ขั้นต่ำ 2,000 บาทต่อเดือน

EyWwB5WU57MYnKOuYLapoQbyMWxYCVY0z5CMKs8s6sqY80ccq7SwJg

EyWwB5WU57MYnKOuYLapoQbyMWxYCVY0z5CMKs8s6sqY80ccq7SwJg

แนะประชาชนติด “โซลาร์ รูฟท็อป” ลดค่าไฟ

“เสนาดีเวลลอปเม้นท์ “รุกสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ในธุรกิจบ้านจัดสรรในเครือและพร้อมให้บริการติดตั้งบ้านพักอาศัย บ้านจัดสรร อาคารสำนักงานอื่นๆ เพราะเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่ในอนาคตผู้ใช้อาจสามารถขายไฟฟ้าคืนให้ กฟภ. และ กฟน. เผยราคาเริ่มต้น 2 แสนบาท ลดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือเฉลี่ย 2,000 บาทต่อเดือน

น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า เสนาดีเวลลอปเม้นท์ได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาชื่อ บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อให้เสนา โซลาร์เป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ รูฟท็อป) เพื่อติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านจัดสรรของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ ช่วยให้ประชาชนที่ซื้อบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าได้ตามขนาดของแผงผลิตไฟฟ้าที่ติดตั้งในแต่ละหลัง โดยแผงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว บริษัทได้เป็นผู้ผลิตเองในประเทศไทย ภายใต้การควบคุมดูแลมาตรฐานและเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐฯ

นโยบายดังกล่าว เป็นการต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ในรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง เพราะเป็นพลังงานสีเขียวและในอนาคตจะทำให้ต้นทุนการผลิตแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ลดต่ำลงเป็นระยะๆ เป็นผลดีของประชาชน และช่วยลดการผลิตไฟฟ้าของภาครัฐ

“การนำแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มาติดตั้งบนหลังคาบ้าน ทำให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ในอนาคตเจ้าของบ้าน อาจสามารถขายไฟฟ้า ให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเป็นรายได้กลับมาได้อีกด้วย เพราะ 2 การไฟฟ้าได้เริ่มทดลองรับซื้อไฟฟ้าในโครงการดังกล่าว”

น.ส.เกษรากล่าวว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ของเสนาดีเวลลอป-เม้นท์ ขณะนี้มี 20 โครงการที่สามารถติดตั้งได้รวมกัน 2,000 หลังคาเรือน โดยได้เริ่มต้นที่โครงการบ้านจัดสรร โฮมออฟฟิศ และปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเปิดขาย 2 โครงการใหม่ ด้วยแนวคิดหมู่บ้านโซลาร์ รูฟท็อปเต็มรูปแบบ ได้แก่ โครงการเสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา-วงแหวน และโครงการเสนาวิลล์ บรมราชชนนี-สาย 5 ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าส่วนกลางได้ 15-30% ถือเป็นโครงการนำร่องในการสร้างชุมชนรักษ์โลก

ทั้งนี้ การติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว หากประชาชนที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในโครงการของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ หากสนใจติดตั้ง ทั้งที่เป็นบ้านที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน บ้านที่กำลังก่อสร้างใหม่ ก็มีตัวอย่างให้เลือกตามที่ต้องการ เช่น กรณีติดตั้งขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 3 กิโลวัตต์ (KW) ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 4,380 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 24 ตารางเมตร (ตร.ม.) ใช้งานได้กับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ จำนวน 10 ดวง โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 15 คิว จำนวน 2 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 2 เครื่อง จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 945,295 บาท ใน 25 ปี ตลอดอายุการใช้งาน คืนทุนภายใน 10 ปี ทำให้ผู้ใช้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือประหยัดได้เดือนละ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่แผงผลิตไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เงินลงทุน 300,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้ 7,300 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 40 ตร.ม. โดยสามารถใช้งานกับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ รวม 20 ดวง โทรทัศน์ขนาด 42 นิ้ว 5 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 15 คิว จำนวน 3 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 4 เครื่อง ประหยัดไฟฟ้าได้ 1,575,491 บาท ใน 25 ปีตลอดอายุการใช้งาน คืนทุนภายใน 10 ปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือเดือนละ 1,000-2,000 บาท
สำหรับแผงผลิตไฟฟ้าขนาด 10 กิโลวัตต์ ใช้เงินลงทุน 640,000 บาท ผลิตไฟฟ้าได้ 14,600 หน่วยต่อปี บนพื้นที่ติดตั้ง 80 ตร.ม. ใช้งานกับหลอดไฟฟ้าขนาด 14 วัตต์ ได้ 40 ดวง โทรทัศน์ขนาด 45 นิ้วจำนวน 6 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 19 คิวได้จำนวน 3 เครื่อง เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียู จำนวน 6 เครื่อง ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 3,150,982 บาท ใน 25 ปีตลอดอายุการใช้งานระยะคืนทุน 10 ปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 4.7 บาทต่อหน่วย หรือ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน

น.ส.เกษรากล่าวว่า ในขั้นตอนการติดตั้ง บริษัทฯจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปศึกษาดูโครงสร้างหลังคาบ้านหรืออาคารสำนักงาน ก่อนว่าแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ และทิศทางพื้นที่ตั้งของหลังคาต้องอยู่ในทิศทางที่รับแสงอาทิตย์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำคัญของการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสง อาทิตย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้า ซึ่งบริษัทจะให้บริการตรวจเช็กระบบ ให้ฟรีในระยะเวลา 2 ปีแรกของการติดตั้ง.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

