ซีพีเอ็น จัดสงกรานต์ ปั๊มยอดร้านอาหาร รับอานิสงส์ลดภาษีกินข้าวนอกบ้าน

EyWwB5WU57MYnKOuiCxCCYedvuAReVHB64zoIKzWxP4kXPC3LOTeAM

EyWwB5WU57MYnKOuiCxCCYedvuAReVHB64zoIKzWxP4kXPC3LOTeAM

ซีพีเอ็น จัดงานสงกรานต์ประหยัดน้ำ สาดความสุขทั่วประเทศ 12-19 เม.ย. ไฮไลต์ปาร์ตี้โฟมที่เซ็นทรัลเวิลด์ คาดดึงยอดทราฟฟิกเข้าศูนย์การค้ากว่า 20% ปั๊มยอดขายร้านอาหารไม่น้อยกว่า 15% รับอานิสงส์ลดหย่อนภาษีกินข้าวนอกบ้าน…

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้จัดงาน “ไทยแลนด์ สงกรานต์ เฟสติวัล 2016” ระหว่างวันที่ 12-19 เม.ย. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา และ เซ็นทรัลเฟสติวัล ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าจัดงานสงกรานต์ในศูนย์การค้าของซีพีเอ็นเป็นแลนด์มาร์คสงกรานต์ปลอดภัยของทุกจังหวัด เป็นเดสติเนชั่นที่สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มครอบครัว และกลุ่มวัยรุ่นได้ โดยให้ความสำคัญกับด้านมาตรการความปลอดภัย ไม่อนุญาตให้มีการพกพาอาวุธเข้างานอย่างเด็ดขาด รวมถึงมีการจำกัดอายุการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้กิจกรรมในศูนย์ฯ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง

สำหรับปีนี้จัดปาร์ตี้โฟมที่เซ็นทรัลเวิลด์ 13-15 เม.ย. ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่า รวมถึงการใช้ปืนฉีดน้ำขนาดเล็กซึ่งช่วยประหยัดน้ำ เป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของการเล่นน้ำแบบเดิมที่ใช้น้ำปริมาณมากให้เป็นการเล่นน้ำคลายร้อนอย่างพอดี นับเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้การท่องเที่ยว  และยังได้จัดโรดโชว์รณรงค์ประหยัดน้ำเพื่อสร้างจิตสำนึกในการประหยัดน้ำแก่ประชาชนทั่วไปในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา และเซ็นทรัลเฟสติวัล อีกด้วย พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินดาราชื่อดัง ตลาดสินค้า และอาหารท้องถิ่น และการจัดสรงน้ำสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด

NjpUs24nCQKx5e1EaLDFnz1xcXeSt8iLEQhsVCM30GE

นอกจากนี้ ตามที่มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของทางภาครัฐในช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 9 – 17 เม.ย. โดยให้ประชาชนสามารถนำใบกำกับภาษีที่ได้จากการรับประทานอาหารไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทนั้น คาดว่าจะส่งผลดีกับภาพรวมของตลาดรีเทล และกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะศูนย์การค้าของซีพีเอ็นที่มีร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ ทั้งยังมีการจัดกิจกรรมสงกรานต์บริเวณหน้าศูนย์ฯ เชื่อว่าจะดึงยอดทราฟฟิกเข้าศูนย์การค้าได้กว่า 20% และเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารในศูนย์ฯ ได้ไม่น้อยกว่า 15%.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ชี้พฤติกรรมคนไทยอ้าแขนรับ 4G พร้อมเรียนรู้บริการใหม่

EyWwB5WU57MYnKOuYLYM44E76iKv6vHpWihAUfwUNgViWUuXQG9qfA

EyWwB5WU57MYnKOuYLYM44E76iKv6vHpWihAUfwUNgViWUuXQG9qfA

“มาร์เก็ตบัซซ” เผยผลวิจัย พฤติกรรมคนไทยอ้าแขนรับ 4G รับรู้สูงถึง 91% และ 65% หันมาใช้บริการ 4G แล้ว พร้อมเรียนรู้บริการใหม่ๆ…

