ส่งออกกุ้งพุ่ง! จีนแห่เปิบ

EyWwB5WU57MYnKOuiCvQNmPJ9Tr1SVQdYwHriXCaosI1tsEvgbh9bz

EyWwB5WU57MYnKOuiCvQNmPJ9Tr1SVQdYwHriXCaosI1tsEvgbh9bz

น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวมีชีวิต และกุ้งขาวต้มสุกเป็นที่ต้องการในตลาดจีน โดยเฉพาะมณฑลกวางโจว เซินเจิ้น ปักกิ่ง เป็นอย่างมาก ซึ่งในปี 2558 ส่งออกได้รวม 7,903 ตัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก ปี 2557 ที่ส่งออกได้ 4,846 ตัน สำหรับในปี 2559 อุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งไทยมีแนวโน้มการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาโรคตายด่วน หรืออีเอ็มเอสได้ดีกว่าประเทศอื่น และคาดว่าผลผลิตกุ้งไทยจะดีขึ้นตามลำดับในอนาคต

ทั้งนี้กองวิจัยประมงได้เล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถทำการตลาดกับจีน จึงได้จัดงานการแสดงสินค้าทางการเกษตรกรของไทย เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยพบปะกับผู้ประกอบการนำเข้าของจีนโดยตรง สำหรับสาเหตุที่เลือกจีนเป็นตลาดหลักในการส่งออกกุ้ง เพราะเศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวที่ดีแม้จะอยู่ในช่วงชะลอตัว อีกทั้งจีนยังเป็นตลาดการค้าขายที่ใหญ่ ผู้ซื้อมีกำลังซื้อจำนวนมาก จีนจึงเป็นตลาดส่งออกที่สามารถส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสัตว์น้ำเติบโตได้ในระยะเวลารวดเร็ว ขณะเดียวกัน จีนเองก็มองว่าไทยเป็นศูนย์กลางทางการเกษตร ทั้งพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี

“ประเทศไทยเป็นผู้นำการส่งออกกุ้งกว่า 30 ปี จุดแข็งคือผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง และเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก โดยกุ้งส่งออกของไทยพบสารปนเปื้อนน้อยมาก และการที่ไทยสามารถฟื้นฟูจากโรคตายด่วนได้เร็ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสทางการค้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เป็นต้น”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

“พาณิชย์” หารืออัยการฟ้องแพ่ง 2 หมื่นล้าน รอ “คลัง” ชี้แจงเหตุผลทุจริตขายข้าวจีทูจี

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAhi7hNQHgPhq80qV4eY3QRKDFuXEaVheJl

EyWwB5WU57MYnKOuiCs1vdJWZkkioeSBUitSZR4gkBVgOavA66C3aZ

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ และคำสั่งกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอหนังสือจากกระทรวงการคลัง เพื่อนำมาพิจารณาว่า จะให้กระทรวงพาณิชย์ใช้อำนาจบังคับทางปกครองอย่างไร กับนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 คน เพื่อให้ชดใช้ความเสียหายทางแพ่งคิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลความผิดการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตันไปแล้ว จึงถือเป็นเรื่องใหม่ ที่ต้องหารือกับสำนักงานอัยการอีกครั้ง เพื่อทำสำนวนในการฟ้องร้องทางแพ่ง โดยผู้ที่ถูกแจ้งให้ชดใช้มีสิทธิ์อุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ต้องรอดูหนังสือจากกระทรวงการคลังว่ามีคำสั่งออกมาอย่างไร

“มูลค่าความเสียหาย ที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งมีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน คิดมูลค่าความเสียหายที่ 20,000 ล้านบาท แตกต่างจากตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์ส่งไปให้พิจารณาที่ 18,000 ล้านบาท ซึ่ง คณะกรรมการต้องชี้แจงว่ามีวิธีการคำนวณอย่างไร ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ใช้ส่วนต่างราคาข้าวในตลาดและต้นทุนมาคำนวณ พร้อมกับให้ผู้ที่สร้างความเสียหายทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในสัดส่วนที่เท่ากัน”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ขนส่งทางบกร่วมกับ บขส. เปิดจุดรับ-ส่งคนช่วงสงกรานต์

