ททท.เกาหลีทำหนังท่องเที่ยว พาพระเอก “ซงจุงกิ” มาไทย!

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNVUpcmwcT06XSdk2uXAzgYPUGhvFlZwllmu

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNVUpcmwcT06XSdk2uXAzgYPUGhvFlZwllmu

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วันที่ 24 มี.ค.นี้ จะลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว 2 ฉบับ ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวสาธารณรัฐเกาหลี หรือ (KTO) และสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเกาหลี (KATA) ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีมาไทยเพิ่มขึ้น 10% จาก 1.37 ล้านคนในปี 58 เป็น 1.8 ล้านคน หรือเพิ่มอีก 500,000 คน ภายใน 3 ปีหรือปี 62 “การลงนามมีสาระสำคัญเพิ่มการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทยและเกาหลี รวมถึงฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวัฒนธรรม โดยการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว ส่วนการลงนามกับกาต้าเน้นที่ความร่วมมือส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวร่วมกัน นอกจากนี้ ททท.ยังร่วมทำแอพพลิเคชั่นอำนวยความสะดวกให้คนเกาหลีเดินทางเที่ยวไทย รวมถึงถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยใช้อิทธิพลของภาพยนตร์เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทย

นายชอง ชาง ซู ประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวสาธารณรัฐเกาหลี (KTO) กล่าวว่า การร่วมมือทำภาพยนตร์ระหว่าง 2 ประเทศจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของ 2 ประเทศให้ดีขึ้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเกาหลีให้ดีขึ้น ตั้งแต่มีภาพยนตร์เรื่อง winter love song ทำให้คนญี่ปุ่นมาเที่ยวเกาหลีมากและตอนนี้มีเรื่อง Descendants of the sun ที่ออกอากาศพร้อมจีน คาดว่าปีนี้จีนจะมาเกาหลีมากเป็นพิเศษ และทราบว่านายกรัฐมนตรีไทยชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และประธานาธิบดีเกาหลีก็พูดใน ครม.ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจเกาหลีให้ดีขึ้น และพระเอกเรื่องนี้ คือ ซงจุงกิ ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ของเคทีโอ จึงจะพาซงจุงกิมาไทยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

นายกฯให้ประมูลใหม่ ‘แจส’โยนกสทช.ไม่ผ่อนเงื่อนเวลา

EyWwB5WU57MYnKOuYLbaE1T5C3MaUeQZ5Enkp6xqjEm4WJNEMI0sKQ

EyWwB5WU57MYnKOuYLbaE1T5C3MaUeQZ5Enkp6xqjEm4WJNEMI0sKQ

ยันได้บริษัทยักษ์จากจีนร่วมลงทุน

“จัสมิน” ร่อนจดหมายแจงตลาดหลักทรัพย์ฯ เหตุไม่มาชำระเงินค่าประมูลคลื่น 4 จี งวดแรกพร้อมแบงก์การันตีวงเงิน 75,654 ล้านบาท ของแจส โมบายฯ อ้าง กสทช.ไม่ผ่อนปรนเงื่อนไขเวลา ระบุมีบริษัท ยักษ์ใหญ่จากจีนสนใจเป็นพันธมิตรและได้รับการสนับสนุนทางการเงินแล้ว แต่ติดกระบวนการขออนุญาตทำไม่ทัน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ตอบคำถามไม่ครบถ้วน สั่งหยุดซื้อขายหุ้นยาว ด้าน “พิชญ์” บอสใหญ่จัสมิน ยังไม่โผล่ แถมยกเลิกการแถลงข่าวกะทันหัน ด้าน กสทช.พลิก พ.ร.บ.ฮั้ว เล่นงานแจส โมบายฯ เสนอราคาสูงแต่ปฏิบัติไม่ได้ ชงประชุมบอร์ด กทค. ขณะที่นายกฯ ชี้ลงโทษปรับแจสฯ เบี้ยวสัญญา 4 จี และให้ กสทช.จัดประมูลใหม่

หลังจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่มาชำระเงินประมูลคลื่น 4 จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์งวดแรก พร้อมแบงก์การันตีหรือหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน วงเงินรวม 75,654 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ทันตามกำหนดเส้นตายเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับยอมทิ้งใบอนุญาตคลื่นดังกล่าว ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของบริษัทแจส โมบายฯ ว่า ในช่วงเช้าวันที่ 22 มี.ค.ก่อนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) เปิดการซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สั่งขึ้นเครื่องหมาย H หยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และ DW ที่มี JAS เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้รับคำชี้แจงจาก JAS โดย ต.ล.ท.ขอให้ JAS ชี้แจงว่า 1. เหตุใดบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด เป็นบริษัทย่อยของ JAS ไม่ดำเนินการปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต 2. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นที่ JAS อาจต้องร่วมรับผิดชอบ และ 3. ผลกระทบต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และการดำเนินธุรกิจของ JAS

นอกจากนั้น ในช่วงสายวันเดียวกัน ทางจัสมินได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่านายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัสมินจะเปิดแถลงข่าวในช่วงบ่าย แต่ท้ายที่สุดก็ขอยกเลิกและส่งเพียงหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยระบุว่าแจส โมบาย เป็นบริษัทย่อย ไม่ได้จ่ายค่าใบอนุญาต 4 จี เนื่องจากไม่สามารถหาหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินราว 72,000 ล้าน บาท มามอบให้กับสำนักงาน กสทช.ได้ทันภายในกำหนด เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่แห่งหนึ่งของจีน สนใจร่วมลงทุนในแจส โมบาย และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ของจีน ยังติดข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาในการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องของประเทศจีน คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางเดือน เม.ย.นี้ ไม่ทันกำหนดระยะเวลา 90 วันตามที่ระบุในประกาศของ กสทช. ขณะที่สำนักงาน กสทช. ก็ไม่สามารถผ่อนปรนหรือผ่อนผันเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาใดๆตามที่ระบุไว้ในประกาศให้แก่แจส โมบายได้ ทำให้แจส โมบายไม่สามารถนำหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินจำนวนดังกล่าวมามอบให้ได้ตามกำหนดเวลา

สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการที่แจส โมบายไม่ได้ไปขอรับใบอนุญาตนั้น ที่ปรึกษากฎหมาย ของบริษัทให้ความเห็นว่าแจส โมบายต้องถูกริบเงินประกันการประมูลจำนวน 644 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากแจส โมบายไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขใดๆ ตามข้อ 5.2 ของหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 900 MHz และการถูกริบเงินดังกล่าวก็ยังไม่มีผลกระทบต่องบการเงินของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดที่ประชุมบอร์ดจัสมินในวันที่ 22 มี.ค.ได้มีมติรับทราบเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนเปิดตลาดฯ ภาคบ่ายหลังจากที่ JAS ได้ส่งหนังสือชี้แจงแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขยับแขวนป้าย SP หุ้น JAS สั่งหยุดพักการซื้อขายจนกว่า JAS จะเปิดเผยข้อมูลครบถ้วนตามที่ได้สอบถามไป

ขณะที่ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันที่ 23 มี.ค. จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณานำ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาดำเนินการแจส โมบาย ที่ไม่นำเงินมาชำระค่าประมูล 4 จี และยังไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้กับภาครัฐด้วย

ทั้งนี้ จะเสนอให้มาตรา 8 ของกฎหมายฉบับดังกล่าว ที่ระบุไว้ว่า การเสนอราคาที่ต่ำหรือให้ผล ประโยชน์สูงกว่าปกติ เป็นเหตุให้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-3 ปี หรือปรับในอัตราร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาหรือจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้ กสทช.กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแก่กลุ่มบริษัทจัสมิน แม้จะเป็นนิติบุคคลก็ต้องตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมดอีกครั้ง

ส่วนความคิดเห็นของรัฐบาลต่อกรณีแจส โมบายฯ ไม่ชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่น 900 MHz กับ กสทช. เมื่อเวลา 12.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ทราบเรื่องแล้ว และให้เป็นเรื่องของกฎหมาย คงเป็นเรื่องของการประมูลใหม่ ไม่ต้องสั่งเรื่องอย่างนี้ให้ทำตามกฎหมายไป จะไปเอื้อประโยชน์อะไรกับใครไม่ได้อยู่แล้ว และอาจต้องมีการลงโทษเรื่องค่าปรับด้วย

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวถึงกรณีบริษัทแจส โมบายฯ ขอให้เป็นไปตามกติกา ไม่ว่าจะเป็นการประมูลใหม่ หรือค่าปรับ จะไม่เข้าไปยุ่งหรือสั่งการอะไร เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 มาแก้ไขปัญหา อาทิ การเลื่อนผู้ประมูลได้อันดับ 2 ขึ้นมา อาจเป็นความคิดของแต่ละฝ่าย แต่เท่าที่ฟังนายกฯ ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง คืออยากให้จัดการประมูลใหม่

ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่บริษัทแจส โมบายฯ ไม่นำเงินมาชำระค่างวดงวดแรก ทั้งที่ชนะการประมูลคลื่น 4 จี เป็นเหตุให้รัฐเกิดความเสียหาย เสียเวลาและเสียโอกาส มีคำถามว่า กสทช.ต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นไรกับค่าเสียโอกาสและค่าเสียเวลาที่เกิดขึ้น รมว.ไอซีที รวมถึงนายกฯในฐานะผู้บริหารสูงสุด คงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ รัฐบาลจะทำอย่างไรและใครต้องชดใช้เงินที่สูญหายไป กระทรวงการคลังต้องเรียกร้องความเสียหายทางละเมิดกับใครบ้าง หรือต้องฟ้องร้องในคดีแพ่งเอาผิดกับ กสทช.หรือไม่ และ รมว.ไอซีที จะต้องรับผิดชอบความเสียหายในคดีแพ่งด้วยหรือไม่ นายกฯอาจต้องถูกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกันกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อรายได้ของรัฐด้วยหรือไม่ ขอให้รัฐบาลตรวจสอบหาความจริง และหาผู้รับผิดชอบมาเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา เพราะเหตุการณ์เช่นนี้อาจถือได้ว่าเกิดจากการบริหารงานที่เลินเล่อผิดพลาดของรัฐบาลชุดนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

แอร์พอร์ตลิงก์เดือด! ‘ออมสิน’สั่งล้อมคอก ซัดต้องมีคนรับผิดชอบ

EyWwB5WU57MYnKOuYLbaEsCYNP4NjtbKneFCus8itzdp9TjEBXtuWU

EyWwB5WU57MYnKOuYLbaEsCYNP4NjtbKneFCus8itzdp9TjEBXtuWU

แอร์พอร์ตลิงก์เดือด! “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” รมช.คมนาคม ยันต้องมีคนรับผิดชอบ ซัดเหตุใดกรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ไม่ไปสั่งการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จี้ให้ชี้แจงหลังพบแผนเผชิญเหตุไม่ชัดเจน รวมทั้งงบซ่อมใหญ่ 385.94 ล้านบาท นำไปใช้ซ่อมย่อยเพียง 85 ล้านบาท นายกรัฐมนตรีบอกรู้มีปัญหาหมักหมมมานานแล้ว ต้องลงโทษระดับผู้ปฏิบัติ เผยหลังเกิดเรื่องผู้รับผิดชอบเตรียมล้อมคอกใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้า 7 ชุด และเครื่องสำรองไฟฟ้าติดขบวนรถ 9 ขบวน รวมกว่า 50 ล้านบาท

กรณีระบบเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้อง ทำให้ขบวนรถไฟฟ้าจอดนิ่งคารางลอยฟ้าระหว่างสถานีหัวหมากมุ่งหน้าสถานีรามคำแหง มีผู้โดยสาร 745 คนติดอยู่เป็นเวลานานนับชั่วโมง มีบางส่วนเป็นลมเพราะขาดอากาศหายใจ ก่อนผู้โดยสารจะช่วยงัดประตูลงจากรถ เดินย้อนกับมาที่สถานีหัวหมากเพื่อนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล เบื้องต้นผู้รับผิดชอบระบุเหตุจากระบบจ่ายไฟฟ้าขัดข้อง รวมทั้งเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองเก่าใช้การไม่ได้ อยู่ระหว่างรออนุมัติจัดซื้อ

