ถึงเวลาทำโครงการ ‘ไทยแลนด์ สปริง อัพ’ ปลุกใจเอกชนฮุบธุรกิจต่างชาติ

EyWwB5WU57MYnKOuX4CZnEJJFtOLX9mvWEgy4x96q6nJx6kyKwtncq

EyWwB5WU57MYnKOuX4CZnEJJFtOLX9mvWEgy4x96q6nJx6kyKwtncq

“ประยุทธ์” ชี้ขับเคลื่อนประเทศต้องเดินตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี รื้อจัดทำงบประมาณใหม่ สั่งเอกชนอย่าจ่ายเงินใต้โต๊ะ ด้าน “สมคิด” เตรียมชง ครม. ไฟเขียวเงินให้เปล่าหมู่บ้านละ 500,000 บาท สร้างความเข้มแข็งภายใน พร้อมปลุกเอกชนเทกโอเวอร์กิจการต่างประเทศ หาทางขยายตลาดสินค้าไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปี 2559” ในงานสัมมนา “F.T.I. OUTLOOK 2016 : ทิศทางอุตสาหกรรมไทย ในปี 2559” ซึ่งมีนักธุรกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วมรับฟังกว่า 1,200 คน ว่า การขับเคลื่อนประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการคือ แก้กฎหมายให้ทันสมัยและเกิดการบูรณาการ ไม่ใช่ทุกคนอยากจะให้ใช้แต่มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 สิ่งที่ทำวันนี้คือ ความพยายามให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด โดยรัฐบาลต้องสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน ส่วนการพัฒนาประเทศต้องเดินตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะ 20 ปี ซึ่งในทุก 5 ปีจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

NjpUs24nCQKx5e1D7jYszuBzMiRS84lks15jstptuAr

ทั้งนี้ ตนจะแก้ไขการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยปรับปรุง พ.ร.บ.การจัดทำงบประมาณ โดยต่อไปการจัดทำงบต้องให้รัฐบาลประชุมร่วมกันก่อนเพื่อจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องดำเนินการ ต้องหารือถึงนโยบายที่ต้องการขับเคลื่อน นโยบายเร่งด่วน และนโยบายปฏิรูป ที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องทำให้สอดคล้อง ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่แต่ละกระทรวงรวบรวมมา พอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯก็ตัดงบไป 5-10% จากนั้นก็บริหารกันไป ต่อไปแนวทางการพัฒนาประเทศจะเกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะเดินหน้าด้านการเมืองอย่างเดียว ซึ่งเป็นเช่นนี้ไม่ได้ “มีคนว่าผมสืบทอดอำนาจให้ใคร ผมบอกเลยให้ประชาชน ให้ภาคเอกชน เรื่องเงินใต้โต๊ะไม่ต้องไปเสียให้ใคร หากวันนี้มีใครเรียกเงินใต้โต๊ะ มาบอกผม ผมเห็นแต่บอกกันว่ามีๆ แต่ไม่มาบอก ให้มาบอกผม จะไม่ปล่อยให้มีทุจริตเด็ดขาด”

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทกษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการบูรณาการ การขับเคลื่อนประเทศไทยระหว่างภาครัฐและเอกชนในปี 2559 ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 ม.ค.นี้ จะเสนอให้พิจารณาโครงการพัฒนาความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยมีเงินให้หมู่บ้านทั่วประเทศใช้ในโครงการที่ชุมชนต้องการ ทั้งยุ้งฉาง โรงบ่ม โรงสีชุมชน เครื่องมือต่างๆ เพื่อทำสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่จัดทำโครงการเกษตรไปถึงฐานรากอย่างแท้จริง โดยจะให้เงินให้เปล่าหมู่บ้านและชุมชนเมืองไม่เกินแห่งละ 500,000 บาท ขณะนี้มีมากกว่า 10,000 หมู่บ้านที่นำเสนอมาแล้ว คิดเป็นเงินกว่า 35,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน จะให้ภาคเอกชนต่อยอดในโครงการเหล่านี้ เพื่อให้มีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อรวมกับโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท จะยิ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับภายในประเทศ

NjpUs24nCQKx5e1D7jYszuBzMiRS84jd6h4d0prpHvB

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้ ยอมรับว่าไร้กำลังขับเคลื่อน และไร้ความแน่นอน เวลาที่เราเผชิญเหตุการณ์แบบนี้ ต้องไม่กลัว ต้องเผชิญด้วยความรอบคอบ มีสติ และคิดทางบวกจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างไร ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส แม้ในปีนี้ สศช. ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5% ถือว่าโตดีพอสมควรในภาวะแบบนี้ แต่ในฐานะรัฐบาลต้องไม่ประมาท และดูแลทุกอย่างเพื่อประคองเศรษฐกิจไตรมาสแรกและ 2 ให้ดีขึ้น และจะทำให้ 1 ปี 6 เดือนจากนี้ดีที่สุด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ เครื่องยนต์ของรัฐต้องขับเคลื่อนเต็มที่

