‘เจ๊เกียว’ โอดหั่นค่าตั๋ว ก่อนน้ำมันลด คนยังเมินรถทัวร์ เจ๊งแน่!

20081021-8778_1

EyWwB5WU57MYnKOuX7ETqHpioDrHDrB9z3CqK5ABqEFLaDvG9Hc4AZ

“เจ๊เกียว” กรี๊ด รถทัวร์ทยอยเจ๊ง ลดค่าตั๋วช่วยไม่ได้ ไอเดีย “บัสโลว์คอสต์” แป้ก คนไม่ขึ้น แห่ซบสายการบินโลว์คอสต์” นั่งรถตู้ ย้ำชัดปรับลดไปแล้วบางสาย 20% ก่อนดีเซลลด ถามให้ทำอย่างไร เอาที่ไหนไปจ่ายค่าอะไหล่ เคยวิ่ง 4 เที่ยว เหลือ 1 เที่ยวต่อวัน คาดปีหน้ากิจการรถโดยสาร ตายกันระนาว ขณะที่เรือคลองแสนแสบ ประเดิมลดค่าตั๋วแล้ว 1 บาท…

จากราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ ลดลงถึง 2 ครั้ง รวมราคาลดลง 1.10 บาทต่อลิตร ล่าสุดอยู่ที่ 20.64 บาทต่อลิตร ซึ่งผู้บริโภคต่างคาดหวังผู้ประกอบการขนส่งประเภทต่างๆ จะปรับราคาค่าโดยสารลง โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารรถร่วม บขส. มีการพุ่งเป้าไปยัง นางสุจินดา เชิดชัย หรือ “เจ๊เกียว” ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง และเจ้าของกิจการอู่ต่อรถทัวร์และบริษัทเดินรถ เชิดชัย ที่ใหญ่ที่สุด

ล่าสุดทีมไทยรัฐออนไลน์ พยายามโทรสอบถามไปยังเจ๊เกียว ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันดีเซลลดลงต่อเนื่อง ปรากฏไม่สามารถติดต่อได้ มีทั้งให้คนใกล้ชิดรับโทรศัพท์ บอกเจ๊เกียว ติดธุระ และไม่มีการรับสาย กระทั่งวันนี้ (17 ธ.ค.) ประสบความสำเร็จ เจ๊เกียว เปิดใจว่า ได้ประสานไปยังผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง ให้ลดราคาค่าโดยสาร 20% ก่อนน้ำมันดีเซลลดราคาลง เพื่อปรับกลยุทธ์ไปเป็น “บัสโลว์คอสต์” ดึงดูดผู้โดยสาร แข่งขันกับสายการบินโลว์คอสต์ โดยในส่วนของเชิดชัย ได้ปรับลดราคาค่าโดยสารไปแล้วบางเส้นทาง แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น ไม่มีผู้โดยสารเพิ่ม

“ลดค่าตั๋วลงไปแล้ว ก่อนดีเซลลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีคนขึ้น แล้วจะให้ลดราคาตั๋วอีกหรืออย่างไร จากรถเคยวิ่ง 4 เที่ยว เหลือ 1 เที่ยวต่อวัน จะเอาที่ไหนเป็นค่าบริหาร ค่าซ่อมรถ ค่ายาง ค่าอะไหล่ และอีกหลายอย่าง เพราะคนแห่ไปใช้บริการสายการบินโลว์คอสต์หมด แต่ตอนนี้โชคดีที่เครื่องบินโลว์คอสต์ ได้มีการกำหนดราคาขั้นต่ำ ไม่ให้ดัมพ์ราคากันมาก ก็หวังว่าผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางจะดีขึ้น แต่กลับเป็นว่า เขาไปนั่งรถตู้ นั่งรถส่วนตัวไปกัน จนตอนนี้เจ๊งกันหมดแล้ว”