มีรายงานว่า บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด บริษัทจากแนวคิดสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ โดยมาร์เก็ตบัซซ ผู้ทำธุรกิจด้านนวัตกรรมการสำรวจวิจัยการตลาดรูปแบบใหม่บนสมาร์ทโฟน เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคบนฐานข้อมูลของบัซซี่บีส์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยเข้าถึง 4G แล้ว?” เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยสำรวจคนไทยทั้งชายและหญิง รวมจำนวน 2,000 คน ช่วงอายุ 15-65 ปี แบ่งสัดส่วนเป็นคนในกรุงเทพฯ 32% และต่างจังหวัด 68% พบว่า คนไทยมีความเข้าใจรับรู้เรื่อง 4G สูงถึง 91% โดยสัดส่วน 70% ของผู้เข้าร่วมสำรวจ 2,000 คน เข้าใจว่า 4G ให้ความเร็วข้อมูลแบบไร้สาย เพื่อความคล่องตัว 57% ดาวน์โหลดข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น 53% อัพเกรดเครือข่ายมือถือ เพื่อใช้มีเดียออนไลน์ เช่น เพลง และวีดิโอ ได้รวดเร็วขึ้น และ 45% เข้าใจว่า อินเทอร์เน็ตไร้สายจะมีความเร็วเทียบเท่าระดับบรอดแบรนด์ ซึ่งสรุปได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า 4G ช่วยให้การติดต่อบนมือถือรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงความเร็วในการรับชมวีดิโอ การดาวน์โหลด หรือ การอัพโหลดก็ตาม

นอกจากนั้นยังพบว่า คนไทยได้ย้ายมาใช้บริการระบบ 4G แล้ว สูงถึง 65% ซึ่งคนส่วนใหญ่ในกลุ่มดังกล่าวนี้ ด้วยสัดส่วน 70% เป็นผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนอยู่แล้ว และมีค่าใช้จ่ายมือถือรายเดือนสูงกว่า 400 บาทต่อเดือน ถือเป็นกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนมาใช้บริการ 4G อย่างรวดเร็วมากกว่ากลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ กลุ่มนี้ยังมีอัตราการใช้งานบนวีดิโอคอล โซเชียลมีเดีย บริการแผนที่ และบริการซื้อขายออนไลน์ สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ อีกด้วย และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงมีผลต่อการตัดสินใจให้ย้ายมาใช้บริการ 4G อย่างรวดเร็ว

จากการสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคยังมีเหตุผลที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้บริการ 4G แตกต่างกันไป ประกอบด้วย 57% อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น เพื่อใช้ดาวน์โหลด 50% พูดคุยผ่านโซเชียลมีเดียได้เร็วขึ้น 42% อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น เพื่อใช้อัพโหลด 36% รับชมและฟังมีเดียออนไลน์ เช่น เพลง และวีดิโอ ได้ไวขึ้น 29% เครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ 24% วีดิโอคอลมีคุณภาพสูงขึ้น และ 23% อัพเกรดเพราะอัตราค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่าเดิม

ขณะเดียวกันพบว่า 75% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนมาใช้บริการ 4G มีความพึงพอใจกับบริการ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้บริการ 22% บอกว่าบริการ 4G ดีมากๆ หากเทียบกับบริการก่อนหน้านี้ และอีก 50% บอกว่าดี นอกจากนี้อีก 80% ของผู้ที่ยังไม่ได้ใช้บริการ 4G ตั้งใจว่าจะอัพเกรดเป็น 4G ภายในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้

นายแกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาร์เก็ตบัซซ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดมือถือประเทศไทย มีมูลค่าตลาดสูงถึง 6.7 พันล้านดอลลาห์สหรัฐฯ หรือประมาณ 237 พันล้านบาท ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือมีบทบาทสำคัญและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนไทยไปแล้ว และคนไทยพร้อมที่จะเรียนรู้และเปิดโอกาสที่จะมองหาบริการรูปแบบใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงการดูทีวี ดิจิตอลคอนเทนต์ วีดิโอคอล ช็อปปิ้งออนไลน์ และการเข้าถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งด้านสาระความรู้และความบันเทิงด้วย และจากการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ บนโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เอง ทำให้หลายองค์กรได้เริ่มปรับเปลี่ยน และจัดสรรงบการตลาดบนมือถือและสื่อออนไลน์มากขึ้น รวมถึงมีการเลือกใช้สื่อที่ทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลมากขึ้น

นายบาร์โทลี่ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของมาร์เก็ตบัซซแตกต่างจากการทำผลสำรวจวิจัยโดยทั่วไป โดยนำฐานข้อมูลของบัซซี่บีส์มาจัดทำผลสำรวจ ปัจจุบันมีฐานข้อมูลที่ใช้งานอยู่จริง 8 ล้านคน เป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร์เก็ตบัซซสามารถเจาะกลุ่มที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว แม่นยำ และสามารถสำรวจได้ทุกที่ทุกเวลา 24/7 โดยได้นำเทคโนโลยีบวกกับความชำนาญการของทีมที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี มาออกแบบพัฒนาโปรแกรมการทำวิจัยสำหรับลูกค้าบนเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นเดียวกับการวิจัยแบบเจาะลึกในครั้งนี้ และจากการผสมผสานด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี้ ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถตั้งคำถามบนโทรศัพท์มือถือและสอบถามผู้บริโภคได้สูงสุดถึง 5,000 คนต่อวัน.

NjpUs24nCQKx5e1D8WVbWd6DERfSu9qYeflvhvOdbkV

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

รับดิจิตอลไลฟ์สไตล์ ไอโมบายปรับธุรกิจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ไฮเทคตอบโจทย์

EyWwB5WU57MYnKOuiCxClszaxPJBIRFPPNnNEs3jxX7sec7szVL5Xk

EyWwB5WU57MYnKOuiCxClszaxPJBIRFPPNnNEs3jxX7sec7szVL5Xk

สามารถ ไอ-โมบาย ลงทุน 300 ล้านบาท ปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์ เปลี่ยนช็อปทันสมัยภายใต้แนวคิด Open Shop รวมสินค้าและบริการครบที่เดียว พร้อมผุดไอเดียอีคอมเมิร์ซ สร้างเว็บตอบโจทย์นักช็อปออนไลน์ทั้งไทยและต่างชาติ…

นายจักรกฤช จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่นิยมใช้งานสมาร์ทโฟนและแอพพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน บริษัทจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพื่อตอบสนองความพฤติกรรมการใช้งานดังกล่าว และดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 2 ระเภทหลัก คือ โมบายล์ บิสสิเนส (Mobile Business) และนอน โมบายล์ บิสสิเนส (Non Mobile Business) โดยกลุ่มโมบายล์ บิสสิเนสนั้นจะเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและตรงใจ ส่วนนอน โมบายล์ บิสสิเนสนั้น จะเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่มือถือแต่จะตอบโจทย์ความต้องการใช้งานด้านดิจิตอล คอมเมิร์ซ และคอนเทนต์ รวมถึงการเปิดตัวสายธุรกิจใหม่เพิ่มเติม

“จากแนวทางเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (IoT) บริษัทจึงมีแนวคิดพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการให้รองรับความต้องการดังกล่าว ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่าโอเพ่น (Open) ด้วยการสร้างรายได้ในรูปแบบต่างๆ โดยตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มมือถือ 6,500 ล้านบาท และกลุ่มไม่ใช่มือถือ 1,500 ล้านบาท”

