ชาวสวนยางพังงาทยอยรับเงินธ.ก.ส.-จุดรับซื้อเงียบ

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4OC8xOTQzMzk4LzY3NjMyNy0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4OC8xOTQzMzk4LzY3NjMyNy0wMS5qcGc=

เจ้าของสวนยางพังงา ทยอยขอรับเงิน ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ขณะ จุดรับซื้อยางตามโครงการฯ ยังคงเงียบเหงา

เจ้าของสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียน ขอรับเงินตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ได้ทยอยเข้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) รายละ 900 บาท โดยทางธนาคาร ได้รายงานผลการดำเนินโครงการ พบว่า มีเจ้าของสวนยางพารา ขึ้นทะเบียนไว้กับ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดพังงาแล้ว 3,067 ราย จำนวน 30,973 ไร่ คิดเป็นจำนวนเงิน 27,876,375 บาท อยู่ในระหว่างตรวจสอบสิทธิ์ของธนาคาร จำนวน 5 ราย จำนวน 65 ไร่ คิดเป็นจำนวนเงิน 58,950 บาท โอนเงินให้เกษตรกรแล้วจำนวน 2,093 ราย จำนวน 19,415 ไร่ คิดเป็นเงินจำนวน 17,473,500 บาท และเตรียมส่งโอนเงินให้เกษตรกรอีก จำนวน 969 ราย จำนวน 11,493 ไร่ เป็นเงิน 10,343,925 บาท

ขณะที่ จุดรับซื้อยางพาราตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 14 จุด ยังคงเปิดรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดย จังหวัดพังงา รับซื้อยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 และยางก้อนถ้วย ตามจุดที่ทางจังหวัด ประกาศไว้ในพื้นที่แต่ละแห่ง พบว่าบรรยากาศในจุดรับซื้อยังเงียบเหงา เนื่องจากเกษตรกรชาวสวนยางหลายรายได้หยุดกรีดยางแล้ว เพราะช่วงเดือนมกราคม จนถึงปลายเดือนมีนาคมต้นยางจะผลัดใบ ต้องรอใบยางรอบใหม่ถึงจะเปิดกรีดยางได้

 

ขอบคุณที่มา   http://news.sanook.com/

เคาะงบปี 60 ขาดดุล3.9 แสนล้าน!

EyWwB5WU57MYnKOuX2C6Ry11oTAwioRsCWNv2GvnMAuNR82bXbbMQD

EyWwB5WU57MYnKOuX2C6Ry11oTAwioRsCWNv2GvnMAuNR82bXbbMQD

นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 60 มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.733 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 13,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.5% แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.1214 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 21,282 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1% คิดเป็น 77.6%ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนมีจำนวน 546,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 2,245 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.4% คิดเป็นสัดส่วน 20% ของวงเงินงบประมาณ ส่วนรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มี 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 3,008 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.9% และคิดเป็น 2.4% ของวงเงินงบประมาณ

NjpUs24nCQKx5e1D7dwZy0ms0GOJIBV2HtaHwggpo51

 

ทั้งนี้ คาดว่าปีงบประมาณ 60 จะมีรายได้ 2.343 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 13,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.6% คิดเป็นวงเงินงบประมาณขาดดุล 390,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับปีงบประมาณ 59 และคิดเป็น 2.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมีสมมติฐานว่าจีดีพีปี 60 จะขยายตัว 6% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2%

สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 60 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์และ 1 รายการคือ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ, ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน, ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน, ด้านการจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้กำหนดกรอบงบประมาณเพดานสูงสุด ตามที่หน่วยงานต่างๆเสนอของบฯมาวงเงินสูงสุดอยู่ที่ 3.313 ล้านล้านบาทก่อนที่จะปรับลด โดยมีแผนงานบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ 25 แผนงาน วงเงินรวม 772,989 ล้านบาท หากหน่วยงานเห็นว่ามีแผนงานยุทธศาสตร์ที่สำคัญสามารถเสนอของบฯเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 5%ของกรอบวงเงิน โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้การทำงบประมาณปี 60 หน่วยงานต่างๆต้องมีแผนงานมาประกอบการเสนอของบฯ และให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเตรียมความพร้อมให้โครงการเกิดก่อน ไม่ใช่เน้นแค่ที่โครงการใดมีความพร้อมก่อนเท่านั้น.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

‘ปลัดพลังงาน’ หวังกระตุ้นศก.รากหญ้า อัดฉีดเงินลงทุนเกือบ 6 แสนล.