ความคืบหน้า ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 22 มี.ค. นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงเหตุการณ์นี้ว่า เตรียมนำเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อถกถึงปัญหาในที่ประชุม ครม. ส่วนการแก้ไขปัญหา วันที่ 29 มี.ค. เรียกประชุมบอร์ดเพื่อพิจารณาการจัดซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้าใหม่ด้วยวิธีพิเศษ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นสอบถาม พล.อ.ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ทราบว่ารู้ปัญหามาตั้งแต่ปลายปี 58 ไม่เข้าใจว่ารู้นานแล้วและมีอำนาจจัดซื้อโดยวิธีพิเศษในวงเงิน 25 ล้านบาทที่ ร.ฟ.ท.มอบอำนาจให้ แต่ทำไมไม่ทำ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายออมสินกล่าวต่ออีกว่า ตอนเป็นประธานบอร์ด ร.ฟ.ท.ได้อนุมัติซ่อมแซมใหญ่ทั้ง 9 ขบวน แต่กลับซ่อมเล็กๆน้อยๆ แล้วขออนุมัติกว่า 380 ล้านบาท ไม่ทราบว่าเอาเงินไปทำอะไร แบบนี้ต้องมีมาตรการ ลงโทษ เพราะเป็นอำนาจที่ต้องแก้ไขปรับปรุง อำนาจผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ยกให้ทั้งหมดตั้งแต่สมัยนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ในปี 56

“เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ผมเหนื่อยมาก เดินไปจนถึงตัวรถที่เกิดเหตุระยะทาง 2 กม. ถามว่า พล.อ.ดรัณอยู่ไหน ได้คำตอบว่ารออยู่ที่ออฟฟิศ เลยถามว่าทำไมไม่มาแก้ปัญหา เพราะเรื่องนี้เคยพูดกับนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด ตอนที่เกิดปัญหาว่า การเป็นผู้บริหารสูงสุดรับผิดชอบองค์กร เมื่อเกิดปัญหาต้องมาถึงที่เกิดเหตุก่อนคนอื่นหรือโทรศัพท์มาสั่งการก็ได้ แต่กลับไม่ทำ ปล่อยให้ผู้โดยสารลำบาก กรณีนี้เช่นเดียวกัน แทนที่จะลงพื้นที่แก้ปัญหากลับปล่อยให้ผู้โดยสารทนไม่ได้ ต้องเดินออกมาท่ามกลางอากาศร้อนๆ” นายออมสินกล่าว

นายออมสินยังระบุว่า สั่งการให้ฝ่ายรับผิดชอบรายงานแผนเผชิญเหตุภายในวันที่ 22 มี.ค. ว่ามีแผนเผชิญเหตุหรือไม่ ถ้ามีแล้วทำไมถึงไม่ทำ งานนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ หลังจากนี้จะไปดูรายละเอียดทั้งหมดเพื่อดูว่าดำเนินการครบถ้วนหรือไม่ ก่อนตัดสินว่าจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบหรือไม่ จะอ้างว่าไม่มีงบฯและไม่มีอำนาจไม่ได้

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ตรวจสอบแล้วแอร์พอร์ตลิงก์เส้นนี้มีปัญหามานานแล้วและไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ ประเด็นสำคัญคือจำนวนขบวนรถ ไม่ได้เตรียมการในเรื่องระบบต่างๆทดแทน เหตุที่เกิดขึ้นมาจากระบบไฟฟ้าหลักเสีย นอกจากนี้ ยังพบระบบไฟฟ้าสำรองเสียมาหลายเดือนแล้ว อยู่ระหว่างสอบสวน หากทุกคนทำงานเอาใจใส่ก็จบ ที่ผ่านมาอยากบอกว่ามันไม่ใช่ใครที่ต้องไปแถลงตรงโน้นตรงนี้ รมว.คมนาคมได้ให้ รมช.เป็นผู้ชี้แจง ใครอยู่ใกล้ก็ไปก่อนแค่นั้นเองและคนที่ไปช้าต้องตอบให้ได้ว่าทำไมไปช้าเพราะมันเป็นหน้าที่ ในระดับนโยบาย ตนและรัฐมนตรี ส่วนระดับอื่นมีผู้ปฏิบัติอยู่แล้วต้องไปลงโทษผู้ปฏิบัติ ไปหามาตรการไม่ให้เกิดซ้ำอีก การลงโทษมีทั้งเบาไปหาหนัก ไม่ใช่เอาไปฆ่าทิ้ง ต้องแก้ให้ถูกจุด

“สั่งการให้หาทางซ่อมแซมก่อน รถที่ใช้ตอนนี้แน่นเกินไปเพราะเป็นที่นั่งแบบบิสซิเนสหมด อาจต้องเอา 4 ขบวนมาปรับปรุงให้เสร็จภายใน 4 เดือน จะทำให้ได้ที่นั่ง ที่ยืนมากขึ้น สามารถขนคนได้มากขึ้น ส่วนการซื้อใหม่ยังไม่ซื้อ จะซื้อใหม่ตอนที่แก้ปัญหาเสร็จ ทุกคนมุ่งแต่จะซื้อใหม่หมด ผมยังไม่ให้ทั้งหมดหรอก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ที่กระทรวงคมนาคม เย็นวันเดียวกัน นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยอีกครั้งว่า สั่งการ ให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเพิ่มเติมส่งกลับมาใหม่ภายในวันที่ 25 มี.ค. เพราะแผนที่ส่งมาไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาทิ แผนช่วยเหลือ แผนงบประมาณซ่อมแซม และผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังสั่งการให้ประชุมบอร์ดในวันที่ 24 มี.ค. เรื่องขออนุมัติจัดซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้า 7 ชุด วงเงิน 32,114,000 บาท ก่อนเสนอขออนุมัติคณะกรรมการบอร์ดรถไฟวันที่ 29 มี.ค. หากดำเนินการตามขั้นตอนปัญหาที่เกิดขึ้นจะหมดไป ส่วนเรื่องรายละเอียดที่บอร์ดแอร์พอร์ตลิงก์นำงบประมาณกว่า 85 ล้านบาท ไปซ่อมรถบางส่วนก่อน ทั้งที่บอร์ดรถไฟอนุมัติงบกว่า 385.94 ล้านบาท เพื่อซ่อมใหญ่ แต่กลับเลือกซ่อมบางส่วน มองว่าทำไมต้องปรับลดรายการซ่อมจาก 17 รายการเหลือ 13 รายการ ต้องรายงานข้อเท็จจริงกลับมาภายในวันที่ 25 มี.ค. รวมถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นและผู้รับผิดชอบ เพื่อเป็นแนวทางรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า เบื้องต้นสั่งการให้นำเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่ไปใช้ทดแทนของเดิมที่ไม่สามารถใช้งานไปติดตั้งที่สถานีรามคำแหงแล้ว คาดระหว่างที่รอบอร์ด ร.ฟ.ท.อนุมัติให้จัดซื้อ จะสามารถให้บริการได้โดยไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวมีอายุการใช้งานนาน 5 ปีแล้ว เห็นควรเปลี่ยนใหม่หมด และในวันที่ 28 มี.ค. บริษัทจะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ที่ผ่านมามีการซักซ้อมประมาณเดือนละครั้ง นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมจัดซื้อแบตเตอรี่สำรองไฟเพื่อติดตั้งไว้ในขบวนรถไฟฟ้าทั้ง 9 ขบวนที่มีอยู่ เพื่อให้ขบวน รถมีไฟฟ้าใช้กรณีเกิดไฟดับหรือไฟตก รวมเป็นเงิน 18 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2-3 เดือน

