วอยซ์ทีวี ผนึกมติชน ปรับผังข่าวสู้ศึกดิจิตอล!

EyWwB5WU57MYnKOuYN054geU8dLl0830jIJwmfMdgs7LxH9gEAzqYg

EyWwB5WU57MYnKOuYN054geU8dLl0830jIJwmfMdgs7LxH9gEAzqYg

วอยซ์ทีวี ปรับผังรายการข่าว เจาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ พร้อม จับมือมติชนทีวี ลงทุนอีกกว่า 200 ล้าน สู้ศึกทีวีดิจิตอล…

วันที่ 29 ก.พ.59 นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ทีวี เปิดเผยว่า ในปี 2559 วอยซ์ทีวี จะปรับผังรายการใหม่ 2 ช่วง แบ่งเป็น ช่วงไพร์มไทม์ 2 ชั่วโมง ในช่วง 07.00-09.00 น. เจาะกลุ่มเป้าหมายคนทำงานรุ่นใหม่ ที่ชอบรับชมข่าว 30 ปี รายได้ 3 หมื่นบาท หรือคิดเป็นประชากรประมาณ 10 ล้านคน ของประเทศ และช่วงซุปเปอร์ไพร์มไทม์ 5 ชั่วโมง เวลา 17.30-22.30 น. โดยจะเริ่มออกอากาศ 1 มี.ค.นี้

นายเมฆินทร์ มองว่า ปี 2559 มีการแข่งขันสูง มีความท้าทายมาก สื่อหลักอย่างทีวีดิจิตอล 24 ช่อง และออนไลน์จะมีพัฒนาการขึ้น โดยคาดการณ์ว่า การทำสื่อทีวีจะมีการผสมระหว่างทีวีและออนไลน์ โดยวางเป้าหมายเป็นสถานีข่าวคนรุ่นใหม่ และนำเสนอทุกช่องทาง มีสัดส่วนรายการข่าว ร้อยละ 85 ข่าว ร้อยละ 15

ทั้งนี้ วอยซ์ทีวี มีกลยุทธ์ 3 เรื่อง เรื่องแรก วางให้สถานีตรงกลุ่มเป้าหมาย สอง ผลิตรายการคุณภาพ นำไปสู่รายได้ และสุดท้ายเนื้อหาในช่วงไพร์มไทม์

ล่าสุด ร่วมมือกับมติชนทีวี เสริมรายการวิเคราะห์ข่าวช่วงเสาร์-อาทิตย์ และรายการข่าวธุรกิจประจำวันจันทร์-ศุกร์ โดยใช้เงินทุนเพิ่มอีกกว่า 200 ล้านบาท

“เราต้องปรับบุคลากรและคอนเทนต์ ให้สอดคล้องกับการผลิตการเชื่อมโยงการบริหารทั้งหมด ซึ่งบุคลากรที่จะผลิตคอนเทนต์ต้องมีความรอบรู้มีความสามารถรอบด้าน ทุกคนต้องทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันให้มีประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาชั่วคราว เพราะคิดว่าจะต้องปรับโครงสร้างองค์กรเป็นหลัก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วอยซ์ทีวี กล่าว.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

นบข.ไฟเขียวขายข้าวสต๊อกรัฐ 3.6 แสนตัน พณ. จ่อประมูลรอบใหม่ มี.ค.นี้

14013772151401377292l

EyWwB5WU57MYnKOuYN1FICaG3gn1skKiwlxMblxf18CH6zXN5755Zd

พาณิชย์ เผย นบข.ไฟเขียว ขายข้าวสารสต๊อกรัฐให้ผู้ชนะประมูลแค่ 3.6 แสนตัน จากเปิดประมูล 5.7 แสนตัน ตั้งเป้า เปิดประมูลเดือนละ 1-2 ครั้งช่วง มี.ค.-ก.ค. ก่อนข้าวใหม่ออก ส่วน มี.ค. นี้ เปิดประมูลแน่ 4-5 แสนตัน จ่อบินถกจีนเดือนหน้า เจรจา ราคา-เงื่อนไข ส่งมอบข้าวลอตใหม่ 1 แสนตัน จากสัญญา 1 ล้านตัน…