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7q5mgM4Qa6m9pQGofReQTT5fHghV7l0i80B

EyWwB5WU57MYnKOuX2C6Ry3AAe5btJrb6M9ByX7lnH7SkFzFmEBbah

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับภาพรวมการประเมินมูลค่าการลงทุนจากภาครัฐ–เอกชน และศักยภาพการลงทุนทางด้านพลังงานในปี 2559 เท่าที่ได้มีการตรวจสอบ และเก็บข้อมูลมาจากหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่าในปีนี้ มีเม็ดเงินจากภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐเข้ามาลงทุนด้านพลังงานสูงถึง 587,572 ล้านบาท และสูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดาข้อเสนอการลงทุนด้านต่างๆที่มีเข้ามา

ทั้งนี้ในสาขาไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) มีวงเงินลงทุนรวม 121,060 ล้านบาท ภาครัฐจะลงทุนเป็นเงิน 91,060 ล้านบาท เพื่อขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าและพัฒนาปรับปรุงโรงไฟฟ้าของ กฟผ.เช่น โครงการโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โครงการระบบส่งเพื่อรีบซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึม 3 และน้ำเทิน 1 ตลอดจนถึงโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 และระบบจำหน่ายไฟของ กฟน.กับ กฟภ.

ขณะที่ภาคเอกชนมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับโรงงานอุตสาหกรรมของตนเองโดยรวม 30,000 ล้านบาท “ยังมีสาขาปิโตรเลียมที่กระทรวงวางแผนไว้ว่าจะต้องลงทุนอีก 262,284 ล้านบาท เพื่อการขยายคลังของก๊าซ LPG (ก๊าซหุงต้ม) ขยายระบบโครงข่ายท่อส่งก๊าซตามแผนแม่บทฉบับที่ 3 รวมถึงการลงทุนสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ.ที่ต้องทำต่อไป”

ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวด้วยว่า ยังมีภาคเอกชนแจ้งความจำนงจะลงทุนสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทาน อย่างบริษัท เชฟรอนด้วยอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท

นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีผู้ประสงค์จะลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่ประกาศให้เอกชนทราบภายใต้วงเงินลงทุนรวมอีก 102,228 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนจากภาครัฐ 3,000 ล้านบาทเพื่อการสนับสนุนการศึกษาและวิจัยต้นแบบ ซึ่งจะเป็นเงินที่มาจากกองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน ในขณะที่ภาคเอกชนให้ความสนใจกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆมากมาย

NjpUs24nCQKx5e1D7dwZy0p5TbXIhfXZJk601AI00Lc

“ที่เป็นความนิยมสูงสุดก็คือ โซลาร์เซลล์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ และลม รวมกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ ภายใต้วงเงินลงทุน 99,228 ล้านบาท” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว ยังมีการลงทุนในสาขาอนุรักษ์พลังงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานของรัฐด้วยอีก 126,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนจากภาครัฐ 8,000 ล้านบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และเงินลงทุนของภาคเอกชนอีก 14,000 ล้านบาท เพื่อร่วมกันปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเครื่องปรับอุณหภูมิ เช่น โรงงานน้ำแข็ง และห้องเย็นใน 5 จังหวัดทำประมง เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่สูงถึง 50% ของค่าใช้จ่ายลง

สำหรับความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศด้านพลังงานนั้น เท่าที่สำรวจพบจากข้อมูลของ บีโอไอ มีการเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุน 248 โครงการ คิดเป็นมูลค่าลงทุน 166,586 ล้านบาท โดยการลงทุนด้านพลังงานทดแทน มีมูลค่าสูงถึง 68,476 ล้านบาท “เราคำนวณผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศที่กระจายสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมจากพืชพลังงานได้กว่า 125,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตเอทานอล ซึ่งจะมีรายได้หมุนเวียนในระยะ 5 ปี (2559-2564) รวม 226,575 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้กระจายไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 37,841.92 ล้านบาท สู่ผู้ปลูกอ้อย 48,438 ล้านบาท