สำหรับรูปแบบธุรกิจในปีนี้ แบ่งออกเป็น Open Shop ธุรกิจค้าปลีกที่เป็นร้านค้าไลฟ์สไตล์จำหน่ายมือถือ แก็ตเจ็ต อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย และอุปกรณ์ติดตัวแบรนด์ O’Life โดยภายในร้านดังกล่าวยังให้บริการอื่นๆ อาทิ O’Fix ศูนย์ซ่อมมือถือซึ่งรับซ่อมแซมมือถือทุกแบรนด์ , O’Pay ศูนย์รับชำระบิลทุกประเภท ,​ O’Top Up ตู้เติมเงินเพื่ออำนายความสะดวก , O’Cafe จำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มสุขภาพ , O’Sport & Health and Smart Home จำหน่ายสินค้ากีฬาและสุขภาพ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าปรับร้านไอ-โมบาย เดิม 28 สาขา ให้เป็นร้าน Open Shop รูปแบบใหม่ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มีสาขาแรก ณ อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวสายธุรกิจใหม่ด้านอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ เว็บไซต์ Thailandmall แหล่งช็อปปิ้งเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ , WappWapp ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคทั้งด้านการกิน ความบันเทิงในทุกไลฟ์สไตล์ , Thailand Check-in บริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เป็นต้น ขณะเดียวกัน บริษัทได้เข้าซื้อกิจการจาก Phoinikas ที่ทำธุรกิจด้านดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อขยายธุรกิจด้านดิจิตอล คอมเมิร์ซให้ครบวงจร และในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ บริษัทจะมีการเปิดตัวบริการ Open MVNO ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT อีกด้วย

“เราใช้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์และขยายธุรกิจ โดยเชื่อว่าภายใน 3 ปีจากนี้ บริษัทจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มมือถือ 50% กลุ่มที่ไม่ใช่มือถือ 50% แม้ว่าปัจจุบันรายได้จากกลุ่มธุรกิจมือถือจะปรับลดลงจากเดิมที่ 7,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เนื่องจากโอเปอเรเตอร์มีการทำตลาดอย่างหนักในกลุ่มมือถือราคาระดับล่าง แต่เชื่อว่ากลยุทธ์การทำตลาดมือถือที่บริษัทจะให้ความสำคัญกับสมาร์ทโฟนราคาระดับกลาง หรือไม่เกิน 7,000 บาทนั้น จะทำให้บริษัทมีรายได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน ซึ่งบริษัทจะทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกสู่ตลาดราว 10 รุ่นในปีนี้ จากปีก่อนหน้าที่เปิดตัวไปแล้วกว่า 45-47 รุ่น เพื่อรองรับการมาของทีวีดิจิตอล”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th

เอไอเอสยอมเซ้งต่อคลื่นแจส กสทช.จ่อชงใช้ ม.44 กู้หน้าไร้เงาผู้ประมูล

EyWwB5WU57MYnKOuiCxC36uF2UNMaCMzi33ID6OxZbhcmIdgU2iSKc

EyWwB5WU57MYnKOuiCxC36uF2UNMaCMzi33ID6OxZbhcmIdgU2iSKc

“เอไอเอส” ยอมซื้อคลื่นแจสต่อราคา 75,654 ล้านบาท แต่ขอคุยผู้ถือหุ้นก่อน คาด 2 เดือนรู้ผล พร้อมยื่นเงื่อนไขขอใช้คลื่นต่อก่อนจ่ายเงิน ลุ้นบอร์ด กสทช.ชงใช้ ม.44 เรียกผู้เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา หวั่นเมินร่วมประมูลคลื่น 900 ใหม่ จับตา “พิชญ์” โผล่หัวแก้ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันนี้ (5 เม.ย.) จะพิจารณาอนุมัติร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ใหม่ เนื่องจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่มาชำระเงินค่าประมูล 75,654 ล้านบาท โดยร่างหลักเกณฑ์การประมูลใหม่มีรายละเอียดดังนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 75,654 ล้านบาท มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลรายเดียวกัน ก็สามารถเปิดประมูลได้ แต่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องเคาะราคายืนยันเพื่อเป็นผู้ชนะประมูล การกำหนดวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกวาง 5%หรือ 3,783 ล้านบาทของราคาเริ่มต้นการประมูล ส่วนที่เหลือ 15% วงเงิน 11,348 ล้านบาท จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีไม่มาชำระค่าประมูลตามกำหนด โดยจะนำไปเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ในวันที่ 22 เม.ย.59 นี้

