บีทีเอส แจง ปรับความถี่เดินรถ 6 นาที ไร้ปัญหาผู้โดยสารตกค้าง

EyWwB5WU57MYnKOuYNy313y9W9yZF1kgFC3YHQxuS8mV7MYq06ZRkH

EyWwB5WU57MYnKOuYNy313y9W9yZF1kgFC3YHQxuS8mV7MYq06ZRkH

บีทีเอส แจง เหตุขัดข้องบริเวณจุดสับรางจากชิดลมไปสยาม เพื่อความปลอดภัย จึงปรับความถี่เดินรถเป็น 6-10 นาที เผย ช่วยลดความหนาแน่น-ไร้ผู้โดยสารตกค้าง ระบุ เร่งซ่อมหลังเที่ยงคืน คาด พรุ่งนี้ (25 ก.พ.) กลับมาให้บริการตามปกติ…

วันที่ 24 ก.พ.59 ดร.อาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า จากกรณีรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้อง บริเวณจุดสับรางในทิศทางจากสถานีชิดลมมุ่งหน้าเข้าสถานีสยาม จึงทำให้ไม่สามารถให้ขบวนรถไฟฟ้าวิ่งผ่านจุดดังกล่าวได้ เพื่อความปลอดภัย จึงได้ทำการจัดการเดินรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทใหม่ เป็นดังนี้ คือ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น. จากสถานีหมอชิตไปสถานีสยามและวนกลับมาที่สถานีหมอชิต และจากสถานีสยามไปสถานีแบริ่ง และกลับมาที่สถานีสยาม ซึ่งผู้โดยสารในสายสุขุมวิทจะต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีสยาม เกิดความล่าช้า โดยความถี่ในการให้บริการช่วงเวลาเร่งด่วนจากประมาณ 3 นาที เป็นประมาณ 6-10 นาที โดยขบวนรถไฟฟ้าสายสีลมให้บริการตามปกติ

ตั้งแต่เวลา 12.00-24.00 น. รถไฟฟ้าบีทีเอสจะให้บริการในเส้นทางดังนี้ คือ จากสถานีหมอชิตไปสถานีบางหว้าและวิ่งกลับมาที่สถานีหมอชิต ความถี่ประมาณ 5 นาที จากสถานีแบริ่ง มาที่สถานีสยามและวิ่งย้อนกลับไปที่สถานีแบริ่ง ความถี่ประมาณ 7 นาที และอีกเส้นทางหนึ่งคือ จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสยามและย้อนกลับไปที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ความถี่ประมาณ 5 นาที

สำหรับการจัดการเส้นทางการเดินรถนี้ จะช่วยลดความหนาแน่นของผู้โดยสารที่สถานีสยามในการเปลี่ยนเส้นทางได้ สำหรับการแก้ไขปัญหารางที่ขัดข้องนั้น เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องตัดกระแสไฟฟ้าก่อนลงไปทำงาน ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบกับการให้บริการ บริษัทฯ จึงจะดำเนินการซ่อมบำรุงในช่วงเวลาปิดให้บริการหลัง 24.00 น. แทน และคาดว่าจะสามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติในวันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.)

ขณะที่ ปัญหาผู้โดยสารตกค้าง หรือล้นสถานีรถไฟฟ้านั้น ตอนนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากไม่ใช่ชั่วโมงของการเดินทางเร่งด่วน ผู้โดยสารทยอยเดินทางเรื่อยๆ เป็นปกติ.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

กรมพัฒนาฯ ถกคิง เพาเวอร์ คงพื้นที่วางขายโอทอปในสุวรรณภูมิ

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7b5Cg73fmUYG7pkZF8Tm6HyTfQb3TsYIQdz

EyWwB5WU57MYnKOuYNy3HV2Uu2MUgofAajKik2u0M81OZfmNVnf24T

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมถก คิง เพาเวอร์-ทอท. คงพื้นที่วางขายโอทอปในสุวรรณภูมิ ห่วง เอกชนจับย้ายพื้นที่ไปขายทำเลไม่ดี ฟุ้งปี 58 ทำยอดได้กว่า 60 ล้าน พร้อม เดินหน้าเจรจาวางขาย ที่สนามบินนานาชาติอื่นทั่วประเทศ…

วันที่ 23 ก.พ.59 นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมหารือกับบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับสัมปทาน เช่าพื้นที่ขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้คงพื้นที่วางจำหน่ายสินค้าโอทอปไว้เหมือนเดิม เพราะเป็นทำเลที่ดี มีผู้โดยสารผ่านจำนวนมาก ส่งผลให้ปี 58 สินค้าโอทอปที่วางขายในสุวรรณภูมิมียอดขายถึงกว่า 60 ล้านบาท และขอให้คงรายละเอียดข้อตกลงเดิมไว้คือ ให้ คิง เพาเวอร์ เป็นผู้ซื้อสินค้าขาดจากผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ไม่ใช่เพียงแค่การฝากวางจำหน่ายเท่านั้น ซึ่ง คิง เพาเวอร์ สามารถบวกกำไรได้ตามความเหมาะสม โดยข้อดีของการซื้อขาด จะทำให้ คิง เพาเวอร์ต้องเอาใจใส่ให้ขายสินค้าได้

“ในปีนี้ กรมฯ ต้องการให้เอกชนคงเงื่อนไขการสนับสนุนสินค้าโอทอปไว้เหมือนเดิม เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพราะมีข้อมูลเบื้องต้นว่า เอกชนอาจเปลี่ยนพื้นที่วางจำหน่าย ซึ่งอาจไม่ใช่ทำเลที่ดีเหมือนเดิม เช่นเดียวกับเงื่อนไขการรับสินค้าให้คงแบบที่เอกชนซื้อขาย แต่ในปีนี้กรมฯ จะจัดหาผู้ประกอบการโอทอปรายใหม่ๆ ให้เอกชนไปเลือกสินค้า ซึ่งจะเป็นผลดีในแง่การหมุนเวียนให้สินค้าโอทอปมีความหลากหลาย และกระจายประสบการณ์ทางการตลาดให้ผู้ประกอบการโอทอปหน้าใหม่ได้เข้าถึงตลาด ส่วนผู้ประกอบการรายเดิมจะเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาให้ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับสากลต่อไป”

