“สมคิด” ตั้งนะโมเศรษฐกิจจงโตเกิน 3%

EyWwB5WU57MYnKOuX2C6RxTmlDsgzFATGpclIRytU0yrJSBqGp9kIo

EyWwB5WU57MYnKOuX2JsaJ7cB43Eqa803R6qR1A6BQXjD5MJC1JclE

โมเมนตัมดีเหลือเอกชนขาดความเชื่อมั่น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ในปี 2559 นี้คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัวเกิน 3% หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)แถลงประมาณการจีดีพีในปีนี้ของไทย ว่าจะขยายตัวที่ 2.8-3.8% หรือค่ากลางที่ 3% ซึ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี 2557 ขยายตัว 0.9% และปี 2558 ขยายตัว 2.8% ซึ่งภายใต้ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ถือว่าไปได้ดีพอสมควร โมเมนตัมทางเศรษฐกิจดีขึ้นมา ซึ่งตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2558 ถ้าไม่รวมการส่งออกถือว่าเกือบทุกตัวดีขึ้น ยกเว้นการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังขาดความมั่นใจเท่าที่ควร โดยไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว จึงต้องการให้เอกชนลงทุนในประเทศเพื่ออนาคตของประเทศ

“แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี แต่อย่าเพิ่งตกใจ ตั้งการ์ดให้ดีแล้วสู้ต่อไป อย่าไปกังวล เพราะประเทศไทยมาถูกทางแล้วที่ทำเศรษฐกิจภายในควบคู่ไปกับภายนอก โดยภายในได้ใช้เม็ดเงินเพื่อลงทุน ขับเคลื่อนการปฏิรูป ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือหว่านเงินลงไป โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชนบท ผ่านโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนระดับหมู่บ้านมากขึ้น และน่าจะเป็นกำลังในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจได้ และยังมีเม็ดเงินลงทุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่จะลงในระบบช่วงครึ่งปีหลังด้วย”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ปตท.ลั่นเดินหน้าแผนลงทุนก๊าซ

13817706161381770638l

EyWwB5WU57MYnKOuX2JqZ7Comrk1gWc0VtaVdh0WDKRhB2VHmsXUl2

 

ประกาศชัดไม่ลดวงเงินพัฒนาธุรกิจ 2.1 แสนล้าน

นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติตั้งงบลงทุนในระยะ 5 ปี (ปี 2559-2563) ที่ระดับ 210,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 แผนหลัก ได้แก่ 1.งบลงทุนต่อเนื่อง 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำโครงการต่อเนื่องที่จะทยอยเสร็จใน 1-2 ปี อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงการสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตแอลเอ็นจี เป็น 10 ล้านตันต่อปี จากเดิมที่ 5 ล้านตันต่อปี

2.โครงข่ายท่อก๊าซฯ มูลค่าลงทุน 120,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ หลักเส้นที่ 5 ความยาว 430 กิโลเมตร (กม.) เริ่มจากจังหวัดระยองไปยังอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรีและท่อเชื่อมระหว่างศูนย์ควบคุมก๊าซฯไปจังหวัดราชบุรีอีก 120 กม. เพื่อเชื่อมโยงระบบโครงข่ายท่อก๊าซฯจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบก๊าซฯ โครงการจะอยู่ในช่วงสำรวจความคิดเห็นประชาชนและจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี ก่อนจะสามารถเปิดประมูลหาผู้รับเหมาได้ โดยคาดว่าทั้งโครงการจะเสร็จปี 2564

3.โครงการลงทุนด้านอื่นๆ อีก 70,000 ล้านบาท เพื่อใช้รองรับการลงทุนธุรกิจใหม่ด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพโรงแยกก๊าซฯ ระบบโครงข่ายท่อก๊าซฯ ย่อย แต่สิ่งสำคัญหลัก คือ การลงทุนคลังแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 ขนาด 7.5 ล้านตันต่อปี เบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท

“โครงการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ พร้อมรุกเจรจาจัดหาแอลเอ็นจีเพิ่มเสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว ล่าสุด ปตท.ได้เจรจากับบริษัท ปิโตรนาส จำกัด ของมาเลเซีย เพื่อขอเข้าลงทุนในแหล่งแอลเอ็นจีอีกด้วย เพราะการใช้ก๊าซฯในประเทศไทย ยังคาดว่าจะขยายตัวใน 5 ปีนี้ เฉลี่ยปีละ 2% ซึ่งแผนงานเหล่านี้รองรับความมั่นคงด้านพลังงาน จึงยังไม่ลดงบลงทุน”.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