EyWwB5WU57MYnKOuiCvNusR5wMywVfD8vy2iid8FwErnnyCfGEl8xb

EyWwB5WU57MYnKOuiCvNusR5wMywVfD8vy2iid8FwErnnyCfGEl8xb

อธิบดีกรมการขนส่งทางบกเผยจับมือ บขส. เปิดจุดรับส่งคนช่วงสงกรานต์ที่กรมการขนส่งทางบก จตุจักร พร้อมประสานสหกรณ์แท็กซี่จัดเตรียมรถให้เพียงพอ เข้มตรวจสอบความปลอดภัยรถสาธารณะ-คนขับ…

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า บรรยากาศการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2559 ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้นทางที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) คาดว่า จะมีประชาชนมารอขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดความแออัดและบรรเทาปัญหาด้านการจราจรบริเวณโดยรอบสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) กรมการขนส่งทางบก ร่วมมือกับ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เพิ่มจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร ระหว่างวันที่ 8-12 เม.ย. 2559 และเป็นจุดจอดส่งผู้โดยสารในช่วงการเดินทางขากลับเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 16-18 เม.ย. 2559

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางตลอดช่วงเทศกาล พร้อมประสานไปยังสหกรณ์แท็กซี่ ให้จัดเตรียมรถแท็กซี่สำหรับให้บริการประชาชนที่เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ให้เพียงพอ โดยกรมการขนส่งทางบกจะติดตามตรวจสอบการให้บริการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร

นายสนิท กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะทั้งที่วิ่งประจำในเส้นทางและรถโดยสารสาธารณะไม่ประจำทางที่นำมาเสริมให้เพียงพอกับความต้องการประชาชน ควบคู่กับการตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดตรวจบนถนนสายหลักและสายรอง หรือจุดจอด/พักรถ และคุมเข้มตรวจวัดสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานขับรถและผู้ประจำรถทุกคน หากตรวจสอบพบก่อนปฏิบัติหน้าที่ให้เปลี่ยนพนักงานขับรถทันที และกรณีตรวจพบขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทันที พร้อมเข้มงวดตรวจสอบการให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ ห้ามเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง มีปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนการนำรถตู้ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มารับส่งผู้โดยสาร มีความผิดตามกฎหมายและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวอีกว่า สำหรับประชาชนถูกเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ พบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย หรือขับประมาทหวาดเสียว สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ขอบคุณที่มา       http://www.thairath.co.th/

พาณิชย์ ตรวจสอบสินค้าดอนเมือง ป้องปรามพ่อค้าเอาเปรียบ ปชช.

EyWwB5WU57MYnKOuiCvP1i9GRWxCTZzpluZbDczChrS2S97uFiz9zZ

EyWwB5WU57MYnKOuiCvP1i9GRWxCTZzpluZbDczChrS2S97uFiz9zZ

กรมการค้าภายใน ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาสินค้าช่วงสงกรานต์ที่ดอนเมือง หวัง ป้องปรามพ่อค้าไม่ให้ฉวยเอาเปรียบประชาชน เดินหน้าตรวจสอบต่อ ทั้งสถานีขนส่ง รถไฟ สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว …

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายสินค้าในร้านค้าที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อตรวจสอบสถานการณ์จำหน่าย และราคาสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนโดยการปรับขึ้นราคาสินค้าสูงเกินจริง หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคา ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก

ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบผู้ค้าทั้งสิ้น 42 ราย พบผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 4 ราย โดยไม่แสดงข้อความหรือรายการที่ควบคู่กับราคาจำหน่ายเป็นภาษาไทย 3 ราย ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกน้ำดื่ม 1 ราย ซึ่งได้เปรียบเทียบปรับรายละ 6,000 บาททั้ง 4 ราย โดยกรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายและราคาสินค้าและบริการอย่างตามสถานที่ท่องเที่ยว สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟ ตลอดช่วงเวลาเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งพบว่า ผู้ค้าส่วนใหญ่จำหน่ายขวดละ 10 บาท เตามราคาที่กรมฯขอความร่วมมือ แต่บางร้านแสดงราคาจำหน่ายปลีกเกินกว่ากำหนดเจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือ ให้ร้านปรับราคาจำหน่ายปลีกลดลงเหลือขวดละ 10 บาท ซึ่งร้านยินดีให้ความร่วมมือ

