“สมคิด” ปฏิรูปงบประมาณปี 60 เน้น 6 ยุทธศาสตร์ชาติบูรณาการงานภาครัฐ

“สมคิด” ปฏิรูปงบประมาณปี 60 เน้น 6 ยุทธศาสตร์ชาติบูรณาการงานภาครัฐ

“สมคิด” ลุยปฏิรูปงบประมาณปี 60 ภายใต้แผนบูรณาการ 6 ยุทธศาสตร์ 54 แผนงาน หวังลดความซ้ำซ้อนและรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้านสำนักงบประมาณมั่นใจวิธีการงบประมาณใหม่รวดเร็วทันใจ เนื่องจากวางแผนดีตั้งแต่เริ่มต้นจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (5 พ.ย.) นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมการจัดทำงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยมีปลัดทุกกระทรวงและนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทุกส่วนราชการเข้าร่วมประชุม 200 คน ทั้งนี้ หลังการประชุมเสร็จสิ้น นายสมคิดกล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานราชการทุกแห่งเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค.2559 และสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.2560

นายสมคิดกล่าวว่า การหารือในครั้งนี้เพื่อให้ทุกส่วนราชการเตรียมตัวจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2560 ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะในช่วงเดือน พ.ย.นี้ อยู่ระหว่างการเริ่มต้นการจัดทำงบประมาณพอดี โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะบูรณาการงบประมาณด้วยวิธีการใหม่ จากเดิมในแต่ละปี ทุกส่วนราชการจะเป็นผู้เขียนคำขอการใช้จ่ายเงินงบประมาณแล้วส่งมายังสำนักงบประมาณ หลังจากนั้น สำนักงบประมาณก็จะตั้งวงเงินและกำหนดโครงการการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้อยู่ในกรอบวงเงินงบประมาณที่ 4 ส่วนงานซึ่งประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้กำหนดรายรับของรัฐบาลในแต่ละปีงบประมาณ หากรายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ตั้งเป็นงบประมาณขาดดุล

แต่ในปีงบประมาณ 2560 จะแตกต่างไป จากเดิม โดยรัฐบาลได้กำหนดการใช้จ่ายเงินงบประมาณออกมาทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เช่น ความมั่นคงทางด้านต่างประเทศ เรื่องปรองดองของคนภายในประเทศและการแก้ไขปัญหา 4 จังหวัดชายแดนใต้

2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน

4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม เช่น การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม เป็นต้น

5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบน คุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะครอบคลุมไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ

6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการป้องกันและการปราบปรามคอร์รัปชันและการเพิ่มประสิทธิ-ภาพการบริหารจัดการภาครัฐ เป็นต้น

“ที่ผ่านมา การจัดงบประมาณแต่ละปีมีความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานมาก เช่น เรื่องของเอสเอ็มอี ซึ่งมีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง แต่ต่างคนก็ต่างทำ งบประมาณก็ถูกใช้เกิดความซ้ำซ้อนจนไม่รู้ว่า งบประมาณที่ถูกใช้ไปในเรื่องของเอสเอ็มอีมีจำนวน เท่าไหร่ ดังนั้น การบูรณาการงบประมาณในครั้งนี้ จึงถือเป็นการปฏิรูปงบประมาณครั้งใหญ่ของประเทศ”

นายสมคิดกล่าวว่า การจัดทำงบประมาณด้วยวิธีบูรณาการ ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับสำนักงบประมาณ แต่จากการหารือมีความมั่นใจว่าทุกหน่วยงานจะสามารถทำคำขอและจัดงบประมาณได้ตามเงินงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยแผนงานบูรณาการทั้งหมด 6 ด้าน ได้แบ่งออกเป็นอีก 54 แผนงานที่ทุกส่วนราชการต้องเสนอ การใช้งบประมาณตามแผนการดังกล่าว เช่น แผนพัฒนาอุตสาหกรรม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แผนการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ และแผนการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เป็นต้น โดยในวันที่ 18 ธ.ค. 58 ส่วนราชการทุกแห่งต้องยื่นคำของบประมาณส่งสำนักงบประมาณ วันที่ 2 ก.พ.2559 กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณร่วมกับ 4 หน่วยงาน

