รัฐจัดเก็บรายได้ต.ค.165,304ล้านบาท

660828-01

คลัง เผย เดือนตุลาคม รัฐจัดเก็บรายได้กว่า 165,304 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ ร้อยละ 0.7

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้เดือนตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 165,304 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 1,212 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 โดยการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลัง ต่ำกว่าเป้าหมาย 5,177 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 3.2 สาเหตุสำคัญมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษียาสูบที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ อย่างไรก็ดี การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นสูงกว่าเป้าหมาย 4,768 ล้านบาท หรือร้อยละ 68.7 เนื่องจากการนำส่งเงินจากการยกเลิกโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของข้าราชการส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน งวดที่ 1 จำนวน 4,324 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/336389/

ชาวนายังสะอื้น ผวาโดนเผากองข้าวซ้ำ ช้ำใจยอมขาย 10 บาท

news04 (1)

ตำรวจเร่งสืบหามือมืด เผากองข้างชาวนาลำปาง วอดวายเสียหาย ทำได้แค่ร้องไห้สะอื้น จำใจยอมขายข้าวที่เหลือ กก.ละ 10 บาท

ความคืบหน้ากรณีคนร้ายลักลอบวางเพลิง เผากองข้าวของชาวนา กลางทุ่งสุขสวัสดิ์ อ.เมือง จ.ลำปาง ที่เก็บเกี่ยวและนำมากองรวมไว้ จนสร้างความเสียหายและสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุด พล.ต.ต.กริช กิติลือ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ได้ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้กับชาวนาที่เดือดร้อน

ทั้งนี้ยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตามคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฏหมาย พร้อมกับฝากประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน เพื่อหาเบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุ ส่วนประเด็นในการก่อเหตุ คาดว่าน่าจะมาจากเรื่องส่วนตัว ตอนนี้ได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่แล้ว

ทางด้าน นางบุญศรี อายุ 54 ปี ชาวนาผู้เสียหาย กล่าวขอบคุณที่ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดลำปางได้เห็นความเดือนร้อนและลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือทันที สร้างความดีใจแก่ตนเองและครอบครัวเป็นอย่างมาก ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันที หลังจากนี้คงจะให้รถมาดูดข้าวที่เหลือ พร้อมขายออกไปทันที กิโลกรัมละ 10 บาท แม้ขาดทุนก็ต้องยอม

ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมา ยังต้องจ้างชาวบ้านช่วยเฝ้าเวรยามดูข้าวในท้องนา ที่กองไว้รอการตีข้าวอีกหลายกอง เพราะเกรงคนร้ายจะย้อนกลับมาเผาทำลายกองข้าวอีก

 

ขอบคุณที่มา    http://news.sanook.com/1903742/

เล็งเสนอลดภาษีเงินได้บุคคล แถมปรับปรุงรายการหักค่าลดหย่อนได้มากขึ้น

เล็งเสนอลดภาษีเงินได้บุคคล แถมปรับปรุงรายการหักค่าลดหย่อนได้มากขึ้น

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เตรียมนำรายละเอียดเกี่ยวกับการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปหารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อสรุปว่าควรลดอัตราภาษีที่ขณะนี้มีอัตราสูงสุด 35% อย่างไร รวมถึงแนวทางปรับปรุงค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลที่ปัจจุบันให้หัก 40% แต่ไม่เกินปีละ 60,000 บาท หรือเดือนละ 5,000 บาทนั้น ที่เห็นว่าควรหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนในปี 59 เพื่อให้มีผลบังคับในปีภาษี 2560 “กรมได้จัดทำแนวทางการปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นำเสนอไปยังฝ่ายนโยบาย 3-4 แนวทาง เพื่อให้ รมว.คลังตัดสินใจ ซึ่งขั้นตอนต่อไป รมว.คลังต้องหารือกับทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีที่สุดก่อนถึงจะเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะแต่ละแนวทางมีข้อดีข้อเสียต่างกันและมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้รัฐที่แตกต่างกัน”