วันที่ 26 ก.พ. 59 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้อนุมัติการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้กับภาคเอกชน ที่ชนะการประมูลซื้อ รวม 362,864 ตัน จากที่เปิดประมูลเมื่อวันที่ 16-17 ก.พ. ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 570,000 ตัน โดยในจำนวนที่อนุมัติขายนั้น แบ่งเป็นขายทั่วไป 141,489 ตัน และขายเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 221,375 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ เส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเสนอราคาดีสุด ที่ กก.ละประมาณ 6-7 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท

ส่วนการเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลครั้งต่อไปนั้น คาดว่า กรมการค้าต่างประเทศ น่าจะออกประกาศเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ได้ในราวกลาง เดือน มี.ค. นี้ และน่าจะเริ่มประมูลได้ช่วงปลาย เดือน มี.ค. ส่วนปริมาณที่เปิดประมูลอาจจะประมาณ 400,000-500,000 ตัน

“การประมูลข้าวของรัฐบาล ตั้งใจจะให้มีทั้งเพื่อขายในประเทศ ขายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และขายเพื่อส่งออก ซึ่งขายเพื่อส่งออก ก็อยากเปิดกว้างให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้ามาเสนอซื้อด้วยซ้ำ แต่ต้องศึกษารายละเอียดและดูกำลังเจ้าหน้าที่ด้วยว่าจะทำไหวหรือไม่ เพราะ international bid มีหลายขั้นตอน และมีเอกสารมาก ที่ต้องตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ ตั้งใจจะระบายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัน ถ้าจังหวะดีก็น่าจะได้มากกว่านั้น”

สำหรับการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในส่วนของสัญญาข้าวกับรัฐบาลจีน 1 ล้านตันแรก จากที่ได้ลงนามในบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ที่จะซื้อข้าวจากไทย 2 ล้านตันนั้น ในราว เดือน มี.ค. นี้ กรมการค้าต่างประเทศ จะเดินทางไปเจรจาราคาและเงื่อนไขการส่งมอบ สำหรับลอตแรก 100,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีรัฐบาลอีกหลายประเทศสนใจซื้อข้าวจากไทย เพื่อสำรองไว้หากผลผลิตในประเทศขาดแคลน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิหร่าน.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ช่วยลดเบี้ยประกันรับ “สังคมสูงอายุ”

EyWwB5WU57MYnKOuYN04m8WwluZNhCoq6LFlc8gImcWJHq1aS2jL8C

EyWwB5WU57MYnKOuYN04m8WwluZNhCoq6LFlc8gImcWJHq1aS2jL8C

คปภ.จ่อยกเครื่อง“ตารางมรณะ” เหตุคนไทยอายุยืน-ไม่แก่ไม่ตาย

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.กำลังเดินหน้าพัฒนาระบบการประกันภัยให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น โดยภายในปีนี้จะผลักดันการกำกับอัตราเบี้ยประกันภัยใหม่ให้สมเหตุสมผล โดยเฉพาะการปรับปรุงตารางมรณะฉบับใหม่ จากฉบับเดิมที่ใช้ตั้งแต่ปี 51 เนื่องจากระยะหลังคนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนขึ้นทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ เมื่อมีการปรับปรุงตารางมรณะจะช่วยให้เบี้ยประกันภัยถูกลง และช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้ามาทำประกันได้มากขึ้น

นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจในระบบประกันภัยด้วยการลดความซับซ้อนในระเบียบ และเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยเฉพาะการปรับปรุงใบปะหน้าสรุปสาระสำคัญ จากเดิมที่เป็นเอกสารหนาหลายแผ่นให้เหลือเอกสารไม่กี่แผ่นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย ไม่เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งกำลังหารือกับสมาคมประกันชีวิตไทยในการปรับปรุงส่วนนี้อยู่ พร้อมจัดทำคู่มือประชาชนด้านการประกันชีวิต สำหรับใช้เป็นข้อมูลให้ความรู้ประชาชน ตลอดจนปรับปรุงเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ.ให้เป็นช่องทางการเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน คปภ.ยังเพิ่มความเข้มงวดการดูแลช่องทางการขายกำกับดูแลพฤติกรรมทางการตลาด และกำกับการขายประกันภัยผ่านช่องทางต่างๆมากขึ้น เช่น การขายผ่านธนาคารพาณิชย์ ผ่านตัวแทน นายหน้าประกันภัย ผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงผ่านทางโทรศัพท์ โดยจะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล การให้ข้อเท็จจริง และการส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยยึดหลักธรรมาภิบาล ขณะที่การดูแลการเอาประกันภัยผู้บริโภค และมาตรการเยียวยาเมื่อเกิดปัญหา คปภ.จะปรับระบบการรับเรื่องร้องเรียน และกระบวนการจัดการกับปัญหาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยคาดว่าการตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการได้ในเดือน เม.ย.นี้.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