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ขอฝากให้ผู้บริโภค ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้ โดยเลือกซื้อสินค้าอย่างฉลาดและคุ้มค่า รักษาสิทธิของตนเองในการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยเปรียบเทียบราคาและปริมาณ อ่านฉลากสินค้าให้ชัดเจน สำหรับผู้ประกอบการขอความร่วมมือให้จำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม อย่าฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบประชาชน

“ถ้าผู้บริโภคพบเห็นผู้ค้าฉวยโอกาสเอาเปรียบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมฯ 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับ 10,000 บาท จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่ายต้องโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

อานิสงส์มาตรการรัฐ หนุนเที่ยวสงกรานต์ กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวได้จริงหรือ?

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje74WwBN4hsZ3Z3

EyWwB5WU57MYnKOuiCwGGLIIBJvm9ngq0mrtia4MdvWIU6TDC0fMT9

วันสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ใครหลายคนเฝ้ารอคอยให้มาถึง เพราะจะได้หยุดพักจากการทำงาน ได้ใช้เวลาไปกับการพักผ่อนท่องเที่ยวพร้อมครอบครัว ในปีนี้เทศกาลสงกรานต์ มีวันหยุดต่อเนื่องถึง 5 วัน ในระหว่างวันที่ 13-17 เมษายน 2559 ซึ่งน่าจะเป็นนาทีทองสำหรับผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม ที่พักต่างๆ

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje97gIYRSzCshDf

ขณะที่ ทางรัฐบาลเองก็มีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านประชารัฐ มาตรการลดหย่อนภาษี กิน-เที่ยว เพื่อหนุนให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตคึกคักตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้หรือไม่?

“ไทยรัฐออนไลน์” ได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้บอกภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ไว้ว่า เศรษฐกิจจะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายการบริโภคและการท่องเที่ยว แต่มาตรการเหล่านี้จะแสดงผลในระยะที่สั้นมากๆ

ข้อดีสำหรับมาตรการนี้คือ ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มทยอยเข้าสู่ระบบภาษีและจัดทำข้อมูลทางบัญชีที่เป็นมาตรฐานมีความโปร่งใสขึ้น เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการ ซึ่งการที่รัฐบาลสูญเสียรายได้จากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ก็จะได้รับการทดแทนจากภาษีมูลค่าเพิ่มและผลกำไรของกิจการท่องเที่ยวที่จะเก็บได้มากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขได้ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของประชาชน

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งระบุว่า การใช้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ของรัฐบาล จะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารในช่วงระยะเวลาดังกล่าว มีภาษีเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติที่ไม่มีมาตรการอีก 2,600 ล้านบาท และคาดการณ์ว่า ตลอดเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจท่องเที่ยว และร้านอาหารรวม 36,100 ล้านบาท แบ่งเป็นเม็ดเงินใช้ในธุรกิจท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ปี 59 ประมาณ 24,100 ล้านบาท และการใช้จ่ายในธุรกิจร้านอาหารอีก 12,000 ล้านบาท

ส่วนทาง นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยเช่นเดียวกันว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 13-17 เมษายนนี้ คาดว่าจะมีรายได้ทางการท่องเที่ยวสะพัดกว่า 15,160 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน และมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.64 ล้านคน โต 6% แบ่งเป็นรายได้จากตลาดคนไทยเที่ยวไทย 6,980 ล้านบาท เติบโต 3.5% มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.14 ล้านคนต่อครั้ง เติบโต 2% ขณะที่ ตลาดต่างประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 495,000 คน โต 26% สร้างรายได้สะพัด 8,180 ล้านบาท โต 34%

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตลาดต่างประเทศมีจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพิเศษ ที่ขออนุญาตบินเข้ามาในช่วงนี้กว่า 94 เที่ยวบิน รวมจำนวนที่นั่งบิน 21,828 ที่นั่ง โดยประเทศที่บินมามากที่สุดคือ จีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เดนมาร์ก ญี่ปุ่น เมียนมา สหราชอาณาจักร สวีเดน ฟินแลนด์ อิหร่าน และไต้หวัน ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยยังโตได้ไม่มากเนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ประชาชนระมัดระวังการจับจ่าย รวมถึงวิกฤติภัยแล้งส่งผลกระทบต่อความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImjep7HwP4zVpC1Ic