นอกจากนี้ กรมฯ ยังจะเจรจากับเอกชนรายอื่นอีก เช่น เดอะมอลล์กรุ๊ป รวมถึงบริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อใช้แนวทางพัฒนาเดียวกันนี้ในการส่งเสริมสินค้าโอทอปให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น เช่น จะเจรจาขอวางขายในสนามบินนานาชาติแห่งอื่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ อย่าง สนามบินนานาชาติดอนเมือง อู่ตะเภา ภูเก็ต เป็นต้น.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

คลังคิดดอก 0.01% สู้ภัยแล้ง ธ.ก.ส.ชง ครม.ไฟเขียวอุ้มชาวนาแสนราย

EyWwB5WU57MYnKOuYNy2j74bGBbym702PF41rCk5EQxzlSA9KwBCcF

EyWwB5WU57MYnKOuYNy2j74bGBbym702PF41rCk5EQxzlSA9KwBCcF

ธ.ก.ส.ทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 0.01% เสนอ ครม.กู้วิกฤติภัยแล้งหวังการปรับเปลี่ยนการผลิต มั่น ใจเกษตรกรภาคกลางตั้งแต่ลุ่มเจ้าพระยาถึงแม่กลองกว่า 1 แสนคนสมัครเข้าร่วมโครงการ พร้อมออกมาตรการชุดที่ 2 ฉีดเงิน 7.2 หมื่นล้าน ปล่อยกู้โครงการ 1 ตำบล 1 SME แห่งละ 20 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ก.พ.นี้ กระทรวงการคลังโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเสนอ “โครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้ภัยแล้ง” หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รายงานว่า จะเกิดภัยแล้งต่อเนื่องในปี 2559 โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และลุ่มแม่น้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด ซึ่งจะเป็นพื้นที่งดเพาะปลูก 10.70 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 476,000 ราย

ดังนั้น ธ.ก.ส.จึงได้เสนอมาตรการช่วยเหลือและจูงใจให้เกษตรกรมีอาชีพเสริม และการปรับเปลี่ยนการผลิตในช่วงฤดูแล้งรวมทั้งการให้ความสนับสนุนการตลาดรองรับอาชีพเสริม โดยอาชีพเสริมของเกษตรกรจะต้องสอดคล้องกับทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อให้การแปรรูปสินค้าเกษตรสามารถพัฒนาเป็นอาชีพเสริมได้อย่างยั่งยืน และยังส่งผลให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ กระทรวงการคลังจึงเห็นควรที่รัฐบาลผลักดันเรื่องดังกล่าว โดยให้เกษตรกรเรียนรู้แนวทางการทำเกษตรแนวใหม่แบบผสมผสานเพื่อให้เกิดกระบวนการผลิตที่หลากหลาย มีการกระจายความเสี่ยงผ่านระบบการจ้างผลิต ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่เป็นหนี้สินในลักษณะของพันธะสัญญา (Contract Farming) กับชุมชน โดยให้ดำเนินการในรูปแบบของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐและประชาชนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนเข้มแข็ง”

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.คาดว่า จะมีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการนี้ ประมาณ 100,000 ราย โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. กลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพและอยู่ในพื้นที่ประสบวิกฤติภัยแล้ง โดย ธ.ก.ส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในโครงการนี้ 15,000 ล้านบาท กำหนดปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท กำหนดคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.59-ธ.ค.61 รวมระยะเวลา 3 ปี โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส.ในอัตราดอกเบี้ย 3.5% เป็นวงเงิน 525 ล้านบาท ปีที่ 1 ชดเชย 160 ล้านบาท ปีที่ 2 ชดเชย 200 ล้านบาท และในปีที่ 3 ชดเชย 165 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการ ได้มอบหมายให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ส่วนราชการและสถาบันการศึกษา โดยจะมีตลาดรองรับก่อนเริ่มการผลิต และเน้นการผลิตที่ให้ผลตอบแทนเร็วและได้มาตรฐานคุณภาพตามต้องการของตลาด

โดยคาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ ประมาณ 100,000 ราย จะมีรายได้เสริมช่วงวิกฤติภัยแล้ง 3,500-15,000 บาท/ไร่/ราย/รอบการผลิต ทำให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่ม มีเงินทุนในการพัฒนาสวัสดิการของชุมชน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นการปรับแนวคิดในการผลิตของสมาชิกในชุมชนและสามารถนำไปขยายผลสู่การปรับโครงสร้างการผลิตในภาพรวม

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.โครงการ “สินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตรเพื่อสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย” โดยใช้วงเงินในการปล่อยกู้ประมาณ 72,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 7 ปี โดยมีวงเงินกู้รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท และห้ามนำเงินกู้ก้อนนี้ ไปใช้หนี้คืนเงินกู้เดิม หรือรีไฟแนนซ์ โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการภาคการเกษตรที่ดีให้มีความเข้มแข็งและเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน 2.การสนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวเป็นผู้ประกอบการภาคเกษตร มีความสามารถในการบริหารและจัดการธุรกิจด้วยตัวเองหรือกลุ่ม 3.สนับสนุนนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร และ 4.ยังเพิ่มรายได้ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคชนบทมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมการพัฒนากระบวนการผลิต การรวบรวมการแปรรูปและกระบวนการต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าตลอดห่วงโซ่ที่สู่เกษตรยั่งยืนที่เป็นเกษตรรูปแบบใหม่ รักษาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม พลังงานสะอาดและอาหารปลอดภัย เป็นต้น

โดยโครงการนี้ ธ.ก.ส.จะประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสิน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย รวมถึงสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สภาเกษตรแห่งชาติ เพื่อร่วมกันคัดกรอง SME เกษตรกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในโครงการ.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

‘อาคม-สมคิด’ บุกจีน เดินหน้าตามแผน ลงทุนสร้างรถไฟฟ้า

EyWwB5WU57MYnKOuX4CZKSopmoCvxuSiuPfKA4uMvaK71Xn1El4JO1

EyWwB5WU57MYnKOuX4CZKSopmoCvxuSiuPfKA4uMvaK71Xn1El4JO1

“อาคม” ควง “สมคิด” บุกจีน ขอเพิ่มสัดส่วนลงทุนรถไฟ ยันเดินหน้าตามแผน เร่งหาช่องก่อสร้างทันกำหนด พ.ค. ตีกลับรถไฟฟ้าสีส้ม ให้ รฟม.ไปคำนวณลดวงเงินใหม่ หลังคิดแค่ต้นทุนน้ำมัน ไม่รวมใช้วัสดุในประเทศ…