สถาบันอาหารเดินหน้าโรงงานแปรรูป

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzAvMzUyNDQ5L21vbjI1MDE1OTIuanBn

EyWwB5WU57MYnKOuYN1C9zuVDPCiwaZoirkWc0evS7jhY9yWxnsZqV

 

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ปริมาณส่งออกอาหารปีนี้จะอยู่ที่ 30.96 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.6% จากปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 30.46 ล้านตัน ขณะที่มูลค่าส่งออกอาหารจะอยู่ที่ 950,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% น้อยกว่าค่าเฉลี่ย 6.5% ต่อปี ขณะที่ปี 2558 มีมูลค่าส่งออก 897,529 ล้านบาท โดยปีนี้มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตจนส่งผลต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหาร คือ ภัยแล้ง เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งทางการเมือง ภัยสงครามในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้ มีปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย (เทียร์ 3) และการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ราคาน้ำมันโลกลดลง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศสำคัญ เช่น การลดค่าเงินหยวนของจีน การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น โดยสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มี 3 ชนิดหลัก คือ ข้าวที่ผลผลิตใหม่จะขาดแคลน น้ำตาลที่ปริมาณและความหวานลดลง และมันสำปะหลังที่ผลผลิตเข้าโรงงานลดลง และมูลค่าส่งออกส่วนใหญ่ลดลง อยู่ที่ -3.5%, 0.1% และ-1.5% ตามลำดับ ส่วนสินค้า 6 ชนิด ที่ยังเดินไปได้ คือ ไก่ ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้ง เครื่องปรุงรส สับปะรด

ทั้งนี้ สถาบันอยู่ระหว่างเดินหน้าส่งเสริมการส่งออกอาหาร และให้สอดคล้องกับนโยบาย 1 ชุมชน 1 อุตสาหกรรมการเกษตรของรัฐบาล โดยจะสร้างโรงงานต้นแบบแปรรูปเกษตรขึ้น 5 แห่งทั่วประเทศ เริ่มปีงบประมาณ 2560 ใช้งบ 300-500 ล้านบาท โดยจะให้วิสาหกิจชุมชนเข้ามาเช่าพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป โดยจะมีสายการผลิตอาหารแปรรูปที่หลากหลาย อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม สารสกัดจากพืช ส่วนการคัดเลือกกลุ่มผู้ประกอบการเข้ามาเช่าโรงงานเกษตรแปรรูป จะเลือกจากผู้ที่มีเทคโนโลยี มีความรู้ด้านอุตสาหกรรมและเกษตร โดยถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปให้ขยายตัว และผลักดันการส่งออกอาหารของไทยติด 1 ใน 10 ของโลก.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ยาสูบดิ้นคลอดบุหรี่ยี่ห้อใหม่บุกตลาด

557000006362701

EyWwB5WU57MYnKOuYN1C9IDnLcjOJNGN39i6qdp2CvMErn2Kxd2mVQ

นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการยาสูบ โรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า ในต้นเดือน มี.ค.นี้ โรงงานยาสูบจะออกบุหรี่ยี่ห้อใหม่ ขนาดก้นกรอง 7.1 ราคาประมาณซองละ 40 บาทต้นๆ ซึ่งขณะนี้ โรงงานยาสูบกำลังอยู่ระหว่างการขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตในการพิจารณาขอออกบุหรี่ยี่ห้อใหม่ ในฐานะที่กรมสรรพสามิต เป็นผู้จัดเก็บภาษียาสูบ ทั้งนี้ ราคาบุหรี่ยี่ห้อใหม่ที่ประมาณ 40 บาทต้นๆ จะเป็นการเสริมทัพให้แก่โรงงานยาสูบ หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีบุหรี่อัตราใหม่ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาบุหรี่ยี่ห้อเดิมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดต้องปรับราคาขึ้นตั้งแต่ 10 บาทไปจนถึง 25 บาทต่อซอง