“เวลาทำธุรกิจขาลงจะยึดส่วนแบ่งการตลาดได้ดีที่สุดถ้าเราเก่ง ฉะนั้นช่วงนี้เอกชนไทยควรบุกไปลงทุนในซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เวลาเจาะตลาดให้มองซีแอลเอ็มวีเป็นเสมือนประเทศไทย เมื่อคิดเชิงบวก คุณจะแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้ เพราะจะมีบริษัทใดในซีแอลเอ็มวีที่แข็งแรงเท่าบริษัทไทย ขนาดสิงคโปร์ยังบอกว่าจะหาบริษัทที่เทียบบริษัทใหญ่ของไทยไม่ได้ และจะเห็นได้ว่าการจัดเรตติ้งบริษัทไทยอยู่ในท็อปของอาเซียน”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมมีมูลค่าเพิ่ม ต้องนำงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมมาใช้ เพราะจะนั่งภูมิใจว่าเป็นเจ้าส่งออก ทั้งๆที่มีกำไรจากส่วนต่างเพียง 10% ไม่ได้ ขณะนี้ถึงเวลาทำโครงการ “ไทยแลนด์ สปริง อัพ” โดยผู้ประกอบการทุกคนต้องลุกขึ้นมายกตัวเองให้มีผลผลิตสูงขึ้น มีต้นทุนต่อหน่วยถูกลง ใช้เครื่องจักรทันสมัย ถึงเวลากระตุ้นเอกชนตื่นตัวแล้ว อย่าคิดเป็นค่าใช้จ่าย ให้ถือเป็นเงินลงทุน หากเป็นบริษัทไม่แข็งแรงควรรวมกันหลายบริษัทและทำวิจัยขึ้นมา นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการใหม่จำนวนมาก เพราะการปรับโครงสร้างการผลิต ไม่ใช่แค่การผลิต ต้องมีผู้เล่นและมีผู้ประกอบการใหม่

“หมดสมัยบริษัทแข็งแรงต้องส่งออก แต่ต้องซื้อกิจการ (เทกโอเวอร์) เชนสรรพสินค้าในเวียดนาม อยากให้ลงขันกันเทกโอเวอร์เอาต์เลต ที่ขายสินค้าในประเทศใหญ่ๆ เช่น ที่มีการเปิดเชนขายอาหารไทยไปยุโรป ผ่านเชนของเกาหลี เขาคุมทางออกหมด เราต้องไปหาทางเปิดทางสินค้าเราเข้าไป ไม่เช่นนั้นเขาเอาสินค้าเราไปหลบไว้ข้างหลัง มีแต่สินค้าของเขา ทำไมเราไม่ทะลุทะลวงร้านเหล่านี้”.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

5 แบงก์ลงขันค้ำประกัน 4 จี ‘ทรู’

EyWwB5WU57MYnKOuX37mCdSw38EBTgNhHjUMyk1uq6ZjdfRA8cqTz0

EyWwB5WU57MYnKOuX4AEtLAUKJJdxfeIvwyt0jwZykgzEJi9ILckGk

ลุ้น “แจสโมบาย” ได้สิทธิไปต่อหรือหยุดธุรกิจมือถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ในเครือทรู เตรียมจ่ายเงินประมูล 4 จี ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายในเดือน ก.พ.นี้ หรืออย่างช้าภายในวันที่ 18 มี.ค.-22 มี.ค. ตามที่ กสทช.กำหนด โดยทรูมูฟเอชจะต้องจ่ายเงินค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันทางการเงิน 73,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารพาณิชย์ 5 ราย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไอซีบีซี จำกัด ซึ่งจะออกหนังสือค้ำประกันในวงเงินที่เท่ากันรายละ 14,600 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปล่อยกู้ให้ทรูมูฟเอชนั้น ไม่มีปัญหา เนื่องจากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีความแข็งแกร่ง และมีบริษัทไซน่าโมบาย ยักษ์โทรคมนาคมของจีน ถือหุ้น 18% ส่วนการออกหนังสือค้ำประกันให้กับบริษัทแจสโมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ผู้ชนะประมูล 4 จี คลื่น 900 ขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามหากแผนธุรกิจของแจสไม่มีความชัดเจน ถือว่ามีความเสี่ยง ทำให้ธนาคารพาณิชย์วิตกว่าหากร่วมออกหนังสือค้ำประกัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ธนาคารจะต้องรับผิดชอบตามหนังสือค้ำประกัน

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย คณะกรรมการ (บอร์ด) จะประชุมวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติการออกหนังสือค้ำประกันให้กับทรูมูฟเอช ส่วนแจสยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอ หากเสนอมาก็รับไว้พิจารณา ทั้งนี้ ยอมรับว่าธุรกิจ 4 จี มีความเสี่ยงต่ำกว่าทีวีดิจิตอล เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และมีประสบการณ์อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มทรูที่เคยทำธุรกิจด้านโทรคมนาคมมาก่อน แต่อีกรายยังไม่มีฐานลูกค้า เพราะฉะนั้น ต้องมาดูแผนธุรกิจก่อน ขณะที่ธุรกิจทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นใหม่และมีหลายรายหลายราคาที่ประมูลมีราคาสูงทำให้มีผู้ประกอบการบางรายต้องถอนตัวไป.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th