ทั้งนี้ การพิจารณาร่างหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ จะพิจารณาควบคู่ไปกับข้อเสนอของหลายหน่วยงานที่ให้ กสทช.นำระเบียบพัสดุแห่งชาติมาใช้ ด้วยการเรียกผู้เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา แต่ต้องทำเรื่องเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติ เนื่องจาก กสทช.ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ ดังนั้นจึงต้องเสนอ คสช.ออกประกาศ ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 นั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะหากไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูล กสทช.จะต้องเก็บคลื่นดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ซึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ฉะนั้นควรนำคลื่นนั้นมาจัดสรรใหม่ หรือเรียกเอกชนที่เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือกันเพื่อหาทางออกกรณีดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้ประเทศเสียประโยชน์ หากไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูลอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา นายสุทธิชัย ชื่นชูศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช.ในนามตัวแทนบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะผู้เข้าร่วมประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ระบุ ขอให้ กสทช.พิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ที่แจส โมบายประมูลได้แต่ไม่ได้มาชำระเงินให้แก่เอไอเอส (ในนามเอดับบลิวเอ็น) เนื่องจากหากนำคลื่นออกมาประมูลใหม่โดยใช้ราคาที่แจสโมบายประมูลได้ คาดว่าจะไม่มีผู้สนใจ

โดยเอไอเอสนั้น ยินดีที่จะรับช่วงคลื่นในราคาสุดท้ายที่แจสโมบายชนะประมูลที่ 75,654 ล้านบาท แม้ความจริงแล้วต้องการคลื่นในย่านที่บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล จำกัด ในเครือกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลได้ไปมากกว่า โดยยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการประมูลของผู้ชนะทุกประการ ทั้งการชำระเงิน 4 งวด การวางหนังสือค้ำประกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลัง กสทช.อนุมัติให้เอไอเอสรับช่วงคลื่นดังกล่าวได้แล้ว เอไอเอสจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจากนี้ เพื่อได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้ว จึงจะสามารถชำระเงินค่าประมูลได้ ซึ่งในระหว่างนี้เอไอเอสขอให้ กสทช.พิจารณาให้ความคุ้มครองหรือกำหนดมาตรการใดๆ ที่ให้ลูกค้า 2 จี บนคลื่น 900 เดิมซึ่งเป็นลูกค้าของเอไอเอส อันมีอยู่ 400,000 เลขหมาย และมีที่ใช้บริการโรมมิ่ง (ใช้เครือข่ายร่วม) อีกราว 7.8 ล้านเลขหมาย สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดย กสทช.ต้องมีมาตรการก่อนวันที่ 5 เม.ย. เพื่อเอไอเอสจะได้ไม่ต้องเริ่มโรมมิ่ง (ใช้เครือข่ายร่วม) กับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค อันเป็น 1 ในแนวทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกค้าซิมดับ

นอกจากนั้น กสทช.ยังต้องกำหนดมาตรการหรือดำเนินการป้องกันปัญหาการรบกวนการใช้งานในคลื่นความถี่ที่เอไอเอสจะรับช่วงตลอดระยะเวลาใบอนุญาต เพื่อไม่ให้เอไอเอสต้องสูญเสียผลประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คลื่นในช่วงของแจสโมบายนั้น ไม่ใช่คลื่นที่เอไอเอสแข่งประมูลราคาสุดท้าย เนื่องจากเป็นคลื่นที่ติดกับย่านของดีแทค เสี่ยงต่อการถูกรบกวน โดยเอไอเอสแข่งขันในคลื่นช่วงที่ทรูชนะประมูลไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ (5 เม.ย.) เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะไปยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อให้ กสทช.เร่งรัดการจัดสรรคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเอาผิดแจส โมบาย กรณีประมูลในราคาสูงแล้วไม่มาชำระเงิน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการทำงาน พิจารณาความรับผิดกรณีแจส โมบาย ไม่มาชำระเงินค่าประมูล โดยล่าสุดทางผู้บริหาร แจส โมบาย ได้แจ้งว่า นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจส โมบาย จะมาชี้แจงคณะทำงานด้วยตัวเอง หลังจากที่ไม่เคยติดต่อ กสทช.ในกรณีไม่นำเงินประมูลมาชำระแต่อย่างใด.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th