“อัตราภาษีใหม่ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคประมาณ 3 เดือน ซึ่งในช่วงนี้ จะเกิดภาวะช็อก โดยผู้บริโภคหน้าเดิมจะหันไปซื้อบุหรี่ที่มีราคาถูกลง แต่ในท้ายที่สุดก็จะกลับมาสูบบุหรี่ยี่ห้อเดิม เพราะติดใจในรสชาติ โดยภาพรวมของตลาดบุหรี่ คาดว่าลดลงประมาณ 3% ขณะที่ยอดขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบจะหายไปประมาณ 10% หรือประมาณเดือนละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันโรงงานยาสูบมียอดการผลิตประมาณ 32,000 ล้านมวนต่อปี มีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 76% ส่วนที่เหลือบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ 24%”

นางสาวดาวน้อย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐบาลขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ ทำให้บุหรี่เถื่อน และบุหรี่ปลอมทะลักเข้ามาในไทยมากขึ้น โรงงานยาสูบจึงเสนอรางวัลนำจับในการปราบปรามบุหรี่ต่างประเทศ ที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมาย โดยโรงงานจะจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ศุลกากร ตำรวจและทหารทั่วประเทศ ที่สามารถจับกุมบุหรี่ที่ผิดกฎหมายในอัตราซองละ 3 บาท และหากจับกุมได้ครบ 1 หีบ หรือ 500 ซอง จะได้รับเงินรางวัลพิเศษเพิ่มอีก 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,500 บาท และหากจับกุมได้ 50 หีบ หรือ 2,500 ซอง จะจ่ายเงินรางวัลเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 175,000 บาท โดยโรงงานยาสูบตั้งเงินรางวัลในการปราบปรามบุหรี่ที่ทำผิดกฎหมายในครั้งนี้ทั้งหมด 10 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 8 เดือนตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.จนถึงเดือน ก.ย.59.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ทีวีแข่งชิงเงินโฆษณา 8.6 หมื่นล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuX1788wyFrwDJGcPUx5q4OUwEn8DNgXf7oM0yQv

EyWwB5WU57MYnKOuYN1C9zmNNxL4dhjQfJffukYWgagFMp7SuI3i4J

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในปี 2559 ว่า ผู้ประกอบการช่องทีวียังคงแข่งขันกันสูง เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณาและยอดผู้ชมทีวีดิจิตอล คาดว่าจะมีมูลค่าการโฆษณารวม 86,301 ล้านบาท เติบโต 10% จากปี 2558 ที่มูลค่าการตลาด 78,456 ล้านบาท

แต่หากวิเคราะห์เฉพาะทีวีดิจิตอลช่องใหม่ 21 ช่อง เชื่อว่าจะมีอัตราการโฆษณาเพิ่มมากขึ้น 65% จากมูลค่า 20,930 ล้านบาท เมื่อปี 2558 เพิ่มเป็น 30,000 ล้านบาทในปี 59 ขณะที่ยอดผู้ชมทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ 38% ของจำนวนครัวเรือนในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 23-24 ล้านครัวเรือน ขณะที่ยอดการรับชมทีวีช่องเดิมเหลือ 62% และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เพราะคนหันไปรับชมทีวีดิจิตอลมากขึ้น

“ปัจจุบันการรับชมทีวีดิจิตอลของคนไทยนั้น รับชมผ่านทีวีดิจิตอล ที่มีอุปกรณ์ดิจิตอลในตัวเครื่องราว 4.4 ล้านเครื่อง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รับชมผ่านกล่องรับสัญญาณ (เซ็ท ท็อปบ๊อกซ์) 8.7 ล้านกล่อง รับชมผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตอีก 1.4 ล้านเครื่อง ขณะที่คนไทยยังรับชมทีวีดิจิตอลผ่านโครงข่ายดาวเทียมเป็นหลักราว 80% ของครัวเรือน ส่วนที่เหลือ 20% ดูผ่านโครงข่ายทีวีภาคพื้นดิน สาเหตุที่ยังคงดูผ่านโครงข่ายดาวเทียมเป็นหลัก เพราะในอดีตการขยายโครงข่ายไม่ครอบคลุม แม้ปัจจุบันจะมีการขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอลครอบคลุม 80% ของครัวเรือนแล้วแต่ประชาชนไม่ต้องการลงทุนซื้อเสาทีวีอีก จึงนิยมดูผ่านกล่องดาวเทียม ในปีนี้ผู้ประกอบการทีวีหลายช่องได้ประกาศที่จะลงทุนราว 12,000 ล้านบาท เพื่อปรับกลยุทธ์และคัดสรรเนื้อหาดีๆ เพื่อดึงดูดผู้ชม สร้างความนิยม ซึ่งจากนี้ไปจะเห็นการเจาะกลุ่มผู้ชมมากขึ้น”.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