 

 

พม่าหยุดจ่ายก๊าซไม่กระทบความมั่นคง คนใช้ไฟหายห่วงกระเทือนค่าเอฟทีจิ๊บๆ

14487739161448773935m

EyWwB5WU57MYnKOuX2JqZ4fHjZcnRFPN9YOzRYNssrHm8AQsbrzpuu

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รายงานการเตรียมความพร้อมรับมือการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 20-23 ก.พ.นี้ ที่ทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากพม่าหายไปทั้งหมด 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าในฝั่งภาคตะวันตก โดยมีกำลังการผลิตที่ลดลงรวม 3,394 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ. จะเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซฯจากฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้นและใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลมาเดินเครื่องที่โรงไฟฟ้าราชบุรีทดแทน คาดว่าจะใช้น้ำมันเตา 22.3 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 6.9 ล้านลิตร

สำหรับการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เรคกูเลเตอร์คาดว่าจะมีผลกระทบที่น้อยลงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้มอบให้ กฟผ.และ ปตท. เจรจาเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากผู้ผลิตก๊าซฯแหล่งยาดานา จากแผนเดิมช่วงวันที่ 1-4 มี.ค.นี้ ซึ่งหากหยุดจ่ายก๊าซฯช่วงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟที 0.25 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย โดยเลื่อนเป็นช่วงวันที่ 20-23 ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงจากกำหนดเดิม เนื่องจากตรงกับวันหยุดยาว ตลอดจนราคาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล ลดลงจากที่ประมาณการไว้มาก ทำให้ผลกระทบต่อค่าเอฟทีต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิมไว้ที่ 0.25 สต. เป็น 0.07 สต.ต่อหน่วย ซึ่งเรคกูเลเตอร์จะนำไปคำนวณค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ให้สะท้อนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

มะกัน-คิวบา ลงนามข้อตกลงเปิดเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างกันครั้งแรกในรอบ 50 ปี

NjpUs24nCQKx5e1D7eFbUxbtVu6zzy0rJrvL6wU20HZ

EyWwB5WU57MYnKOuX2JqaFILApuMajHI3Vna6d5116Jaofvlp5JXWX

สหรัฐฯ และคิวบาลงนามข้อตกลงเริ่มเปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างกันอีกครั้งแล้ว นับเป็นก้าวล่าสุดของกระบวนการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และคิวบาซึ่งเป็นศัตรูกันมานานหลายทศวรรษ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ และคิวบาลงนามข้อตกลงเริ่มเปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างกันอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี เริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยข้อตกลงนี้จะทำให้เที่ยวบินพาณิชย์ที่เดินทางไปมาระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 110 เที่ยวต่อวัน มากกว่าปัจจุบัน 5 เท่า

นาย แอนโธนี ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงเที่ยวบินพาณิชย์ดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะร่วมมือกับคิวบา

NjpUs24nCQKx5e1D7eFbUxbtVu6zzy0rJrvL6wU20HZ

แอนโธนี ฟ็อกซ์ รมว.คมนาคมสหรัฐฯ และนายอาเดล อิซเควร์โด รมว.คมนาคมคิวบา(ภาพ: AP)

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2014 ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีราอูล คาสโตร แห่งคิวบา ประกาศว่าพวกเขาจะเริ่มกระบวนการทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศซึ่งเป็นศัตรูกันมานานครึ่งศตวรรษกลับสู่ระดับปกติ โดยนายโอบามาและนายคาสโตรประชุมร่วมกันครั้งแรกในเดือน เม.ย. 2015 ที่ปานามา และจับมือกันในการประชุมนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในเดือนก.ย.ปีเดียวกัน

คิวบาเปิดสถานทูตของพวกเขาในกรุงวอชิงตัน ในเดือน ก.ค. 2015 และในเดือนต่อมาสหรัฐฯ ก็เปิดสถานทูตของพวกเขาในกรุงฮาบานา เมืองหลวงของคิวบา ขณะที่ นายจอห์น แคร์รี กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ คนแรกรอบ 70 ปี ที่ได้เดินทางเยือนคิวบา โดยนายแคร์รีเคยพูดว่ารัฐบาลโอบามาต้องการที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามค้าขายกับคิวบา แต่สภาคองเกรสซึ่งถูกควบคุมโดยฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันต่อต้านเรื่องนี้

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

‘ภาษีบุหรี่’ ปรับขึ้นเต็มเพดาน ช่วย ‘สิงห์อมควัน’ ลด-ละ-เลิก ได้จริงหรือ?!