เต็นท์รถคึกคักตลาดมือสองฟื้น

EyWwB5WU57MYnKOuYBpOL2lATdK1jR5kE7CdQKBWPRjMb0Zy9dofNf

EyWwB5WU57MYnKOuX4AGvODUXBuHyKOcdBDnw7DzpDta4wcGQECuGQ

นายอนุชาติ ดีประเสริฐ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการรถยนต์มือ 2 หรือเต็นท์รถ เริ่มเข้าประมูลรถเก่าเก็บไว้ในสต๊อกมากขึ้น หลังจากที่ค่ายรถยนต์ได้ปรับขึ้นราคาในช่วงต้นปีที่ผ่านมาตามโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้ราคาเก่าปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 23-28% จากที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับลดลงประมาณ 30-35% เป็นผลมาจากโครงการรถคันแรก ซึ่งรถยนต์เก่าที่ราคาดียังเป็นรถปิกอัพเป็นที่ต้องการของตลาดมากเพราะนำไปใช้งานเพื่อเชิงพาณิชย์ เช่น ค้าขาย เป็นต้น แม้ว่าราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำจะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อบ้างแต่ไม่มากนัก ขณะที่รถยนต์เก่าขนาด 2,000 ซีซีขึ้นไปได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เพราะถ้าเป็นรถยนต์ใหม่จะมีราคาแพงมากเป็นล้านขึ้นไป แต่ถ้าเป็นรถยนต์มือ 2 ราคาจะอยู่ที่ 500,000-600,000 บาท

“ราคารถยนต์ใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 50,000-100,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทรถยนต์ ทำให้คนหันมาซื้อรถยนต์มือ 2 เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ขณะที่ยอดขายรถยนต์ปีนี้จะอยู่ที่ 780,000-800,000 คัน ใกล้เคียงกับปี 58 เพราะเศรษฐกิจต่างประเทศก็ไม่ดี ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังฟื้นไม่เต็มที่ และเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้ แต่เชื่อว่าการที่รัฐลงทุนก่อสร้างพื้นฐานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและเศรษฐกิจในประเทศ”

สำหรับดอกเบี้ยรถยนต์เก่าในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.75% ซึ่งไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมานานแล้ว และแนวโน้มยังทรงตัว เนื่องจากคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.5% ทำให้ต้นทุนการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล อยู่ระดับทรงตัวที่ระดับ 3% กว่า จากที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่มากขึ้น ทำให้ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง แต่สถาบันการเงินในแต่ละแห่งได้เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ หรือยืดระยะเวลาการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้เป็นรายกรณี

นายอนุชาติกล่าวอีกว่า การออกแคมเปญกระตุ้นตลาดรถยนต์เชื่อว่ายังมีอยู่เหมือนเดิมแต่จะไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา เพราะกระตุ้นตลาดไปแต่กำลังซื้อคงเดิมเหมือนเป็นการสูญเปล่า ดังนั้นสินเชื่อรถยนต์ใหม่ในช่วงไตรมาส 1 ยังไม่ดี และความต้องการลูกค้าซื้อรถยนต์ได้ใช้ไปเมื่อปลายปีก่อนแล้ว แต่เชื่อว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในช่วงมอเตอร์โชว์จะสร้างสีสันในตลาดให้กลับมาคึกคักบ้าง.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

รถบัสเอาด้วย จำหน่ายตั๋วนั่ง ‘ตุ๊กตาลูกเทพ’

EyWwB5WU57MYnKOuX7ETqHpioDrHDrB9z3CqK5ABqEFLaDvG9Hc4AZ

EyWwB5WU57MYnKOuX4AGvq0e1Lprngtv3H0Q8TyZjLNRQYr5aJMpf0

“นครชัยแอร์” ขอร่วมแจม พร้อมขายตั๋วที่นั่งรถโดยสารให้ “ตุ๊กตาลูกเทพ” ในราคาปกติ พร้อม บริการดูแลอาหารเสมือนผู้โดยสารทั่วไป ขณะที่ “ไทยสมายล์” แจง ยังไม่มีใครซื้อตั๋วให้ แต่เป็นการเปิดรอให้บริการหากรายใดต้องการซื้อที่นั่ง ขณะเดียวกัน พบหลากหลายธุรกิจเริ่มตอบรับการมีอยู่ของ “ตุ๊กตาลูกเทพ” ด้วย การให้บริการเสริมเป็นกรณีพิเศษ ทั้งเสริมสวย ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงรับเลี้ยงเหมือนเด็กเล็ก ด้าน รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ชี้การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่อาจเลือกเป็นที่พึ่งมากกว่า