ขณะที่ไบโอดีเซลจะช่วยสร้างให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในปีนี้กว่า 40,000 ล้านบาท และผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจะอยู่ที่ 1,443 ล้านบาทต่อปี รวม 5 ปีเป็นเงิน 8,850 ล้านบาท “ยังมีการลงทุนเรื่องการขนส่งน้ำมันทางท่อ 3 สายคือ สระบุรี-ลำปาง, สระบุรี-ขอนแก่น และ ระยอง-สระบุรี ระยะทาง 1,167.51 กม.คิดเป็นเงินลงทุน 64,768 ล้านบาท และลดต้นทุนการขนส่งได้มากถึง 40%

“มีหลายเรื่องมากที่กระทรวงพลังงานต้องรับผิดชอบ เรื่องที่สำคัญคือเรื่องการช่วยเตรียมการสำรองน้ำอุปโภค-บริโภคที่ได้จากเพื่อนบ้านซึ่งจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้ประเทศไทย ที่สำคัญอีกประการก็คือ เราได้รับมอบหมายจาก พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวง และรัฐบาล ให้เร่งศึกษา และจัดสร้างสถานีเพื่อการชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ที่กำลังจะเข้ามาใช้ในอนาคตอันใกล้ด้วย ส่วนที่หลายคนห่วงว่า จะมีไฟฟ้าไม่พอมาใช้เพื่อรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารสาธารณะนั้น ผมยืนยันว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าเรามีมากพอ เช่นเดียวกับปริมาณสำรองตามกติกาสากล” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ผู้ส่งออกทางเรือยืนเป้าส่งออกปีนี้ที่ 2% หวังวัดฝีมือการทำงานรองนายกฯสมคิด

EyWwB5WU57MYnKOuX7Jx3WJ5yNMtiJ39jWvoDTIOAJn7EreTRbboWd

EyWwB5WU57MYnKOuX2C6RxTmlDsgzFATGpclIRytU0yrJSBqGp9kIo

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ยังคงเป้าหมายการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 59 ที่ 2% จากปี 58 ตามเดิม แม้ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการจะเห็นตรงกันว่า จะไม่ขยายตัวจากปี 58 หรืออาจติดลบ 0.2% ได้ เพราะต้องการวัดฝีมือการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะสามารถผลักดันให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 5%

“นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล้ามากที่ประกาศว่า การส่งออกปีนี้จะฟื้นกลับมาบวก 5% ได้ ทั้งๆที่ก็มีข้อมูลในมือมากมาย แสดงว่าต้องมีความตั้งใจและมั่นใจ นี่จึงเป็นความหวัง ทำให้ สรท.ยังคงเป้าไว้ เพราะถ้าปล่อยไปตามกลไกตลาด โดยที่ไม่มีแรงผลักดัน ก็คงติดลบอีก”

อย่างไรก็ตาม ถ้าทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันผลักดันแล้ว การส่งออกในปีนี้ยังไม่ฟื้นกลับมาเป็นบวกอีก ประเทศไทยคงน่าเป็นห่วงมาก เพราะไม่มีความหวังอะไรเหลือเลย เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสิ่งที่ทั้งรัฐบาลและเอกชนพูดไปแล้ว ยังทำไม่ได้เลย แล้วความมั่นใจของนักลงทุนในประเทศจะยังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวคือ ไทยไม่มีขีดความสามารถการแข่งขัน แล้ว ซึ่งต่อไปลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าจะค่อยๆ หายไป และยิ่งมีเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ก็จะยิ่งทำให้ลูกค้าหนีไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นสมาชิกแทน จึงต้องการให้ติดตามว่า มาตรการต่างๆที่รัฐบาลบอกจะทำนั้น จะทำได้จริงหรือไม่ หรือแค่พูดเพื่อรักษาคะแนนเท่านั้น

โดยสิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือ กลไกการขับเคลื่อนอย่างระบบราชการและกฎระเบียบที่ไม่ยอมปรับให้เร็วขึ้นมากกว่า เพราะอาจมองว่ารัฐบาลชุดนี้ เหลือเวลาอีกแค่ปีเดียว คงทำอะไรมากไม่ได้แล้ว.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