NjpUs24nCQKx5e1D7diW9Mwc7s9voNtqU1HBoC2sGU1

EyWwB5WU57MYnKOuX177kAeqov1zQEdJmMyvvXi1E67RJC0Hv5RZrL

บรรดาสิงห์อมควันต้องกระอัก! หลังจาก ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้กฎกระทรวงขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่จาก 87% เป็น 90% โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน และเป็นการสนับสนุนนโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบของรัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่า ภาษีที่เก็บจากบุหรี่ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “ภาษีบาป” นั้น คืออะไร? และ มีที่มาอย่างไร? วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะมาไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าว…

NjpUs24nCQKx5e1D7diW9Mwc7s9voNtqU1HBoC2sGU1

ไม่สนับสนุนให้สูบบุหรี่ แต่ไม่ได้ใช้มาตรการรุนแรงถึงขั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ภาษีบาป (Sin tax) เป็นคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการของภาษีที่จัดเก็บจากสุราและยาสูบ อันเป็นกิจกรรมที่รัฐบาลหลายๆ ประเทศไม่ต้องการสนับสนุน และอยากให้ประชาชนละเลิก หรือลดอบายมุขดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ใช้ไม้แข็งถึงขั้นสั่งให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพียงแต่กำหนดให้เป็นมาตรการห้ามปรามแบบเบา

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามที่จะควบคุมยาสูบมาตั้งแต่ ปี 2532 จากการตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ และตั้งสำนักควบคุมยาสูบ กระทรวงสาธารณสุขในอีก 2 ปี ถัดมา ก่อนจะออกกฎหมายควบคุมโฆษณา และส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะในปี 2535

แต่ปัญหาที่พบ คือ กระทรวงสาธารณสุข ขาดงบประมาณจัดสรรเพื่อนำมาควบคุม จนกระทั่งได้แนวคิดที่จะนำภาษียาสูบ มาเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมยาสูบและส่งเสริมสุขภาพในเรื่องอื่นๆ ประกอบกับเมื่อปี 2539 กระทรวงการคลังได้ริเริ่มนโยบายการเงินการคลังเพื่อสังคม จึงมีแนวคิดให้หลักประกันสุขภาพเมื่อประชาชนเจ็บป่วย บวกกับการจัดตั้งองค์กรอิสระ เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. นั่นเอง

ตามกฎหมายได้กำหนดให้บริษัทบุหรี่และสุรา จ่ายภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีกร้อยละ 2 ทุกครั้งที่เสียภาษี เพื่อนำเข้า สสส. หรือถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ คือ ถ้าปกติเก็บอยู่ 100 บาท ก็จะเก็บเพิ่มอีก 2 บาท รวมเป็น 102 บาท ซึ่งเงิน 2 บาท ก็จะเข้าสู่ สสส. ขณะที่รัฐก็รับ 100 บาทเท่าเดิม

จนมาถึงยุคของรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีการตั้งสถานีวิทยุไทยพีบีเอส ขึ้นมา และบวกค่าภาษีในส่วนนี้เพิ่มอีก 1.5% เพื่อนำเข้าสู่สถานีวิทยุดังกล่าว และล่าสุดในรัฐบาลยุคนี้ได้จัดการตั้งกองทุนกีฬาขึ้นมา พร้อมผ่านกฎหมายเพิ่มค่าเก็บภาษีไปอีก 2% เพื่อสนับสนุนทุนกีฬาอีกด้วย

ภาษีเพิ่มพูน ลดจำนวนสิงห์อมควัน จริงหรือ?