หนุนมาตรการลงทุนสู้ภัยแล้ง เชื่อ เห็นผลยั่งยืน

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า กลุ่มคนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยแล้ง จึงควรเน้นใช้มาตรการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งจะมีผลบวกต่อเศรษฐกิจยั่งยืนกว่า

เมื่อมองเศรษฐกิจไตรมาสแรกโดยเฉพาะภาคการบริโภคจะเห็นว่าชะลอลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี พ.ศ. 2558 ที่ได้มาตรการลดหย่อนภาษีมากระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน แต่เม็ดเงินที่ออกมาก็ยังไม่กระจายตัวไปสู่กิจการขนาดเล็กขนาดย่อยมากเท่าที่ควร เพราะส่วนใหญ่ยังคงกระจุกอยู่ในเครือข่ายของกิจการค้าปลีกยักษ์ใหญ่

ในปลายปีก่อนได้มีการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตในปีนี้ โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทน ที่ในเดือนมกราคมกลับมาหดตัวติดลบถึง 6.3% แต่เชื่อว่าจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสสอง ซึ่งตัวมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวก็จะช่วยบรรเทาปัญหาการชะลอตัวได้บ้าง ซึ่งก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

ส่งออกต้นปีหดตัว แต่เชื่อกลางปีฟื้นแน่!

ภาคการส่งออกของไทย หากดูจากเดือนมกราคมที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการหดตัวสูงถึง 9.3% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน คาดว่าในเดือนมีนาคมก็อาจจะกลับมาติดลบอีกประมาณ 5% หลังจากฟื้นตัวเป็นบวกเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกทองคำที่มากเป็นพิเศษ ขณะที่มูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทยังดีอยู่ โดยพยากรณ์ว่า เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังจะกระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจนจากภาคการลงทุน ซึ่งการลงทุนมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 7% จากที่คาดการณ์ไว้เพียง 6.5% โดยในภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจทะลุ 33 ล้านคน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.7-1.8 ล้านล้านบาทได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้เศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้มากกว่า 3% คือ รัฐบาลยังทำขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 2.9 แสนล้านในปีงบประมาณ 2558 เป็น 3.9 แสนล้านในปีงบประมาณ 2559 การเบิกจ่ายนอกงบประมาณปรับตัวดีขึ้น การอ่อนตัวของเงินบาทสนับสนุนรายได้เงินบาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.7 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ หากไม่มีวิกฤติรัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ตามที่คาดการณ์ 3.2-4% และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมากที่สุด 3.2-3.5% แต่ก็ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ควรเติบโตได้ในระดับ 4-6%

โดยปัจจัยมาจากอัตราการขยายตัวของการนำเข้าที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนอาจจะมีการขยายตัวในระดับต่ำหรืออาจติดลบได้ในบางเดือนในช่วงไตรมาสสอง ขณะที่ การใช้จ่ายภาครัฐยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่า 3.5% จากการที่อัตราการเติบโตของการส่งออกอาจจะขยายตัวติดลบเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน คาดการณ์ว่า ไตรมาสแรกส่งออกน่าจะติดลบประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกสุทธิยังคงเป็นบวกและมีการเกินดุลการค้าค่อนข้างสูงจึงเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีการปรับตัวเลขการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของการส่งออกจาก 4% ลงมาเหลือ 0-2%

กูรู ชี้เศรษฐกิจหลังสงกรานต์ อยู่ที่การลงทุนภาครัฐ

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje74WwBN4hsZ3Z3

เมื่อถามถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหลังจากผ่านเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการฯ ได้แสดงทรรศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า เศรษฐกิจหลังสงกรานต์ก็ขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ การลงทุนภาคเอกชน ประเด็นการควบคุมการก่อการร้ายในยุโรปและการออกจากอียูของอังกฤษ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งปีหลัง และต้องจับตาการลงประชามติรัฐธรรมนูญว่าผลออกมาอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนและการบริโภคนั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือ ภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจในประเทศจะเป็นไปอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเทศกาลนี้คงเป็นการที่ทุกคนได้ใช้เวลาพบปะสมาชิกในครอบครัว เล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน และเที่ยวพักผ่อนกัน เติมพลังกาย พลังใจอย่างเต็มที่ ก่อนกลับมาทำงานที่เรารักกันต่อไป