นายประสงค์กล่าวต่อว่า การปรับปรุงภาษีเงินได้ครั้งนี้ เพื่อให้อัตราภาษีมีความทันสมัยและเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี และให้สอดคล้องกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ปรับลดลงเหลือ 20% จากเดิมจัดเก็บอยู่ที่ 30% และถ้านำภาษีเงินปันผลมารวมภาษีนิติบุคคลแล้ว ฐานของภาษีที่เสียจริงจะอยู่ที่ 28% ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอัตราสูงสุดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เก็บ 35% จะพบว่า มีความแตกต่างกัน 7% ส่วนจะมีการลดอัตราสูงสุดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่ากับช่องว่างที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อสรุป อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งนี้ กรมจะดูแลกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ที่อยู่ในข่ายที่ไม่ต้องเสียภาษี และมีแนวโน้มว่าอาจเพิ่มอัตรารายได้ขั้นต่ำที่ไม่ต้องเสียภาษีให้สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้มีรายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี รวมถึงจะปรับขั้นรายได้ของการเสียภาษี 7 ขั้นใหม่ด้วย

“รายการลดหย่อนที่จะปรับปรุงจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เช่น ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 3 คน แต่ของใหม่จะไม่กำหนดจำนวนบุตร เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีลูกมากขึ้น”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/541253

5 อันดับธุรกิจอาหารทานเล่น ลงทุนน้อย กำไรงาม

logo_rich

18752-2876

5 อันดับอาหารทานเล่น ลงทุนน้อย กำไรงาม

1. กล้วยปิ้ง 

กล้วยปิ้ง ขนมทานเล่นที่เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยมาเป็นเวลานาน และยังได้รับความนิยมในการรับประทานมาโดยตลอด ด้วยวัตถุดิบการทำที่แสนธรรมดาบวกกับน้ำจิ้มรสชาติหวานกลมกล่อมที่ทำให้กล้วยปิ้งเป็นอาหารว่างที่ทุกคนต่างติดอกติดใจ ทั้งในเรื่องการทำและวัตถุดิบที่แสนง่ายเลยเป็นอีก 1 อาชีพเสริมที่น่าสนใจเลยทีเดียว

2. เห็ดพันเบคอน

อีก 1 เมนูยอดฮิตของคนไทย ด้วยวัตถุดิบที่ลงตัวระหว่างเห็ดเข็มทองและเบคอนที่ทำให้เมนูอาหารนี้ออกมาอร่อยอย่างคาดไม่ถึง ย่างด้วยน้ำซอสที่ผู้ขายคิดค้นตามแบบฉบับของตัวเอง และน้ำจิ้มรสเด็ดเพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณได้กำไรงามๆแบบไม่คาดคิดเลยทีเดียว

3. ชีสทอด

ชีสทอด เมนูอาหารทานเล่นสไตล์ยุโรป ที่ถูกดัดแปรงนำมาทอด แต่ถ้าดูวัตถุดิบที่ทำจะรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ได้แพงอย่างที่คิด แถมชีสทอดก็เป็นเมนูอาหารที่กลุ่มวัยรุ่นชื่นชอบมากเลยทีเดียว สำหรับการทำธุรกิจชีสทอดนี้เพียงแค่คุณมีฝีมือในการทอดแค่นั้น ก็สามารถจะรวยได้แล้ว!!

4. ขนมจีบ ซาลาเปา

เมนูอาหารประเภทติ่มซำที่ใครๆชื่นชอบ 1 ในนั้นก็คือ ขนมจีบ – ซาลาเปา และด้วยวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมขายกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต่างงัดกลยุทธ์ในการทำออกมา ไม่ว่าจะดัดแปลงรูปร่างให้ดึงดูดผู้ซื้อมากขึ้น หรือการเพิ่มปริมาณของวัตถุดิบ ก็เป็นอีก 1 กลยุทธ์ที่ทำให้ผู้คนต่างก็ชื่นชอบที่จะรับประทาน รวมไปถึงการลงทุนก็ไม่มากนัก แถมยังได้กำไรเท่าตัวอีกด้วย

5. ขนมโตเกียว 

ถ้าพูดถึงขนมโตเกียวแล้ว ทุกคนก็ต่างย้อนกันไปในวัยเด็ก ซึ่งในปัจจุบันขนมโตเกียวมีผู้ขายที่น้อยลง ด้วยกรรมวิธีการทำและวัตถุดิบที่มีมากมาย ทำให้ผู้ขายหันไปลงทุนอาหารประเภทอื่นแทน แต่สำหรับใครที่จะทำธุรกิจนี้บอกได้เลยว่า กำไรที่ได้คุ้มกับความเหนื่อยอย่างแน่นอน เพราะผู้ซื้อจำนวนมากยังชื่นชอบรับประทาน บอกได้คำเดียวว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจสร้างความรวยได้ดีเลยทีเดียว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.smartsme.tv/knowledge-detail.php?gid=27&id=18752