มหาเศรษฐีแห่โอนหุ้นหนีภาษีมรดก

editortalk_market_261_p2_20141110133541

EyWwB5WU57MYnKOuX2C8lwmZIEM4SqWb3m37nTFMEzi829FQjI7CXh

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีรับมรดก เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยจะมีการจัดเก็บภาษีมรดก สำหรับผู้ที่รับมรดกมากกว่า 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษี ซึ่งกฎหมายระบุว่า ผู้รับมรดกที่ ประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์, หลักทรัพย์, เงินฝาก, ยานพาหนะ รวมถึงตราสาร ทางการเงิน ที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี โดยนับจากวันที่รับมรดก 150 วัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีได้ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่กฎหมายภาษีมรดกจะเริ่มมีผลบังคับใช้ บรรดาเศรษฐี หรือเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ได้เคลื่อนไหวจัดการทรัพย์สิน โดยโอนย้ายถ่ายเททรัพย์สินต่างๆให้ลูกหลานหรือผู้ที่ต้องการ ให้รับกิจการหรือมรดกกันอย่างคึกคัก โดยมีทั้งการโอนหุ้น โอนบ้าน-รถ-ที่ดิน ทำให้กรมที่ดินมีงานล้นมือ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีการรายงานการโอนหุ้นให้คู่สมรสและบุตรหลาน ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาทิ นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ โอนหุ้น บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ให้นางศิริธร แบเลเว็ลด์ 582.02 ล้านหุ้น ให้นางสาวภัทรี แบเลเว็ลด์ 921.50 ล้านหุ้น ส่งผลให้นายธรรศพลฐ์ถือหุ้น AAV เหลือ 630.56 ล้านหุ้น หรือ 13% จากเดิม 2,134.08 ล้านหุ้น หรือ 44% นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ โอนหุ้น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ให้บุตรสาว 2 คน คือ นางอาริญาและนางสาว ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ นายจุลเดช ยศสุนทรากุล โอนหุ้น BDMS ให้บุตร 2 คน จำนวน 220 ล้านหุ้น รวมทั้งตระกูลพรประภา ที่ทั้งโอนและขายหุ้น บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ให้ลูกหลานจำนวนหลายรายการ นายสิทธิลาภ ทรัพย์สาคร รับโอนหุ้น บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO จากมารดา นายวิทูร สุริยวนา โอนหุ้น บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL โอนหุ้น GLOBAL 569 ล้านหุ้นให้บุตร.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

ทุนไหลออกกดบาทยวบ

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7q5mgM4Qa6m9pQGofReQTT5fHghV7l0i80B

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7bi8FCzY5pO06ZFFh2drazPGXmg0XRjoMsO

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการเคลื่อนย้ายของเงินทุนล่าสุดสิ้นปีที่ผ่านมา พบว่าดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย ณ สิ้นปี 58 เป็นการไหลออกของเงินทุนทั้งจากนักลงทุนต่างประเทศที่ทยอยนำเงินที่เคยลงทุนออกไปจากประเทศ และจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นของนักลงทุนไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยสิ้นปีมีเงินไหลออกสุทธิทั้งสิ้น 18,788 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 676,368 ล้านบาท (ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2558 ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

โดยเป็นการไหลออกของเงินทุนสุทธิจากฝั่งนักลงทุนไทยไปลงทุนในกิจการ หุ้น และตราสารหนี้ในต่างประเทศ 5,574 ล้านเหรียญฯ หรือ 200,664 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในกิจการ และโรงงานในต่างประเทศของนักธุรกิจไทย 8,615 ล้านเหรียญฯ และเป็นการออกไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของนักลงทุนไทยทั้งสิ้น 6,995 ล้านเหรียญฯ เป็นการไปลงทุนในหุ้น 3,949 ล้านเหรียญฯ และเป็นการไปลงทุนในตราสารหนี้ทั้งสิ้น 3,046 ล้านเหรียญฯ

ขณะที่การไหลออกสุทธิของเงินทุนของนักลงทุนต่างประเทศ 13,214 ล้านเหรียญฯ หรือ 515,346 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลดการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยสูงที่สุด 10,746 ล้านเหรียญฯ โดยเป็นการลดการลงทุนในตราสารทุนทั้งสิ้น 6,465 ล้านเหรียญฯ และเป็นการลดลงของการลงทุนในตราสารหนี้ 4,281 ล้านเหรียญฯ อย่างไรก็ตาม การลงทุนโดยตรงในกิจการในภาคเศรษฐกิจจริงของไทย หรือเอฟดีไอของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นปี 58 ยังเป็นการไหลเข้าของเงินทุนสุทธิ 5,271 ล้านเหรียญฯ.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