ราชกิจจาฯ ประกาศลดภาษีบุคคลธรรมดาปี 60 บรรเทาค่าครองชีพ

EyWwB5WU57MYnKOuYNy2j74bGBbym702PF41rCk5EQxzlSA9KwBCcF

EyWwB5WU57MYnKOuYN1DzDuWGGBbQZqUQ6RrKwanGA4bIq40zems8d

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้สําหรับบุคคลธรรมดาแบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปี สําหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี 59 ที่ต้องยื่นเสียภาษีปี 60 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน…

มีรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้สําหรับบุคคลธรรมดา แบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปี สําหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี 59 ที่ต้องยื่นเสียภาษีปี 60 เนื่องจากรัฐบาลยังมีความจําเป็นในการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน สมควรลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไปอีก

ทั้งนี้ การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ 7 ระดับขั้น ต่อไปอีก 1 ปีนั้น อัตราภาษียังเป็นรูปแบบเดิม ประกอบด้วย ผู้ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 300,000 บาท เสียภาษี 5%, ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เสียภาษี 10%, ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท เสียภาษี 15%, ผู้ที่มีรายได้ 750,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษี 20%, ผู้ที่มีรายได้ 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท เสียภาษี 25%, ผู้ที่มีรายได้ 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 4 ล้านบาท เสียภาษี 30% และผู้ที่มีรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35%

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ โดยที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความ ในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับท่ี 576) พ.ศ.2557 ได้มีการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สําหรับเงินได้สุทธิที่ได้รับในปี 58 แต่เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ และให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน สมควรลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของต่อไปอีก 1 ปี.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

กทพ. คาด นักบินนกแอร์ลาออก ต้นเหตุยกเลิก 4 ไฟลต์ กทม.-เชียงใหม่

NjpUs24nCQKx5e1D7diYQ10HgxyfmB2YxrlaF62QEPD

EyWwB5WU57MYnKOuYN1DNpW4uSdI4HOCBgXbaNO6xs0iknbIOjGfBY

อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เผย นักบินนกแอร์ยื่นใบลาออกเพิ่ม 17 คน เป็นเรื่องภายใน ไม่ขอออกความคิดเห็น คาด มีส่วนกระทบเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ยกเลิกเที่ยวบิน 4 เที่ยว ด้าน ซีอีโอนกแอร์ ทวีตข้อความ ทุกอย่างกำลังจะกลับมาดี …

วันที่ 25 ก.พ. 59 นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” จากกรณีที่นักบินของสายการบินนกแอร์ยื่นใบลาออกเพิ่มอีก 17 คน โดยมีผลวันที่ 1 มี.ค.นี้นั้น ว่า เหตุนี้เป็นเรื่องภายในองค์กร เกี่ยวกับการบริหาร ซึ่งเป็นปัญหาภายในไม่มีสิทธิ์ไปวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนนี้

ส่วนประเด็นที่นกแอร์ยกเลิก 2 เที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รวมไปกลับ 4 เที่ยวบิน นั้น เป็นไปได้ว่าอาจสืบเนื่องมาจากที่นักบินลาออก จึงจำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบิน เพราะไม่มีนักบินมาบินให้ ซึ่งผู้โดยสารย่อมได้รับผลกระทบบ้าง แต่ตามขบวนการต้องมีการจัดหาเที่ยวบินใหม่มาทดแทนให้ โดยสายการบินนกสกู๊ตจะเข้ามาทำการบินแทน หรือคืนตั๋วให้ผู้โดยสายหาเที่ยวบินใหม่ ซึ่งการยกเลิกเที่ยวบินนั้น มองว่าจะยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อมีมาตรการรองรับไว้แล้ว