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ จะร่วมเดินทางไปจีนกับคณะของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว โดยการหารือร่วมกันในครั้งนี้ ไทยยืนยันให้จีนมีส่วนร่วมในโครงการเพิ่ม โดยเฉพาะสัดส่วนการลงทุน ซึ่งในการหารือร่วมกันครั้งที่แล้วทางไทยได้แจ้งจีนไปแล้ว ส่วนจะเป็นเท่าไรไทยขอตรวจสอบในเรื่องของต้นทุนของการดำเนินโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จเรียบร้อยก่อน ขณะเดียวกันก็จะหาวิธีผลักดันโครงการให้เดินหน้าก่อสร้างได้เดือนพ.ค.59 ตามเป้าหมายที่วางไว้

“เรื่องที่รองนายกรัฐมนตรีต้องการให้เร่งรัดมากที่สุด คงเป็นสัดส่วนการลงทุน คือ ให้จีนมีสัดส่วนที่มากกว่า เรื่องการก่อสร้างจะเริ่มตามแผนได้อย่างไร ซึ่งในการหารือกับจีนในครั้งที่ผ่านมาได้แจ้งจีนไปแล้ว ทางจีนก็รับปากว่าจะไปพิจารณาปรับลดในบางเรื่อง เช่น ลดในส่วนของแบบการก่อสร้าง เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้ เพราะการก่อสร้างจะแบ่งเป็นช่วงอยู่แล้ว ไม่ได้ก่อสร้างพร้อมกันทั้งหมด โดยช่วงแรกที่จะก่อสร้างก่อน คือ กรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา ส่วนเรื่องแหล่งเงินกู้ และสัดส่วนการลงทุน นายสมคิด ได้มอบหมายให้ รมว.คลังไปพิจารณาในรายละเอียดให้ชัดเจนแล้ว โดยมูลค่าโครงการยังไม่แน่นอน เพราะอยู่ระหว่างให้บริษัทที่ปรึกษาพิจารณารายละเอียดต่างๆให้ชัดเจน”นายอาคมกล่าว

รมว.คมนาคม กล่าวด้วยว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ระยะทาง 21.2 กม.นั้น กระทรวงคมนาคมได้ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)กลับไปพิจารณาปรับลดตัวเลขกรอบวงเงินลงทุนใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ประชุมบอร์ด รฟม. เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบปรับกรอบเงินลงทุนจากกรอบเดิม 95,108 ล้านบาท เหลือ 94,080 ล้านบาท แต่พบว่าราคาที่ปรับลดลงเป็นการนำเฉพาะต้นทุนน้ำมันมาประกอบการพิจารณาเท่านั้น หลักการปรับลดวงเงินตามนโยบายของรัฐบาล คือต้องปรับลดวงเงินการลงทุน โดยพิจารณาปรับเปลี่ยนมาใช้วัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้างที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่วงเงินที่ รฟม.ปรับลดยังไม่ได้คิดคำนวณเรื่องการปรับเปลี่ยนมาใช้วัสดุในประเทศ จึงต้องให้ไปพิจารณาและส่งเรื่องกลับมายังกระทรวงคมนาคมใหม่อีกครั้ง.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

เปิดแนวคิดความสำเร็จ “แฟชั่นไอส์แลนด์-เทอร์มินอล 21″

4DQpjUtzLUwmJZZGVkB7sDTOqrWGZYePPMcGe0HT66RY

EyWwB5WU57MYnKOuX177y3IOqnTN7qKtJh9loX2vOisp5SPXVc55ZD

ธุรกิจห้างสรรพสินค้าในไทยมีมากมายหลายแบรนด์ ทั้งที่เกิดใหม่ และอยู่มายาวนาน เจ้าของมีทั้งจากกลุ่มทุนระดับประเทศและท้องถิ่น ทั้งนี้ ห้างที่หลายๆ คนได้ยินชื่อและเคยไปเดินไม่มากก็น้อย ต้องรวมถึงห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ และพรอมานาด รามอินทรา ตลอดจน เทอร์มินัล 21 อโศก อยู่ด้วยแน่นอน โดยทุกห้างที่กล่าวมาก็ถือว่าอยู่ระดับแถวหน้าเลยทีเดียว

ดังนั้น วันนี้ “Success Story” จะพาไปรู้จักกับความสำเร็จในธุรกิจห้าง ผ่านผู้บริหารคนเก่ง “ประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์” กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด บริษัทผู้พัฒนาและบริหารห้างในกลุ่ม บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

4DQpjUtzLUwmJZZGVkB7sDTOqrWGZYeaRVywqMrUBtmn

อาณาจักรสยาม รีเทลฯ

20 ปี จุดเริ่มต้น “สยาม รีเทล”

บริษัท สยาม รีเทลฯ เป็นเจ้าของ ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทำมาเรื่อยๆ จากนั้น ทำศูนย์การค้าไลฟ์เซ็นเตอร์ให้กลุ่มบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมา ทำศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก และศูนย์การค้าเดอะพรอมานาด ทั้งหมดเป็นพัฒนาการของการทำศูนย์การค้า

ผลประกอบการของสยาม รีเทลฯ ในปี 2558 มีรายได้รวมจากทั้ง 4 ศูนย์การค้า 3,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 9% เป็นการเติบโตตามคาด เป็นผลประกอบการที่ดี ซึ่งถือเป็นผลประกอบการที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาจากความท้าทาย และปัจจัยลบอื่นๆ ตลอดจนภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น

แฟชั่นไอส์แลนด์ขุมทรัพย์รายได้หลัก

รายได้หลักๆ ของบริษัทฯ มาจากศูนย์การค้าห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ประมาณกว่า 50% ของทั้งหมด อีก 25% มาจากเทอร์มินอล 21 อโศก ส่วนเดอะพรอมานาด และ ไลฟ์เซ็นเตอร์ เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ สำหรับอัตราการเช่าพื้นที่รวมทุกศูนย์การค้าอยู่ที่ประมาณ 98-100% มีจำนวนผู้ใช้บริการเป็นที่น่าพอใจทั้ง 4 ศูนย์การค้า

คะแนนความสำเร็จ?