จากมะพร้าวธรรมดาๆ สู่การรังสรรค์จนได้เป็นมะพร้าวเปิดฝา สร้างรายได้มหาศาล

18770-5962

capture-20151117-175808

COCO Easy หรือที่รู้จักกันในนาม มะพร้าวมีฝา ธุรกิจที่ถูกสรรสร้างจากไอเดียที่แปลกใหม่ โดยการนำเอานวัตถกรรมเข้ามาใช้ในการผลิต ทำให้ตัวมะพร้าวมีมูลค่ามากขึ้น ทั้งยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในการรับประทานอีกด้วย แถมธุรกิจนี้ยังสร้างรายได้ให้กับเจ้าของได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

capture-20151117-175723

ธุรกิจ COCO Easy บริหารงานโดยคุณบรรพต เคลียพวงทิพย์ ผู้คิดค้นมะพร้าวเปิดฝา แต่กว่าที่จะมาเป็นผลิตภัณฑ์ดีๆให้ผู้บริโภคได้รับประทานกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดเลย โดยจุดเริ่มต้นมาจากส่วนตัวแล้วคุณบรรพตทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง และหลังจากเลิกงานจะชอบหาซื้อน้ำมะพร้าวดื่มเพราะรู้สึกสดชื้นเมื่อได้ทาน แต่แล้ววันนึงก็มีความคิดที่อยากเฉาะมะพร้าวกินเองให้ได้อย่างที่ซื้อ แต่ด้วยที่บ้านไม่มีมีดสำหรับเฉาะมะพร้าวจึงได้นำมะพร้าวไปทุบเข้ากับกำแพง แต่ผลที่ได้คือ มะพร้าวแตกเป็นเสี่ยงและทานไม่ได้ ทันใดนั้นเองภาพของมะพร้าวที่มีฝาก็เข้ามาในความคิดของคุณบรรพตจนกระทั่งเป็นไอเดียมะพร้าวมีฝาที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

capture-20151117-175945

อุปสรรคของการทำธุรกิจนี้นอกจากจะเป็นในเรื่องของการหานวัตถกรรมมาเพื่อรองรับการผลิตแล้วยังเป็นเรื่องของผลผลิตที่บางฤดูกาลไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งบางฤดูกาลชาวสวนก็มีผลผลิตมะพร้าวมามากเกินความต้องการ แต่ในบางฤดูผลผลิตที่ได้กลับน้อยไม่พอต่อความต้องการ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาของคุณบรรพตคือ การรับซื้อผลผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ชาวสวนมีความไว้วางใจและขายมะพร้าวให้กับคุณบรรพต แถมการแก้ไขปัญหาวิธีนี้ยังเป็นการสร้างอาชีพและกระจายรายได้แก่ชาวสวนอีกด้วย

capture-20151117-175908

โดยในปัจจุบัน COCO Easy ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งจัดจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ทว่าการทำธุรกิจนี้ก็ถือได้ว่ามีความเสี่ยงในเรื่องของแหล่งผลผลิตที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งทางคุณบรรพตได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังคิดที่จะเริ่มทำธุรกิจว่า เมื่อคิดที่จะทำธุรกิจแล้วก็ควรที่จะลงมือทำเพื่อร่นระยะเวลาที่จะเสียไปอย่างเปล่าประโยชน๋ เพียงแค่คุณศึกษาและลงมือทำทุกวันก็ถือว่าเป็นการลงมือทำที่ยอดเยี่ยมแล้ว เพราะการเริ่มต้นทำธุรกิจจากศูนย์ไปจนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นต้องอาศัยการก้าว ไม่ว่าจะก้าวมากก้าวน้อย แต่แค่คุณก้าวไปข้างหน้าทุกวันก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จแล้ว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.smartsme.tv/knowledge-detail.php?gid=34&id=18770

Smart SME EXPO 2015 งานแสดงสุดยอดธุรกิจแห่งปี ที่ผู้ประกอบการห้ามพลาด !

logo_rich

451-6735

Smart SME EXPO 2015 งานแสดงสุดยอดธุรกิจแห่งปี ที่ผู้ประกอบการห้ามพลาด !