เอกชน เข้มแผนจัดการน้ำ รับมือภัยแล้งแบบยั่งยืน

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlDxN1hjNrhycpI

EyWwB5WU57MYnKOuYLapzZ0JABRgDRvekU6DyH7aeNVReV2bon8Eam

ปี 2559 ประเทศไทยต้องกลับมาเผชิญภาวะภัยแล้งที่จัดว่าหนักสุดในรอบ 2 ทศวรรษ โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2558 ที่ปริมาณฝนทิ้งช่วงทำให้การสะสมน้ำในเขื่อนหลายเขื่อนทั่วประเทศมีไม่เพียงพอ หลายพื้นที่ ต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลน “น้ำ” เพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงภาคการเกษตรที่ดูจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เมื่อมีสัญญาณปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำลดลง จนนำมาสู่ความตื่นตระหนก เพราะเกรงว่าจะขาดแคลนน้ำ

ไม่เพียงเท่านั้นปัญหาภัยแล้งยังทำให้หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นปัจจัยซ้ำเติมต่ออัตราการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ขณะนี้ก็เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกระทบโดยตรงมายังภาคการส่งออกของไทยที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นต้องอาศัยการบริโภคหรือแรงซื้อของคนไทย แต่เมื่อเกิดภาวะภัยแล้งขึ้นย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อรายได้ และการใช้จ่ายของชาวไร่ชาวนา โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวที่มีจำนวนมากกว่า 3.7 ล้านครัวเรือนซึ่งหากปัญหานี้ลุกลามจะส่งผลกระทบต่อภาวะแรงซื้อถดถอยมากขึ้นและที่สุดจะกระทบชิ่งไปยังภาคการผลิตและลามไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวม

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlDxN1hjNrhycpI

สถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักคงต้องลุ้นให้ฝนฟ้าเป็นใจตกตามฤดูกาลเพราะหากล่าช้าออกไปวิกฤติก็จะยิ่งหนักขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะภาคเอกชนที่วันนี้มีความตื่นตัวในการลดการใช้น้ำด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน ตัวอย่างที่อยากจะยกมาในวันนี้ คือ การบริหารจัดการน้ำของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีความจริงจังในการบริหารจัดการน้ำในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถึงแม้ผลจากงานแถลงข่าวรับมือภัยแล้งในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือโครงการ Eastern Seaboard จัดโดย 3 หน่วยงาน ได้แก่ โครงการชลประทานระยอง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอีสท์ วอเตอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ออกมายืนยันว่า เขตพื้นที่ภาคตะวันออกจะไม่ประสบกับปัญหาภัยแล้งในปีนี้ แต่ PTTGC ไม่นิ่งนอนใจมีการดำเนินการการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งเก็บข้อมูลการใช้น้ำและการเพิ่มประสิทธิภาพการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2559 เพื่อช่วยลดการใช้น้ำลงตามมาตรการของรัฐโดยในปี 2559 บริษัทฯ วางเป้าหมายที่จะมีการนำน้ำกลับมาใช้ให้ได้ 40-47% ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีการผลิตน้ำจากระบบ น้ำทิ้งที่ได้จากกระบวนการผลิตนำกลับมาใช้ใหม่ (Waste Water Reverse Osmosis หรือ RO) ซึ่งดำเนินการมาเกือบ 10 ปี

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlCMwtiggBPxHf6

เดิมบริษัทฯ ได้ทิ้งน้ำในส่วนนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์จึงมีแนวคิดนำน้ำกลับมาใช้ให้มากสุด โดยในปี 2558 ระบบ RO ทำให้บริษัทฯสามารถนำน้ำกลับมาได้ 904,842 ลูกบาศก์เมตรคิดเป็น 36.8% ของน้ำทิ้งจากโรงงาน โดยส่วนใหญ่จะนำกลับไปใช้ในระบบหล่อเย็นของโรงงาน จากเดิมที่ต้องทิ้งน้ำทั้งหมด

“ PTTGC มีแผนบริหารจัดการน้ำทั้งภายในและนอกองค์กร โดยมุ่งเน้นการดำเนินการตาม 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) Water Saving เป็นการดำเนินการลดปริมาณการใช้น้ำตามหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2) Water Innovation เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนน้ำดิบ และลดการใช้น้ำ แหล่งเดียวกับชุมชน โดยการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล 3) Water Stewardship เพื่อประเมินการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยจัดทำรอยเท้าน้ำ หรือ Water Footprint พร้อมทั้งได้ตั้งเป้าหมายลดปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลง 10% จากการดำเนินงานตามปกติ ภายในปี 2566 เทียบกับปี 2556 เพื่อให้การใช้ทรัพยากรน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

แผนการบริหารจัดน้ำภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นแผนระยะยาว ได้ร่วมกับกลุ่ม ปตท. (PTT Group Water Management Team: PTTWT) ที่จะมีคณะทำงานในการประเมินร่วมกันทุกไตรมาสเพื่อติดตาม สถานการณ์น้ำภาคตะวันออก รวมถึงวิเคราะห์และจัดทำแผนงานการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของ กลุ่ม ปตท. ซึ่งรวมถึงแผนการอนุรักษ์น้ำ (Water Conservation) ในโครงการเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ เช่น โครงการฟื้นป่า รักษ์น้ำเขาห้วยมะหาด การมอบถังน้ำสะอาด InnoPlus ให้กับผู้ประสบภัยแล้ง เป็นต้น” นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC กล่าว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำจากภาคเอกชน ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งได้มีการดำเนินงานเช่นเดียวกันนี้เพื่อที่จะลดปริมาณการใช้น้ำลง ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสโลกที่มุ่งเน้นการต้อนรับสินค้าที่มีส่วนลดการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม

NjpUs24nCQKx5e1D8WcYsILhZ81YtlKh4lCBA9fexBD

อย่างไรก็ตาม การลดการใช้น้ำจากภาคเอกชนในกระบวนการผลิตและการลงทุนสำรองแหล่งน้ำ นับเป็นเรื่องที่ควรจะดำเนินการอย่างจริงจัง แต่เหนือสิ่งอื่นใดการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนก็ต้องทำในหลายส่วนไม่ใช่เพียงภาคเอกชนเท่านั้น เพราะการใช้น้ำมีการเติบโตทุกปีจากทุกภาคส่วนทั้งการอุปโภคและบริโภค การลงทุนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการก็ยังมีส่วนสำคัญซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันกำลังแก้ไขปัญหาอยู่

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

 

 

 

 

“เอไอเอส” ลุ้นทีโอทีลงนามร่วมธุรกิจวันนี้

EyWwB5WU57MYnKOuYLapaVjFSQCHKAp7wUhaPixa0S3lPb164nR6pJ

EyWwB5WU57MYnKOuYLapaVjFSQCHKAp7wUhaPixa0S3lPb164nR6pJ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 28 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยจะมีการพิจารณาความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เบื้องต้นจะเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กันก่อน ซึ่งร่างเอ็มโอยูนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งกลับมาให้ทีโอทีแล้ว เมื่อต้น มี.ค.59 ทั้งนี้ การประชุมบอร์ดเมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมาก็ได้พิจารณาแล้วแต่ไม่มีข้อสรุป และส่งให้คณะกรรมการกฎหมายทีโอทีพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง และให้กลับมาเสนอในที่ประชุมวันนี้ (28 มี.ค.) โดยเหตุผลที่บอร์ดยังไม่อนุมัติลงนามในเอ็มโอยูดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าเอไอเอสจะไม่ยกเลิกข้อพิพาทตามที่ตกลงกันไว้ สำหรับข้อเสนอของเอไอเอสมีดังนี้ การเช่าโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จะสร้างรายได้ให้ทีโอทีปีละ 3,900 ล้านบาท การเช่าอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน 2,000 ล้านบาท และการเช่าเสาโทรคมนาคม 13,000 ต้น วงเงิน 3,600 ล้านบาท แต่ละปีทีโอทีจะมีรายได้ราว 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ล่าสุดสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทีโอที ได้ยื่นหนังสือถึง รมว.ไอซีทีและประธานบอร์ดทีโอที ให้เร่งรัดกรณีดังกล่าว เนื่องจากความล่าช้าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อทีโอทีขณะที่ทีโอทีมีปัญหาขาดทุนหนัก.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ธุรกิจใช้ไอทีสร้างโอกาส! เมโทรฯ หวังดันซอฟต์แวร์-บริการ ตอบโจทย์

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcQgCFr77oetdM7MTQ7h3NRITi4v9a4ER7wv

EyWwB5WU57MYnKOuYLbcQgCFr77oetdM7MTQ7h3NRITi4v9a4ER7wv

เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น เตรียมหนุนกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการเป็นรายได้หลักองค์กร ชี้ภาคธุรกิจลงทุนด้านไอทีต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 7,500 ล้านบาท มั่นใจนโยบายดิจิตอลภาครัฐช่วยหนุนการลงทุนระบบ…

นายกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการไอที 6,977 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็นฮาร์ดแวร์ 37% ซอฟต์แวร์โซลูชั่น 23% วัสดุสิ้นเปลือง 30% และบริการ 10% จากลูกค้ามากกว่า 9,000 รายในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งเป็นลูกค้าเดิม 81% ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าใหม่ 19%

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้ที่ 7,500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นราว 8% ซึ่งเชื่อว่ารายได้หลักยังมาจากกลุ่มลูกค้าเก่า ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้รองรับกับความต้องการใช้งานทั้งทางธุรกิจและเพื่อบริการลูกค้า รวมถึงการผลักดันธุรกิจกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการไอที ภายใต้เป้าหมายให้สินค้ากลุ่มดังกล่าวสามารถเป็นรายได้หลักให้บริษัทในปีนี้ ขณะเดียวกัน เชื่อว่าปัจจัยจากนโยบายด้านดิจิตอลของหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อว่าจะได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องและสามารถเกิดขึ้นจริงได้ภายในปีนี้ โดยบริษัทเตรียมงบประมาณสำหรับลงทุนในปีนี้ราว 50 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม

“ธุรกิจไอทีเหมือนกับธุรกิจมือถือ เพราะมีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกช่วง 3-4 ปี ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทคือลูกค้าเดิมที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี อาทิ กลุ่มธุรกิจบริการ การเงิน เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และอื่นๆ ขณะที่กลุ่มลูกค้าใหม่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กหรือกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งแนวโน้มการลงทุนด้านไอทีขององค์กรต่างๆ นั้น เชื่อว่ายิ่งธุรกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวจะยิ่งทำให้องค์กรต้องการลงทุนด้านไอทีเพิ่มเติมเพื่อสร้างการแข่งขันทางธุรกิจ หรือแม้แต่องค์กรที่สามารถเติบโตได้เป็นอย่างดีก็ยังต้องการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพต่อไป”