วันที่ 19 ก.พ.2559 ตรวจสอบรายละเอียดโครงการ วันที่ 12 เม.ย.2559 สรุปกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2560 เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากนั้นนำมาปรับปรุงและเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันที่ 24 พ.ค.เพื่อทันประกาศใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2560 วันที่ 1 ต.ค.2559

“การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณนั้น ไม่ขึ้นอยู่กับเรื่องเบิกจ่ายเงิน แต่จะขึ้นอยู่ตั้งแต่การเริ่มวางโครงการตั้งแต่แรก ดังนั้น หากแผนการที่วางเอาไว้ออกดี เราก็มั่นใจว่า จะเบิกจ่ายงบประมาณจะมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2559 ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 4% ดีกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ที่เบิกจ่ายได้เพียง 1% เท่านั้น โดยในปีงบประมาณนี้ รัฐบาลกำหนดรายจ่ายที่ 2.27 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 390,000 ล้านบาท”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/537446

ลาซาด้า เผย ร้านค้าออนไลน์เติบโตดี หวังเพิ่มจำนวนผู้ค้า-สร้างรายได้

ลาซาด้า เผย ร้านค้าออนไลน์เติบโตดี หวังเพิ่มจำนวนผู้ค้า-สร้างรายได้

ประธานลาซาด้า เผย แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเติบโตรวดเร็ว ระบุ มีผู้ค้ารายย่อยชาวไทยกว่า 7,000 คน สร้างรายได้ถึง 80% เชื่อมั่น เป็นพื้นที่ขายของออนไลน์อันดับ 1 พร้อมเชิญชวนผู้ค้าชาวไทยเปิดร้านค้าออนไลน์ …

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย ห้างสรรพสินค้าช็อปปิ้งออนไลน์ และผู้บุกเบิกอี-คอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสให้กับผู้ค้ารายย่อยในประเทศจนถึงขณะนี้ ปัจจุบันมีจำนวนผู้ค้ารายย่อยชาวไทยกว่า 7,000 คน รายงานผลประกอบการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า สร้างรายได้มากถึง 80% ของมูลค่าผลประกอบการโดยรวมทั้งหมด (GMV) ขณะที่เว็บไซต์มีผู้เข้าชมมากกว่า 4.5 ล้านคนในแต่ละวันทั่วภูมิภาค

มาร์เก็ตเพลส ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเดินหน้าทางธุรกิจ ผู้ค้ารายย่อยชาวไทยจำนวนมาก และสินค้าต่างๆ ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ทุกฝ่ายสนับสนุนว่าการขายของออนไลน์นั้นเป็นเรื่องง่ายและสะดวก ตลอดจนการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ และวิธีการจ่ายเงินหลากหลายรูปแบบ ทั้งหมดช่วยทำให้เกิดความมั่นใจว่า ลาซาด้า คือ พื้นที่ขายของออนไลน์ อันดับหนึ่งสำหรับผู้ค้าออนไลน์

ด้าน นายธนะสิทธิ์ ปัญจอนันต์ยศ เจ้าของร้าน Household Society ศูนย์รวมอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน หนึ่งในผู้ค้าออนไลน์ กล่าวว่า ร้านค้าออนไลน์ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น ขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งช่วยให้ได้รับคำติชมจากลูกค้าโดยตรงอีกด้วย จึงสามารถนำเอาไปพัฒนา และต่อยอดในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ผู้ค้าสามารถจัดการกับราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจหรือผู้ค้าออนไลน์ สามารถเตรียมตัวสำหรับงานเทศกาลขายของออนไลน์ อย่างเทศกาลออนไลน์ เฟสติวัล ประจำปี 2558 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 พ.ย. ถึง 12 ธ.ค. โดยในแต่ละสัปดาห์ ลาซาด้า จะรวบรวมสินค้าพิเศษในแต่ละหมวดหมู่ สินค้าแบรนด์ดัง และมีโปรโมชั่นประจำวันอีกด้วย

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/536980

ยกระดับกระทรวงท่องเที่ยว

ยกระดับกระทรวงท่องเที่ยว

“แอตต้า” เสนอให้นำ 3 หน่วยงานมาควบรวมทำงาน

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า แอตต้าขอเสนอวาระการปฏิรูปด้านท่องเที่ยว ให้รัฐบาล คือ ควรรวบรวมอีก 3 หน่วยงาน ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ), องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และสำนักงานพัฒนาพิงคนคร โดยทุกองค์กรยังคงสถานะเป็นองค์การมหาชนได้ แต่ปรับเปลี่ยนต้นสังกัด มาอยู่ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ส่วนการทำงานภายใน ก็จะเกิดการบูรณาการแผนงานและงบให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเชิงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