         พีเพิลมีเดีย กรุ๊ป ผู้นำด้านการผลิตสื่อเพื่อ SMEs แบบครบวงจร ประกาศความ พร้อมจัดงาน Smart SME EXPO 2015 งานใหญ่ที่สุดแห่งปี เพื่อเป็นเวทีและสร้าง โอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ภายใต้คอนเซ็ป “รวมสุดยอดโอกาสเพื่อ SME” บนพื้นที่ 10,000 ตร.ม. ระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2558 ณ ฮอลล์ 3-4 อิมแพค เมืองทองธานี
           หลังจากตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผู้ผลิตสื่อคุณภาพ เพื่อผู้ประกอบการ และธุรกิจ SME ด้วยการจัดงาน “มหกรรมชี้ช่องรวย” งานใหญ่ระดับประเทศมาแล้วถึง 10 ครั้ง จนประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับ จากผู้ประกอบการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างดี สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผู้ประกอบการใหม่ทั่วประเทศ ปีนี้ บริษัท พีเพิลมีเดีย กรุ๊ป พร้อมสร้างมิติใหม่ให้กับวงการ ธุรกิจ SME ของเมืองไทยด้วยการจัดงาน  Smart SME EXPO 2015 งานที่ผู้ประกอบการ SME ห้ามพลาด
          สำหรับแนวคิดของการจัดงาน Smart SME EXPO 2015 นั้น คุณณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเพิลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า“งานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทพีเพิลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนหลากหลายองค์กร ได้ผนึกกำลังแนวร่วมเพื่อหาโซลูชั่น และโอกาสดี ๆ เป็นช่องทางให้ SME ไทยได้นำไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้เติบโตและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง  นอกจากนี้ ยังรวบรวมสุดยอดธุรกิจและแฟรนไชส์ที่คับคั่งที่สุดของเมืองไทยสำหรับคนที่มองหาธุรกิจเป็นของตนเอง  หรือต้องการจะต่อยอดสินค้าและบริการให้ครบถ้วนสมบูรณ์และทันสมัยยิ่งขึ้น”
          สำหรับงาน Smart SME EXPO 2015 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2558 ณ ฮอลล์ 3-4 อิมแพค เมืองทองธานี นั้นมีความแตกต่างจากการจัดงานมหกรรมชี้ช่องรวยทั้ง 10 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งในด้านรูปแบบและคอนเซ็ปท์ ของงาน ซึ่ง คุณณรินณ์ทิพ เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการ “รวมสุดยอดโอกาสเพื่อ SME” เป็นงานแสดงสุดยอดธุรกิจแห่งปีที่จะสร้างยอดขายให้ SME ไทยได้มากที่สุด โดยรวมธุรกิจที่มี ความหลากหลายมากที่สุด หน่วยงานสนับสนุน SME มากที่สุด นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ และข้อมูลข่าวสารสำหรับ ผู้ประกอบการ SME มากที่สุด  แหล่งทำเลและช่องทางขายที่มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นหน้าต่างการค้าสู่ AEC และโลกออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกลางในการขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่ม ผู้ประกอบการ SME เป็นสื่อกลางในการกระจายนโยบายของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ SME และเป็นการสร้าง แรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการมองหาธุรกิจ
          งานในครั้งนี้ใช้พื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น 8 โซนหลัก ได้แก่ 1.) SME Supported Zone  โซนสำหรับ หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงินที่สนับสนุน SME รวมถึงหน่วยงานสนับสนุน SME ในภาคเอกชน 2.) IT Solution and Service Zone โซนสำหรับ ภาคเอกชนที่มีสินค้าหรือบริการสำหรับ SME ในโซนนี้จะได้พบกับ ไอทีโซลูชั่นและบริการสาหรับ SME ที่ครบวงจรที่สุด 3.) Coffee & Beverage Zone โซนสำหรับ กลุ่มธุรกิจกาแฟและเครื่องดื่ม กลุ่มผู้ผลิตและจัดจาหน่ายเมล็ดกาแฟ, เครื่องชงกาแฟและอุปกรณ์, ที่ปรึกษาด้านการประกอบ ธุรกิจกาแฟ รวมถึงแฟรนไชส์ร้านกาแฟชั้นนำหลากหลายแบรนด์  4.) Premium Brand Franchise Zone โซนสำหรับ ธุรกิจ แฟรนไชส์แบรนด์ใหญ่และไลเซ่นส์ทั้งในและต่างประเทศ 5.) Market Place Zone โซนสำหรับ โอกาสในการขยายธุรกิจสาหรับผู้ประกอบการ ธุรกิจที่ต้องการหาคู่ค้า-พันธมิตร เจ้าของทำเลทองหรือพื้นที่เช่าสาหรับค้าขาย  6.) Real Estate and Investment Zone โซนสำหรับ ธุรกิจคอนโด, ธุรกิจต้นไม้, ธุรกิจทองคำ ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน กลุ่มธุรกิจโบรกเกอร์ กลุ่มบริการตกแต่งบ้าน, ตกแต่งร้านค้า หน่วยงานบริหารสินทรัพย์  7.) Opportunities & Franchise Zone (มหกรรมชี้ช่องรวย) โซน   สำหรับแฟรนไชส์และโอกาสธุรกิจ สำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ เป็นพื้นที่เพื่อการแสดงและจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ SME ที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด กับ 6 หมวดธุรกิจ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม, ความงามและสุขภาพ, แฟชั่นและไลฟ์สไตล์, การศึกษา ไอทีและเทคโนโลยี, ค้าปลีกและบริการ, อุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับประกอบธุรกิจ  8) Activities โซนอบรมให้ความรู้ จะได้พบกับสุดยอด บุคคลดังในแวดวงธุรกิจหมุนเวียนมาให้ความรู้หลากหลายหัวข้อ สาหรับ SME ทุกระดับ ซึ่งถือว่าครอบคลุมในทุกภาคส่วนของธุรกิจ SME แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
          สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ SME การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับประเทศที่จะทำให้ทุกท่านมีโอกาส เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และประชาสัมพันธ์แบรนด์ของตนเองให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและได้ผล โดยพีเพิลมีเดียกรุ๊ป เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจจับจองพื้นที่ออกบูธในผ่าน Call Center 094-915-4624
          ในส่วนของผู้ที่กำลังมองหาอาชีพงาน Smart SME EXPO 2015 ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ SME และกลุ่มคนที่กำลังมองหาอาชีพ มองหาธุรกิจอย่างมาก เพราะท่านจะได้ทั้งความรู้ ได้เครือข่ายพันธมิตร และได้แรงบันดาลใจ เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดแห่งปีที่รวบรวม “สุดยอดโอกาสเพื่อ SME” ไว้อย่างครบครัน  และมากที่สุดที่เคยมีมา โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  สามารถติดตาม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook “ชี้ช่องรวย” และ Facrbook “Smart SME” หรือทางเว็บไซต์ www.ชี้ช่องรวย.com และ www.smartsme.tv หรือ โทร.0-2704-7958 หรือติดตาม Smart SME Channel Open Up Opportonity  ได้ทาง True 49, 570 True PSI 49 และกล่องรับสัญญาณระบบ C Band หรือชมทางสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน Smart SME หรือเว็บไซต์ www.smartsme.tv
ขอบคุณที่มา   http://www.smartsme.tv/news-detail.php?id=451