สมคิด คิกออฟสินเชื่อ SME เกษตร เจ้าของธุรกิจขอบคุณโอกาส

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGGU3Vt4scYj43TwFd0PigQ9JNobDPbe47YU

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGGU3Vt4scYj43TwFd0PigQ9JNobDPbe47YU

รองนายกฯ สมคิด เปิดโครงการ “สินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร” ดำเนินการโดย ธ.ก.ส. อย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ด้านเจ้าของปลาร้า SME ภาทอง ขอบคุณที่ให้โอกาสลุยพัฒนาผลิตภัณฑ์…

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 เม.ย. มีรายงานว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “สินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร” ซึ่งดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ณ อิมแพค เมืองทองธานี อย่างไรก็ตาม พิธีเปิดโครงการครั้งนี้ ยังมีการนำผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอีเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากทั่วประเทศมาออกบูธจัดแสดงด้วย บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

นายสมคิด กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้อนุมัติวงเงิน 72,000 ล้านบาท สนับสนุนปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรไทย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ผ่านสถาบันการเงินของรัฐดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อ โดยจะเน้นการผลิตทางการเกษตรรูปแบบใหม่และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร หากทำสำเร็จสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การพัฒนาเอสเอ็มอีเกษตรนั้น ให้ดูตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จ มีการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรและปลูกพืชเกษตรหลายชนิด เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ประกอบกับในประเทศไทยปริมาณน้ำใช้ในการเกษตรเริ่มลดลง รวมทั้งผลกระทบราคาน้ำมันต่ำ อันส่งผลกระทบกับราคาสินค้าเกษตรอีกหลายปี เกษตรกรไทยก็ต้องมีการปรับตัวเพิ่มรายได้ให้ยั่งยืน

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcM8TFmGo8ZYCeiJVmFo1E9Xv

 

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า หลังเปิดโครงการนี้ อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีการให้สินเชื่อ ทั้งเกษตรกร บุคคล ผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกรและอื่นๆ ตามเป้าหมายแล้ว 4,814 รายทั่วประเทศ วงเงินสินเชื่อ 5,156 ล้านบาท จากเป้าหมาย 72,000 ล้านบาท สร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตรได้ 7,305 ราย ทุกตำบลต้องมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตรอย่างน้อย 1 ราย

สำหรับเงื่อนไขการให้สินเชื่อนั้นวงเงินไม่เกินรายละ 20 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ในปีที่ 1-7 จากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ยตามประเภทในอัตรา MRR หรือ MLR ซึ่งแล้วแต่กรณี หมดเขตต้องทำเอกสารกู้ยืมภายในเดือน มี.ค. 2560 กรณีหลักประกันไม่เพียงพอให้สามารถใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อได้

ด้าน นางวีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธ์ ผู้บริหารบริษัท เค.เอส.เอฟ.ฟู้ดส์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตน้ำปลาร้าครบวงจร ซึ่งหลังเปิดงาน นายสมคิด ได้เดินมาเยี่ยมชมบูธ กล่าวว่า ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากโครงการนี้ ขอบคุณ ธ.ก.ส.ที่ให้โอกาส ซึ่งโรงงานอยู่ ต.แก้งแก อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายผ่านการรับรองตามมาตรฐานต่างๆ เช่น อย. เป็นต้น และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcM8TFmGo8ZYAwBAoCG4OVaAW