“แอตต้าไม่เชื่อว่าสำนักนายกรัฐมนตรีจะดูแลการท่องเที่ยวได้ เพราะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็อาจไม่สามารถครอบคลุมการทำงานมาถึงการท่องเที่ยวได้ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ที่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ สามารถเข้ามานั่งประชุมได้ ต้องมอบให้รองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานทุกครั้ง หากนำ 3 หน่วยงานมารวมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ จะทำให้กลายเป็นกระทรวงเกรดบีบวก จากเกรดซีในขณะนี้”

นายเจริญกล่าวว่า ผลการทำงานของแอตต้าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ปรากฏว่า มีรายได้จากการนำนักท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวด์) เข้ามาแล้ว 196,000 ล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวผ่านแอตต้า 5 ล้านคน จากจำนวนที่ประเมินไว้ 30 ล้านคน โดยในวันที่ 1 ม.ค.- 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่านสมาชิกแอตต้าแล้ว 4.17 ล้านคน ขณะที่แนวทางการทำงานในปีหน้า แอตต้าจะให้ความสำคัญกับโครงการเชิงคุณภาพ 3 ด้าน อาทิ 1.เพิ่มคุณภาพนักท่องเที่ยว ร่วมมือเวิร์กช็อปด้านการตลาดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการร่วมงานเทรดโชว์ 2.การพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการ แก้ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรท่องเที่ยว และในระยะยาว จะร่วมกับกรมการท่องเที่ยว จัดระเบียบการบริการมัคคุเทศก์ (ไกด์) ตลาดจีน ไม่ให้เกิดการทิ้งลูกทัวร์ การบังคับให้ต้องมีไกด์คนไทยบนรถบัสทุกคัน ห้ามขู่เข็ญบังคับนักท่องเที่ยว ฯลฯ

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/536637

‘เทใจ คืนสุข’ ลดราคาสินค้าทั่วไทย

‘เทใจ คืนสุข’ ลดราคาสินค้าทั่วไทย

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้จะเชิญผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า, ห้างค้าปลีกค้าส่ง, ร้านสะดวกซื้อ และผู้ผลิตจำหน่ายสินค้า มาหารือถึงข้อสรุปในการจัดโครงการ “เทใจ คืนสุข สู่ประชาชน” โดยการลดราคาสินค้าของห้างร้านต่างๆทั่วประเทศ 20-70% ในช่วงปลายเดือน ธ.ค.58 เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการใช้จ่าย และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น สำหรับเอกชนที่ร่วมหารือเช่น สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่, กลุ่มซีพี, กลุ่มสหพัฒน์, กลุ่มเซ็นทรัล, โรบินสัน, เทสโก้โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, เดอะมอลล์ เป็นต้น

“ในปีนี้จะจัดใหญ่กว่าปีก่อน ทั้งปริมาณสินค้าที่เข้าร่วมรายการ และปริมาณห้างฯร้านจะเยอะขึ้น โดยจะเน้นลดราคาสินค้าใหม่ๆมากกว่าการล้างสต๊อก เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถซื้อสินค้าในราคาถูก ส่วนการล้างสต๊อกจริงๆทางห้างฯน่าจะจัดช่วงหลังจากงานเทใจฯเสร็จแล้ว หรือประมาณสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้า”

สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าทั่วไปนั้น ล่าสุด ไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะส่วนใหญ่มีต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าปรับขึ้นราคาสินค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการลดราคาสินค้าทั่วประเทศในโครงการเทใจ คืนสุข สู่ประชาชน ปีที่ผ่านมามีห้างร้านต่างๆที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ 12,800 สาขา โดยลดราคาสินค้า 20-70% เป็นระยะเวลา 7 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 24-30 ธ.ค.57 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันอย่างแท้จริงในการปรับลดราคาสินค้าพร้อมกัน ทำให้มีเงินสะพัดมากถึง 50,000 ล้านบาท และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ 15,000 ล้านบาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/536399

1 3 4 5