NjpUs24nCQKx5e1D7diW9Mwc7s9voNj5uzC20UrJMTc

เห็นได้ว่า เมื่อปี 2524 ภาษีบุหรี่ได้มีการปรับขึ้นไปอีกหลายเท่า ซึ่งเป็นผลมาจากช่วงเริ่มต้นการรณรงค์ควบคุมการบริโภคยาสูบในไทย ในปี 2525 บุหรี่มีราคาเฉลี่ยจากซองละ 7 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 10 บาท และเป็น 12 บาท ภายในเวลา 2 ปี และผลที่ได้คือยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงจาก 1,493 ล้านซอง เป็น 1,037 ล้านซอง แสดงให้เห็นถึงอัตราคนสูบบุหรี่ที่ลดลง

ต่อมา ระหว่างปี 2526-2529 ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยตกต่ำอย่างหนัก ยอดขายบุหรี่ก็โดนผลกระทบไปไม่น้อยเช่นกัน แต่หลังจากที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว นับตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา ยอดจำหน่ายบุหรี่ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตาม ถึงแม้ในปี 2533 จะมีการปรับราคาบุหรี่ เพิ่มขึ้นเป็นซองละ 13 บาท

ขณะที่ ในปี 2534 จำนวนผู้สูบบุหรี่เอง ก็มีค่าเฉลี่ยการสูบต่อวันเพิ่มขึ้น เป็นวันละ 12 มวน จากเดิมวันละ 10 มวน และมีจำนวนร้อยละ 60 สูบ ที่สูบต่ำกว่าวันละ 10 มวนต่อวัน

ระยะหลัง ยอดจำหน่ายบุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลขึ้นภาษี เมื่อช่วงปลายปี 2536 จนถึงกลางปี 2537 ประกอบกับ บุหรี่ต่างประเทศได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปอีกส่วนหนึ่ง ทำให้โรงงานยาสูบเริ่มหันไปจับตลาดบุหรี่ต่างประเทศ เพื่อรองรับบุหรี่ไทยในยุโรปตะวันออกและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

NjpUs24nCQKx5e1D7diW9Mwc7s9voNlvrKEDp3QS8gi

ปรับภาษีบุหรี่ จากเดิมคิดที่ 87% ก็ขึ้นเต็มเพดานที่ 90%

กระทั่ง ในวันที่ 9 ก.พ.2559 ได้มีการประกาศใช้ กฎกระทรวง กําหนดอัตราค่าแสตมป์ยาสูบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในช่องรายการและช่องอัตราภาษีของ (1) ในรายการ 2 ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าแสตมป์ยาสูบ พ.ศ. 2555 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(1) บุหรี่ซิกาแรต 90 หนึ่งกรัม เศษของหนึ่งกรัมให้นับเป็นหนึ่งกรัม 1.10″

ข้อ 2 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พร้อมทั้งได้มีการปรับภาษีทั้งสองขา คือ ในส่วนการคิดภาษีจากราคา จากเดิมคิดที่ 87% ก็ขึ้นเต็มเพดานที่ 90% และการคิดภาษีในส่วนปริมาณ จากเดิมเก็บ 1 บาทต่อกรัม ขึ้นเป็น 1.1 บาทต่อกรัม ซึ่งจะส่งผลให้บุหรี่ที่ขายในประเทศปรับขึ้นราคาอีก 5-10 บาทต่อซอง เช่น บุหรี่กรองทิพย์ปัจจุบันขายอยู่ 60 บาทต่อซอง และการปรับครั้งนี้มีผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นอีก 10 บาทต่อซอง หรือราคาจะอยู่ที่ 70 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ที่นำเข้าจากจีน ที่มีราคาขาย 20-30 บาทต่อซอง จะปรับขึ้นประมาณ 5-10 บาท

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยกับ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ด้วยว่า หลักการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่นั้น เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการให้ผู้บริโภคลดจำนวนการสูบลง โดยเฉพาะจำนวนผู้สูบหน้าใหม่ ส่วนรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นผลพลอยได้ คาดว่า จะได้รายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.2 หมื่นล้าน ถึง 1.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้การขึ้นภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ จะสร้างรายได้ให้กรมสรรพสามิตถึงหมื่นกว่าล้านบาท แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า? รัฐบาลต้องจ่ายปีละกว่าแสนล้านบาท สำหรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีต้นเหตุมาจากบุหรี่ ซึ่งไม่ว่าจะคิดมุมไหน ก็ดูเป็นตัวเลขที่ก็หาคำว่า “คุ้มค่า” ไม่เจอ

NjpUs24nCQKx5e1D7diW9Mwc7s9voNsHTPn7TGTDkds

ฉะนั้นแล้ว ยิ่งทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ หรือสูบน้อยลงได้มากเท่าไร ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อสุภาพคนไทย ช่วยลดความสูญเสียจากภัยของบุหรี่มากขึ้นเท่านั้น.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ไม่รีบเลิกแก๊สโซฮอล์ 91