ด้านนายสุเทพ พันธุ์เพ็ง รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มสายงานปฏิบัติการและซ่อมบำรุง บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีผู้โดยสาร 8 ราย ได้รับผลกระทบ โดย 7 รายได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย ขณะนี้เดินทางกลับบ้านได้แล้ว ที่เหลืออีก 1 รายเป็นโรคหืดหอบ ยังรักษาที่โรงพยาบาลสินแพทย์ บริษัทรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ขณะนี้ยังไม่มีผู้โดยสารรายใดร้องเรียนหรือเรียกร้องค่าเสียหาย รวมทั้งไม่มีปัญหาผู้โดยสารที่ติดอยู่ในขบวนรถตกเที่ยวบินแต่อย่างใด

“ขอยืนยันว่าไม่มีกระจกหรือตัวรถส่วนใดได้รับความเสียหายจากการทุบทำลาย เนื่องจากผู้โดยสารที่เปิดประตูรถปฏิบัติตามคำแนะนำ คือทุบแผ่นพลาสติกที่ซีลปุ่มเปิดประตูฉุกเฉินให้แตกออก จากนั้นดึงสลักเพื่อเปิดประตู ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะเกิดปัญหาไฟฟ้าช็อตได้หากผู้โดยสารเดินลงไปในรางนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากขบวนรถมีการรับไฟฟ้าผ่านทางหลังคาไม่ใช่การส่งผ่านทางรางเหมือนรถไฟฟ้าบีทีเอส ขณะที่การซ้อมแผนรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินว่า ยืนยันว่าได้ทำตามขั้นตอนและเป็นไปตามมาตรฐานการอพยพคนออกจากขบวนรถ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 นาที แต่วันที่เกิดเหตุมีปัจจัยอื่นทำให้การอพยพล่าช้า คือผู้โดยสารเปิดประตูทำให้ขบวนลากหยุดทำงาน ต้องรอรถขบวนใหม่เข้ามาช่วยเหลือแทน” นายสุเทพกล่าว

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

เผย 5 เดือนแรก การค้าชายแดนช่องเม็กซบเซา คาดไตรมาส 2 กระเตื้อง

NjpUs24nCQKx5e1D8Wemw95G5sAne5KJMWwsqvypIf2

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcwM5CFA0Qr6ZtdiTuDLNVImawJieqQfG3XF

 

การค้าชายแดนช่องเม็ก 5 เดือนแรกปีงบประมาณ 59 ซบเซา คาดผลพวงเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคตกต่ำลง เผยมันสำปะหลังนำเข้าอันดับ 1 ตามด้วยพลังงานไฟฟ้า ชี้ไตรมาส 2 มีแนวโน้มสูงขึ้น…

วันที่ 22 มี.ค.59 นายปกรณ์ บุปผาพรหม หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 1 ศุลกากรช่องเม็ก เปิดเผยมูลค่าการค้าขายชายแดนที่ผ่านทางด่านศุลกากรช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ของปีงบประมาณ 2559 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2559 รวม 5 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าโดยรวม ทั้งนำเข้า และส่งออกอยู่ที่ 6,675 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 ที่ 5 เดือนแรก อยู่ที่ 7,173 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.47 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะเกิดจากภาวะการค้าเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคตกต่ำลง

NjpUs24nCQKx5e1D8Wemw95G5sAne5IqFXtGavbOOIb

รถบรรทุกบริเวณหน้าด่านศุลกากรช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

สำหรับสินค้าที่มีการนำเข้ามากที่สุด 3 อันดับต้นๆ ในช่วง 5 เดือนแรก ได้แก่ มันสำปะหลัง จำนวน 82,203.020 ตัน มูลค่า 431.300 ล้านบาท อันดับสองเป็นพลังงานไฟฟ้า 0.008 ตัน มูลค่า 276.274 ล้านบาท และ อันดับที่สาม คือกะหล่ำปลี 10,492.700 ตัน คิดเป็นมูลค่า 197.553 ล้านบาท

นายปกรณ์ ยังเปิดเผยอีกว่าสินค้าของไทยที่ส่งออกมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ น้ำมันดีเซล 51,222.912 ตัน มูลค่า 788.763 ล้านบาท อันดับสองรถยนต์ใหม่สำเร็จรูป 1,594.312 ตัน มูลค่า 694.447 ล้านบาท และ อันดับที่สามเป็นน้ำมันเบนซินธรรมดาไร้สารตะกั่ว 28,393.456 ตัน คิดเป็นมูลค่า 526.179 ล้านบาท นอกจากสินค้านำเข้าและส่งออกชายแดนแล้ว ยังมีสินค้าที่ผ่านด่านศุลกากรช่องเม็กไปยังประเทศที่สาม มีมูลค่า 1,652.873 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น เมล็ดกาแฟดิบ อุปกรณ์เจาะอุโมงค์ ปั้นจั่นแบบเกาหลี และสุรา เป็นต้น

สำหรับการค้าชายแดนในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2559 นั้น มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวของทางประเทศเพื่อนบ้านออกสู่ตลาด โดยเฉพาะมันเส้นจะมีการนำเข้าผ่านทางด่านจำนวนมาก คาดว่าจะมีมูลค่าการนำเข้ามากขึ้นตาม ขณะที่การส่งออกของไทยเป็นสินค้าที่แบบเดิมๆ เช่น น้ำมัน เครื่องอุปโภค บริโภค ความต้องการคงไม่สูงเพิ่มขึ้นอัตราการส่งออกก็คงไม่มาก อยู่ในระดับเดียวกับที่ผ่านๆ มา

NjpUs24nCQKx5e1D8Wemw95G5sAne5KJMWwsqvypIf2

รถบรรทุกสินค้าแล่นผ่านออกสู่ชายแดน

“แต่ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการนำเข้า และการส่งออกทางด่านศุลกากรช่องเม็ก ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2555-2558 จำนวน 4 ปีงบประมาณ พบว่ายอดมูลค่าสินค้านำเข้า-ส่งออก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีงบประมาณ สูงสุดอยู่ที่ปี 2558 มูลค่าสินค้านำเข้าอยู่ที่ 2,829 ล้านบาท มูลค่าสินค้าส่งออกอยู่ที่ 13,810.71 ล้านบาท”