จากกรณีคนไทยบางกลุ่มนิยมอุ้มตุ๊กตาเด็กที่มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย เหมือนเด็กจริง ที่เรียกกันว่า “ตุ๊กตาลูกเทพ” ไปไหนมาไหนให้เห็นกันมากขึ้น รวมถึงมีการจัดอาหารเลี้ยงเหล่า “ตุ๊กตาลูกเทพ” จนเป็นที่โจษจันในโลกออนไลน์ และล่าสุด “สายการบินไทยสมายล์” เปิดขายตั๋วที่นั่งเพิ่มให้ “ตุ๊กตาลูกเทพ” พร้อมเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการนำตุ๊กตาลูกเทพขึ้นโดยสารบนเครื่องบินด้วยนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ว่าบริษัทฯพร้อมที่จะเปิดขายบัตรโดยสารตุ๊กตาลูกเทพให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางพร้อมกับตุ๊กตาลูกเทพ ไปยังทุกเส้นทางที่บริษัทฯเปิดให้บริการ โดยได้ขอให้พนักงานทุกคนให้บริการตุ๊กตาลูกเทพ เหมือนผู้โดยสารคนหนึ่ง เพื่อให้การบริการลูกค้าครอบคลุมและเท่าเทียมกันทุกกลุ่มคนดินทาง หากผู้โดยสารที่นำตุ๊กตาลูกเทพเดินทางมาด้วย ต้องการซื้อที่นั่งเพิ่มบริษัทฯ ก็พร้อมจำหน่ายตั๋วที่นั่งในราคาปกติ และดูแลอาหารให้กับตุ๊กตาตามคำร้องขอ แต่หากผู้โดยสารไม่ต้องการจะซื้อบัตรโดยสารเพิ่ม ก็สามารถนำตุ๊กตานั่งตักได้อยู่แล้ว

ขณะที่นายวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีเปิดขายตั๋วโดยสารให้ตุ๊กตาลูกเทพว่า ขณะนี้ยังไม่มีลูกค้าของสายการบินไทยสมายล์ ติดต่อจองตั๋วโดยสารให้กับตุ๊กตาลูกเทพ และก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีการติดต่อเข้ามาเช่นกัน ส่วนสาเหตุของการเปิดให้จองตั๋วในกรณีที่ว่านี้ สายการบินก็ไม่ได้ตั้งใจและไม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้ผลทางการตลาด หรือเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ แต่เป็นเพราะว่าสายการบินตั้งใจดูแลบริการให้ถูกใจลูกค้า

ขณะเดียวกันในกรณีของข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากไทยสมายล์มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยกรณีที่ลูกค้ามีตุ๊กตาลูกเทพขึ้นเครื่องบินมาด้วย และประสงค์จองตั๋วโดยสารให้ ไทยสมายล์ก็พร้อมที่จะจัดที่นั่ง โดยให้นั่งริมหน้าต่าง เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้โดยสารอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาการดูแล และบริการลูกค้าสายการบินก็ดำเนินการมาอย่างเหมาะสมมาโดยตลอด ไม่เฉพาะเจาะจงลูกค้าที่มีตุ๊กตาลูกเทพอย่างเดียว เช่น กรณีของพระสงค์ที่จองตั๋วเดินทาง เจ้าหน้าที่ก็จัดที่นั่งให้เป็นริมหน้าต่าง และยังล็อกที่นั่งด้านข้างให้เป็นผู้ชายนั่ง พร้อมทั้งอบรมพนักงานให้เสิร์ฟอาหารอย่างถูกต้องอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากการสำรวจธุรกิจภาคบริการอื่นๆก็พบว่าขณะนี้เริ่มมีการเปิดให้บริการเพิ่มเติมแก่ “ตุ๊กตาลูกเทพ” มากขึ้น ทั้งร้านจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับสำหรับตุ๊กตาลูกเทพ ไปจนถึงร้านเสริมสวย ที่พัก ร้านอาหาร ที่พร้อมจัดที่นั่งและจัดอาหารให้แบบเดียวกับที่เจ้าของตุ๊กตาลูกเทพต้องการ แต่ก็มีพิเศษอยู่บ้าง เช่น ในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม สำหรับกลุ่มคนเล่นตุ๊กตาเทพ ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อความรับจ้างดูแลตุ๊กตาลูกเทพ ชั่วโมงละ 500 บาท พร้อมป้อนข้าวป้อนน้ำ สอนท่อง A-Z มีมหาหิงค์ทาท้องให้กันท้องอืด สถานที่เลี้ยงสะอาด มีของเล่นให้มากมาย อาบน้ำประแป้ง อุ้มพาเดินเล่นให้ไม่เบื่อ และสอนหนังสือด้วย ทั้งสายวิทย์ คณิต รวมทั้งสอนศิลปะด้วย