EyWwB5WU57MYnKOuX2DjuAqdNowgOXKkrrCxiz8ryue5bSTgHV2ssF

EyWwB5WU57MYnKOuX1788IvOgPGYvUvPM49sB8zyQ1oyU3MEmVCACW

พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วย รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า วันที่ 24 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยวาระสำคัญที่จะมีการพิจารณากำหนดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ประจำเดือน ก.พ. ภายหลังประกาศให้ลอยตัว ราคาแบบมีเงื่อนไข

ด้านนายวิฑูรย์ กุลเจริญรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า นโยบายกระทรวงพลังงานที่ทำส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ให้แตกต่างจากแก๊สโซฮอล์ 91 ขณะนี้เพียง 0.42 บาทต่อลิตร เพื่อปูทางในการยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อลดหัวจ่ายน้ำมันกลุ่มเบนซินลงมานั้น

ทางผู้ค้าน้ำมันมองว่า ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยมีหัวจ่ายมากผิดปกติ ล่าสุดพบว่าผู้ประกอบการบางราย อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์ ในประเทศไทย จำกัด ได้จำหน่ายน้ำมันเกรดพรีเมียม ราคาสูงกว่า 3 บาทต่อลิตร จึงชี้ให้เห็นว่าหัวจ่ายน้ำมันมีเพียงพอ นโยบายการยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแต่อย่างใด โดยควรปล่อยให้เป็นกลไกเสรี ส่วนการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ล่าสุด ปตท.ได้ทำหนังสือมาหารือเพื่อการนำเข้าแอลพีจีเข้ามาแล้วขอส่งออกไปต่างประเทศ เพราะขณะนี้คลังแอลพีจีส่วนขยายของ ปตท. กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.นี้ ที่มีความสามารถนำเข้า 250,000 ตันต่อเดือน ในขณะที่การนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ ขณะนี้มีปริมาณลดลง.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

สบน.กู้เงินชดเชยขาดดุลพรวด 700%

EyWwB5WU57MYnKOuX2C6Ry11oTAwioRsCWNv2GvnMAuNR82bXbbMQD

EyWwB5WU57MYnKOuX1788wyFrwDJGcPUx5q4OUwEn8DNgXf7oM0yQv

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ 31 ธ.ค.58 ราว 6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 44.36% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมูลค่าจีดีพีปี 58 เท่ากับ 13 ล้านล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน ธ.ค.58 เพิ่มขึ้นสุทธิ 29,358.39 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงของหนี้สาธารณะมีรายละเอียด ดังนี้ หนี้ของรัฐบาล 4.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 31,365 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 57,133 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นการลงทุนไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 59 (ต.ค.-ธ.ค.58) ทำให้การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ สบน.ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลมากขึ้น โดยมีอัตราการเพิ่มมากกว่า 700%

อีกทั้งยังมีการกู้เงินเพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ 6,784.83 ล้านบาท โดยมีรายการดังนี้ 1.การกู้เงินเพื่อให้กู้ต่อ 1,573.83 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1,394.44 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีม่วง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 174.85 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย 8 เส้นทาง และรถไฟชานเมืองสายสีแดง และกรมทางหลวง 4.54 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร 2.การกู้เงินบาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ 5,211 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีการชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 47,771 ล้านบาท การชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 11,291.86 ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 323 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 532,268.78 ล้านบาท ลดลง 2,203.27 ล้านบาท.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

สภาพัฒน์ หวั่น ศก.โลก-น้ำมันร่วง หั่น จีดีพีปี 59 เหลือ 2.8-3.8%

EyWwB5WU57MYnKOuX2B4bdpHzIW8A13lxiPPAImlwoD6i6vrIYPKfG

EyWwB5WU57MYnKOuX177zFqigxpCDhI5mrcqEdJAdGt8998WwozSKs

สภาพัฒน์ เผย จีดีพี ไตรมาส 4/58 โต 2.8% ชี้ ศก.ไทยยังขยายตัวเกณฑ์ดี โดยรวมทั้งปี 58 โต 2.8% ส่วนเงินบาท อ่อนค่าลง 5.6% กังวล ศก.จีน พร้อมหั่นคาดการณ์ จีดีพี ปี 59 โตราว 2.8-3.8% จากความเสี่ยง ศก.โลก-น้ำมันร่วง…