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

“บินไทย” เร่งแผนฟื้นฟูฯ-จ่อปลดคนเพิ่ม

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAjmSgORmWVuUQQIDnBj9WeX2sDwuZp9WyB

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAjmSgORmWVuUQQIDnBj9WeX2sDwuZp9WyB

นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) วานนี้ (21 มี.ค.) ว่า ในที่ประชุมบอร์ดรายงานความคืบหน้าแผนการจัดภายในองค์กร โดยยังไม่มีการเสนอเรื่องขายหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงแรม เนื่องจากยังอยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูล ส่วนความคืบหน้าของแผนปฏิรูปองค์กร หากประเมินการทำงานพบว่าเดินหน้าไปแล้วกว่า 70% โดยเฉพาะการบริหารจัดการฝูงบิน และเครือข่ายเส้นทางบินให้มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะแล้วเสร็จเป็นรูปธรรมเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะรายงานความคืบหน้าไปยังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่จะประชุมในวันที่ 17 เม.ย.นี้

ส่วนประเด็นการบ้านที่ทาง คนร.มอบให้การบินไทยเร่งรัดดำเนินการในส่วนของแผนเพิ่มรายได้จากช่องทางขายตั๋วออนไลน์ และการบริหารจัดการตัวแทนจำหน่าย ยอมรับว่าขณะนี้ยังล่าช้ากว่ากำหนด แต่ในเดือน เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวเว็บไซต์การบินไทยที่ปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย และดูเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น คือ เข้าใช้งาน จองตั๋ว และหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันความคืบหน้าของตารางบินใหม่เจาะตลาดศักยภาพและอาเซียน ขณะนี้เดินหน้าไปมากแล้ว โดยคาดว่าในเดือน พ.ค.นี้จะนำเข้าเสนอที่ประชุมบอร์ดพิจารณา

“ส่วนการลดค่าใช้จ่ายปรับปรุงโครงสร้างภายในนั้น ปัจจุบันโครงการร่วมใจจากที่ดำเนินการในปีก่อน มีพนักงานลอตสุดท้ายออกไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ตอนนี้จึงครบจำนวน 1,401 คน ภายใต้วงเงินจัดใช้ 3,700 ล้านบาทแล้ว ในส่วนของปีนี้การบินไทยยังได้กันงบไว้อีก 2,200 ล้านบาท เพื่อมอบให้แต่ละหน่วยงานกลับไปพิจารณาความเหมาะสมของบุคลากรในสังกัด หากพบว่าจำเป็นจำต้องลดพนักงานคณะกรรมการปฏิรูปเห็นชอบก็อนุมัติงบในส่วนนี้ได้เลย เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีจำนวนพนักงานเกินกว่าปริมาณงานอยู่เท่าไหร่แต่รู้ว่าจำนวนพนักงานเกิน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวาระที่ประชุมครั้งนี้ ยังมีการรายงานถึงแผนรับมอบฝูงบิน โดยยังคงรับมอบเครื่องบินรุ่นแอร์บัส 350 จำนวน 2 ลำในช่วงกลางปีนี้จากเดิมมีแผนจะชะลอไปก่อน แต่รัฐบาลต้องการให้การบินไทยเสริมเที่ยวบินในเส้นทางคุณภาพ ทำให้การบินไทยต้องคงแผนรับมอบเครื่องบินเช่นเดิม และยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การปรับปรุงกรอบเวลาให้บริการผู้โดยสารจากเช็กอินถึงขึ้นเครื่องจากปัจจุบันใช้เวลา 84 นาที ให้เหลือ 60 นาที.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ข้าวไทยยังขายดีสวนเศรษฐกิจโลก “พาณิชย์” เร่โรดโชว์ปั๊มส่งออก ยอด 2 เดือนครึ่งขยายตัว 28%

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAhi7hNQHgPhq80qV4eY3QRKDFuXEaVheJl

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAhi7hNQHgPhq80qV4eY3QRKDFuXEaVheJl

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค.2559 มีปริมาณ 2.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่ส่งออกได้ปริมาณ 1.85 ล้านตัน โดยมีมูลค่า 37,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 29,900 ล้านบาท โดยแยกเป็นเดือน ม.ค. ส่งออกได้ 1.02 ล้านตัน เดือน ก.พ. 905,000 ตัน และครึ่งเดือน มี.ค.ส่งออกได้ 425,000 ตัน ซึ่งประเมินว่าทั้งปี 2559 ไทยจะส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ 9.5 ล้านตัน

“แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่กำลังซื้อข้าวไม่ได้ลดลง เพราะคนยังต้องกินข้าว ยังมีการซื้อข้าวไทยเป็นปกติ และราคาข้าวของไทยในขณะนี้ก็ไม่ได้สูงจนเกินไป ถือเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อด้วยซ้ำที่จะซื้อข้าวได้ในราคานี้ เพราะประเมินว่าแนวโน้มต่อไปราคาข้าวจะปรับตัวสูงขึ้น จากการที่ผลผลิตลดลงจากภัยแล้ง”

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมฯ ได้ทำแผนการตลาดข้าว โดยจะเดินทางไปโปรโมตข้าวไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ โดยเริ่มจากวันที่ 5-7 เม.ย.2559 คณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชน นำโดยนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ จะเดินทางไปหารือกับ รมว.กระทรวงการค้า และพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง และพบกับสมาคมผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเพื่อขยายตลาดสินค้าข้าว ทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวสี เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นต้น

ขณะที่ตลาดแอฟริกาจะจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทยพบปะผู้นำเข้าข้าวภาครัฐและเอกชนในแอฟริกาใต้ และแอฟริกาตะวันตก เช่น แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย เบนิน เป็นต้น ช่วงเดือน พ.ค. และในเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีแผนจะจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนไปส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยที่สิงคโปร์และสหรัฐฯ ส่วนอิหร่านกำลังทำเรื่องประสานงานติดต่อกระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านเดินทางมาตรวจคุณภาพข้าวในไทย เพื่อให้เกิดการนำเข้าข้าวในอนาคต สำหรับตลาดจีนล่าสุดไทยได้ตกลงกับจีนในการส่งมอบข้าวลอตสุดท้ายปริมาณ 130,000 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายข้าว 1 ล้านตันของรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยราคาที่ตกลงกันนั้น ยืนยันว่าเป็นราคาที่ดี สูงพอสมควร เพราะถ้าราคาต่ำเกินไปก็จะไม่ขาย ทำให้การเจรจาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 เดือนยุติลง โดยหลังจากนี้จะมีการเจรจารายละเอียดในการส่งมอบข้าวในส่วนของสัญญาใหม่ที่ทำไว้กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน 1 ล้านตันแรกต่อไป.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

