินรวม 3,783 ล้านบาท และเช็คเงินสด 535,000 บาทซึ่งต้องชำระเพื่อยื่นคำขอประมูลในครั้งนี้

โดยนับจากวันนี้จนกว่าจะประกาศผลการประมูลอย่างเป็นทางการ ผู้ยื่นประมูลห้ามเปิดเผยข้อมูลการประมูลเพราะอยู่ในช่วง Silent Period แม้จะมีผู้ยื่นประมูลรายเดียวก็ตาม เพื่อมิให้เกิดปัญหาร้องเรียนและหลังจากนี้ กสทช.จะรายงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับทราบต่อไป เนื่องจากการประมูลในครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่ง คสช.ภายใต้ ม.44 โดยใบอนุญาตคลื่น 900 รอบใหม่ จะมีระยะเวลา 15 ปี (มิ.ย.59-พ.ค.74)

นายฐากรกล่าวว่า สำหรับกระบวนการประมูลหลังจากยื่นเอกสารในครั้งนี้ กสทช.จะใช้เวลาในการตรวจสอบเอกสารและคุณสมบัติ เพื่อประกาศรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบในวันที่ 23 พ.ค.นี้ และวันที่ 25 พ.ค.59จะเชิญมา ทดสอบระบบและทดลองเคาะราคาประมูล (Mock Auction) เพื่อนำไปสู่การประมูลจริงในวันที่ 27 พ.ค.นี้ โดยจะเริ่มราว 09.00 น. และเคาะราคาในเวลา 09.30 น. คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที แค่เคาะราคายืนยันการประมูลที่ราคา 75,654 ล้านบาทเพียงครั้งเดียว ก็จะเป็นผู้ชนะประมูลชั่วคราวทันที เนื่องจากไม่มีใครเคาะแข่ง จากนั้นจะรับรองผล และเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) รับรองผลอย่างเป็นทางการ ถือเป็นอันสิ้นสุด

ส่วนความคืบหน้าการคำนวณค่าเสียหายจากกรณีบริษัท แจสโมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ผู้ชนะประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ครั้งที่ผ่านมา ไม่นำเงินมาชำระค่าประมูล จนทำให้ กสทช.ต้องจัดประมูลใหม่นั้น คณะทำงานพิจารณาความเสียหาย ที่มีนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นประธาน ได้ประชุมกันหลายครั้งแล้ว และได้เชิญตัวแทนจากธนาคารกรุงเทพมาชี้แจงแล้ว คาดว่าภายในวันที่ 28 พ.ค.นี้ จะมีความชัดเจนขึ้น ส่วนจะเรียกร้องค่าเสียหายจากแจส โมบาย ได้มากกว่า 644 ล้านบาท ที่ กสทช.ได้ริบเช็คเงินสด ซึ่งเป็นหลักประกันการประมูลครั้งที่ผ่านมา ได้หรือไม่ ต้องรอข้อสรุปของคณะทำงานและความเห็นของบอร์ด กทค.ด้วย โดยมั่นใจว่า กสทช.จะสามารถเรียกค่าเสียหายจากแจสได้เพิ่มเติมแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้ามายื่นเอกสารขอเข้าประมูลของเอไอเอสในครั้งนี้ ได้สร้างความโล่งใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยเฉพาะรัฐบาลและ กสทช. ซึ่งคาดหวังที่จะได้รับเงินจำนวนเท่าเดิมจากการประมูลครั้งแรก เพราะเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกส่งตรงเข้าเป็นรายได้ของรัฐ เพื่อใช้ในการลงทุน พัฒนาประเทศ จนทำให้ คสช.ต้องมีคำสั่งภายใต้ ม.44 ให้จัดการประมูลขึ้นใหม่ในราคาเดิมที่แจสโมบายเคยได้ เพื่อยุติข้อขัดแย้งทั้งหมด

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 99.99% ได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ต่อ กสทช.เรียบร้อยตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการบริหารของเอไอเอส ได้อนุมัติให้บริษัทเข้าประมูล 4 จีรอบใหม่ในวันที่ 18 พ.ค. หลังได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท (Board Of Directors) ให้ดำเนินการได้เต็มอำนาจ โดยพิจารณาเห็นว่าในอนาคต ราคาคลื่น 900 คงจะไม่ต่ำลงไปกว่านี้ เนื่องจาก กสทช.มีนโยบายชัดเจนว่าราคาประมูลใหม่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่แจส โมบายได้ไป เมื่อเป็นเช่นนั้นก็สมควรเข้าประมูล เพื่อให้ได้คลื่นมาเสียเลยจะได้เสริมความสามารถในการแข่งขันและให้บริการลูกค้า 2 จีของเอไอเอสได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาจากแผนธุรกิจเดิมแล้ว การเข้าประมูลก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อแผนที่เคยวางเอาไว้

นอกจากนั้น คณะกรรมการบริหารยังพิจารณาในหลักเกณฑ์ที่ว่า การเข้าประมูลยังเป็นการนำรายได้เข้าสู่ภาครัฐ ซึ่งเอกชนที่ดีพึงกระทำ อีกทั้งจะช่วยให้สถานการณ์อึมครึมตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลังการประมูลรอบแรกเสร็จสิ้น คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมมีความชัดเจนขึ้น เหมือนเริ่มต้นการแข่งขันในรอบใหม่ โดยกรณีที่บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่เข้าประมูลนั้น ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหาร เพราะเป็นการตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขทางธุรกิจเป็นสำคัญ.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 2 3 4 5