ขณะที่ ความเชื่อมั่นของผู้โดยสารที่มีต่อสายการบินนกแอร์นั้น เป็นผลที่เกิดจากธุรกิจของนกแอร์เอง แต่ทั้งนี้ มองว่ายังเป็นเรื่องดีที่ว่า ผู้โดยสารไม่ต้องมานั่งเสี่ยงรอคอยอยู่ที่สนามบิน เพราะหากมีการแจ้งก่อนว่าจะยกเลิก ผู้โดยสารจะได้เตรียมตัวไว้

ด้าน นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว เมื่อเวลา 09.03 น. ว่า “ขอบอกทุกคนนะครับ เรากำลังจะกลับมา ดีเลยนะครับ ที่หายไปเพราะเราจะกลับมาดีมาก รายได้ไม่มีปัญหาและไม่เจ๊งตามข่าวนะครับ เชื่อมั่นได้เลย” 

ต่อมา เมื่อเวลา 09.27 น. ทวีตอีกครั้ง “This is what you called a “Growing pain” will be back better for our team, our company, and share holders. And of course for our customers.” 

ห่างกันเพียง 1 นาที ในเวลา 09.28 น. ทวีตว่า “We apologize to our customers for all the inconvenience, but with the changes we will be even better in the very near future.” 

จากนั้น เวลา 11.32 น. ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ทวีตข้อความอีกครั้งว่า “มีคนอ้างคำพูดผมเยอะ ในข่าวไม่ได้พูดกับใครเลยนะครับ กรุณาอย่าว่าผมพูดแบบนั้นแบบนี้คนจะเข้าใจผิดครับ ขอบคุณมาก” 

มีรายงานล่าสุด ในเวลา 11.38 น. นายพาที กลับมาทวีตข้อความอีกครั้ง “ไม่ทราบแหล่งข่าวมาจากไหน แต่ไม่น่าจะมีจากผมนะครับ ขอบคุณมาก ผมจะให้ข้อมูลผ่านช่องนี้ไปก่อนนะครับ แต่จะดีกว่าที่เห็นครับ”

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

CP-AGP จับมือ ตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบ-ห่วงโซ่อุปทาน สู่การจัดหายั่งยืน

EyWwB5WU57MYnKOuYNy1HL6JBMcG81OMVrRFrS1K2eSZaqNwJFGgWM

EyWwB5WU57MYnKOuYNy1HL6JBMcG81OMVrRFrS1K2eSZaqNwJFGgWM

ซีพี จับมือ AG Processing Inc ผู้นำธุรกิจเกษตรตลาดถั่วเหลืองของอเมริกา ร่วมตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตอกย้ำนโยบายจัดหายั่งยืน สร้างความมั่นคง หวัง สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม-สิ่งแวดล้อม…

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นายสมชาย กังสมุทร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวถึง โครงการความร่วมมือในการพัฒนาระบบการจัดหากากถั่วเหลืองอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวความคิด “ร่วมคิด ร่วมสร้าง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า โครงการนี้เกิดขึ้น เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของบริษัท ในการเดินหน้าตามนโยบายความยั่งยืน ในห่วงโซ่การผลิตในระยะยาวอย่างแท้จริง หลังจากที่บริษัทได้มีการส่งมอบนโยบายและแนวปฏิบัติให้กับคู่ค้าในประเทศ สำหรับคู่ค้าธุรกิจหลักในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ ประกอบด้วย ปลาป่นและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

NjpUs24nCQKx5e1D8dMZMUC80u398pQqysDmd7y0GQV

นายสมชาย กังสมุทร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

โครงการความร่วมมือดังกล่าว มีระยะเวลา 3 ปี โดยมีเป้าหมายและแนวทางความร่วมมือหลัก 7 ประการ คือ 1.ความร่วมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2.ร่วมจัดทำมาตรการและแนวทางการกำกับดูแลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ให้สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศที่มีการดำเนินธุรกิจ 3.ร่วมพัฒนากระบวนการบริหารจัดการเพื่อทำให้แน่ใจว่าแหล่งเพาะปลูกต้องไม่มีการบุกรุกทำลายป่า 4.มีแผนการส่งเสริมเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง 5.แลกเปลี่ยนรายละเอียดการพัฒนาความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน 6.ร่วมประเมินความท้าทายและหาแนวทางแก้ไขสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ 7.ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“ความร่วมมือกับคู่ค้ากันในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนธุรกิจของทั้ง 2 ฝ่ายให้มีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งในด้านการตลาดและแหล่งที่มาของวัตถุดิบของเครือเจริญโภคภัณฑ์บนพื้นฐานความถูกต้องตามกฏหมาย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาแรงงาน การบุกรุกพื้นที่ป่า และการทำลายสิ่งแวดล้อม” นายสมชาย กล่าว