สำหรับโซลูชั่นรูปแบบใหม่ที่บริษัทจะนำเสนอในปีนี้ ได้แก่ IT Cloud Services บริการให้เช่าใช้งานทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ผ่านเทคโนโลยีคลาวด์,​ ซอฟต์แวร์ระบบ Workflow อาทิ QlikView ซอฟต์แวร์สำหรับผู้บริหารระดับสูงสำหรับวิเคราะห์ติดตามการทำธุรกิจ, บริการประเภทสัญญา อาทิ Managed Services เป็นต้น.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

4.5จี รายแรกของโลก! เอไอเอสโชว์เทคโนโลยีใหม่ พร้อมใช้เชิงพาณิชย์

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNrQrDnogfv3mGaEwVU0jhWnltsSuohg4pu8

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNrQrDnogfv3mGaEwVU0jhWnltsSuohg4pu8

เอไอเอสเปิดบริการ 4.5 จี เชิงพาณิชย์ เป็นรายแรกของโลก โชว์ความเร็วสูงสุด 1Gbps พร้อมให้บริการย่านใจกลางเมือง ก่อนขยายไปหัวเมืองใหญ่ในเดือน เม.ย.นี้…

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านในการให้บริการของเอไอเอสจากยุคสัมปทานสู่ยุคใบอนุญาต โดยขณะนี้เอไอเอสยังมีลูกค้าบนระบบ 2จี ประมาณ 4 แสนเลขหมาย และลูกค้าที่ใช้บริการ 3จี บนซิม 2จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ อีกกว่า 7.6 ล้านเลขหมาย บริษัทจึงเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านเครือข่ายให้ครอบคลุมการให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ เอไอเอสสามารถสร้างโครงข่าย 4จี ได้เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ราว 60 วัน โดยสามารถเปิดให้บริการได้ 26 จังหวัด ภายใน 60 วัน หลังได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้บริการได้ 59 จังหวัด ภายใน 90 วัน และให้บริการได้ครบ 77 จังหวัด ภายใน 120 วัน ด้วยจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ 4จี รวมกว่า 5.6 ล้านเลขหมาย ภายใต้สถานีฐานกว่า 15,000 สถานี นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมงบประมาณเพื่อลงทุนด้านเครือข่าย 3จี และ 4จี ในปีนี้ราว 40,000 ล้านบาท

ล่าสุด บริษัทได้ประกาศให้บริการ 4.5จี เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกในไทยและในโลก ภายใต้ความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ด้วยเทคโนโลยี MIMO 4×4 Carrier Aggregation บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ รวมถึงเทคโนโลยี LTE-U/LAA ซึ่งเป็นการรวมช่องสัญญาณบนคลื่นความถี่ที่มีอยู่เข้ากับคลื่นความถี่สาธารณะที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต ทำให้ลูกค้าสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วมากกว่า 4จี ถึง 2 เท่า และรองรับข้อมูลได้เพิ่มขึ้น 30%

“บริการ 4.5จี ถือเป็นเน็ตเวิร์กที่รวดเร็วที่สุดที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในโลก ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1Gbps เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการได้เต็มศักยภาพมากขึ้น เช่น วิดีโอแบบเอชดี หรือการเข้าถึงข้อมูลด้านการศึกษา เป็นต้น”

สำหรับพื้นที่ให้บริการ 4.5จี เอไอเอสจะเริ่มให้บริการในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่สยามและราชประสงค์ และจะมีการขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2559 จะพร้อมให้บริการในจังหวัดหัวเมือง ส่วนอุปกรณ์ที่รองรับนั้นปัจจุบันผู้ผลิตทั่วโลกต่างเริ่มบรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่อุปกรณ์แล้ว และคาดว่าจะทยอยจำหน่ายออกสู่ตลาดในเร็วๆ นี้ ส่วนอุปกรณ์ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี 4.5จี ได้แก่ หัวเว่ย ไวร์เลส เราท์เตอร์ นอกจากนี้ เอไอเอสจะเริ่มจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวภายในเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวเทคโนโลยี 4.5จี เอไอเอสยังได้ทดสอบความเร็วของเทคโนโลยีดังกล่าว โดยได้ผลความเร็วอยู่ที่ 530 Mbps.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th

 

บตท.เล็งปล่อยกู้บ้านคนเกษียณ

EyWwB5WU57MYnKOuYLcMLi3Tyybub7cIzMWYQkGqZ8YfP5zvKe1hlO

EyWwB5WU57MYnKOuYLcMLi3Tyybub7cIzMWYQkGqZ8YfP5zvKe1hlO

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในเร็วๆนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอแก้ พ.ร.บ. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อให้ บตท.สามารถเข้าดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินบำนาญ ไม่มีเงินออม แต่มีบ้านเป็นของตนเองสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อกู้เงินจาก บตท.นำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จนกว่าจะเสียชีวิต หรือเรียกว่า Reverse Mortgage โดยบ้านหลังดังกล่าว เมื่อเจ้าของบ้านเสียชีวิตจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บตท.แล้วขายทอดตลาดต่อไป หรือในกรณีนี้ ทายาทต้องการบ้านคืนก็สามารถซื้อจาก บตท.ได้