ผู้บริหาร บริษัท เค.เอส.เอฟ.ฟู้ดส์ โปรดักส์ฯ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ผลิตสินค้าจำหน่ายเองในแบรนด์ภาทองทุกรูปแบบผลิตภัณฑ์ และรับจ้างผลิต ส่งขายภายในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกาและเอเชีย สำหรับสินค้าในแบรนด์ภาทองมีจำหน่ายทั้งหน้าร้านที่โรงงาน ผ่านตัวแทนจำหน่าย ช่องทางออนไลน์ ร้านส้มตำตำมั่ว บิ๊กซีและแม็คโคร เป็นต้น การได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสามารถนำไปใช้พัฒนาสินค้าได้เพิ่มขึ้น.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

สศอ.ระดมกึ๋นขจัดอุปสรรค ศูนย์กลางผลิตรถยนต์ไฮบริดไม่สวยหรู

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGK84YvAGwnnyg0mTeOXIM17N6NM8HqWEIH1

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGK84YvAGwnnyg0mTeOXIM17N6NM8HqWEIH1

สศอ.จับเข่า 9 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ หาแนวทางดันประเทศไทยศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า เผยยังมีข้อจำกัดเพียบ หากมุ่งหวังพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้แกร่งในอนาคต รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ลงทุนแบบครบวงจร

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ ประกอบด้วย บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย, บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้าของเอเชียนั้น ล่าสุดทาง สศอ.ได้เชิญผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายมาหารือเกี่ยวกับแผนการลงทุนผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในอนาคตอีกครั้ง

ทั้งนี้เป็นการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์แล้วจำนวน 9 ราย ได้แก่ เอ็มจี, มิตซูบิชิ, อีซูซุ, โตโยต้า, นิสสัน, มาสด้า, ฟอร์ด, ซูซูกิ, ฮอนด้า และจากการหารือดังกล่าว ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายมีความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อาทิ รถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงนั้น ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ เช่น รถยนต์มีราคาแพง ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการใช้งาน อีกทั้งตลาดยังมีความต้องการน้อย จึงไม่สามารถผลิตในลักษณะจำนวนมากๆได้ ซึ่งข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหมดนี้ ทาง สศอ.จะนำไปวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย และนำเสนอต่อนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาต่อไป

นายศิริรุจกล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการส่งเสริมรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้ประสบความสำเร็จนั้น ทาง สศอ.ประเมินว่าจะต้องเป็นการลงทุนแบบครบวงจร คือ มีการลงทุนประกอบรถยนต์ และผลิตชิ้นส่วนหลัก เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กันไปด้วย โดยภาครัฐต้องพิจารณาแนวทางการส่งเสริมอย่างรอบคอบ และมีการส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย

นอกจากนี้ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ยังจะต้องมีปัจจัยสำคัญที่จะมีส่วนสนับสนุนให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสบความสำเร็จในประเทศไทย ได้แก่ การจัดเตรียมแหล่งพลังงานไฟฟ้าและระบบการจัดการส่งไฟฟ้าที่เหมาะสม สถานีชาร์จไฟด่วนและหัวชาร์จไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน รวมทั้งแนวทางการกำจัดซากแบตเตอรี่ที่ชัดเจนอีกด้วย

“สศอ.อยู่ในระหว่างดำเนินการศึกษาราย ละเอียดเกี่ยวกับแผนการส่งเสริมการสร้างฐานการผลิตยานยนต์ในอนาคต รวมทั้งข้อเสนอของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และเกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ในอนาคต ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไป กับการส่งเสริมการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตัน และรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโค คาร์) ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งประเด็นปัญหา ต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอีกด้วย”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ชาวสวนสุโขทัยยิ้มไม่หุบ มะนาวไร้เมล็ดลูกดก ราคางามโลละเกือบ 100!