เจ๊เกียว ระบุว่า ปัจจุบันผู้โดยสารรถโดยสารประจำทาง หายไป 70 กว่า% มองว่าปีหน้าผู้ประกอบการจะประสบปัญหาหนักมากกว่าปีนี้ หลายรายอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการ ขายรถให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ไป โดยช่วยเหลือรับซื้อแต่ซื้อในราคาที่ถูก ดังนั้นการที่ค่าโดยสารลดราคาหรือไม่ลดราคา ไม่แตกต่างกัน เพราะวันนี้แทบไม่มีผู้โดยสาร

พร้อมทิ้งท้ายว่า จะให้เจ๊เกียวทำยังไง ใครๆ ก็พุ่งเป้ามาที่เจ๊ อาจเป็นเพราะเป็นคนเก่าแก่ในวงการรถบขส.มั้ง พอน้ำมันลดก็มาถามเจ๊เกียวทุกครั้ง จะลดราคาค่ารถหรือเปล่า ตอนนี้ก็ยังดูแลพนักงานทุกคนเหมือนลูกหลาน ไม่ทิ้งกัน แม้สถานการณ์รถโดยสารประจำทางไม่ดี กิจการแย่ลง ส่วนเจ้าอื่นที่มีรถไม่กี่คัน เค้าเจ๊งกันหมดแล้วตอนนี้ คิดว่าปีหน้าตายมากกว่านี้แน่ จึงอยากขอความเห็นใจบ้าง ไม่ใช่น้ำมันลด ก็จะให้ลดค่าตั๋วกันตลอด”

ขณะที่ นายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติให้มีการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือโดยสารที่ให้บริการทั้งในคลองแสนแสบ และในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลได้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 20.64 บาทต่อลิตร ซึ่งตามเงื่อนไขที่กรมเจ้าท่าและผู้ประกอบการตกลงร่วมกันนั้น กำหนดว่า หากราคาน้ำมันลดลงถึงระดับ 20 บาทต่อลิตร จะต้องมีการปรับลดอัตราค่าโดยสารลง โดยจะมีการติดตามราคาน้ำมันให้ทรงตัวประมาณ 7 วัน ก่อนที่กรมเจ้าท่าจะมีการประกาศเพื่อบังคับใช้จากวันที่มีมติ 10 วัน

มีรายงานว่า บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จํากัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ได้มีการปรับลดค่าโดยสารลงระยะละ 1 บาท ซึ่งมีอัตราใหม่เริ่มต้น 7-17 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. นี้ ส่วนของ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา และเรือโดยสารข้ามฟาก จะมีการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือเจ้าพระยาลงระยะละ 1 บาท ส่วนของเรือโดยสารข้ามฟากจะมีการปรับลด 0.50 บาท ทันทีที่มีประกาศจากกรมเจ้าท่า.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/550509

หุ้นสหรัฐฯพุ่งเกิน 1% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauwqkzAvGS7bo6ovs2NROIy8YdczExTtGZz

EyWwB5WU57MYnKOuX7EToFvqH8zwqmKWmwypMC296QHBIikTB3MaZ6

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และสัญญาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆในอนาคต…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 224.18 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 17749.09 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 29.66 จุด หรือ 1.45% ปิดที่ 2073.07 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 75.77 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 5071.13 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นหลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจเพิ่มขอบเขตดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้น 0.25% เป็นระหว่าง 0.25% และ 0.50% หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันพุธ และจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อทยอยขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

นักวิเคราะห์ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นเรื่องที่คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว แต่ตลาดพอใจกับคำว่าเพิ่มอย่างช้าๆของเฟด กอปรกับมีข่าวในด้านลบส่งผลให้ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/550210

 

 

กทค. เชื่อประมูล 4G มีแนวโน้มทะลุ 1 แสนล้าน

NjpUs24nCQKx5e1D7r6ui9E93aFyfmlM8j7UGLEDCkj

EyWwB5WU57MYnKOuX7EToFxaoCiSB1YxvjJ0PyeAUxD8gvxqeQDlJy

การประมูลใบอนุญาต 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ พักการประมูลรอบที่ 4 เมื่อเวลา 06.00 น. โดยเป็นการเคาะราคารอบที่ 108 มีการเสนอราคา 2 ใบอนุญาตรวม 96,890 ล้านบาท เป็นการเสนอราคาใบอนุญาตที่ 1 ที่ 47,640 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 ที่ 49,250 ล้านบาท