“ขณะนี้ ยังเป็นเพียงหลักการ แต่ในอนาคตสังคมไทยกำลังเข้าสู่วัยชรา ซึ่งผู้สูงอายุบางคนอาจเตรียมการเอาไว้ดีมีทั้งเงินบำนาญ และเงินออม แต่ในกรณีที่ไม่ได้เตรียมการเอาไว้ บตท. ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารพาณิชย์ก็ต้องเข้าช่วยเหลือผู้สูงอายุเหล่านี้ได้ โดยมีรูปแบบและวิธีการง่ายๆ เช่น กรณีที่คนหนุ่มสาว ซื้อบ้านต้องผ่อนเงินงวดจนกว่าจะหมด แต่ Reverse Mortgage จะตรงกันข้ามคือ เจ้าของบ้านจะได้รับเงินจากธนาคารทุกเดือนเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยได้สั่งให้ สศค.นำข้อดี ข้อเสียและอุปสรรคต่างๆ มาพิจารณาร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแจ้งเกิดโครงการนี้ให้ได้ เพราะในหลักการถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก”.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

สามารถ แนะ นายกฯ เพิ่ม รถไฟความเร็วสูง เป็น 300 กม./ชม.

EyWwB5WU57MYnKOuYLZ1vbWMyyVgVRfFQFsKQIpAPsN6ous20JRtxh

EyWwB5WU57MYnKOuYLZ1vbWMyyVgVRfFQFsKQIpAPsN6ous20JRtxh

“สามารถ” แนะ “นายกฯ ประยุทธ์” 7 ข้อ หนุน เพิ่มความเร็วเป็น 300 กม./ชม. ราคาจ้างจีนสร้างต้องดีกว่าการเปิดประมูลแข่ง ค่าโดยสารต้องถูกจูงใจผู้ใช้บริการเพื่อคุ้มทุนสร้าง เตือน ไม่ให้ ร.ฟ.ท.คุม เพราะจะเกิดปัญหาซ้ำกรณีแอร์พอร์ตลิงก์

วันที่ 25 มี.ค. 59 นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. สั่งสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในหัวข้อ “นายกฯ ทุบโต๊ะ! สร้างรถไฟความเร็วสูง” ใจความว่า ในที่สุดโครงการรถไฟไทย-จีนก็ได้ข้อยุติ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีจีน ท่านนายกฯ ประยุทธ์ได้ตัดสินใจที่จะลงทุนก่อสร้างด้วยเงินทุนของเราเองทั้งหมด เดิมโครงการรถไฟไทย-จีนเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง (กม./ชม.) วิ่งบนรางกว้าง 1.435 เมตร บนเส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา-หนองคาย และเส้นทางแก่งคอย-มาบตาพุด มูลค่าโครงการประมาณ 530,000 ล้านบาท ระยะทางรวม 873 กิโลเมตร ดังนั้น ค่าก่อสร้างเฉลี่ยต่อกิโลเมตรจะเท่ากับ 607 ล้านบาท

มาบัดนี้ ท่านนายกฯ ประยุทธ์ได้เปลี่ยนจากรถไฟความเร็วปานกลางเป็นรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากข้อมูลที่ได้รับและการวิเคราะห์ของผม พบว่าจีนจะร่วมลงทุนเฉพาะงานระบบรถไฟฟ้า ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบโทรคมนาคม ระบบตั๋ว และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ส่วนงานที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานโยธานั้น จีนจะไม่ร่วมลงทุนด้วย ทำให้ไทยจะต้องลงทุนเองทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วน 88% ต่อมา ไทยได้เจรจาขอให้จีนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากขึ้นจาก 12% เป็น 70% จีนจึงยื่นข้อเสนอ (1.) ให้เปลี่ยนการก่อสร้างช่วงนครราชสีมา-หนองคาย จากทางคู่เป็นทางเดี่ยว และให้ชะลอการก่อสร้างช่วงแก่งคอย-มาบตาพุด ทั้งนี้ เพื่อลดค่าก่อสร้าง (2.) จีนขอสิทธิในการพัฒนาพื้นที่สองข้างทางรถไฟ เหตุที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ตัดสินใจ ที่จะลงทุนก่อสร้างด้วยเงินทุนของเราเองทั้งหมด 100% นั้น ผมคาดว่า อาจเป็นเพราะการเจรจาต่อรองกับจีน โดยคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีนล้มเหลว หลังจากประชุมกันมาถึง 9 ครั้ง โดยใช้เวลานานกว่า 1 ปี ทั้งนี้ ผมไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถ้าเรามีความพร้อมที่จะลงทุน ซึ่งท่านนายกฯ บอกว่า เรามีศักยภาพที่จะลงทุนเองได้