คาดตรุษจีน ผู้โดยสารทะลัก เดินทางผ่าน 6 สนามบิน 3.6 แสนคนต่อวัน

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7b5Cg73fmUYG7pkZF8Tm6HyTfQb3TsYIQdz

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7b5Cg73fmUYG7pkZF8Tm6HyTfQb3TsYIQdz

ทอท. คาด ผู้โดยสารเดินทางผ่าน 6 สนามบิน ช่วงตรุษจีนปี 59 จำนวน 368,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 5% ปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ นทท.จีน ยังครองแชมป์! เที่ยวไทยมากสุด เผย เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน ภายในอาคารผู้โดยสาร พร้อม อำนวยความสะดวกทุกด้าน…

วันที่ 1 ก.พ.59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจะมีผู้โดยสารเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยในปีนี้ ช่วงระหว่างวันที่ 4–10 ก.พ.59 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการ ในช่วงดังกล่าวประมาณ 173,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 และมีสายการบินประจำและเช่าเหมาลำขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ รวมทั้งสิ้น 472 เที่ยวบิน เมื่อรวมกับเที่ยวบินตามตารางบินปกติจะมีเที่ยวบิน 960 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินที่บินตรงมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ส่วนที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 99,600 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และมีเที่ยวบินประมาณ 690 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 31,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และมีเที่ยวบินประมาณ 210 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 6,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และมีเที่ยวบินประมาณ 42 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3

ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 6,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และมีเที่ยวบินประมาณ 42 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และ ที่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) มีเที่ยวบินประมาณ 72 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และมีผู้โดยสารประมาณ 10,300 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4

ในภาพรวมทั้งหมด คาดว่า จะมีผู้โดยสาร จำนวน 368,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และมีเที่ยวบินรวม จำนวน 2,269 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงปัจจุบัน

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงนี้ ทอท.ยังได้จัดกิจกรรมภายในท่าอากาศยานเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ การจัดซุ้มตกแต่งภายในอาคารผู้โดยสารของแต่ละท่าอากาศยาน กิจกรรมมอบของชำร่วยและผลไม้มงคลให้แก่ผู้โดยสาร การแสดงต่างๆ เช่น การแสดงดนตรี การแสดงกายกรรม การแสดงจินตลีลา เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้โดยสารจำนวนมากใช้บริการ ทสภ. ทดม.และ ทภก.ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถสื่อสารได้หลายภาษา อำนวยความสะดวกผู้โดยสารในทุกด้าน นอกจากนั้น ด้านการรักษาความปลอดภัย ได้มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเพิ่มความถี่การตรวจตราพื้นที่อาคารผู้โดยสารอีกด้วย.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ราคาน้ำมัน ฉุดเงินเฟ้อ ม.ค. ติดลบ 0.53% ต่อเนื่องเดือนที่ 13

mon0501593

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7q5mgM4Qa6m9pQGofReQTT5fHghV7l0i80B

พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ ม.ค.59 ติดลบ 0.53% ต่อเนื่องเดือนที่ 13  ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน โต 0.59% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 0% คาด เงินเฟ้อปี 59 อยู่ระหว่าง 1-2% …

วันที่ 1 ก.พ.59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือน ม.ค.59 อยู่ที่ 105.46 หดตัว -0.53% ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 58 ที่ลดลง  และหากเทียบกับเดือนก่อนหน้า (ธ.ค.58) หดตัว -0.26% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน ม.ค.59 อยู่ที่ 106.18 ขยายตัว 0.59 % เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.58 และขยายตัว 0.07% เมื่อเทียบกับ ธ.ค.58

“ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมกราคมปี 2559 ยังคงทรงตัวจากช่วงไตรมาสที่ 4/2558 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 0% ทั้งนี้ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงนั้นได้รับผลกระทบจากสินค้าในหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เนื่องจากการปรับราคาลงของน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 91 95 น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน 95 ในส่วนของสินค้าและบริการอื่นๆ เพื่อการอุปโภคและบริโภคอาทิ อาหารสด ของใช้ภายในบ้าน และค่าของใช้ส่วนบุคคลราคาปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาด”

สำหรับดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มในเดือน ม.ค.59 อยู่ที่ 113.95 เพิ่มขึ้น 0.81% เมื่อเทียบกับ ม.ค.58 แต่หดตัว -0.16% เมื่อเทียบกับ ธ.ค.58 ส่วนดัชนีราคาสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 100.93 หดตัว -1.25% จากเดือน ม.ค.58 และหดตัว -0.31% จากเดือน ธ.ค.58