กระนั้น เมื่อสอบถามผู้เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพถึงกระแสฮิตในขณะนี้ ต่างบอกเหมือนกันว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่าการเห่อไปตามกระแส อาทิ น.ส.พิกุล สิลารัตน์ พนักงานบริษัทย่านลาดพร้าว หนึ่งในผู้เลี้ยงลูกเทพกล่าวว่า เป็นเรื่องความเชื่อความศรัทธาของแต่ละคน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ลูกเทพของตนซื้อกับคนรู้จักกันมาในราคาประมาณ 2,500 บาท ซื้อมาทั้งหมด 4 ตัว เลี้ยงเอง 1 ตัว ให้พี่สาว 1 ตัว และให้เพื่อนไป 2 ตัว เมื่อซื้อมาแล้ว ก็เอาไปให้พระที่วัดบัวขวัญลงอักขระเบิกเนตรให้ แล้วเลี้ยงเหมือนลูกจริงๆ กินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันตลอด ซึ่งตั้งแต่มีตุ๊กตาลูกเทพมาเป็นสมาชิกในครอบครัว หน้าที่การงานก็ประสบความสำเร็จดี

สำหรับกระแสความนิยมเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ เริ่มเกิดขึ้นเป็นจริงเป็นจังเมื่อประมาณปี 2558 ที่มีหมอดูชื่อดังรายหนึ่งออกมาจุดกระแสโดยอ้างว่าไปสะดุดตุ๊กตาตัวหนึ่ง และได้ยินเสียงในความคิดว่าอยากขอไปอยู่ด้วย และหลังจากนำมาอยู่ด้วยก็มอบสิ่งดีๆ ให้หลายอย่าง จึงได้นำไปให้พระอาจารย์ที่นับถือช่วยปลุกเสกให้ จากนั้นก็มีศิลปินนักแสดง คนในวงการบันเทิงหลายคนแห่ซื้อสะสมตาม เพราะเชื่อว่าตุ๊กตาดังกล่าวจะนำโชคลาภมาให้ โดยสนนราคาจำหน่ายตุ๊กตาลูกเทพช่วงแรกๆ มีตั้งแต่หลายพันบาทไปจนถึงหลายหมื่นบาท แล้วแต่วัสดุที่ใช้ทำตุ๊กตา ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จากนั้นก็นำตุ๊กตาที่ได้รับการแต่งตัวจนสวยงามไปผ่านพิธีกรรมกำเนิดเทพ ตามความเชื่อ ซึ่งค่าทำพิธีสนนราคาตั้งแต่ 200-20,000 บาท จึงจะได้ชื่อว่า “ตุ๊กตาลูกเทพ”

อย่างไรก็ดี พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีคนบางกลุ่มนิยมเล่นตุ๊กตาลูกเทพ ว่าการเล่นตุ๊กตาลูกเทพไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีความผิดปกติ แต่ผู้ที่เล่นตุ๊กตาลูกเทพนั้นอาจจะมาจากกระแสของสังคม จึงเล่นตามกระแสและเล่นตามความเชื่อส่วนตัว แต่อาจจะมีบ้างบางกลุ่มที่ต้องการที่พึ่ง และเมื่อเห็นว่ามีตุ๊กตาลูกเทพ จึงเลือกที่จะพึ่งตุ๊กตาลูกเทพ แต่กลุ่มที่ต้องการที่พึ่งนั้นก็มีจำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ต้องการที่พึ่งนั้น อยากแนะนำให้หันไปหาพุทธศาสนาจะดีกว่าเพราะมีที่มาที่ไปที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

 

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

เศรษฐกิจโตพม่ามือเติบขึ้น! ไทยยิ้ม ส่งออกวัสดุก่อสร้าง 150 ล้านบาท/วัน

NjpUs24nCQKx5e1D7jSOVTrEcH7e4Bsevf0MM3usMl3

EyWwB5WU57MYnKOuX4AG6zR3KqNiyhRsMKtfbAZZgTrgQtLkYvfIWT

ด่านแม่สอดคึก ไทยส่งออกวัสดุก่อสร้างวันละ 100-150 ล้านบาท หลังเศรษฐกิจพม่า ปีที่ผ่านมาโต 7.8% ประชากรมีรายได้มากขึ้น กล้าใช้จ่าย ขณะบางส่วนหันให้สินค้าแบรนด์เนม

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด่านศุลกากรแม่สอด-เมียวดี เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1. อ.แม่สอด จ.ตาก กับ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง มีรถบรรทุกสินค้าจำนวนมากเข้าทำพิธีการทางศุลกากร และสินค้าที่พ่อค้าและนักธุรกิจชาวเมียนมา เริ่มมีการสั่งซื้อเพื่อนำข้ามฝั่งเพิ่มมากขึ้น คือ สินค้าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องจักรที่จะใช้ในการก่อสร้าง โดยนับแต่ต้นปี 59 ชาวเมียนมา มีการซื้อวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์เพื่อเข้าไปก่อสร้างบ้านเรือนและการก่อสร้างโครงการต่างๆ ที่ขยายเมืองมากขึ้น