บีโอไอนำสื่อญี่ปุ่นพิสูจน์ความพร้อมลงทุน ฝ่าเปลวแดดลุยเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAjj4Y5FjMc5LISoxbSBbaBU4ctaIgHXtPV

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcAjj4Y5FjMc5LISoxbSBbaBU4ctaIgHXtPV

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้สื่อข่าวของญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ บีโอไอได้จัดให้มีการบรรยายและตอบข้อซักถามต่างๆเพื่อให้คณะผู้สื่อข่าว มีความเข้าใจถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนภายหลังที่ได้มีการปรับรูปแบบการส่งเสริมลงทุนมาตั้งแต่ต้นปี 2558 โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่จะให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ บีโอไอยังได้นำคณะผู้สื่อข่าวของญี่ปุ่นรับฟังข้อมูลการให้บริการของศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน และเข้าพบผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อรับฟังความคืบหน้าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และผู้สื่อข่าวยังได้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่จริงที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมีการบรรยาย
สรุปภาพรวม และแผนพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคจากผู้ว่าราชการ จ.ตาก เช่น ระบบการขนส่ง การจัดหาแรงงาน ด่านศุลกากร เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเข้าชมศักยภาพของงานด้านวิจัยและพัฒนาของอุทยานวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ จากญี่ปุ่นในประเทศไทย รวมถึงเยี่ยมชมการดำเนินกิจการของผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่นิคมอุตสาหกรรม ใน จ.ชลบุรี และระยอง ซึ่งภายหลังการจัดกิจกรรมดังกล่าว มั่นใจว่าจะทำให้ผู้สื่อข่าวเข้าใจถึงนโยบายและทิศทางของประเทศไทยในการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น และนำข้อมูลไปเผยแพร่ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทยต่อไป.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

โอกาสแค่! ปาฏิหาริย์แจส 4 จี

EyWwB5WU57MYnKOuYLYNWuZWXfqCygVF6pDPyCR0CMOiSpYFIufMgE

EyWwB5WU57MYnKOuYLYNWuZWXfqCygVF6pDPyCR0CMOiSpYFIufMgE

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (21 มี.ค.) ถือเป็นวันสุดท้ายที่บริษัท แจส โมบายบรอดแบนด์ จำกัด ผู้ชนะประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 75,654 ล้านบาท จะต้องนำเงินมาชำระค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน 67,614 ล้านบาท โดยเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอว่าแจสจะมาจ่ายหรือไม่จ่ายค่าประมูล 4 จี ในครั้งนี้

“ผมได้รับการประสานเบื้องต้นว่าจะทำหนังสือมาแจ้งให้กสทช.รับทราบ แต่รายละเอียดของหนังสือไม่ทราบจริงๆว่าจะมาจ่ายหรือไม่มาจ่าย คงต้องรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ เรารอกันมาเกือบ 90 วันแล้ว ฉะนั้นก็ต้องรอกันจนถึงเวลา 16.30 น.ของวันที่ 21 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการมาชำระเงิน หากไม่ชำระถือว่าเป็นอันสิ้นสุด และ กสทช.ก็ต้องนัดประชุมในวันที่ 22 มี.ค. เพื่อเตรียมการประมูลในอีก 4 เดือนข้างหน้า พร้อมรายงานให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบด้วย เพราะการประมูล 4 จีถือว่าเป็นรายได้ที่จะต้องนำส่งรัฐ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามบรรดาผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ของไทย ต่างปฏิเสธออกหนังสือค้ำประกันวงเงิน 75,654 ล้านบาท ให้แจสนำไปยื่นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้กสทช.ออกใบอนุญาต 4 จีให้ เนื่องจากแผนธุรกิจในอนาคตและรายได้ไม่มีความชัดเจน ส่วนเม็ดเงินที่จะใช้ในการลงทุนรวมกับค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์นั้น เป็นวงเงินที่สูงมากถึง 130,000 ล้านบาท และที่สำคัญเงินก้อนใหญ่ๆที่แจสต้องจ่าย และอาจทำให้ธุรกิจประสบปัญหาได้ ประกอบกับในปีที่ 3 ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ 4 จี ให้กับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด อีกหลายหมื่นล้านบาท และปีที่ 4 แจสต้องจ่ายค่าประมูลคลื่นทั้งหมดราว 60,000 ล้านบาท และปัจจุบันบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในแจส โมบายนั้น แม้จะมีกระแสเงินสดอยู่ แต่ก็เตรียมนำไปซื้อหุ้นแจสคืนในราคาหุ้นละ 5 บาท คิดเป็นวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท และยังต้องนำเงินไปจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอีกด้วย.

 

ขอบคุณที่มา     https://www.thairath.co.th

โลกสวย2Gซิมดับ โบดำ?กสทช.

EyWwB5WU57MYnKOuYLYNzr7f8YbCEOKBjz5xLfCfwojP4DaeexQ4Xh

EyWwB5WU57MYnKOuYLYNzr7f8YbCEOKBjz5xLfCfwojP4DaeexQ4Xh

ศาลปกครองกลาง…มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ 2G คลื่น 900 MHz ของเอไอเอส ไปถึงวันที่ 14 เมษายน เวลา 24.00 น.

“ซิมยังไม่ดับ”…จากเดิมที่มีกำหนดเส้นตายเที่ยงคืนวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา

เงื่อนประเด็นสี่เรื่องใหญ่ๆที่เป็นข่าวที่เป็นมูลเหตุในเรื่องนี้นับจาก… ทำไม? ซิม 2G คลื่น 900 MHz ถึงจ่อจะต้องดับ…ทำไม? ทรูที่เสนอให้ใช้คลื่นฟรี แล้วเอไอเอสจึงเล่นตัวไม่ยอมรับเงื่อนไข

จริงหรือไม่? ที่ กสทช.อ้างว่า ไม่มีอำนาจแก้ไข ไม่มีอำนาจขยายมาตรการ และสุดท้ายหากเกิดปัญหา “ซิมดับ”…ขึ้นมาจริงๆ ผลงานชิ้นโบดำที่เกิดขึ้น กสทช.จะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาได้หรืออย่างไร?