วันที่ 17 ธันวาคม พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ประเมินว่า การเสนอราคามีแนวโน้มที่จะทะลุ 1 แสนล้านบาท โดยเป็นการแข่งขันราคาเพื่อกันไม่ให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งกันผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ในอันดับ 2 ออกจากตลาด หรือ มีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเข้าสู่จุดที่ยอมเสี่ยงว่าจะได้รับกำไรน้อยลง แต่หากคู่แข่งไม่ได้รับใบอนุญาตก็จะทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลดลง

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กทค. ระบุว่า ระดับการเสนอราคาขณะนี้ยังเป็นไปได้ในทางธุรกิจ เพราะได้แบ่งการชำระเงินออกเป็น 4 งวด โดยในงวดที่ 4 จะต้องชำระร้อยละ 68 ดังนั้น ผู้ที่ชนะการประมูลจึงมีเวลาในการสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้ราคาประมูลใบอนุญาตกระทบต่อกระแสเงินสด จึงทำให้เห็นการเสนอราคาอย่างไม่หยุดยั้ง และยังเห็นราคาประมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่า ระดับการเสนอราคาสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจของไทย และจำนวนประชากร ราคาใบอนุญาตไม่ควรเกินใบละ 68,000 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/550213

ศึกนี้ถึงเลือดสาด! ทะลุกว่า 9.5 หมื่นล้าน ประมูล 900 MHz ยังไม่จบ

NjpUs24nCQKx5e1D7r6ui9E93aFyfmeZQAj9bgBIKyf

EyWwB5WU57MYnKOuX7ES8heyw2lIfeSQTLgyrGwlKuekDYCGPyr6e3

ทะลุ กว่า 9.5 หมื่นล้านแล้ว ประมูล 4 จี 900 เมกะเฮิรตซ์ สู้กันถึงขั้นเลือดสาด! ศึกนี้จบยาก กสทช.จ่อสั่งพักประมูลตามกฎเมื่อเวลา06.00น. และจะเริ่มประมูลต่อเวลา09.00น.วันนี้ หากไม่จบ คาด ราคารวมอาจทะลุแสนล้าน!!

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ยังคงเกาะติดการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 4 จี อย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อเวลา 00.00 น. 17 ธ.ค. เริ่มรอบการประมูลช่วงที่4 ในรอบ 91 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 42,166 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่43,776 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว85,942 ล้านบาท

ขณะที่ รอบ 92 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคา 1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 42,488 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเช่นกัน ราคาอยู่ที่ 44,098 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว86,586 ล้านบาท

ส่วนรอบ 93 ราคายังวิ่งไม่หยุด ไลเซ่นส์ที่1 ราคา 42,810 ล้านบาท ขณะที่ ไลเซ่นส์ที่2 ราคา 44,420 ล้านบาท ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว87,230 ล้านบาท

NjpUs24nCQKx5e1D7r6ui9E93aFyfmeZQAj9bgBIKyf

ต่อด้วย รอบ 94 ใบอนุญาตแรก เคาะราคาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 43,132 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตที่ 2  เคาะราคาเพิ่มอยู่ที่ 44,742 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 87,874 ล้านบาท

ก็มาถึงการประมูล คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบ 95 ใบอนุญาตแรก เคาะราคาอยู่ที่ 43,454 ล้านบาท คิดเป็น 270% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2  เคาะราคาเพิ่มอยู่ที่ 45,064 ล้านบาท คิดเป็น 280% ของมูลค่าคลื่น ทำให้ยอดรวมรายได้เข้ารัฐแล้ว 88,518 ล้านบาท

รอบที่96 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคามาอยู่ที่ 43,776 ล้านบาท คิดเป็น 272% ของมูลค่าคลื่น ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 45,386 ล้านบาท คิดเป็น 282% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต มีรายได้เข้ารัฐ 89,162 ล้านบาท