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศูนย์การค้าทั้งหมดของสยาม รีเทลฯ ได้รับการตอบรับที่ดี และคิดว่าสามารถขยายการเติบโตในธุรกิจศูนย์การค้าต่อได้

4DQpjUtzLUwmJZZGVkB7sDTOqrWGZYeeNtRskr9PmPyU

กก.บริหารและ กก.ผจก.สยาม รีเทลฯ

แนวทางต่อยอดความสำเร็จปีนี้

โครงการศูนย์การค้าใหม่ของบริษัทฯ ที่สำคัญในปี 2559 คือ เทอร์มินอล 21 โคราช นับเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ระยะยาวจากบริษัทฯ และเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ในตลาดภูมิภาค เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในอนาคตของโคราชและภาคอีสาน

ขณะนี้ การก่อสร้างโครงสร้างอาคารแล้วเสร็จมากกว่า 90% ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีมาตลอด ทั้งจากพันธมิตร ผู้เช่า ผู้ประกอบการในท้องถิ่น และลูกค้าเป้าหมาย

สยายปีก ตจว. ตามแบบฉบับสยาม รีเทล

เทอร์มินอล 21 โคราช เป็นศูนย์การค้าสาขาแรกที่สยาม รีเทลฯ ขยายไปยังต่างจังหวัด โดยยังคงแนวคิดหลักเดียวกับเทอร์มินอล 21 อโศก คือ การสร้างสรรค์บรรยากาศแบบมาร์เก็ตสตรีทจาก 7 มหานครแห่งการช็อปปิ้งระดับโลก เสริมด้วยความโดดเด่นและแตกต่างจากเทอร์มินอล 21 อโศก คือ มีหอคอยชมวิวสูงอันดับที่ 3 ของประเทศ และสูงเป็นอันดับ 1 ของอีสาน โดดเด่นด้วยบันไดเลื่อนยาวที่สุดในศูนย์การค้าของไทย ขณะเดียวกันมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง และส่วนผสมของร้านค้า เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่มากที่สุด

เชื่อว่า เทอร์มินอล 21 โคราช ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดในโคราช บนพื้นที่ 32 ไร่ ของถนนมิตรภาพ ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ย่าโม ขนาดพื้นที่ให้เช่าใหญ่กว่าเทอร์มินอล 21 อโศกเท่าตัว มีจุดจอดรถยนต์จำนวนมาก และมีจุดจอดรถจักรยานยนต์ในร่ม เอาใจลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งใช้รถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก

โครงการมีมูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท มีจุดเด่นเป็นหอคอยชมเมืองคล้ายหอบังคับการบินสูงเท่าตึก 30 ช้ัน มีพื้นที่รวมอาคาร 200,000 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนให้เช่า 70,000 ตารางเมตร พื้นที่จอดรถยนต์ 2,500 คัน จอดรถจักรยานยนต์ 1,800 คัน

เทอร์มินอล 21 โคราช จะเป็นศูนย์การค้าต่างจังหวัดสาขาแรก พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2559 ระว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ โดยเตรียมงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท สำหรับการเปิดตัวเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ ควบคู่การใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ครบวงจรทุกช่องทาง

4DQpjUtzLUwmJZZGVkB7sDTOqrWGZYePPMcGe0HT66RY

เทอร์มินอล 21 โคราช เตรียมเปิดปลายปีนี้

คาดหวังต้องปัง ปักธง ตจว. ครั้งแรก

การออกต่างจังหวัดครั้งแรกที่โคราช โดยเทอร์มินอล 21 โคราช นั้น คาดว่าจริงๆ แล้วนอกเหนือจากกรุงเทพฯ การขยายออกสู่ต่างจังหวัดเป็นการขยายตลาด และธุรกิจที่ยังมีอีกมาก และบริษัทฯ ควรจะไปเลือกหัวเมืองหลักๆ หัวเมืองใหญ่เป็นหลัก รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวในขั้นแรก ดังนั้น โคราชเป็นเมืองที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเตอร์ของอีสาน หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มีความมั่นใจว่า เทอร์มินอล 21 โคราช จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่แบบทอล์กออฟเดอะทาวน์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประกอบกับจากการศึกษาวิจัยความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์การค้าเมกะโปรเจกต์ฟังก์ชั่นครบครัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอีสานได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งวัยรุ่น นักศึกษา หนุ่มสาววัยทำงาน กลุ่มครอบครัว ทั้งความต้องการด้านการกินดื่ม และช็อปปิ้ง นอกจากนั้น ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้

มั่นใจประตูอีสานศักยภาพสูง

โคราชเองก็มีทั้งศักยภาพและความพร้อม ทั้งเป็นหัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีจำนวนประชากรสูงถึง 2.6 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ตลอดจนมีไลฟ์สไตล์ และรสนิยมทันสมัยใกล้เคียงกับคนกรุงเทพฯ และเป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักศึกษาสูงถึง 50,000 คน สูงเป็นอันดับ 3 ของภาคอีสาน รองจากขอนแก่นและมหาสารคาม อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของภาคอีสาน นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่มีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบถนนและระบบรางที่กำลังจะเกิดขึ้น

มั่นใจมีดี โกยลูกค้าจากทำเลโคราช

จริงๆ แล้วโคราชมีศักยภาพสูงมาก เป็นเซ็นเตอร์ นอกเหนือจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังลงไป ดังนั้น จุดนี้รวมทั้งการเปิดเออีซีตลาดจะเริ่มใหญ่ขึ้น การกระจายตัวมากขึ้น เชื่อว่าที่สุดแล้วคู่แข่งขันทุกรายจะมีเซ็กเมนต์ในเชิงการตลาด ลูกค้ามีความต้องการแตกต่างกัน ทั้งนี้ คอนเซปต์ของเทอร์มินอล 21 โคราช ค่อนข้างจะแตกต่าง