นี่…อาจเป็นปฐมบท “สงคราม 4G…กับ…อวสาน 900 (2G)”

ย้อนรอยวันวานเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ในเครือทรูคอร์ปอเรชั่น หนึ่งในบริษัทสื่อสารที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว มาจ่ายเงินค่าธรรมเนียมประมูลก้อนแรก 8,040 ล้าน พร้อมวางหนังสือค้ำประกันทางการเงินส่วนที่เหลือตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต

และเมื่อ กสทช.ได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการแก่ผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว บรรดามาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการจึงต้องสิ้นสุดลง

วันที่ 8 มีนาคม 59 คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ใน กสทช.มีมติให้มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการมือถือระบบดังกล่าวสิ้นสุดลงในทันที นั่นหมายถึงว่า…ผู้ใช้บริการมือถือระบบ 2 จีบนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ในมือเอไอเอส กว่า 8.8 ล้านเลขหมาย จ่อจะต้องเผชิญปัญหา “ซิมดับ”

แม้ว่า นายศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอใหญ่กลุ่มทรูจะมีข้อเสนอให้ใช้คลื่น 900 ในส่วนที่บริษัทเพิ่งได้รับใบอนุญาตฟรี 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการรายเดิมไม่ให้เกิดปัญหาซิมดับ จนอาจทำให้ทรูงานเข้าถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเอาได้…

สอดรับกับบอร์ด กทค. และ กสทช. ก็ออกมารับลูกทันควันว่า ข้อเสนอของ “ทรูใจดี”…ที่ว่านี้น่าจะเป็นหนทางออกเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานี้ เพราะการจะให้ กสทช.ขยายมาตรการคุ้มครองชั่วคราวออกไปตามข้อเรียกร้องของเอไอเอสนั้น…ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขประมูล 4G

และประกาศ กสทช.ที่กำหนดให้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวต้องสิ้นสุดลง เมื่อผู้ประมูลรายหนึ่งรายใดได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กสทช.ไปแล้ว

จะว่าไป ข้อเสนอของกลุ่มทรูที่ยอมให้ใช้คลื่นความถี่ 900 ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย…(จากเดิมที่ตั้งเงื่อนไขจะคิดเดือนละ 450 ล้านบาท) ขนาดนี้ ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ผู้ให้บริการรายเดิม…เอไอเอสจะเล่นตัวเกี่ยงงอนได้อีก ยังไงเสียก็ควรคิดถึงลูกค้าใต้ชายคาที่ต้องเจอปัญหาเอาไว้ก่อน

เพราะแม้เอไอเอสจะเตรียมทางหนีทีไล่ด้วยการโยกลูกค้า 3G กว่า 8 ล้านรายที่ยังคงใช้เครือข่ายโรมมิ่งอยู่บนคลื่น 900 MHz โดยหันไปทำสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายหรือโรมมิ่งกับดีแทคแทน แต่ก็อาจมีผู้ใช้บริการบางส่วนตกสำรวจ หรือใช้งานไม่ได้เต็มที่…หากเครือข่ายดีแทคไม่ครอบคลุมการใช้งานได้เพียงพอ

ทว่า…ข้อเสนอของทรูใจดีดังกล่าวก็ยังคงได้รับการปฏิเสธจากฟากฝั่งเอไอเอส ที่ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้และยังคงยืนยันที่จะให้ กสทช.ได้ทบทวนขยายมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการออกไป

ท่ามกลางความงวยงงระคนกังขาของผู้คนโดยทั่วไป ด้วยคำถามสำคัญเหตุใด “เอไอเอส” ถึงยังกล้าปฏิเสธข้อเสนอนี้ แถมยังจับเอาผู้ใช้บริการเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองให้ กสทช.ได้ทบทวนและขยายมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ 2G คลื่น 900 MHz ออกไปอีก?

“ฉากหน้าที่เห็นอาจไม่สวยอย่างที่คิด” กูรู…ผู้รู้ในวงการโทรคมนาคมท่านหนึ่งบอก

หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนรอยกลับไปพิจารณาเบื้องหน้า เบื้องหลังข้อเสนอผ่าทางตันปัญหา “ซิมดับ” ที่ว่านี้ ก็จะพบคำตอบได้เองว่า “There’s no free Lunch…โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี”

ไอ้ที่ว่ายกคลื่นให้ใช้ฟรีๆนั้นไม่มีในโลกแน่…

“เมื่อย้อนไปดูมติบอร์ด กทค.ที่เสนอให้เอไอเอสยอมรับข้อเสนอ (ที่ไม่อาจปฏิเสธได้) จากทรูให้ใช้คลื่นความถี่เป็นการชั่วคราวระหว่างเปลี่ยนผ่าน ที่แต่เดิมต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ทรูเดือนละ 450 ล้านบาท…ก่อนจะทิ้งไพ่ตายมาให้ใช้ฟรีเลยนั้น…ต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กสทช.ว่า กสทช.มีอำนาจทำได้หรือ?

เพราะเป็นการดำเนินการที่ขัดมาตรา 46 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ที่กำหนดเอาไว้ว่า…“ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้ ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง จะมอบการบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วน หรือยินยอมให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีอำนาจประกอบกิจการแทนมิได้”

ครั้นจะอ้างว่า…เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาที่แค่ให้เอไอเอสไปใช้บริการโรมมิ่งกับทรูที่เป็นเจ้าของคลื่นและโครงข่ายผ่านบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็ยังมีปัญหาตามมาอีก

“บริษัททรูที่เพิ่งได้รับใบอนุญาตไปวันวาน มีโครงข่ายที่จะให้โรมมิ่ง หรือในเมื่อบริษัทเองยังต้องไปขอเช่าเครือข่ายจากบริษัททีโอทีมาให้บริการอีกทอด ซึ่งก็คือโครงข่ายที่เอไอเอสจัดสร้างและส่งมอบให้แก่ทีโอทีเอง และยังคงมีข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายจะใช้เครือข่ายร่วมกันอยู่”

กับข้ออ้างของ กสทช.ที่ยืนยันว่า ไม่มีอำนาจขยายมาตรการคุ้มครองฯออกไป และไม่มีอำนาจอนุมัติให้นำเอาคลื่นความถี่ในมือออกไปให้ใครใช้ได้หากไม่มีการประมูลนั้น

ทำให้เกิดคำถามว่า…แล้วในช่วงก่อนหน้านี้ที่ กสทช.ประกาศใช้มาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการมือถือในระบบ 1800 MHz ของ กสท.-ทรูมูฟ และมือถือ 2G บนคลื่น 900 MHz นี้…“คลื่นความถี่เหล่านี้อยู่ในมือใครกันหรือ?”