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImjfAQDPzfiS4nmu9

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ยอดเปิดโรงงานใหม่เพิ่มขึ้น

EyWwB5WU57MYnKOuiCuHobPGtNHcPrVAH2QDdNWbNvR3R4jaO7YAAE

EyWwB5WU57MYnKOuiCuHobPGtNHcPrVAH2QDdNWbNvR3R4jaO7YAAE

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่ายอดคำขอใบอนุญาตเปิดกิจการโรงงานอุตสาหกรรมใหม่และขยายกิจการเพิ่มเติมไตรมาสแรกปีนี้ มีจำนวนโรงงานเปิดกิจการใหม่รวม 1,181 โรงงาน เพิ่มขึ้น 7.75.% จากปีก่อนที่มี 1,096 โรงงาน ขณะที่มีมูลค่าการลงทุน 113,613 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงปีก่อน “มูลค่าลงทุนที่เพิ่มขึ้นไตรมาสแรก เนื่องจากมีการลงทุนเครื่องจักร หรือเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน อีกทั้งภาครัฐมีการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น และเดินทางไปโรดโชว์ตามประเทศต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน”

นายพสุกล่าวต่อว่ายอดการเปิดกิจการใหม่เดือน มี.ค. มี 378 โรงงาน มูลค่าลงทุนรวม 22,729 ล้านบาท มีการจ้างแรงงานใหม่ 9,096 คน

ขณะที่ช่วงปีก่อนมีคำขอเปิดกิจการใหม่เพียง 355 โรงงาน มีมูลค่าลงทุน 21,717 ล้านบาท ส่วนการขยายกิจการเพิ่มมี 70 โรงงาน มีมูลค่าลงทุนรวม 19,940 ล้านบาท เทียบกับปีก่อน มีเพียง 66 โรงงาน มูลค่าลงทุน 12,480 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อรวมการเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการเดือน มี.ค. มีโรงงาน 448 โรงงาน มูลค่าการลงทุนรวม 42,669 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่เปิดกิจการใหม่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร มูลค่าลงทุน 1,489 ล้านบาท เคมีภัณฑ์มูลค่า 1,443 ล้านบาท เป็นต้น

“ประเด็นที่น่าจับตาคือ ความต้องการแรงงานไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้มีการใช้แรงงานลดลง แต่แรงงานที่มีทักษะจะมีความต้องการมากขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันให้มีแรงงานทักษะมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักย-ภาพการแข่งขันให้ประเทศ”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

แผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจ-สังคมฉลุย หวังสูง! ดันไทยขึ้นชั้นแนวหน้าโลกใน 20 ปี

EyWwB5WU57MYnKOuiCxECwTnvkmFWMzztKiNAavUL8xpq6haaKS9vo

EyWwB5WU57MYnKOuiCxECwTnvkmFWMzztKiNAavUL8xpq6haaKS9vo

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายว่า ครม.เห็นชอบร่างแผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและร่างแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอลระยะที่ 3 (พ.ศ.2559-2561) โดยสาระสำคัญของแผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สอดคล้องกับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แบ่งออกเป็น 4 ระยะ โดยระยะที่ 1 เวลา 1 ปี 6 เดือน เป็นระยะลงทุนและสร้างฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล ระยะที่ 2 เวลา 5 ปี เรียกว่าระยะ Digital Thailand Inclusion โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลตามแนวทางประชารัฐ ระยะที่ 3 เวลา 10 ปี ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Digital Thailand ที่ขับเคลื่อนและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิตอลได้อย่างเต็มศักยภาพ และระยะที่ 4 ใช้เวลาในการพัฒนา 10-20 ปี ก้าวเข้าสู่ประเทศในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงไอซีทีวางเป้าหมายเป็น 15 ประเทศ แรกของโลกในการจัดอันดับ World Economic Competitiveness Scoreboard อันดับการพัฒนาด้านดิจิตอลของสหประชาชาติอยู่ใน 40 อันดับแรกที่มีการพัฒนาสูงสุด และกำหนดให้การจัดอันดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของไทยอยู่ในอันดับสูงสุด 50 อันดับแรกของโลก นอกจากนั้น ยังกำหนดว่าให้อุตสาหกรรมดิจิตอลสร้างรายได้ในสัดส่วน 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