ด้าน นายเครก พีทีก ผู้แทนของเอจี โพรเซสซิ่ง อิงค์ หรือ AGP ผู้นำธุรกิจเกษตรตลาดถั่วเหลืองของสหรัฐอเมริกา กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการสร้างยั่งยืนในห่วงโซ่การผลิต ทั้งเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคในระยะยาว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ข่าวต้นชั่วโมง 13.00 น. บีทีเอส ปรับความถี่การเดินรถ 5 นาที ถึง เที่ยงคืน

EyWwB5WU57MYnKOuYNy32URsfXKoeOvzFO8babtZZ9UZG9AShUq2ms

EyWwB5WU57MYnKOuYNy32URsfXKoeOvzFO8babtZZ9UZG9AShUq2ms

บีทีเอส แจ้งปรับรูปแบบการเดินรถทั้ง 2 สาย เฉลี่ยความถี่ 5 นาที จนถึงเวลา 24.00 น. ด้าน นิด้าโพล เผย ผลสำรวจคนส่วนใหญ่พอใจการทำงาน “บิ๊กตู่” ลดลง ร้อยละ 42.96 ระบุไม่ปลื้ม “ฉัตรชัย” รมว.เกษตรฯ…

บีทีเอส ปรับความถี่การเดินรถ 5 นาที

วันที่ 24 ก.พ. 59 จากเหตุขัดข้องรถไฟฟ้าบีทีเอส บริเวณจุดสับรางทิศทางจากสถานีชิดลมมุ่งหน้าเข้าสถานีสยามสแควร์ ทำให้ความถี่ในการบริการลดลง และผู้โดยสารที่ต้องเดินทางผ่านสถานีสยามสแควร์จะต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีสยาม

ล่าสุด BTS แจ้งปรับรูปแบบการเดินรถไฟฟ้าใหม่เป็นดังนี้ จากสถานี หมอชิต-บางหว้า-หมอชิต ความถี่ 5 นาที, สยาม-แบริ่ง-สยาม ความถี่ 7 นาที และจากสถานีสยาม-สนามกีฬาแห่งชาติ-สยาม ความถี่ 5 นาที จนถึงเวลา 24.00 น.

คนส่วนใหญ่พอใจ ‘บิ๊กตู่’ ลดลง ไม่ปลื้ม ‘ฉัตรชัย’

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “1 ปี 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” จำนวน 1,252 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งภูมิภาคออกเป็น 5 ภูมิภาค เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 29.68 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก ร้อยละ 49.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ค่อนข้างดี

ส่วน ความกล้าตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.72 ระบุว่า มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ ขณะที่ ร้อยละ 13.52 ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ

สำหรับประชาชนที่ไม่ประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.96 ระบุว่า ไม่ประทับใจ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 36.40 ระบุว่าเป็น นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ สำหรับคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่ประชาชนไม่รู้จัก 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 26.24 ระบุว่า ไม่รู้จัก นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 25.52 ระบุว่าเป็น นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

บินโดยสารเนปาล นำ 21 นทท. ไปหิมาลัย หายสาบสูญ

เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของ บริษัท ทารา แอร์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจะไปเดินเขาอยู่บนเครื่องบินอย่างน้อย 21 คน หายสาบสูญในเขตเทือกเขาหิมาลัย ทางตะวันตกของประเทศเนปาล หลังเครื่องบินได้ทะยานออกจากเมืองโภคารา จะไปยังเขตจอมสอม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นยอดนิยมของการเดินเขาหิมาลัย

อย่างไรก็ตาม ทางการได้ส่งเฮลิคอปเตอร์บินค้นหาทันที แต่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศย่ำแย่ และ ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำ

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

1 2 3 6