กูรู้คนเดิมให้ทัศนะต่อไปอีกว่า เพราะสัญญาสัมปทานสิ้นสุดไปตั้งแต่ปีมะโว้ คลื่นจึงกลับมาอยู่ในมือของรัฐคือ กสทช.ก่อนที่จะออกมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบจากปัญหาซิมดับ อันเป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 94/2557 ที่มีคำสั่งให้ กสทช.จะต้องให้ความคุ้มครองผู้ใช้บริการเดิมไม่ให้เกิดปัญหาซิมดับ จนกว่าจะดำเนินการโอนย้ายเลขหมายไปยังเครือข่ายผู้ให้บริการรายอื่น หรือจนกว่าจะได้ผู้ประกอบการรายใหม่

ซึ่งก่อนหน้า…เมื่อเกิดปัญหากับกรณีมือถือระบบ 1800 MHz กสทช.ก็รายงานสภาพปัญหาพร้อมขอรับนโยบายจากหัวหน้า คสช.ก่อนจะออกมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในระบบ 1800 และขยายมาตรการดังกล่าว มาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะยุติมาตรการดังกล่าวไปเมื่อปลายปี 2558 รวมระยะเวลากว่า 2 ปี

แล้วเหตุใด? เมื่อเกิดปัญหาซิมดับ 2G บนคลื่น 900 MHz กสทช.กลับไม่คิดจะรายงานสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อขอรับนโยบายการแก้ไขปัญหาจากหัวหน้า คสช.เช่นที่เคยทำมาก่อนหน้า…ยังหันไปแสวงหาทางออกด้วยการบีบให้ผู้ให้บริการไปเช่าใช้คลื่นจากบริษัทสื่อสารที่ได้รับใบอนุญาต ยิ่งแก้…ก็ยิ่งยุ่งเหมือนยุงตีกัน

คะเนกันว่ายังมีผู้ใช้บริการค้างอีกราวๆ 4-5 แสนเลขหมายที่ต้องเจอปัญหา “ซิมดับ” กสทช.จะลอยตัวเหนือปัญหาไม่ต้องรับผิดชอบได้หรือ? จะนับเป็นผลงานชิ้น “โบแดง” หรือ “โบดำ”.

 

 

ขอบคุณที่มา     https://www.thairath.co.th

จับตามอง! บทสรุป JAS จะอยู่ต่อหรือปลิวเส้นตายชำระเงินคลื่น 900 MHz ก่อน 16.30 วันนี้

0 (1)

กลายเป็นไฮไลท์เลยทีเดียว สำหรับการประมูลคลื่น 900MHz ที่ผ่านมา เพราะว่ามีผู้เล่นธุรกิจรายใหม่เข้ามาแข่งขันนามว่า JAS (บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดมหาชน) ที่ก็สามารถประมูลคลื่นดังกล่าวได้ ส่งผลให้ใครต่อหลายคนเฝ้าจับตามองว่า การให้บริการต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายแพ็กเกจนั้นจะเป็นอย่างไร จะมีการงัดกลยุทธ์ใดมาแข่งขัน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ทว่าวันเวลาผ่านไปนับตั้งแต่ประมูลได้บริษัท JAS ก็ยังไม่มีการเข้ามาชำระเงินแก่กสทช. แต่อย่างใด ทำให้วันนี้ 21 มีนาคม เวลา 16.30 คือเส้นตายสุดท้ายที่ต้องนำเงินมาชำระ มิเช่นนั้นจะต้องเสียค่าปรับและความน่าเชื่อถือไม่น้อยเลยทีเดียว

0 (1) 1 (29)

ทั้งนี้ยอดเงินที่ JAS ต้องนำมาชำระให้แก่กสทช. คือจำนวน 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินสำหรับวงเงินประมูลที่เหลือ 67,614 ล้านบาทอีกด้วย โดยถ้าหากจ่ายเงินทันและจ่ายเงินไม่ทันจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

ถ้าหากบริษัท แจส โมบาย ไม่สามารถจ่ายค่าใบอนุญาตได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนดคือ 21 มีนาคม (16.30)

  • กสทช. จะดำเนินการริบเงินที่ทาง JAS ได้วางประกันการประมูลไว้ 644 ล้านบาท
  • กสทช. สั่งปรับบริษัท JAS ตามยอดวงเงินค่าเตรียมการประมูล 160 ล้านบาท
  • กสทช. ทำการฟ้องต่อศาส และประเมินมูลค่าความเสียหายจากความล่าช้า หรือค่าเสียโอกาสในการใช้คลื่น 4G
  • กสทช. บอกว่าราคาประมูลรอบใหม่จะต้องไม่ต่ำกว่าเดิม คือ 7.5 หมื่นล้านบาท ที่แจสเคาะไว้

ถ้าหากบริษัท แจส โมบาย สามารถมาจ่ายเงินทันตามระยะเวลาที่กำหนด

  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ทำการพิจารณาออกใบอนุญาตภายให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน (ต้องดูถึงความพร้อมและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่ JAS จะสามารถให้บริการลูกค้าได้โดยที่ไม่มีข้อผิดพลาด)
  • ส่วนใบอนุญาตมีผลเริ่มบังคับใช้งานได้ช่วงหลังสงกรานต์เป็นต้นไป เนื่องจากว่าศาสปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว ยืดระยะเวลาการย้ายค่ายให้ผู้ใช้บริการ AIS 2G จนถึง 14 เมษายน 2559 ก่อนเที่ยงคืน

 

2 (32)

สุดท้าย JAS จะทำไง ช่วงบ่ายคงจะมีความคืนหน้าครับ เพราะการชำระเงินในครั้งนี้มีหลายตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง ไล่ไปตั้งแต่งวดแรกที่ต้องนำเงินมาชำระ ปัจจัยที่สองคือเหล่าธนาคารที่ต้องมาคํ้าประกัน รวมถึงปัจจัยที่สามคือเหล่าพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ส่วนความคืบหน้าจะเป็นอย่างไรรอติดตามกันได้พร้อมกันครับ!!!!

 

ขอบคุณที่มา     news.siamphone.

1 2 3 4 5 8