บีโอไอเปิดยื่นลงทุนกิจการท้องถิ่น

EyWwB5WU57MYnKOuiCuF5DSQHKfXsHecUGEqyYg2llOPeQY7fN0Apm

EyWwB5WU57MYnKOuiCuF5DSQHKfXsHecUGEqyYg2llOPeQY7fN0Apm

“อรรชกา”ปลื้มบีเอ็มดับเบิลยู จ่อตั้งสำนักงานระดับโลกในไทย

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการหารือกับนายแมทธิอัส พฟาลซ์ ประธานบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ไทยแลนด์ ว่า มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ ทำให้บริษัทบีเอ็มดับเบิลยูขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตอีก 10,000 คัน เพิ่มจากที่ผลิตได้ 8,000 คัน โดยยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้จะเป็นการผลิตรถบีเอ็มดับเบิลยูรุ่น X5 และ X3 เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ขณะที่นายแมทธิอัสกล่าวว่า บริษัท ยังมีแผนที่จะผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในไทย โดยจะเริ่มในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู X5 ก่อน คาดว่า เริ่มผลิตได้ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีนี้จะมียอดผลิตรถยนต์ทั้งหมดได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คัน และบริษัทมีแผนที่จะเข้ามาตั้งสำนักงานจัดซื้อชิ้นส่วนระดับโลกในไทย เพื่อเข้ามาเลือกซื้อชิ้นส่วนที่มีคุณภาพจัดส่งไปให้กับโรงงาน 30 แห่งใน 14 ประเทศทั่วโลก มีจำนวนการผลิตรถยนต์กว่า 2 ล้านคัน โดยในปัจจุบันซื้อชิ้นส่วนในไทยมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยหากมีการตั้งศูนย์จัดซื้อแห่งนี้แล้วมูลค่าการสั่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นอีกมาก

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย.นี้ บีโอไอจะออกประกาศมาตรการส่งเสริมการลงทุนท้องถิ่นให้มีการลงทุน 1 ตำบล 1 กิจการ กระจายใน 3 กิจการ คือ โรงงานแปรรูปเกษตร แหล่งท่องเที่ยวชุมชน และศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ในมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นทางการเพื่อบังคับใช้ตามกฎหมาย จากปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดโดยผลการหารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สนใจลงทุน และประเมินจากความพร้อมของวิสาหกิจชุมชนที่กระจายอยู่ใน 7,000 ตำบล จาก 800 อำเภอทั่วประเทศ โดยได้ตั้งเป้าหมายกิจการที่ขอส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 1,000 ราย จากเดิมตั้งเป้าหมายขั้นต้นไว้ที่ 999 โครงการ แบ่งเป็นกิจการแปรรูปเกษตร 900 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวชุมชนมากกว่า 90 โครงการ และศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน 9 แห่ง เพราะบีโอไอยังมีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนและมีศูนย์ภูมิภาคเพียง 7 แห่ง ประกอบกับมาตรการดังกล่าวมีข้อกำหนดเรื่องเวลาคือจะต้องขอลงทุนภายในปีนี้ และเริ่มการผลิตหรือให้บริการภายในปี 2560.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

แบงก์กรุงเทพเข้าคิวพบ กสทช.