NjpUs24nCQKx5e1D7jSOVTrEcH7e4BuCiclDX92Y5jv

รถบรรทุกสินค้ามารอบริเวณด่านศุลกากรแม่สอด-เมียวดี

นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ นายด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา GDP เติบโต 7.8% ส่งผลให้ชาวเมียนมามีรายได้มากขึ้น ทำให้มีการก่อสร้างบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งภาคการผลิตต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจเติบโตและมีรายได้ในการก่อสร้างบ้านเรือน รวมทั้งปรับปรุงที่อยู่อาศัย

NjpUs24nCQKx5e1D7jSOVTrEcH7e4Bua1irzRmwScWy

นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ นายด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก

ด้านพ่อค้ารายหนึ่งที่ประกอบธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ อ.แม่สอด กล่าวว่า ร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั้งรายเล็ก รายใหญ่ และห้างร้าน มียอดขายสินค้าไปเมียนมา ผ่านด่านแม่สอด-เมียวดี เพิ่มสูงขึ้นกว่า 30% ต่อวัน โดยมูลค่าการค้าวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเรือน อาคารพาณิชย์และสำนักงาน มีมากกว่าวันละ 100-150 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากกว่าปกติ และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก

NjpUs24nCQKx5e1D7jSOVTrEcH7e4Bsevf0MM3usMl3

มีรถบรรทุกสินค้าจำนวนมากเข้าทำพิธีการทางศุลกากร เพื่อข้ามไปฝั่งเมียนมา

ทั้งนี้ สินค้าส่งออกยังคงเป็น น้ำมันเชื้อเพลิง เบียร์ น้ำตาลทราย โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ ตามมาด้วยอุปกรณ์การก่อสร้าง น้ำมันพืช อาหารกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าที่เริ่มมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นคือ เครื่องสำอางราคาแพง สินค้าแบรนด์เนม เนื่องจากชาวเมียนมา เริ่มหันมาบริโภคสินค้าราคาแพงมากขึ้นจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

เงินติดล้อ เผย ยอดลูกหนี้ปี 58 พุ่งเกือบ 17,000 ล. เติบโต 25%

NjpUs24nCQKx5e1D7jQHq8Gpc6P8oYjr34rwewXwrw4

EyWwB5WU57MYnKOuX4BBQlVjZhIBR9PhOOsVhtWIGGLsdudkladVol

เงินติดล้อ เผย ยอดลูกหนี้ปี 58 พุ่งเกือบ 17,000 ล้าน เติบโตร้อยละ 25 ตั้งเป้าปี 59 โตทะลุ 20,000 ล้าน จ่อขยายสาขาเพิ่ม 70 สาขา เล็ง สานต่อธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ ปล่อยสินเชื่อไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย…

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด เจ้าของแบรนด์ ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2558 ที่ผ่านมา ว่า บริษัทมียอดลูกหนี้คงเหลืออยู่เกือบ 17,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้ามากกว่า 3,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 25 โดยยอดลูกหนี้คงเหลือส่วนใหญ่ ร้อยละ 46 เป็นรถเก๋งและรถกระบะ ต่อมา ร้อยละ 44 เป็นรถบรรทุกและรถแทรกเตอร์ ส่วนที่เหลือเป็นรถจักรยานยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล

ทั้งนี้ ในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าลูกหนี้คงเหลืออยู่ที่ 20,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตราเติบโตที่ร้อยละ 20 ส่วนรายได้จากธุรกิจประกันของบริษัทมียอดอยู่ที่กว่า 260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 50 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 22 ซึ่งบริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 70 สาขา จากปัจจุบัน 380 สาขา ทำให้ปี 2559 นี้ จะมี 450 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ

นายปิยะศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตลาดสินเชื่อยังมีโอกาสเติบโตและขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ปีที่ผ่านมาสินเชื่อมีการแข่งขันรุนแรง ซึ่งในส่วนของเงินติดล้อ ยังคงให้ความสำคัญกับความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของลูกค้าเป็นหลัก

ด้าน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท รวมถึงแผนการขยายกลุ่มลูกค้าออกไป เพื่อให้บริการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นอีกด้วย.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ชี้การค้า-ท่องเที่ยว ด้านจันทบุรี คึกคักขึ้นทันที หลังเปิดเออีซี

NjpUs24nCQKx5e1D7jUvYbBUEoUYAx9WO4Tm1fLiWd0

EyWwB5WU57MYnKOuX4BAmk3eHKgPL6QFIkXMCm4WpYEGgN906WfaKg

นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชาฯ ชี้การค้า-ท่องเที่ยวชายแดน ด้าน จ.จันทบุรี คึกคักขึ้นทันทีหลังเปิดเออีซี เงินสะพัด มีผู้ประกอบการมาลงทุนในการส่งสินค้าไปประเทศกัมพูชา และเวียดนามเพิ่มมากขึ้น…