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งขาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4/58 ขยายตัวราว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวเกณฑ์ดี แม้ว่าด้านอุปสงค์การส่งออกยังลดลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นข้อจำกัดการขยายตัว สอดคล้องกับการหดตัวที่เร่งขึ้นของการส่งออกของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค อุปสงค์ในประเทศเร่งตัวขึ้นทั้งการลงทุนภาครัฐ และการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

ขณะที่ด้านการผลิตนั้น สาขาก่อสร้างขยายตัวสูง ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาบริการอื่นๆ ขยายตัวในเกณฑ์ดี สาขาอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง แต่สาขาเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และยังเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปใน ไตรมาส 4/58 อยู่ที่ -0.9% โดยดัชนีราคาในหมวดอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ดัชนีราคาในหมวดที่มิใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับตัวลดลงต่อเนื่องตามราคาพลังงาน ด้านภาวะการเงิน โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวอยู่ที่ 1.50% ต่อปี ในไตรมาสที่ 4/58 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับดังกล่าว เนื่องจากนโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนปรนเพียงพอต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ค่าเงินบาทในไตรมาส 4/58 อ่อนค่าลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 58 ว่า ขยายตัวได้ 2.8% สูงขึ้นกว่าในปี 57 ที่ขยายตัวได้ 0.8% โดยการบริโภคของครัวเรือนขยายตัวได้ 2.1% และการลงทุนรวมขยายตัวได้ 4.7% การผลิตนอกภาคเกษตรขยายตัว 3.6% การผลิตภาคเกษตร ลดลง 4.2% ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยที่อัตราการว่างงานทั้งปีเท่ากับ 0.8% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ -0.9% และบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 8.9% ของ GDP

ด้าน ภาวะการเงินในปี 58 นั้น กนง. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในเดือน มี.ค.58 และ เม.ย. 58 รวม 0.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.50% ณ สิ้นปี 2558 ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนในปี 58 ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-36.56 บาท/ดอลลาร์ และมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 34.29 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลง 5.6% เมื่อเทียบกับปี 57 เป็นผลจากทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก, ความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือน เม.ย. 58

นอกจากนี้ ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย(GDP)ในปี 59 มาที่เติบโตราว 2.8-3.8% หรือมีค่ากลางราว 3.3% ซึ่งลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 3.0-4.0% จากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ขนส่งลงดาบถอนใบอนุญาตแท็กซี่ กระทำอนาจารผู้โดยสาร

EyWwB5WU57MYnKOuX18oXy1QmOD0kHMYSCRtVeGlxkL8UaUjQqFGh8 (1)

EyWwB5WU57MYnKOuX18oXy1QmOD0kHMYSCRtVeGlxkL8UaUjQqFGh8 (1)

ขนส่ง เผย เฉพาะเดือน ม.ค. 59 เพิกถอนใบอนุญาตขับรถแท็กซี่กระทำอนาจาร ทันที 1 ราย ชี้ เป็นความผิดร้ายแรง พบกระทำผิดซ้ำซากอีก 8 ราย ขณะที่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง พักใช้ใบอนุญาตไป 1 ราย ฐานฝ่าฝืนใช้รถป้ายดำ รับ-ส่งผู้โดยสาร…

วันที่ 13 ก.พ. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลดำเนินการพักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์และใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ ผู้ขับรถโดยสารสาธารณะที่กระทำความผิดซ้ำ เฉพาะเดือน ม.ค.59 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ จำนวน 1 ราย เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงฐานกระทำการลามกอนาจาร และพักใช้ใบอนุญาตขับรถแท็กซี่กระทำความผิดซ้ำซาก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารซ้ำซาก จำนวน 7 ราย และรถแท็กซี่ไม่แสดงบัตรประจำตัวคนขับรถ จำนวน 1 ราย

นอกจากนี้ ได้พักใช้ใบอนุญาตขับรถของรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) รับส่งผู้โดยสารอีก จำนวน 1 ราย

สำหรับผู้กระทำความผิดที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับรถ ภายหลังครบกำหนดพักใช้และกลับไปขับรถให้บริการ หากพบการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการ หรือตรวจสอบพบว่ายังมีพฤติกรรมกระทำความผิดซ้ำเกิดขึ้นอีก พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที และในกรณีที่ผู้ขับรถกระทำความผิดอาญา ความผิดร้ายแรง หรือทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เช่น ทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร กระทำอนาจาร ดัดแปลงมาตรค่าโดยสาร ส่งตัวดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการให้บริการรถแท็กซี่ไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้โดยสาร สามารถร้องเรียนมายังกรมการขนส่งทางบกได้ทันที โดยระบุรายละเอียดของรถ หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ สถานที่ใช้บริการ เพื่อให้การติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยสามารถร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