NjpUs24nCQKx5e1D7diXpLcYX4B7p9gliygpTqfuAio

เทอร์มินอล 21 โคราช ในทำเลทอง

เทอร์มินอล 21 โกพัทยาต่อ

จากเปิดเทอร์มินอล 21 โคราช จากนั้นจะเป็นพัทยา ขณะนี้ได้สถานที่สำหรับการก่อสร้างแล้ว ส่วนต่อจากพัทยาจะเป็นที่ขอนแก่น ส่วนโครงการในนครศรีธรรมราชนั้น ที่ดินยังมีอยู่ แต่หันมามุ่งโครงการพัทยาก่อน โดยจะเริ่มช่วงปลายปีนี้ จะเร่ิมตอกเสาเข็มลงมือก่อสร้าง ซึ่งเรื่องของที่ดินจบแล้ว พัทยามีความน่าสนใจจึงเร่งดำเนินการก่อนนครศรีธรรมราช โดยขนาดและเงินลงทุนใกล้เคียงกับเทอร์มินอล 21 โคราช ส่วนในพื้นที่ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ มีสิทธิที่สยาม รีเทลฯ จะไปเปิดศูนย์การค้าทั้งหมด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ โอกาสขยายยากนิดหน่อย เพราะศูนย์กลางย่านเศรษฐกิจ (CBD) น้อยแล้ว ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ มีความสนใจทุกทำเล แต่ต้องรอที่ดินประมูล อย่างไรก็ตาม ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยย่านมักกะสันก็น่าสนใจ แต่ต้องดูรูปแบบว่า จะนำออกมาประมูลรูปแบบไหน

หลักการเปิดห้างตามแบบฉบับสยาม รีเทลฯ

สำหรับหลักการขยายศูนย์การค้าไปต่างจังหวัดนั้น ดูที่กำลังซื้อเป็นหลัก งบการลงทุนระยะ 5 ปีต่อจากนี้ของ สยาม รีเทลฯ อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท งบลงทุนจะเพิ่มขึ้นหรือไม่เป็นไปได้ ซึ่งมีศักยภาพลงทุนได้ เพราะศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก เข้ากองทุนแล้ว

การลงทุนของบริษัทฯ ยังเป็นไปตามแผน ไม่มีชะลอการลงทุน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่ดีและมีหลายรายชะลอการลงทุน ซึ่งปีนี้ คาดว่าผลประกอบการโดยรวมจะเติบโตประมาณ 5% ไม่รวมเทอร์มินอล 21 โคราช กรณีถ้ารวมเทอร์มินอล 21 โคราช รายได้ปี 2560 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 15%

สภาพการแข่งขันของศูนย์การค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีรายเก่าอยู่แล้วนั้น สยาม รีเทลฯ มีความแตกต่างชัดเจน เป็นประสบการช็อปปิ้งที่มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน แต่ละแห่งมีเซ็กเมนต์ของตัวเองตามความชอบของลูกค้า

4DQpjUtzLUwmJZZGVkB7sDTOqrWGZYeevZWvrdml2toA

บรรยากาศมาร์เก็ตสตรีทจาก 7 มหานคร

แพลนขุดทองขอนแก่นต่อจากพัทยา

ในส่วนของการเปิดสาขา จ.ขอนแก่น ถ้าไม่มีอะไรแทรกขึ้นมา จะก่อสร้างโครงการต่อจากพัทยา โดยขอนแก่นนั้นมีที่ดินอยู่แล้วประมาณ 50 ไร่ ติดกับโฮมโปร ส่วนที่นครศรีธรรมราชมีศักยภาพในแต่ละจังหวัด สรุปแล้วทั้งขอนแก่น พัทยา และนครศรีธรรมราช มีที่ดินอยู่แล้ว

ยังไม่สนลงทุนนอกประเทศ

ทั้งนี้ การขยายศูนย์การค้าไปต่างประเทศนั้น ยังไม่มีแผน ส่วนโครงการที่จะเปิดพัทยาจะเป็นศูนย์การค้าคือ เทอร์มินอล 21 พัทยา บวกกับโรงแรม แต่เป็นไปได้ทั้งหมดต้องดูตลาดก่อน กรณีถ้าที่ดินราคาแพง แต่ถ้ามีศักยภาพของประชากรสยาม รีเทลฯ ก็ทำศูนย์การค้าได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะมีสาขากี่แห่ง แต่จะดูศักยภาพและความเป็นไปได้

สยามรีเทลฯ เป็นดีเวลลอปเปอร์จะไม่เป็นรีเทลแบบเครือเซ็นทรัล โดยจะเห็นว่า เราจะพัฒนาศูนย์การค้าต่อไปโดยดูทำเล ซึ่งนอกจากแบรนด์ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 แล้ว แบรนด์อื่นๆ ก็ขยายใหม่เพิ่มได้ เป็นไปได้ทั้งหมด อยู่ที่คาแรกเตอร์และศักยภาพ แต่การขยายเทอร์มินอล 21 เพราะมีจุดขายคือ เป็นประสบการช็อปปิ้ง

หวังธุรกิจค้าปลีกไทยปีนี้จะดี

คาดว่าจะดี แต่ลักษณะจะค่อยเป็นค่อยไป สยาม รีเทลฯ เองต้องพยายามดึงทราฟฟิกมาให้ได้ ต้องสามารถรักษาฐานลูกค้าได้ โดยเทอร์มินอล 21 ก็มีลูกค้าประจำระดับหนึ่ง แต่ต้องมีกิจกรรมและส่งเสริมการตลาดตลอดเวลา สำหรับสาขาในเมืองกลุ่มลูกค้าทัวร์ริสก็ช่วยได้ ส่วนสถานการณ์ในประเทศไม่น่ามีอะไร และความมั่นคงสูงก็ไม่น่าจะมีอะไร

NjpUs24nCQKx5e1D7diXpLcYX4B7p9b9gE5A7AxFJ6v

ท่วงท่าสบายๆ ของผู้บริหารสยาม รีเทลฯ

ธุรกิจค้าปลีกนั้น คาดว่าอยากให้ปีนี้เติบโตประมาณ 5% แต่ไม่แน่ใจ โดยทุกรายก็หวังให้เติบโต ซึ่งที่ผ่านมาปลายปี 2558 ก็มีแนวโน้มค่อนข้างดี ขณะที่ช่วง 1 เดือนของปี 2559 ลดลงเล็กน้อย แต่ตั้งแต่ช่วงตรุษจีนน่าจะดี