วันที่ 21 ม.ค. 59 ดร.อิสิวุฒิ ตั้งเกียรติ นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี ได้กล่าวในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ของ สมาคมฯ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารขนถ่ายผลไม้ ตลาดการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ตลาดบ้านแหลม ม.4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยมี นายพีรณัทร์ รัตนวรโอภาส นอภ.โป่งน้ำร้อน นายนิอันนุวา สุไลมาน พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ผู้แทนทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงข้อมูลความเคลื่อนไหว หลังการเปิดประชาคมอาเซียน มีสมาชิกสมาคมฯ กว่า 4,000 คนร่วมประชุม รับทราบความคืบหน้า ปัญหา อุปสรรค

NjpUs24nCQKx5e1D7jUvYbBUEoUYAx5Tz96cLbfKyF4

ดร.อิสิวุฒิ ตั้งเกียรติ นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี

ดร.อิสิวุฒิ ตั้งเกียรติ นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กล่าวว่า ภายหลังเปิดประชาคมอาเซียนหรือเออีซี  ชายแดนด้าน จ.จันทบุรี มีความคึกคักอย่างเห็นได้ชัด มีผู้ประกอบการ นักธุรกิจมาลงทุนในการส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศกัมพูชาและเวียดนามเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการแลกเปลี่ยน ด้านการท่องเที่ยวและบริการที่สำคัญ

นอกจากนี้ ในเรื่องของแรงงาน ทางสมาคมฯ ได้เน้นความร่วมมือของเกษตรกร และผู้ประกอบการที่ร่วมกันส่งเสริมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ สร้างความสามัคคี ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ มีน้ำใจ มีคุณธรรม ร่วมกันต่อต้านและป้องกันการค้ามนุษย์ ในรูปแบบโป่งน้ำร้อนโมเดลที่เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่

NjpUs24nCQKx5e1D7jUvYbBUEoUYAx7RPpCdvsS3Sbo

ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ของ สมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี จัดขึ้นที่อาคารขนถ่ายผลไม้ ตลาดการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา

ส่วนการค้าขายลำไยนอกฤดูที่ผ่านมา ไม่มีสัญญากลางเป็นมาตรฐานการซื้อขาย จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

“ปัญหาที่สมาคมต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร และประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเร่งด่วน คือ เรื่องแหล่งน้ำที่พื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน และ อ.สอยดาว ที่ยังขาดแหล่งกักเก็บน้ำไว้รองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา” นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กล่าว

NjpUs24nCQKx5e1D7jUvYbBUEoUYAx9WO4Tm1fLiWd0

ประชาชน-นักท่องเที่ยวรวมทั้งแรงงาน ด้านอ.โป่งน้ำร้อน จันทบุรีมีความคึกคักมากขึ้น หลังเปิดAEC ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้าน นายนิอันนุวา สุไลมาน พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ภายหลังเปิดประตูสู่อาเซียน จ.จันทบุรี มีความคึกคักด้านการค้า การลงทุนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีความได้เปรียบ มีพื้นที่ติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา ผู้ประกอบการ นักธุรกิจชาวไทยกล้าที่จะเดินทางไปลงทุนในกัมพูชา และเวียดนามเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและบริการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว การขยายตัวด้านแรงงาน และการจ้างงาน เป็นต้น.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

มาม่า ครองแชมป์ผู้นำตลาดปี 59 ส่งสินค้าใหม่เอาใจผู้บริโภค

EyWwB5WU57MYnKOuX4BANrNp3L7cTytvVK8zv3asGo0ZP59xMI5vT9

EyWwB5WU57MYnKOuX4BANrNp3L7cTytvVK8zv3asGo0ZP59xMI5vT9

“มาม่า” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมืองไทย เผย ยอดขาย 11 เดือนปี 58 ยึดส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 51 ขณะที่ “มาม่าคัพ” ยอดขายโตร้อยละ 3.2 ลั่น เตรียมแผนรุกตลาดปี 59 จัดหนักแคมเปญตอกย้ำแบรนด์-เปิดตัวสินค้าใหม่

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาม่ายังครองความเป็นผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าร้อยละ 51 สำหรับภาพรวมยอดขายของมาม่า ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยรวม ที่มีอัตราการเติบโตร้อยละ 0.4 หรือมีมูลค่า 14,576 ล้านบาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์มาม่าคัพมีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 3.2 คิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าตลาดโดยรวม (ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8)

“การแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปีที่ผ่านมาค่อนข้างรุนแรง ทำให้มาม่าไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งแคมเปญตระกูลแซ่บที่สร้างความฮือฮาด้วยการคว้าตัวนางเอกดัง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กระตุ้นยอดขายของมาม่าให้เติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรสเย็นตาโฟต้มยำหม้อไฟที่โตถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญชิงโชค รวมถึงการจัดทำโรดโชว์และกิจกรรมต่างๆ ณ จุดขาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จที่ผลักดันให้มาม่ามียอดขายเติบโต และสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับหนึ่งไว้ได้” นายเวทิต กล่าว