EyWwB5WU57MYnKOuiCuHoUZnUSdVIdEnCnQzjVjNyu4Ld4CpPdxkGE

EyWwB5WU57MYnKOuiCuHoUZnUSdVIdEnCnQzjVjNyu4Ld4CpPdxkGE

ซีอีโอเอไอเอสแจงพนักงานเหตุซื้อคลื่นแพง

กสทช.เตรียมเรียก “ชาติศิริ” แบงก์กรุงเทพให้ข้อมูล หลังแจส โมบายโบ้ย แจ้งว่าจะไม่ออกแบงก์การันตีให้ล่าช้า ทำให้เสียโอกาสเจรจารายอื่น คิวต่อไปเป็นแบงก์และพันธมิตรจีน แฉแจสรู้ตัวว่าหมดปัญญาจ่ายตั้งแต่ 7 มี.ค. แต่เงียบกริบ ด้านซีอีโอเอไอเอสแจงพนักงานเหตุรับซื้อคลื่นแจสแทน ทั้งที่เคยบอกว่าแพงไป

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับฟังการชี้แจงจากนายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด กรณีไม่นำเงินมาชำระค่าประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ วงเงิน 75,654 ล้านบาทนั้น พบว่ามีข้อมูล และเอกสารหลักฐานจำนวนมาก จึงตั้งคณะทำงานชุดย่อยออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะทำงานพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแจส โมบายไม่มาชำระเงิน 2.คณะทำงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 3.คณะทำงานตรวจสอบพฤติกรรมของผู้คนเข้าประมูลและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะเน้นทำงานรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมจับตามองและต้องการความชัดเจน โดยเฉพาะการคิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

นายวงศ์สกุล กิติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาความรับผิดชอบกรณีแจส โมบายไม่จ่ายเงิน กล่าวว่า เมื่อรับทราบข้อมูลจากแจส โมบายแล้ว คณะทำงานต้องรอเอกสารหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ขณะเดียวกันก็ต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานการติดต่อตามข้อชี้แจงของแจสด้วย คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกิน 90 วันหรือราวเดือน มิ.ย.59 นี้ โดยคณะทำงานจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 12 เม.ย.59 นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะทำงานพิจารณาความผิดกรณีแจส โมบายไม่มาชำระเงินในวันที่ 12 เม.ย.นั้น จะเริ่มจากการเชิญผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ มาให้ข้อมูลก่อนเป็นรายแรก เพราะแจสอ้างว่าทั้งก่อนและหลังการประมูลได้หารือกับนายชาติสิริ โสภณพณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพมาตลอด และยืนยันที่จะออกหนังสือค้ำประกันทางการเงิน (แบงก์การันตี) ให้รายเดียวเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ไม่ยอมออกแบงก์การันตีให้ และแจ้งให้แจสทราบวันที่ 20 ม.ค.นี้ ซึ่งถือว่าล่าช้า ทำให้เสียโอกาสในการไปเจรจากับพันธมิตรรายอื่นๆ

นอกจากนี้จะทำหนังสือถึงธนาคารไอซีบีซี กรณีที่ช่วยหาพันธมิตรทางธุรกิจให้กับแจสด้วย ทั้งไชน่า เทเลคอม ซึ่งได้ทำหนังสือปฏิเสธในการร่วมทุน ส่วนไชน่า ยูนิคอม และไชน่า แชริ่ง โมบาย ได้หารือกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น รวมถึงการเจรจาหากองทุนจากปักกิ่งให้มาเป็นพันธมิตรด้วย อีกทั้งแจสทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าจะไม่สามารถหาแบงก์การันตีได้ทันตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ติดต่อ กสทช. แต่กลับไปดำเนินการซื้อหุ้นคืนจำนวน 6,000 ล้านบาท ทำให้ต้องตรวจสอบความเคลื่อนไหวของหุ้นแจสตั้งแต่วันที่ 7-21 มี.ค.59 ด้วย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ด้านความเคลื่อนไหวของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส หลังจากที่ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้ กสทช.พิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ที่แจสไม่ได้มาชำระเงิน ให้แก่เอไอเอส (ในนามเอดับบลิวเอ็น) แทน ในราคา 75,654 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายที่แจส โมบายประมูลได้นั้น ล่าสุดนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส ได้ทำหนังสือถึงพนักงานเอไอเอสชี้แจงว่า การรับซื้อคลื่นจะช่วยให้เอไอเอสดูแลลูกค้า 2 จี ซึ่งต้องเสี่ยงกับปัญหาซิมดับได้ต่อเนื่องต่อไป โดยไม่ต้องรอการประมูลซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า รอเพียง กสทช.เสนอไปที่รัฐบาล เพื่อรอการอนุมัติเท่านั้น แต่เรื่องนี้มีความสำคัญและเป็นเงินจำนวนสูง นอกจากรอรัฐบาลแล้ว ยังต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ เอไอเอสบอกราคาคลื่นสูงไป แต่วันนี้กลับเสนอตัวรับซื้อต่อด้วยเงินจำนวนเดียวกันนั้น ขออธิบายสั้นๆว่าสถานการณ์การแข่งขันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การโอนย้ายลูกค้าตามแผนทำให้ยากลำบากกว่าที่คิด จึงต้องมีการปรับตัวภายใต้เป้าหมายคือดูแลลูกค้าเอไอเอสให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วย ว่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา นายสมชัยได้เข้าหารือกับคณะกรรมการ กสทช.ถึงข้อเสนอดังกล่าว โดยเฉพาะต่อประเด็นที่เอไอเอสจะรับซื้อคลื่นแต่ กสทช.ต้องให้ใช้งานคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป หลังวันที่ 14 เม.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ซิมลูกค้า 2 จีของเอไอเอสต้องดับลง เนื่องจากคาดว่ากว่าจะชำระเงินได้จะใช้เวลา 2 เดือนเพราะต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ทอท.ภูเก็ต พร้อมรับ นทท.เที่ยวสงกรานต์ ปรับเที่ยวบินวันละ 228 ไฟลต์