ตอบสนองลูกค้า… บันไดสู่ความสำเร็จ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจริงๆ เรายึดหลักที่ต้องบอกว่า การตอบสนองผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ และการบริหารศูนย์การค้าที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นหลักที่ทำมาและยึดมาตลอด

ฝากถึงผู้อ่าน

เชื่อว่า ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จะเป็นอะไรที่สร้างความตื่นเต้นให้กับภาคอีสาน จากที่ได้เกิดขึ้นแล้วในกรุงเทพฯ และเชื่อว่า คอนเซปต์ของเราเป็นคอนเซปต์ที่มีอะไรแปลกใหม่และแตกต่าง ซึ่งจะเป็นเซ็นเตอร์ที่คนอีสานน่าจะช็อปปิ้งและท่องเที่ยว.

4DQpjUtzLUwmJZZGVkB7sDTOqrWGZYei5E132MTA7oOx

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

‘นักลงทุน-สถาบัน’ ร่วมกดดัน ซีพีออลล์ตระหนักธรรมาภิบาล

EyWwB5WU57MYnKOuX2JCEzmOXci4vfxPCwJKpiRgQbKt9ANOBZlSVi

EyWwB5WU57MYnKOuX2JCEzmOXci4vfxPCwJKpiRgQbKt9ANOBZlSVi

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับนักลงทุนสถาบัน ทั้งผู้จัดการกองทุน ผู้บริหาร บลจ. กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และบริษัทประกันชีวิต เพื่อร่วมกันแสดงจุดยืนและมาตรการดำเนินการกับ บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) กรณีผู้บริหารใช้ข้อมูลภายในหาผลประโยชน์ในการซื้อขายหุ้น บมจ.แม็คโคร (MAKRO) ในช่วงที่ CPALL เข้าไปเจรจาซื้อหุ้น MAKRO ว่า การประชุมได้ข้อสรุปตรงกันคือนักลงทุนสถาบันทั้งหมด จะไปใช้สิทธิ์ในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น CPALL เพื่อทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้น โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการและเจ้าของกิจการตระหนักถึงเรื่องธรรมาภิบาล (CG) ของผู้บริหาร และดำเนินการกับผู้บริหารที่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดผลกระทบเฉพาะตัวบุคคล หรือเฉพาะบริษัท แต่กระทบถึงภาพตลาดทุนและประเทศไทยโดยรวม ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

“เราไม่ต้องการเอาชนะคะคาน แต่หน้าที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ในฐานะผู้ถือหุ้น รักษาประโยชน์ในสิ่งที่ได้ลงทุนไป ตัวกิจการของบริษัทถือว่าเป็นกิจการที่ดี แต่เราเรียกร้องให้มีการจัดการที่ดีกว่านี้ในเรื่อง CG ประเด็นที่ติดใจคือ เรายังสามารถลงทุนต่อในบริษัทนี้ได้หรือไม่ หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่ยังมีประเด็นอยู่ เสียงโหวตของเราอาจเล็กกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเถ้าแก่ใหญ่ แต่เราต้องทำหน้าที่ในฐานะเจ้าของกิจการ คาดหวังว่าบริษัทจะเข้าใจ และมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้น ซึ่งหากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่มีปัญหา ถ้ายอมถอยอย่างนั้นได้ ก็จะเป็นเรื่องดีกับทุกฝ่าย นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันในฐานะผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ (ถือหุ้นกู้) ได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่าจะไม่ลงทุนเพิ่มในหุ้นของ CPALL หากบริษัทยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหาธรรมาภิบาล”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

กระหึ่มอุตสาหกรรมบริการและโลจิสติกส์ นำร่องเขตเศรษฐกิจสระแก้ว

EyWwB5WU57MYnKOuX2JsaJ7cB43Eqa803R6qR1A6BQXjD5MJC1JclE

NjpUs24nCQKx5e1D7eFbUnzzKb8cMpl1Qmxzv5LAtBj

กรมธนารักษ์จับมือ กนอ.ผุดนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว เน้นอุตสาหกรรมบริการและโลจิสติกส์ เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจทางใต้ตั้งแต่เวียดนาม กัมพูชา ไทย และเมียนมา กนอ.มั่นใจเปิดให้บริการปี 2561 คุยลั่นเอกชนแห่จองพื้นที่แล้ว

นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้ลงนามกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ กนอ.เช่าที่ราชพัสดุ 650 ไร่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นเวลา 50 ปี คิดค่าเช่าตลอดสัญญา 32,000 บาทต่อไร่ต่อปี โดยมีส่วนลดพิเศษให้แก่ กนอ.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐในอัตรา 30% หรือจ่ายจริง 70%ของราคาเช่าที่ทำสัญญา

“การลงนามกับ กนอ.ในครั้งนี้ ถือเป็นโครงการแรกที่กรมสามารถรวมรวบโฉนดจากที่ราชพัสดุที่กระจายอยู่หลายแปลงให้มาเป็นโฉนดเพียงใบเดียว ทำให้นำที่ดินดังกล่าวมาให้ กนอ.เช่าได้สำเร็จ ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมโฉนดให้เป็นแปลงเดียวกัน ซึ่งในจำนวนนี้ จะทั้งเปิดให้เอกชนและให้ กนอ.เช่า”

สำหรับเขตเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลมีทั้งหมด 6 เขต ประกอบด้วย 1.สระแก้ว 2.ตาก 3.มุกดาหาร 4.ตราด 5.หนองคาย 6.สงขลา โดยในจำนวนนี้ กรมธนารักษ์จะเปิดให้ กนอ.เช่าทั้ง หมด 3 แปลงประกอบด้วย จ.สระแก้ว จ.ตาก และ จ.สงขลา และเปิดให้เอกชนเช่า 4-5 แปลงที่ จ.ตาก จ.มุกดาหาร จ.ตราด และ จ.หนองคาย โดยได้กำหนดค่าเช่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว เช่น จ.สระแก้ว 32,000 บาทต่อไร่ต่อปี จ.ตราด 36,000 บาทต่อไร่ต่อปี จ.มุกดาหาร 24,000 บาทต่อไร่ต่อปี และ จ.สงขลา 40,000 บาทต่อไร่ต่อปี เป็นต้น