โดยผมได้ประเมินเงินลงทุนเบื้องต้นแล้วพบว่าจะใช้ประมาณ 150,000-200,000 ล้านบาท และมีข้อเสนอแนะต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนี้ 1. ผมเห็นด้วยที่จะเปลี่ยนจากรถไฟความเร็วปานกลางเป็นรถไฟความเร็วสูง และอยากให้มีความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง แทนที่จะเป็น 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะระดับความเร็วจะเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่จะจูงใจให้มีผู้โดยสารมาใช้บริการ อีกทั้ง รถไฟความเร็วสูงจะแข่งกับรถไฟทางคู่ ขนาดรางกว้าง 1 เมตร ที่รัฐบาลกำลังจะก่อสร้าง ซึ่งจะมีความเร็วสูงสุดประมาณ 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ดีกว่ารถไฟความเร็วปานกลาง 2. การที่จะจ้างให้จีนทำการก่อสร้างนั้น นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนแล้ว รัฐบาลจะต้องมั่นใจว่าจะได้ราคาที่เป็นธรรมเหมาะสมกับคุณภาพ และจะต้องดีกว่าการเปิดประมูลให้มีการแข่งขันกันทั่วไป 3. งานระบบรถไฟฟ้า ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบโทรคมนาคม ระบบตั๋ว และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องใช้ของจีนหรือไม่ ถ้าใช้ จีนจะมีข้อเสนออย่างไร 4. จะต้องกำหนดอัตราค่าโดยสารที่จะทำให้มีผู้โดยสารใช้บริการได้มาก ซึ่งรัฐบาลสามารถกำหนดได้โดยอิสระ เพราะรัฐบาลลงทุนเองทั้งหมด 100% และควรเป็นอัตราที่ทำให้มีรายได้จากค่าโดยสารเพียงพอที่จะชำระดอกเบี้ยเงินกู้ได้

5. จัดให้มีระบบขนส่งรองรับผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงที่สถานีทุกสถานี จะใช้รถสองแถว รถเมล์ หรือจะปล่อยให้มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือไม่ พร้อมทั้งจะต้องจัดที่จอดรถให้เพียงพอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้มีผู้ใช้รถไฟความเร็วสูงมากขึ้น 6. สนับสนุนให้มีการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูงเพื่อเปิดโอกาสให้มีการทำกิจกรรมรองรับผู้โดยสาร เช่น เมืองใหม่ สถาบันการศึกษา ศูนย์การค้า ศูนย์ราชการ แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้มีผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงเพิ่มมากขึ้น และ 7. หน่วยงานที่จะรับผิดชอบการบริหารเดินรถไฟความเร็วสูงไม่ควรเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เพราะจะประสบปัญหาเช่นเดียวกับการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งเราได้ประจักษ์กันอยู่ในเวลานี้ ผมขอเสนอให้ว่าจ้างเอกชนมาทำหน้าที่นี้แทน ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของภาครัฐ

การที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์กล่าวว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในเดือนกรกฎาคม 2559 นั้น แสดงว่าท่านนายกฯ คงได้รับรายงานแล้วว่า ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน ผลตอบแทนดังกล่าวนั้น ไม่ได้หมายถึงเฉพาะรายได้จากค่าโดยสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรายได้จากธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟความเร็วสูง และยังรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในหัวเมืองภูมิภาคอีกด้วย ซึ่งผมขอเรียนท่านนายกฯ ให้ตระหนักว่า โดยทั่วไปผลการศึกษาความเป็นไปได้มักจะให้ผลดีกว่าความเป็นจริง ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้วกับหลายโครงการ ดังนั้น ท่านนายกฯ ควรที่จะดำเนินการให้มีการกำกับดูแลโครงการนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้มีผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนมากให้ได้ มิฉะนั้น จะพบว่า หลังจากเปิดให้บริการแล้วมีผู้โดยสารน้อย ไม่เป็นไปตามผลการศึกษา

ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ยืนยันว่า ท่านไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นจากโครงการนี้ ขอให้ไว้ใจท่าน ผมขอเรียนว่าจากการที่ผมได้ติดตามการประมูลโครงการด้านคมนาคมขนส่งหลายโครงการที่ผ่านมา สำหรับตัวท่านนายกฯ ประยุทธ์นั้น ผมมั่นใจในความโปร่งใสของท่าน เพราะทราบว่ามีหลายโครงการที่มีการทักท้วงการประมูล ท่านนายกฯ ประยุทธ์ต้องการให้ยกเลิกการประมูลครับ.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ปลดโซ่ตรวนรถไฟไทยจีน

EyWwB5WU57MYnKOuYLcMLi5PV1suHgsEE4yVxsYGFescX4GBtDvlEf

EyWwB5WU57MYnKOuYLcMLi5PV1suHgsEE4yVxsYGFescX4GBtDvlEf

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือทวิภาคีกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า จากนี้รถไฟความเร็วสูงไทย-จีนที่เคยหารือกันไว้ว่าจะร่วมทุนแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ต่อไปไทยจะลงทุนดำเนินการเองทุกขั้นตอน แต่จะใช้เทคโนโลยีและจ้างจีนก่อสร้างรถไฟให้กับไทยแทน โดยระยะทางที่จะดำเนินการคือ รถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-แก่งคอย-หนองคาย แต่จะเริ่มในส่วนที่พร้อมก่อนคือ กรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา ส่วนระยะที่ 2 เส้นทางแก่งคอย-มาบตาพุด จะชะลอโครงการไว้ก่อน เพราะจะเป็นภาระด้านงบประมาณเกินไป

“การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่ว่าวิธีก่อสร้างจะเป็นแบบใด โครงการนี้ยังเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างไทย-จีน แบบจีทูจี ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมทำงานระหว่างไทย-จีน เสนอให้จีนร่วมลงทุนในสัดส่วน 60 ไทย 40 หรือสัดส่วนจีน 70 ไทย 30 แต่จากการหารือทางจีนไม่สามารถร่วมลงทุนตามข้อเสนอของไทยได้ เพราะเขาไม่ได้ประโยชน์อะไร เหมือนกับที่จีนได้ในลาวทั้งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสิทธิบนสถานีรถไฟ โดยสิ่งเหล่านี้ไทยให้ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นไทยจะเสียประโยชน์ ดังนั้น เมื่อจีนไม่ร่วมทุนทางไทยก็จะลงทุนเอง”