คลังระดมทุน 1 แสนล้านบาท ตั้ง “ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์” มีผลตอบแทนขั้นต่ำ

คลังระดมทุน 1 แสนล้านบาท ตั้ง “ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์” มีผลตอบแทนขั้นต่ำ

คลังเล็งคลอด “ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์” หวังระดมทุนแสนล้านบาท ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในปีหน้า พร้อมการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำเพื่อดูดนักลงทุนประเทศสถาบันทั้งในและต่างประเทศ “อภิศักดิ์” มั่นใจตลาดหุ้นปีหน้าสดใสกว่านี้ หลังรัฐบาลคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องการจัดตั้ง Thailand Future Fund มูลค่าขั้นต่ำ 100,000 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะเน้นขายหน่วยลงทุนให้แก่นักลงทุนประเภทสถาบันทั้งใน และต่างประเทศ ส่วนประชาชนทั่วไป หากมีความสนใจก็สามารถซื้อหน่วยลงทุนได้เหมือนนักลงทุนประเภทสถาบัน สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ระหว่างการศึกษา โดยมีหลักการว่าจะการันตีในเรื่องของผลตอบแทนขั้นต่ำ คล้ายๆกองทุนวายุภักษ์ เพื่อให้นักลงทุนประเภทสถาบันเช่นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และบริษัทประกันชีวิตเกิดความมั่นใจในเรื่องผลตอบแทนในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้อีกด้วย

“ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ เป็นเรื่องของการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่า ในปีหน้าจะมีการลงทุนในลักษณะดังกล่าวหลายโครงการและต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ในช่วงระหว่างการจัดตั้งกองทุนฯ ซึ่งยังไม่มีโครงการลงทุนเกิดขึ้น ผู้บริหารกองทุนฯก็สามารถนำเงินที่ระดมทุนไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดตราสารหนี้ ไปพลางๆก่อนได้ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนให้แก่ผู้ซื้อหน่วยลง ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ จะออกมาเป็นกฎหมาย เพื่อให้เกิดความ ชัดเจนอีกครั้ง”

ทั้งนี้ รัฐบาลได้พยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้มาแล้วค่อนข้างมาก ทำให้การลงทุนต่างๆที่จะเกิดขึ้น ไปกระจุกตัวอยู่ปีหน้า ไม่ว่าเมกะโปรเจกต์ต่างๆ และการส่งเสริมรายได้ให้กับประชาชนที่จะหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ จึงมองว่า ตลาดหุ้นไทยในปีหน้า จะดีขึ้นกว่าปีนี้แน่นอน เพราะเป็นการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของไทยซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 2.9% ของจีดีพี ส่งผลสะท้อนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น และทำให้นักลงทุนต่างสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วย อีกทั้งปัจจุบันตลาดหุ้นไทยได้พัฒนาและเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากกว่าในอดีต”

ดังนั้น การลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยตัวเลข 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนขยายตัวอยู่ในระดับ 2% ต่อปี ถือว่าน้อยไป ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตของไทยน้อยลงไปด้วย เพราะอดีตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เคยโต 7-10% นั้น การลงทุนของไทยโตประมาณ 20% ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจเติบโตได้ 3-4% เพราะไทยมีการลงทุนน้อย มาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ออกมาถือเป็นการจะช่วยปรับประสิทธิภาพการผลิตช่วยเรื่องการส่งออกได้ด้วย

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการขยายสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ในการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปอีก 3 ปี โดยจะสิ้นสุดในปี 2562 และต้องถือครองให้ครบ 5 ปีเต็ม เนื่องจากต้องการให้นักลงทุนมีระยะเวลาที่สามารถปรับตัวได้ หลังจากปัจจุบันตลาดทุนไทยมีการเติบโตสูง โดยมีมูลค่าตลาดมากกว่า 14 ล้านล้านบาท สูงกว่าตลาดเงิน เช่น สถาบันการเงินส่งผลให้มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น โดยมองว่าในอนาคต ไม่มีความจำเป็นในการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งควรนำเงินไปช่วยกลุ่มประชารัฐ หรือที่กลุ่มมีความอ่อนแอมากกว่า

ส่วนกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นายกรัฐมนตรี ต้องการนำเงินจากการประมูล 4 จี ไปใช้ก่อสร้างบ้านให้แก่คนที่มีรายได้น้อยนั้น รมว.คลัง กล่าวว่า สามารถทำได้ แต่ในหลักการจีต้องนำเงินส่งเข้าคลังก่อน แต่เนื่องจากจำนวนเงินมีมากกว่าที่คาด รัฐบาลก็สามารถนำเงินส่วนที่เกินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และสังคมได้ ซึ่งอาจจะมีการจัดสรรเงินไปสร้างบ้านให้แก่คนที่มีรายได้น้อย และยังนำไปลงทุนเพื่อพัฒนาระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ National E-payment เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินในประเทศก็ได้