นายจักรกฤศฎิ์ กล่าวว่า หลังจากที่กรมธนารักษ์ลงนามกับ กนอ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป กนอ.ก็จะเข้าไปจัดสรรที่ดินเพื่อทำประโยชน์ต่อไป โดยจะต้องลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเช่นถนน ระบบไฟฟ้า น้ำประปาและทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จังหวัดสระแก้วเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่า กนอ.จะใช้เวลาในการพัฒนาที่ดินดังกล่าวและพร้อมเปิดให้เอกชนเช่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ส่วนที่ราชพัสดุอีก 5 จังหวัดที่เหลือจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการรวบรวมโฉนดเพราะพื้นที่บางแปลงมีการบุกรุกจากประชาชน จึงเปิดให้มีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติ เช่น จ.สงขลา 1,096 ไร่ มีประชาชนอาศัยอยู่บางส่วนซึ่งในตอนแรกกรมธนารักษ์คาดว่าที่ดินแปลงนี้ จะสามารถเปิดตัวได้เป็นโครงการแรกแต่หลังจากเจรจากับประชาชนแล้ว ยังไม่มีข้อยุติจึงจำเป็นต้องเลื่อนออกไป ส่วนที่ จ.ตากน่าจะมีความชัดเจนในเดือน เม.ย.นี้

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กนอ.ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และความเหมาะสมเชิงลึก การออกแบบ การจัดแผนแม่บทการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.หรือ เม.ย.ปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างนิคมฯ ได้ภายในปีงบประมาณ 2560 และพร้อมเปิดดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2561

โดยพื้นที่ของจังหวัดสระแก้วที่เปิดเป็นนิคมฯมีความเหมาะสมที่จะเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจทางใต้จากประเทศเวียดนาม กัมพูชา ไทย มุ่งสู่ท่าเรือแหลมฉบังและขึ้นไปทวายประเทศเมียนมาออกสู่มหาสมุทรอินเดีย โดยจะเน้นทางด้านอุตสาหกรรมบริการและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่การค้าและการลงทุนข้ามแดนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยคาดว่าจากพื้นที่ทั้งหมด 650 ไร่ เมื่อหักการลงทุนทางด้านระบบสาธารณูปโภคเรียบร้อยแล้ว จะเหลือพื้นที่เปิดให้เช่าประมาณ 60-65% โดยจะเปิดให้เช่าราคา 120,000-150,000 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งขณะนี้มีเอกชนติดต่อขอใช้พื้นที่นิคมแล้ว 5-6 ราย

“เอกชนที่สนใจมีทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ แสดงความสนใจเข้าลงทุน เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และเครือเอสซีจี ที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและก่อสร้าง รวมทั้งมีบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้า คลังกระจายสินค้า อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม โดยสามารถแบ่งพื้นที่เช่าได้ 60 แปลง คาดว่าจะมีเอกชนเช่า 50 ราย เชื่อว่าจะมีเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท และทำให้ กนอ.มีรายได้ 4,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างแรงงาน ในพื้นที่ 4,000 คน”

สำหรับอัตราค่าเช่าขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งจะมีการเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) กนอ.พิจารณาในเดือน มี.ค.นี้ เบื้องต้นคาดว่าค่าเช่าจะอยู่ในอัตราไร่ละ 160,000 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่ กนอ.มีต้นทุนในการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ กนอ.เฉลี่ยไร่ละ 1.2-1.5 ล้านบาท หลังจากนี้ กนอ.ก็จะมีการลงนามร่วมกับกรมธนารักษ์ในการเช่าพื้นที่ราชพัสดุเพื่อพัฒนาเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา พื้นที่ 1,196 ไร่ จังหวัดตาก พื้นที่ 836 ไร่.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ไทยพาณิชย์ลั่น 6 แบงก์ ค้ำประกัน ‘ทรู’ จ่าย 4 จี

EyWwB5WU57MYnKOuX2JCEmXc9Ob3I6ZtMDCTOGLfjEdO86e2azgc7U

EyWwB5WU57MYnKOuX2JCEmXc9Ob3I6ZtMDCTOGLfjEdO86e2azgc7U

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยพาณิชย์มีความพร้อมเข้าเป็น 1 ใน 6 ธนาคารพาณิชย์ ที่เข้าร่วมออกหนังสือค้ำประกันทางการเงินให้กับบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) เพื่อนำไปชำระค่าใบอนุญาตชนะการประมูล 4 จี คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ วงเงิน 76,298 ล้านบาท โดยการออกหนังสือค้ำประกันครั้งนี้มาจากธนาคารพาณิชย์จีน 1 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ของไทยอีก 5 แห่ง

“การออกหนังสือค้ำประกันฯ ธนาคารจากจีนมีสัดส่วนมากสุด ส่วนที่เหลือ 5 ธนาคารจากไทยจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะให้สินเชื่อได้เมื่อไร เพราะต้องรอผู้ชนะประมูลอีกรายหนึ่งด้วยว่าจะมีความพร้อมแค่ไหน รวมถึงรอคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะมีท่าทีอย่างไรหากการประมูลเกิดปัญหาขึ้น จะต้องมีการเปิดประมูลใหม่หรือไม่ การที่ทรูได้ชนะการประมูลครั้งนี้ มองว่าเป็นความได้เปรียบที่จะช่วยตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ครบทุกคลื่นความถี่”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

 

 

 

 