ต่อมา การประมูลรอบที่ 97 เมื่อเวลา 02.15 น.วันที่ 17 ธ.ค. ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ทำให้ราคาขึ้นอยู่ที่ 44,098 ล้านบาท คิดเป็น 274% ของมูลค่าคลื่น ส่วนใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ที่ 45,708 ล้านบาท คิดเป็น 284% ของมูลค่าคลื่น รวม 2 ใบอนุญาต 89,806 ล้านบาท

NjpUs24nCQKx5e1D7r6ui9E93aFyfmd851Cq6qFSK7p

 

ต่อด้วย รอบ 98 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาไปอยู่ที่ 44,420 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 3ราย 46,030 รวม 2 ใบอนุญาต อยู่ที่ 90,450ล้านบาท

รอบ 99 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 44,742 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่46,352 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 91,094 ล้านบาท

ครบรอบที่ 100 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,054 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,674 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 91,738 ล้านบาท

รอบที่ 101ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,386 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,996 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 92,382ล้านบาท

NjpUs24nCQKx5e1D7r6ui9E93aFyfmhtN92B5DaLYK0

ขณะที่ การเคาะราคารอบ102 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม1 ราย ทำให้ราคาอยู่ที่ 45,708 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,318 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 93,026 ล้านบาท

รอบ 103 ใบอนุญาตแรก ก็ยังมีผู้เสนอราคาเพิ่มอยู่ที่ 1 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,030 ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย สู้กันอยู่เช่นเดิม แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,640 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 93,670 ล้านบาท

รอบที่104 ใบอนุญาตแรก ก็ยังมีผู้เสนอราคาเพิ่มอยู่ที่ 1 ราย ทำให้ราคามาอยู่ที่ 46,352  ล้านบาท ขณะใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย สู้กันอยู่เช่นเดิม แบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ราคามาอยู่ที่ 47,962 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 94,314 ล้านบาท เฉลี่ย 4,715.70 ล้าน/MHz

NjpUs24nCQKx5e1D7r6ui9E93aFyfmlM8j7UGLEDCkj

ผ่านมา 44 ชั่วโมง! เคาะราคารอบที่ 105 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 46,674 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,284 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 94,958 ล้านบาท

รอบ 106 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 46,996 ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,606 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 95,602 ล้านบาท

มาถึง รอบ 107 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่ 47,318  ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 2 ราย ราคาอยู่ที่ 48,928 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต 96,246 ล้านบาท คิดเป็น 299%  ของมูลค่าคลื่น

รอบที่ 108 ใบอนุญาตแรก มีผู้เสนอราคาเพิ่ม 1 ราย ราคาอยู่ที่47,640 ลบ. ล้านบาท ใบอนุญาตที่ 2 มีผู้เสนอราคาเพิ่ม เหลือ1 ราย ราคาอยู่ที่ 49,250 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาต ราคาอยู่ที่ 96,890 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามกฎการประมูลของ กสทช. หากการประมูลยังไม่สิ้นสุด จะมีการพักการประมูลชั่วคราวหลังการประมูลรอบที่ 108 เวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มประมูลรอบที่ 109 ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 18 ธ.ค. 2558

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/550136#

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง หลังราคาน้ำมันฟื้นต่อเนื่อง

14460104651446010492l

EyWwB5WU57MYnKOuYBsjxmNw45hfowA9NQvZUmJzEvxu7MLKLDUEH1

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร เช่นเดียวกับหุ้นยุโรป หลังจากราคาน้ำมันฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะจัดประชุมนโยบาย ซึ่งเชื่อว่าจะมีการตัดสินใจเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 156.41 จุด หรือ 0.90% ปิดที่ 17524.91 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 21.47 จุด หรือ 1.06% ปิดที่ 2043.41 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 43.13 จุด หรือ 0.87% ปิดที่ 4995.36 จุด

ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวันที่ 2 หนุนหุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมให้เพิ่มสูงขึ้น โดยเชฟรอนและเอ็กซอนโมบิล เพิ่มขึ้น 3.8% และ 4.5% ตามลำดับ ขณะที่บริษัทผู้ให้บริการน้ำมันอย่าง เวทเธอร์ฟอร์ด อินเทอร์เนชันแนล เพิ่มขึ้น 4.6%

นักลงทุนยังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งคาดหมายว่าจะมีการตัดสินใจเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน ช่วยหนุนหุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารให้เพิ่มสูงขึ้นอีก

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/549672

หุ้นเช้าปิดบวก 2.69 จุด มูลค่าซื้อขาย 2.5 หมื่นล้าน

14489455821448945602m

EyWwB5WU57MYnKOuYBsk60EvjFcrqxt9O2ahq8gsVey0DyccmwwCdT

หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า เพิ่มขึ้น 2.69 จุด ที่ระดับ 1,303.20 จุด มูลค่าซื้อขาย 25,252.64 หมื่นล้านบาท…

วันที่ 16 ธ.ค. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า เพิ่มขึ้น 2.69 จุด ที่ระดับ 1,303.20 จุด หรือคิดเป็น 0.21% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 25,252.64 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/549859

ทองเปิดตลาด ราคาคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 18,550

EyWwB5WU57MYnKOuYBpLyeCvBfxGRapsZLwKYqiqsYz492ZG5uqBa9

EyWwB5WU57MYnKOuYBsjgaYrI27HNXmGhVfjFgHEle9vyxzXwHLVwP

ราคาทองเปิดตลาด ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,050 ขายออกบาทละ 18,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 17,782.68 ขายออกบาทละ 18,550 บาท …

วันที่ 16 ธ.ค. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,050 บาท ขายออกบาทละ 18,150 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 17,782.68 บาท ขายออกบาทละ 18,550 บาท

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/549778

โบนัส กทม.เหลือครึ่งเดือน จากปีก่อน 1.5-รัฐบาลลดค่าโอนที่ดินทำรายได้ กทม.วูบ

176122

EyWwB5WU57MYnKOuYBtbv1UUNgYDGSpWheG1vBUBlA6pdZT9d4XF4E

รายงานข่าวจากศาลาว่าการ กทม.แจ้งว่า การพิจารณาเงินรางวัลประจำปีสำหรับข้าราชการ ในปีงบประมาณ 2558 นี้ ยังไม่ได้มีการตั้งงบประมาณ ซึ่ง กทม.ไม่สามารถนำเงินสะสมออกมาจ่ายโบนัสให้กับข้าราชการและบุคลากร เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีข้อทักท้วงมา อีกทั้งตามหลักเกณฑ์การใช้เงินสะสมต้องเกิดจากกรณีฉุกเฉิน หรือมีความจำเป็น และกรณีเร่งด่วนเท่านั้น ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากที่รัฐบาล ที่มีนโยบายลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ส่งผลให้ กทม.ขาดรายได้ในส่วนนี้กว่าพันล้านบาท ดังนั้น ผู้บริหารจึงมีความพยายามหาแนวทางมาตรการให้สำนักงานเขตเร่งจัดเก็บภาษีอย่างเข้มงวด รวมทั้งจัดเก็บภาษีรายใหม่ให้ครบถ้วน โดยให้สำนักงานเขตดำเนินการจัดเก็บตามที่ได้ตั้งเป้าไว้ เพื่อจะได้มีเงินเหลือจ่ายเป็นโบนัสให้กับ ข้าราชการและบุคลากร ส่วนสถานภาพทางการเงิน ขณะนี้ ซึ่งนับเป็นช่วงต้นปีงบประมาณ รายได้จาก การจัดเก็บภาษีจึงยังเข้าไม่เต็มที่ ซึ่งจะต้องรอช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. สถานภาพทางการเงินจะมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในปีนี้คาดว่าข้าราชการ และบุคลากรจะได้เงินโบนัส 0.5 เท่าของเงินเดือน ซึ่งในส่วนนี้จะต้องใช้งบประมาณ 700-800 ล้านบาท โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) จะรวบรวมคะแนนและจัดลำดับ การให้เงินรางวัลของหน่วยงานต่างๆ โดยมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งด้านงบประมาณ แผนงานการปฏิบัติงาน ไปจนถึงการบริการ โดยแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ เป็นผู้ประเมินตามเกณฑ์ชี้วัด อย่างไรก็ตาม ในปี ที่ผ่านมา บุคลากรของ กทม.ได้รับค่าตอบแทนประจำปี หรือโบนัส สูงสุด 1.5 เท่าของเงินเดือน และ กทม.ใช้งบประมาณไป 2 พันล้านบาท ทั้งนี้บุคลากรของ กทม.มี 90,000 คน แบ่งเป็นข้าราชการ และข้าราชการครู ประมาณ 30,000 คน และบุคลากร ประมาณ 60,000 คน

ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหาเงินเพื่อนำมาจ่ายเป็นโบนัสให้กับข้าราชการและบุคลากร ซึ่งการจ่ายเงินโบนัสถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาข้าราชการและบุคลากรต้องทำงานอย่างหนัก.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/548626

อย่าอิจฉา! อยากรู้ไหม อาชีพไหนได้โบนัสตุงกระเป๋ามากที่สุด

money

xWxt25g9F37UdbRGHxiO0C0cHxLSiU68hNkszHJh

เชื่อว่า เมื่อย่างเข้าสู่ปลายปีและใกล้ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พนักงานบริษัท หรือมักเรียกกันว่า มนุษย์เงินเดือน จำนวนไม่น้อยย่อมกำลังฝันหวานถึงเงินโบนัสที่จะได้รับจากนายจ้าง ตอบแทนพิเศษถึงการทำงานที่ผ่านมาตลอดทั้งปี ซึ่งหลายคนอาจจะถึงขั้นมโนไปแล้วว่า จะนำเงินโบนัสไปใช้ทำอะไรด้วยซ้ำ

ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” มีประเด็นว่าด้วยโบนัสมานำเสนอ ซึ่งเป็นผลสำรวจเบื้องต้นจากบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ ก็ได้แต่หวังว่า พนักงานบริษัทและผู้อ่านทุกท่านจะโชคดีสมหวังกับเงินโบนัสกันทั่วหน้า.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/infographic/286-Bonus58

PwC คาดองค์กรจะลงทุนความปลอดภัยไอทีเพิ่ม หลังภัยไซเบอร์ปี 58 สูงขึ้น

EyWwB5WU57MYnKOuYBtax7Zlnj1UmKRIf0AAap4GdxwEdymBNcu8ol (1)

EyWwB5WU57MYnKOuYBtax7Zlnj1UmKRIf0AAap4GdxwEdymBNcu8ol (1)

PwC เผยจำนวนภัยคุกคามระบบไอที-อาชญากรรมไซเบอร์พุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 38% คุกคามบริษัททั่วโลกธุรกิจเร่งลงทุนด้านไอทีซิเคียวริตี้ ทั้งบิ๊กดาต้า คลาวด์ และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IoT) เพื่อรับมือความเสี่ยงมากขึ้น…

นางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงผลสำรวจ The Global State of Information Security Survey 2016: Turnaround and transformation in cybersecurity จัดทำโดย PwC ร่วมกับนิตยสาร CIO และ CSO ผ่านการสำรวจความคิดเห็นบรรดานักธุรกิจและผู้นำบริษัทไอทีชั้นนำทั่วโลกกว่า 10,000 ราย คลอบคลุมกว่า 127 ประเทศ โดยแบ่งเป็นผู้ถูกสำรวจจากทวีปอเมริกาเหนือ (37%) ยุโรป (30%) เอเชียแปซิฟิก (16%) อเมริกาใต้ (14%) และ ตะวันออกกลางและแอฟริกา (3%) ว่า จำนวนภัยคุกคามข้อมูลสารสนเทศและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Information Security Incident) ทั่วโลกในปี 2558 เพิ่มขึ้น 38% จากปี 2557 แม้ว่าผู้บริหารทั่วโลกจะเริ่มตระหนักถึงภัยไซเบอร์ และหันมาเพิ่มงบลงทุนทางด้านการรักษาความปลอดภัยด้านไอทีอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม เพราะปัจจุบันอาชญากรคอมพิวเตอร์มีทักษะในการก่ออาชญากรรมที่เชี่ยวชาญและซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการมากขึ้น