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGasEVjekN3LFWSXjpuRd38GzzmfcwY7fH0I

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGasEVjekN3LFWSXjpuRd38GzzmfcwY7fH0I

ยิ่งกว่าถูกหวย! เกษตรกรผู้ปลูกมะนาวใน จ.สุโขทัย เตรียมรับทรัพย์ช่วงหน้าแล้งปีนี้ หลังมะนาวออกลูกดกเต็มต้นในหน้าแล้ง พ่อค้ารับซื้อถึงสวนโลละ 70 บาท คาด หากยังแล้งต่อเนื่องอาจถึงโลละ 100 บาท

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สวนมะนาวของ นายกิตติชัย อำนวยศิลป์ อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 23/1 ม.2 ต.ตาลเตี้ย อ.เมืองสุโขทัย ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ริมถนนสายบ้านสวน-ศรีสำโรง ม.2 ต.ตาลเตี้ย ปลูกมะนาวพันธุ์ทูลเกล้า ในบ่อซีเมนต์จำนวน 160 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตขาย ปรากฏว่าถึงแม้ขณะนี้จะเป็นช่วงหน้าแล้ง แต่มะนาวที่สวนกลับออกลูกดกเต็มต้น สามารถที่จะเก็บขายได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดี

NjpUs24nCQKx5e1EaLAdIbmGbqfLWnYlhJMMSRxDk0N

เกษตรกรยิ้มไม่หุบ!ปลูกมะนาวได้ราคางาม โลละเกือบ100 บาท

นายกิตติชัย เปิดเผยว่า โดยปกติมะนาวจะเริ่มออกดอกประมาณเดือน ก.พ. – มี.ค. และสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณเดือน ส.ค. – ก.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูฝน เมื่อมีผลผลิตออกมามากทำให้มีราคาถูก พ่อค้ามารับซื้อเพียงกิโลกรัมละประมาณ 8-10 บาทเท่านั้น แต่เมื่อใช้วิธีการหลอกมะนาวให้ออกผลนอกฤดู โดยเมื่อถึงเดือน ส.ค. – ก.ย. จะให้มะนาวทั้งสวนอดน้ำจนใบเริ่มร่วง จากนั้นจะเริ่มให้น้ำให้ปุ๋ยอีกครั้งจนต้นกลับมาสมบูรณ์เริ่มแทงยอดอ่อนพร้อมเปิดตาดอกรับการผสมจนเป็นผลอ่อน ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ในช่วงหน้าแล้งพอดี

NjpUs24nCQKx5e1EaLAdIbmGbqfLWnWkkKZPrkzmty6

เกษตรกร จ.สุโขทัย ปลูกมะนาวบังคับออกหน้าร้อน สร้างรายได้งาม

สำหรับมะนาวพันธุ์ทูลเกล้า เป็นลูกผสมระหว่างมะนาวพันธุ์ตาฮิติ กับมะนาวแป้นของไทย ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ลูกใหญ่ น้ำเยอะ ไม่มีเมล็ด มีความหอม เป็นที่ต้องการของตลาด และจะใช้เพียงปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ ยิ่งช่วงนี้อากาศแล้งจัด ทุกเช้าและเย็นจะต้องคอยรดน้ำให้มะนาวเพื่อที่จะให้ความชุ่มชื้นไปหล่อเลี้ยงลำต้นและผล ซึ่งจะส่งผลให้มะนาวมีผลใหญ่และลูกดกมากเป็นพิเศษ

“ทุกปีช่วงหน้าแล้งราคามะนาวจะพุ่งสูงมาก เนื่องจากมีผลผลิตออกมาน้อย จากปกติเคยซื้อขายกันอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท แต่ปีนี้ จ.สุโขทัย เกิดภาวะแล้งหนัก ทำให้มะนาวซึ่งเป็นพืชชอบน้ำติดดอกและออกลูกน้อยมาก เมื่อมะนาวที่สวนมีผลผลิตออกมาในช่วงนี้ก็นับว่าเหมือนถูกหวย เพราะจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวน โดยให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 60-70 บาท และคาดว่าหากสถานการณ์ยังแล้งต่อไปอีก ราคามะนาวอาจพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท หรือตกลูกละประมาณ 8-10 บาท อย่างแน่นอน” นายกิตติชัย เจ้าของสวนมะนาวกล่าว

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 2 3