หยอดหวานรัฐบาลไทยแก้ปัญหาถูกทาง เศรษฐกิจโลกซึมลึกไม่รู้ตัว

EyWwB5WU57MYnKOuX2C7bi8FCzY5pO06ZFFh2drazPGXmg0XRjoMsO

EyWwB5WU57MYnKOuX2JqaBs5uEVI0lCeuZvnKBVBLow4cvhC11udUn

“ศุภชัย” อดีตเลขาธิการอังค์ถัดระบุ เศรษฐกิจโลกซึมลึกแบบไม่รู้ตัว หลังการค้าโลกตกต่ำเกินเหตุ ตีแผ่เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่สหรัฐฯที่ยังเปราะบาง ส่วนยุโรป ญี่ปุ่น จีนพึ่งยาก แต่เชื่อจะไม่ถึงกับเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะทุกฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหาหยอดหวานรัฐบาลเดินถูกทาง เตือนระวังเข้าร่วมทีพีพี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วานนี้ (16 ก.พ.) ธนาคารทหารไทยหรือทีเอ็มบีแบงก์ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “TMB Economic Forum ส่องเศรษฐกิจโลก เจาะธุรกิจไทย 2016” โดยนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรืออังค์ถัด ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษระบุ เศรษฐกิจโลกยังซึมลึกและอยู่ในลักษณะตกต่ำโดยไม่รู้ตัว ปัญหาเกิดจากการค้าโลกที่ซบเซาเกินไปขยายตัว 1-2% และมูลค่าของการส่งออกที่ต่ำลงจากการลดลงของสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมัน โดยสถานการณ์การค้าโลกจะขยายตัว 1 เท่าของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจเติบโต 3% การค้าโลกจะเติบโต 6-7%

NjpUs24nCQKx5e1D7eFbUnzzKb8cMphjRWVY9BcxjGt

“เศรษฐกิจโลกตอนนี้เหมือนการจับกบใส่หม้อ ถ้าจับกบใส่หม้อที่ต้มน้ำจนเดือด กบก็จะกระโดดหนี แต่ถ้าเป็นหม้อที่กำลังต้มน้ำน้ำจะอุ่น กบจะไม่รู้สึกว่าน้ำร้อน แต่เมื่อน้ำเดือดกบก็จะตาย”

ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่เปราะบางหรืออ่อนแอ สหรัฐฯได้อัดเงินเข้าไปในระบบ 6-7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 2% โดยการขยายตัวเกิดจากภาคบริการ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวเลขการจ้างงานที่ดีขึ้น เป็นการจ้างชั่วคราวในกลุ่มของงานบริการ ไม่ใช่การจ้างงานที่ยั่งยืน

ขณะที่เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว ส่วนจีนการเติบโตชะลอตัวลง โดยเศรษฐกิจของยุโรป ดูเข้าไปลึกๆจะเห็นว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีปัญหา สินทรัพย์ที่ถือไว้มีราคาด้อยค่า พันธบัตรรัฐบาลแต่ละประเทศในยุโรปที่ธนาคารพาณิชย์ถือไว้ มีการเข้ามาพยุงราคาด้วยธนาคารกลางยุโรป หากวันใดเลิกอุ้ม ตราสารหนี้จะมีปัญหาทันที ขณะที่ตราสารหนี้ของภาคเอกชนเป็น ตราสารขยะ ไม่มีค่า หรือมีค่าน้อยมาก “อย่างไรก็ตาม ปีนี้จะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก เพราะทุกคนเห็นปัญหาและพร้อมกันเข้าไปแก้ไข ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีใครเห็นปัญหา”

NjpUs24nCQKx5e1D7eFbUnzzKb8cMpl1Qmxzv5LAtBj

ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น เดินมาถูกทางแล้ว เพราะในภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน ไทยไม่สามารถพึ่งการส่งออกหรือการเติบโตแง่ตัวเลขได้อย่างเดียว ควรดูการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุนตามให้เกิดการจ้างงานและเติบโตระยะยาว

โดยรัฐบาลไม่ควรกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะกระตุ้นไปก็อันตราย เนื่องจากขณะนี้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงมาก ประชาชนไม่สามารถก่อหนี้ได้เพิ่มอีกแล้ว อีกทั้งรายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่ม รวมถึงสินค้าเกษตร ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของคนไทย ยังมีราคาตกต่ำ จึงต้องระวังจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้

ส่วนสิ่งที่จะขอร้องรัฐบาล คือการไม่ควรเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เนื่องจากในกรอบความร่วมมือทีพีพีมีถึง 30 หัวข้อ มีผลกระทบต่อภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งในมุมมองของภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์เพราะตลาดการค้าจะใหญ่ขึ้น แต่ในภาคประชาชน สังคมอาจมีผลกระทบ เช่น ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ยาราคาแพง และสิ่งที่สหรัฐฯต้องการคือการลดบทบาทขององค์การการค้าโลก โดยจับมือกับยุโรป จัดทำข้อตกลงการค้าระหว่างยุโรปและสหรัฐอเมริกาหรือทีทีไอ และยังทำทีพีพีอีก เพื่อหวังอำนาจหรือเป็นตัวกำหนดเงื่อนไข กฎเกณฑ์การค้าโลก โดยไทยควรมุ่งการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมถึงการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ในกลุ่มอาเซียน บวก 6 ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ที่ได้รับประโยชน์มากกว่า.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

สมคิด เล็งต่อแผนลดหย่อนภาษี หวัง กระตุ้นเที่ยวไทย

EyWwB5WU57MYnKOuX18nHpvCPiSBR5anFR7E6bzObFIadyUOHZG4iu

EyWwB5WU57MYnKOuX2Jpvrnz84Z4GvTdjZORkOByoopJELiIk7xZqB

“สมคิด” มีแนวโน้ม ต่อแผนลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว เร่งสร้างแหล่งท่องเที่ยว-จัดเส้นทางบินใหม่ ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวฯ มุ่งผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยว ถึง 2.4 ล้านล้าน หวังช่วยเศรษฐกิจ…

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีกระทรวงการคลัง จะเสนอต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท หลังสิ้นสุดเมื่อ ธ.ค.58 ว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปหารือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้นำงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น รวมถึงต้องพยายามดึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น และประสานกับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดเส้นทางบินใหม่

ด้าน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวที่ 2.3 ล้านล้านบาท แต่จะพยายามผลักดันให้ได้ ถึง 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยเศรษฐกิจ เน้นให้นักท่องเที่ยวใช้เงินในประเทศเพิ่มขึ้นจากวันละ 5,072 บาท เป็น 5,100-5,200 บาท/วัน และเพิ่มระยะเวลาอยู่ในไทยนานขึ้น จาก 9 วัน เป็น 11-12 วัน รวมถึงการสร้างอาเซียนคอนเนค.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

 

 

 

 

1 2 3 4 6