รมว.คมนาคม กล่าวด้วยว่า ต้นทุนของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่ได้ร่วมกันศึกษาพบว่าต้นทุนที่ไทยศึกษาจะอยู่ที่ 170,000 ล้านบาท แต่จีนคำนวณมากกว่าไทย 20,000 ล้านบาท หรือต้นทุนที่จีนศึกษาที่ 190,000 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้องลดราคาลงในเมื่อเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐก็ต้องมีราคามิตรภาพไม่ใช่มาเอากำไร ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนรูปแบบไทยลงทุน ส่งผลให้ต้องขยายระยะเวลาดำเนินการไปอีก 4-5 เดือน จากเดิมในเดือน พ.ค.59 นอกจากนี้การตัดสินใจลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเอง การบริหารจัดการและการเดินรถ จะตั้งบริษัทร่วมทุน มีกระทรวงการคลัง การรถไฟแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนร่วมถือหุ้น.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

คมนาคมเร่งแผนแม่บทจาก 15 ปี เหลือ 6 ปี รถไฟเชียงรายถึงแหลมฉบัง

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNU0z427hx2fh3FDy3EvG75vqGvYZbaJPozs

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNU0z427hx2fh3FDy3EvG75vqGvYZbaJPozs

รัฐเร่งแผนแม่บทคมนาคม จากเวลา 15 ปี เหลือ 6 ปี คาด เชียงรายเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน 10 เขต เมื่อระบบรางจากเชียงของ-เด่นชัย เชื่อมต่อเด่นชัย-ปากน้ำโพ ทะลุแหลมฉบัง ลงมือภายในปี 60

วันที่ 24 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ รร.ดุสิตไอสแลนด์รีสอร์ท เชียงราย นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วย รมต.คมนาคม เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนานานาชาติโลจิสติกส์ ครั้งที่ 4“ มี นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผวจ.เชียงราย นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ 10 จังหวัดภาคเหนือ กงสุลใหญ่ และคณะทูตพาณิชย์ไทยในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศจีน เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เข้าร่วมงานจำนวนมาก นายธีระพงษ์ ได้บรรยายหัวข้อ ”Policy implementation on Logistics and supply chain in GMS along the North – south Economic Corridor“ การดำเนินนโยบายแผนแม่บทของกระทรวงคมนาคมในการเชื่อมเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และการจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (CBTA) ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

NjpUs24nCQKx5e1D8WguH7KM3XSU55go09BZsYBFUoE

นายธีระพงษ์ กล่าวว่า การขนส่งข้ามพรมแดนที่ ไทย – ลาว – จีน บนเส้นทาง R3A นั้น มีการลงนามโดยรัฐสภาแล้ว เบื้องต้นกำหนดในปีแรกให้มีรถวิ่งไม่เกิน 10 คัน และเพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป ไม่เกิน 500 คัน ขณะนี้รอการประชุม 3 ฝ่ายร่วมกัน ส่วนการผ่านแดนไทย-เมียนมา จะมีสองจุด คือ แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก และแม่สาย–เมียวดี ได้มีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) แล้วว่า จะให้มีรถวิ่งระหว่างกันไม่เกิน 200 คัน ขณะนี้รอการลงนาม คาดว่า เมียนมาจะพร้อมเจรจากันไทยในเดือน พ.ค.-มิ.ย. นี้

ส่วนการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคอาเซียน มี 3 เส้นทาง แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เร่งรัดคมนาคมทำตามแผนแม่บทจากเดิมหลายโครงการใช้เวลา 15 ปี มาดำเนินการเร็วขึ้นให้เสร็จภายใน 6 ปี เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงเส้นทางตามแผนให้เร็วขึ้น

NjpUs24nCQKx5e1D8WguH7KM3XSU55gMm7qOsSWZ9x8

ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ คาดว่า เชียงรายจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดใน 10 เขต เพราะเชื่อมโยงกับภูมิภาคแนวเศรษฐกิจเหนือใต้ เส้นทาง R3A และในปี 2560-2561 กรมการขนส่งทางบก จะเริ่มสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าบริเวณด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการเวนคืนที่ดิน ส่วนระยะที่สอง เป็นการเชื่อมรถไฟรางคู่ จาก เด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ระยะทาง 326 กม. ไปเชื่อมกับศูนย์เปลี่ยนถ่ายฯ ซึ่งอยู่ในช่วงรอผลการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( EIA) ซึ่งกระทรวงคมนาคมโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย จะเสนอเข้าสู่การพิจารณา ครม. ขอทำขนานไปกับการทำ EIA ตามคำสั่ง ที่ 9 ของ คสช. ซึ่งจะทำให้โครงการดำเนินการได้เร็วขึ้น เพื่อเชื่อมต่อขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือปากบาราในอนาคตทางรถไฟเด่นชัย เชียงราย-เชียงของ และเส้นทางปากน้ำโพ-เด่นชัย โดยจะดำเนินการภายในปี 2560.