‘อาคม’ขีดเส้น นกแอร์ แก้ปัญหา เข้ม ต้องไม่มียกเลิกเที่ยวบินอีก

NjpUs24nCQKx5e1D7diYQ10HgxyfmB2YxrlaF62QEPD

EyWwB5WU57MYnKOuX178CPW9U5LQmDi1aixxnP5Zwfp5jlyEOYrVXn

รมว.คมนาคม ขีดเส้นนกแอร์ แก้ปัญหา ลั่น ต้องไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินอีก พร้อมสั่งเข้มต้องเยียวยาผู้โดยสารทันที ด้วยการส่งผู้โดยสารไปสายการบินอื่น มอบ รมช.ลงไปตรวจสอบ ยังไม่ได้รับรายงาน มีพนักงานเคลื่อนไหวประท้วง

วันที่ 14 ก.พ. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติราชการที่ประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยถึงปัญหาของสายการบินนกแอร์ ยกเลิกเที่ยวบินในวันนี้ว่า ได้สั่งการให้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบปัญหาแล้ว โดยเบื้องต้น ได้ขอให้สายการบินนกแอร์ ส่งผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น เพื่อให้เดินทางต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการเยียวยาเร่งด่วน ที่ต้องทำทันที

NjpUs24nCQKx5e1D7diYQ10HgxyfmB5XZA7cKttQYdB

ผู้โดยสารบางส่วนยังไม่รู้จะทำอย่างไร หลังเที่ยวบินถูกยกเลิก

ส่วนสาเหตุที่สายการบินนกแอร์ แจ้งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาทางด้านเทคนิค นั้น ล่าสุด ผู้บริหารนกแอร์ ยืนยันว่า เที่ยวบินตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะบินตามตารางปกติ โดยกระทรวงคมนาคม สั่งการว่า ขอให้ไม่เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีก ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการที่พนักงานนกแอร์ เคลื่อนไหวประท้วงผู้บริหารหรือเปล่านั้น ในส่วนนี้สายการบินนกแอร์ยังไม่ได้มีการรายงานให้ทราบ และจะมีการตรวจสอบกับผู้บริหารนกแอร์ อีกครั้ง

NjpUs24nCQKx5e1D7diYQ10HgxyfmB4Q2Sj1bLQYeDE

เที่ยวบิน DD9319 จากอุบลราชธานี ปลายทาง สนามบินดอนเมือง ไม่สามารถเดินทางได้ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้าง 180 คน

เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 14 ก.พ.59 บรรยากาศภายในท่าอากาศยานอุบลราชธานี หลังจากที่นักบินสายการบินนกแอร์ประท้วงด้วยการหยุดบิน จากสอบถามแหล่งข่าวภายในสนามบินแจ้งว่าสายการบินนกแอร์ที่ได้รับผลกระทบมีเพียงเที่ยวบินเดียวคือ เที่ยวบิน DD9319 จากอุบลราชธานี ปลายทาง สนามบินดอนเมือง ซึ่งจะต้องออกจากท่าอากาศยานอุบลราชธานี เวลา 19.05 น.ตามกำหนด แต่ไม่สามารถเดินทางได้ มีผู้โดยสาร 180 คน ส่วนเที่ยวบิน DD9321 ออกจากอุบลราชธานีเวลา 21.00 น. ยังสามารถเดินทางได้ตามปกติ

NjpUs24nCQKx5e1D7diYQ10HgxyfmB2YxrlaF62QEPD

หน้าเคาเตอร์เช็คอินนกแอร์ เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

แหล่งข่าววงในสนามบินยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับสถานการณ์ในวันพรุ่งนี้ยังไม่สามารถแจ้งได้ต้องให้ติดตามข่าวสารจากทางสายการบินอีกครั้ง ส่วนในเรื่องการแก้ปัญหาสำหรับผู้โดยสารวันนี้ ทางสายการบินได้จัดโรงแรมไว้ให้กับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางได้ โดยจะมีรถรับส่งจากสนามบินไปยังโรงแรม และจะสามารถเดินทางได้ในวันพรุ่งนี้.

 

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 2 3 4 5 6