สำหรับแคมเปญ “มาม่า อร่อยออกรถ แจกรีโว่ทุกเดือน แจกทองทุกวัน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–10 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคที่ส่งชิ้นส่วนเข้ามาร่วมชิงรางวัลกว่า 7 ล้านซอง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมชิงโชคครั้งก่อนถึงร้อยละ 263 โดยมีการแจกรางวัลถึง 2,670 รางวัล รวมมูลค่า 11.8 ล้านบาท ได้แก่ รถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น D-Cab 2.8E 4WD มูลค่า 1,069,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น Smart CAB 2.4 E มูลค่า 709,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ทองคำมูลค่า 20,000 บาท จำนวน 140 รางวัล ทองคำมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 125 รางวัล และ Mama Exclusive Items มูลค่า 800 บาท จำนวน 2,400 รางวัล

นายเวทิต ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการรุกตลาดของมาม่าในปี 2559 ว่า มาม่ายังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นสร้างสรรค์แคมเปญใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำแบรนด์มาม่า รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภคมากขึ้น ในส่วนของแคมเปญชิงโชคต่างๆ ผู้บริโภคสามารถติดตามข้อมูลได้ทาง www.mamalover.net และwww.facebook.com/mamaloverfanpage

ทั้งนี้ จากแผนการรุกตลาดทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปีนี้มาม่าคาดการณ์เป้าหมายการเติบโตมากกว่าร้อยละ 5

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

หุ้นยุโรป-สหรัฐฯดิ่งเหว! ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำกว่า 28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

EyWwB5WU57MYnKOuX38zcX3Y1rXPqBulLLDq7aRmVqDSzfFN0pWhjU

EyWwB5WU57MYnKOuX4BAm2RSCFbW8tc9EjAsgGFrejEsjir0VHW7Rp

หุ้นสหรัฐฯ และยุโรปร่วงกราวรูดอย่างหนัก หลังราคาน้ำมันดิบดิ่งต่ำกว่า 28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว ขณะที่หุ้นเอเชียยังประคองตัว เปิดตลาดเช้าวันที่ 21 ม.ค.ยังปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะร่วงลงมาในช่วงบ่าย

เมื่อ 21 ม.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ และยุโรปเมื่อวันที่ 20 ม.ค.(ตามเวลาท้องถิ่น) ร่วงหนักสุด นับตั้งแต่พ.ค.2552 อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดฮวบ ต่ำกว่า 28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกทั้ง บรรดานักลงทุนยังกังวลต่ออัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย เปิดตลาดเช้าวันที่ 21 ม.ค. ยังคงปรับตัวสูงขึ้น ก่อนจะร่วงลงมา ชนิดยากจะต้านทานไหว

‘ตลาดหุ้นในยุโรปและสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นวันแย่มาก แต่ดัชนีหุ้นในเอเชียที่กำลังอยู่ในภาวะ ‘มึน’ อยู่ ได้ปรับตัวเล็กน้อย’ นักวิเคราะห์ตลาดหลักทรัพย์คนหนึ่งแสดงความเห็น ขณะที่ ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ได้ปรับตัวลดลง 0.3% ส่วนดัชนีหุ้นในตลาดฮั่งเส็งของฮ่องกง เปิดตลาดเมื่อ 21 ม.ค. ปรับตัวขึ้น 1.3% และต่อมา ดัชนีหุ้นนิเคอิในญี่ปุ่นได้ร่วงต่ำกว่า  2%ในตอนบ่าย หลังจากร่วงลงไปเกือบ 4% เมื่อวันพุธที่ 20 ม.ค.

NjpUs24nCQKx5e1D7jUvZODsKvxjf4twMNcEEsgQKB4

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ร่วงต่อเนื่องมาตลอด ปรากฏว่า ได้ร่วงต่ำกว่า 28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ โดยนักวิเคราะห์จำนวนมาก คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในปีนี้ (2559) มีความเป็นไปได้ที่จะร่วงลงไปเหลืออยู่ที่ราคาแค่ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น ถ้าหากทางการจีนลดค่าเงินหยวนลงอีกกว่านี้

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

หุ้นเช้าปิดลบ 1.17 จุด มูลค่าซื้อขาย 19,887 ล้าน

EyWwB5WU57MYnKOuX7EUVxdKzn9YnTiCg47eiq0zTHMdZ35uS73OeH

EyWwB5WU57MYnKOuX38yYzOVv4s7FIfpvt30BcuACvL1fnc2fUu2NS

หุ้นไทยวันที่ 21 ม.ค.2559 ปิดตลาดภาคเช้า ลดลง 1.17 จุด ที่ระดับ 1,247.81 จุด มูลค่าซื้อขาย 19,887 ล้านบาท…

วันที่ 21 ม.ค. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 1.17 จุด ที่ระดับ 1,247.81 จุด หรือคิดเป็น 0.09% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 19,887.00 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

1 2 3 4 6