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ตอกฝาโลง ลอตเต้-ดิวตี้ฟรี เกาหลี “สมคิด” ยันต้องปฏิบัติตามพันธกรณีก.ม.ไทย

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNVUqmRIsbyHa4ATWHdoOb4U187g8M2sGQlI

EyWwB5WU57MYnKOuYLcNVUqmRIsbyHa4ATWHdoOb4U187g8M2sGQlI

“สมคิด” ปิดทาง “ดิวตี้ ฟรี เกาหลีใต้” ใช้พื้นที่ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ ยันรัฐบาลไทยต้องดำเนินการทุกด้านให้เป็นไปตามกฎหมาย แนะไปเชียงใหม่–ภูเก็ตแทน ขณะที่ “ซัมซุง” ยันใช้ไทยเป็นฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ถอนลงทุนแน่ ส่วน “แดวู” เตรียมโดดร่วมประมูลรถไฟฟ้าสีเหลือง–ชมพู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้สมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย จะใช้ความพยายามอย่างหนักในการเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ต้องเปิดจุดส่งมอบสินค้า (Pick up counter) ในสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นพื้นที่สัมปทานของ คิง เพาเวอร์ กรุ๊ป ให้เป็นพื้นที่สาธารณะ

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของ ดิวตี้ ฟรี ใหญ่จากเกาหลีใต้ คือ ลอตเต้ และกลุ่มบริษัทร่วมทุน GMS กับชิลล่า ดิวตี้ ฟรี รายใหญ่อีกรายจากเกาหลีใต้ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับกลุ่มห้างสรรพสินค้าไทยและสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ทั้งโดยการเดินทางเข้าพบข้าราชการกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร และบอร์ด ทอท.ตลอดจนจัดให้มีการแถลงข่าว และซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อกดดันรัฐบาลในหลายทางก็ตาม

แต่ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศสาธารณรัฐเกาหลีของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ช่วงวันที่ 20-24 มี.ค.นี้ นายสมคิดเปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับภาคเอกชน และผู้บริหารระดับสูงจากหลายบริษัทของเกาหลีใต้ว่า ทุกบริษัทที่หารือกันครั้งนี้ มีการลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว กระนั้นได้พูดคุยให้เข้ามาขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมา เกาหลีมีการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในเวียดนาม ซึ่งตนก็ได้ถามผู้บริหารของแต่ละบริษัทว่า เหตุใดจึงลงทุนที่เวียดนามมากกว่าไทย ได้รับคำตอบว่า เวียดนามเสนอเงื่อนไขการลงทุนที่ดีกว่าไทยมาก และยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่า อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้บริษัทเหล่านี้ เพิ่มการลงทุนในไทยมากขึ้น ซึ่งทุกบริษัทก็รับปาก

สำหรับการหารือกับบริษัท ลอตเต้ ดิวตี้ ฟรี ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้เปิดบริการร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ ฟรี) ในเมืองไทยได้ โดยบริษัทได้ขอให้เปิดพื้นที่ส่งมอบสินค้าปลอดอากรที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาซื้อสินค้าจากดิวตี้ ฟรี ในเมืองของเกาหลี สามารถไปรับสินค้าที่ซื้อไว้ก่อนเดินทางออกนอกไทยได้นั้น

นายสมคิดกล่าวว่า ตนได้แจ้งไปว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายไทย ซึ่งเป็นหน้าที่กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมต้องไปดำเนินการ แต่หากต้องการจะใช้พื้นที่ที่สนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ ต้องประมูลแข่งขันกับเอกชนรายอื่นในอีก 3-4 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ได้แจ้งให้กลุ่มบริษัทลอตเต้และรายอื่นไปใช้พื้นที่ที่สนามบินภูเก็ตหรือเชียงใหม่แทนแล้ว เพราะสัญญาบริหารพื้นที่มีความแตกต่างกัน

“ผมได้พูดกับลอตเต้ไปตรงๆเลยว่า ไม่อยากให้มีปัญหากัน เรื่องนี้มีกฎหมาย กฎระเบียบของไทยดูแลอยู่ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ผมก็แปลกใจว่าที่สนามบินเชียงใหม่และภูเก็ต ยังไม่มีใครทำดิวตี้ ฟรี ทำไมไม่ไปทำ เลยชวนให้เขาไปที่สนามบิน 2 แห่งนี้ ผมคิดว่าเขาเข้าใจ แต่ทางธุรกิจก็เป็นเรื่องที่เขาจะตัดสินใจเอง”

ส่วนการหารือกับผู้บริหารบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด นั้น บริษัทแจ้งว่า ได้ถอนการลงทุนผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ออกจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว แต่การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ยังอยู่ในไทย และยืนยันจะเพิ่มการลงทุนแน่นอน พร้อมยืนยันจะใช้ไทยเป็นฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

ขณะที่การหารือกับบริษัทแดวู ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าก็ได้รับแจ้งว่า กำลังเตรียมพันธมิตรฝ่ายไทย เข้าร่วมประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสีชมพู ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารหน้า

พร้อมกับแสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นทางอีสต์ เวสต์ คอร์ริดอร์ คือมุกดาหาร-แม่สอด สำหรับบริษัท ฮานา ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้นั้น แสดงความสนใจที่จะกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง หลังจากที่ได้ถอนการลงทุนออกไปตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในไทยปี 2540 เพราะคาดว่าในอนาคตจะมีบริษัทเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีธนาคารของเกาหลีใต้เข้ามารองรับธุรกิจเหล่านี้ โดยมีแนวทางการเข้ามาลงทุนคือ ตั้งสาขา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนถึง 20,000 ล้านบาท หรือการเข้าครอบงำกิจการ (เทกโอเวอร์) ธนาคารขนาดเล็กในไทย แต่คาดว่าน่าจะเป็นการตั้งสาขามากกว่า.

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 2 3 4 8