NjpUs24nCQKx5e1D75GVprX0SZQLp1laV8rNqubJTWv

องค์กรตต่างๆ ตระหนักถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ลงทุนรับมือความปลอดภัยมากขึ้น

หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting กล่าวถึงผลสำรวจว่า ผู้บริหารทั่วโลกถึง 91% มีความตระหนักต่อการนำรูปแบบการรักษาความปลอดภัยมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการนำระบบคลาวด์ (Cloud-Based System) และอื่นๆ มาช่วยตรวจจับการกระทำผิด อีกทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในการปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี จำนวนภัยคุกคาม ความถี่ในการโจมตี รวมถึงความรุนแรงและผลกระทบจากภัยไซเบอร์กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แม้ภาคธุรกิจจะตื่นตัวหันมาลงทุนป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์แล้วก็ตาม แต่บริษัทจำนวนมาก ยังขาดการกำกับดูแลและการรับมือกับรูปแบบการโจรกรรมข้อมูลของอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ โดยรูปแบบและวิธีการของการโจรกรรมในทุกวันนี้ มีความหลากหลายและซับซ้อนมากกว่าในอดีตหลายเท่า ทำให้บ่อยครั้งเรายังไม่สามารถไล่จับอาชญากรเหล่านี้ได้ทันท่วงที” นางสาววิไลพร กล่าว

ทั้งนี้ พบว่า ในปี 2558 การลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Information Security Budgets) ขององค์กรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เปรียบเทียบกับปี 2557 ที่การลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลปรับตัวลดลง 4% อยู่ที่ 4.1 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 147 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปีนี้ ยังมีบริษัทที่หันมาใช้บริการระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง เป็นเครื่องมือในการรักษาความปลอดภัยจากภัยไซเบอร์อย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถปกป้องข้อมูลที่มีความอ่อนไหว หรือเป็นความลับ อีกทั้งช่วยรักษาความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของเครือข่าย (Network Security) และการบริหารจัดการการเข้าถึงข้อมูล (Access Management) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการโจมตี และตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

นางวิไลพร กล่าวต่อว่า ด้วยความล้ำสมัยตามที่กล่าวมาข้างต้นนี่เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ต่อไปคลาวด์คอมพิวติ้งจะกลายเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อของระบบดิจิทัลในอนาคต โดยพบว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้บริการระบบรักษาความปลอดภัยของคลาวด์ (Cloud-based Cybersecurity Services) เพื่อปกป้องข้อมูลที่สำคัญ รับประกันความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ มีการลงทุนบริการระบบรักษาความปลอดภัยของคลาวด์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะช่วยให้รวบรวมข้อมูลและป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น

NjpUs24nCQKx5e1D75GVprX0SZQLp1nVx5gRcLpDNey

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่ออุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เป้นความท้าทายในการจัดการด้านความปลอดภัย

หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ (Big Data) และปรากฏการณ์ที่เรียกว่า The Internet of Things (IoT) หรือ การที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่ออุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ ตู้เย็น โทรทัศน์ และอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของโลกไซเบอร์ในปัจจุบัน สำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่มีมากมายมหาศาล ที่บ่อยครั้งกลายเป็นภาระและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ (Cyber Liability) ผู้ให้บริการสามารถนำการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) มาใช้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย โดย 59% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว มาเป็นตัวช่วยในการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย และช่วยให้องค์กรได้รับข้อมูลเรียลไทม์ที่แม่นยำ ชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือ IoT มีทั้งข้อดีและความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเช่นกัน ซึ่งจากผลสำรวจของ IDC คาดการณ์ว่า ในปี 2563 จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นถึง 3 หมื่นล้านชิ้น จาก 1.3 หมื่นล้านชิ้นในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของปรากฏการณ์ดังกล่าวในอนาคต บริษัทต่างๆ เริ่มตื่นตัวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเราพบว่า มากกว่า 1 ใน 4 หรือ 36% เริ่มมีกลยุทธ์ในการการรักษาความปลอดภัยด้าน IoT แล้ว” นางสาววิไลพร กล่าว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/content/548805

1 2 3 4 5 6