EyWwB5WU57MYnKOuiCuGl1oH3gP4pcItODJcgvIUmSjybpP4sqrnNm

EyWwB5WU57MYnKOuiCuGl1oH3gP4pcItODJcgvIUmSjybpP4sqrnNm

ท่าอากาศยานภูเก็ต พร้อมรับนักท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 5-18 เม.ย.นี้ ระบุจำนวนผู้โดยสารขยายตัวร้อยละ 1.63 ส่วนเที่ยวบินปรับตัวสูงขึ้นวันละ 228 ไฟลต์ พร้อมเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการ…

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 59 นางมนฤดี เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต กล่าวถึงความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงว่า ท่าอากาศยานภูเก็ต มีความพร้อมที่จะให้การอำนวยความสะดวกและการรักษาความปลอดภัย สำหรับผู้โดยสารและผู้ใช้บริการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 5-18 เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการที่ท่าอากาศยานภูเก็ตรวมทั้งสิ้นถึง 504,042 คน เฉลี่ยวันละ 36,003 คน เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.63 ส่วนเที่ยวบินคาดว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีเที่ยวบินให้บริการรวมทั้งสิ้นราว 3,193 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 228 เที่ยวบิน ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.88 ทั้งนี้ ท่าอากาศยานภูเก็ตได้จัดให้มีการเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดและสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานภูเก็ต

1.จัดโครงการขับขี่ปลอดภัย ท่องเที่ยวสบายใจในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้บริการในท่าอากาศยานภูเก็ตปลูกจิตสำนึกในเรื่องความปลอดภัยและกวดขันเรื่องวินัยการใช้รถใช้ถนนในวันที่ 8 เม.ย.นี้ 2.จัดสรรเคาน์เตอร์เช็กอินให้สัมพันธ์กับจำนวนผู้โดยสารในแต่ละเที่ยวบิน 3.แจ้งสายการบินให้จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้ครบตามจำนวนเคาน์เตอร์เช็กอิน 4.ตรวจสอบสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สายพานลำเลียงกระเป๋า ลิฟต์ บันไดเลื่อน รถเข็นกระเป๋า ห้องสุขา เป็นต้น โดยได้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแล เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา 5.เสริมกำลังพลในการอำนวยความสะดวกและประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลแก่ผู้โดยสาร

6.ประสานด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานภูเก็ตให้เสริมกำลังพลของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้สัมพันธ์กับผู้โดยสาร 7.ประสานชุดจัดระเบียบรักษาความปลอดภัย ทัพเรือภาคที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าฉัตรไชย ตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติดูแลความปลอดภัยพื้นที่ให้มากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกอาคารผู้โดยสาร รวมไปถึงบริเวณโดยรอบท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

1 2 3