ขณะที่ ผลกระทบของสินค้าและบริการข้างต้นต่ออัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงและน้อยกว่า ผลกระทบของราคาพลังงาน ทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.59 ยังคงติดลบต่อเนื่อง และเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.58 ยังคงได้รับแรงกดดันจากสินค้าและบริการในหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร เป็นหลักส่งผลกระทบ ส่วนในทางลบต่ออัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย -0.93% แต่เมื่อเทียบเดือน ธ.ค.58 อัตราเงินเฟ้อมีค่าเท่ากับ -0.26 (MoM) โดยมีสาเหตุ สำคัญจากการปรับลดราคาลงของกลุ่มอาหารสดและพลังงาน อาทิ ผักและผลไม้ (-1.69%), ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ (-3.925), ค่ากระแสไฟฟ้า (-0.73%) เนื่องจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (FT) ในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย.59 ให้ลดลงเท่ากับ 4.80 สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 59 อยู่ระหว่าง 1-2% ภายใต้สมมติฐานหลัก คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ที่ 3.0-4.0%, ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ระหว่าง 48-54 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล, อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 36-38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาดีเซล 40 สต. ขยับมาอยู่ที่ลิตรละ 19.69 บาท

EyWwB5WU57MYnKOuX37lnwlL7XpgnOfoNDTpMiaD4W2uKsHrbzdHRN

EyWwB5WU57MYnKOuX2DjuAqdNowgOXKkrrCxiz8ryue5bSTgHV2ssF

ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาดีเซล 40 สต. ส่งผลให้ขยับที่ลิตรละ 19.69 บาท มีผลตี 5 วันที่ 30 ม.ค.

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 40 สตางค์/ลิตร สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นราคาคงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 30 ม.ค.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 30.06 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 23.10 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 22.68 บาท/ลิตร E20 ราคา 20.74 บาท/ลิตร E85 ราคา 17.89 บาท/ลิตร และ ดีเซล ราคา 19.69 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ราคายังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

ชาวนาศรีสะเกษเปิดร้านอาหารริมน้ำมูลสู้แล้ง

EyWwB5WU57MYnKOuX4BBQlVjZhIBR9PhOOsVhtWIGGLsdudkladVol

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4OC8xOTQxMjk4LzY3NTUxNy0wMS5qcGc=

ชาวนาศรีสะเกษ หันเปิดร้านอาหารริมแม่น้ำมูลสู้แล้ง หลังสภาพอากาศร้อนจัด พบนักท่องเที่ยวแห่พักผ่อนจำนวนมาก

ที่สะพานบ้านแก้ง ต.น้ำคำ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหลผ่าน พบว่าปัจจุบันได้มีบรรดานักท่องเที่ยวพากันมาเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก หลังสภาพอากาศในช่วงนี้ค่อนข้างร้อนอบอ้าว สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้า ได้เป็นอย่างดี ด้าน นางลัดดาวัลย์ ศรีแก้ว อายุ 34 ปี เจ้าของร้านอาหารในพื้นที่ เปิดเผยว่า เดิมทีตนเองมีอาชีพทำนา หลังพบว่าขณะนี้สภาพอากาศของ จ.ศรีสะเกษ ค่อนข้างร้อนจัด ตนจึงตัดสินใจพาครอบครัวและญาติ ๆ มาทำแพขายอาหารในแม่น้ำมูล อีกทั้ง ยังจัดทำสไลเดอร์ และเรือบานาน่าโบ๊ท มาไว้บริกาย แก่ผู้ที่เดินทางมาผักพ่อนคลายร้อน ทั้งนี้ อาหารที่ตนขายส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองอีสานเป็นหลัก เช่น กุ้งเต้น กุ้งเผา ปลาเผา ส้มตำ ลาบปลา ลาบหมู แกงอ่อม ต้มปลา และเครื่องดื่มทุกชนิด ซึ่งอาหารทุกอย่างตนขายในราคาถูก เนื่องจากเป็นอาหารที่หาได้เองในท้องถิ่น สามารถสร้างรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้งที่ว่างเว้นจาการทำนาได้เป็นอย่างดี

 

ขอบคุณที่มา   http://news.sanook.com/

1 4 5 6