ด้านนายประกิต บุณยัษฐิติ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้หารือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อปรับหลักเกณฑ์เพื่อเอื้อให้บริษัทรัฐวิสาหกิจมีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น เพราะรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง และมีสัญญาสัมปทานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล หากสินทรัพย์ที่นำมาจัดตั้งยังไม่มีกำไรที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน อาจทำให้นักลงทุนไม่สนใจ ภาครัฐจึงต้องมีการการันตีผลตอบแทน แต่หากสินทรัพย์ที่นำมาจัดตั้งกองทุนมีรายได้และสร้างผลตอบแทนที่ดีก็จะดึงดูดนักลงทุนให้เข้าลงทุน ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า กองทุนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ดี จากที่จะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ และเหมาะกับประชาชนที่เพิ่งเริ่มลงทุน

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/540657

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 100 รูปพรรณขายบาทละ 18,850

EyWwB5WU57MYnKOuXoiOizaeK6GXxBp4BC04b01kzGzmn4vBXA6Qlj

EyWwB5WU57MYnKOuXoiOizaeK6GXxBp4BC04b01kzGzmn4vBXA6Qlj

 

ทองไทยเปิดตลาดเช้าวันเสาร์ ร่วง 100 ทองแท่ง รับซื้อ 18,350 ขายบาทละ 18,450 รูปพรรณ รับซื้อ 18,085.88 ขายบาทละ 18,850…

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับลดลง 100 บาท โดยทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 18,350.00 ขายออกบาทละ 18,450.00 ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 18,085.88 ขายออกบาทละ 18,850.00

 

ขอบคุณที่มา   https://www.thairath.co.th/content/539142

นักธุรกิจแหยงไม่ลงทุน ‘บิ๊กตู่’ มึนตึ้บ!ช่วยทุกทางแต่ยังไร้ผล

EyWwB5WU57MYnKOuXoiNI6cNZ2wZXvaeixj6xKbBqqziQVOW2UnRyl

EyWwB5WU57MYnKOuXoiNI6cNZ2wZXvaeixj6xKbBqqziQVOW2UnRyl

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความกังวลในระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ถึงมาตรการส่งเสริมให้เอกชนเร่งการลงทุน จึงอยากให้เอกชนตัดสินใจลงทุนโดยเร็ว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งบีโอไอเห็นว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยนักลงทุนทุกวิถีทางแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่การตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งจากการพูดคุยกับนักลงทุน ส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการรอดูสถานการณ์

“นักลงทุนที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 57 และได้รับอนุมัติแล้ว 2,320 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 875,000 ล้านบาท แต่มีการลงทุนจริงน้อยเพียง 38% ของจำนวนโครงการทั้งหมดเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการสนับสนุนให้ภาคเอกชนเร่งเปิดโครงการทั้งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ทั่วไป ส่วนปี 58 ช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.ได้รับอนุมัติ 362 โครงการ วงเงินลงทุน 48,000 ล้านบาท โดยบีโอไอคาดว่าในปี 59 จะมีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอยังได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมอีก 15 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 37,516 ล้านบาท อาทิ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผลิตไข่ไก่และไก่รุ่นวงเงินลงทุน 6,439 ล้านบาท และบริษัท สยามเคเบิล โฮลดิ้ง จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เงินลงทุน 6,500 ล้านบาท เป็นต้น”.

 

ขอบคุณที่มา   https://www.thairath.co.th/content/539887

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง หลังรายงานประชุมเฟดชี้ อาจขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.

EyWwB5WU57MYnKOuYBnjKMQ0xfYfsLRQH8pPWCtZlRcS4lvSz0AJ0A

EyWwB5WU57MYnKOuYBnjKMQ0xfYfsLRQH8pPWCtZlRcS4lvSz0AJ0A

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพุธ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุในรายงานการประชุมฉบับล่าสุดว่า อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในเดือน ธ.ค. เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 247.66 จุด หรือ 1.42% ปิดที่ 17737.16 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 33.14 จุด หรือ 1.62% ปิดที่ 2083.58 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 89.18 จุด หรือ 1.79% ปิดที่ 5075.20 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ในวันพุธอยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยเพิ่มขึ้นในช่วงแรกจากรายงานของธนาคาร โกลด์แมนแซคส์ ที่ระบุว่า บริษัท แอปเปิล จะทำได้สูงมาก จากการรวมไอโฟนเข้ากับบริการวิดีโอสตรีมมิง และบริการอื่นๆ ทำให้หุ้นแอปเปิลเพิ่มขึ้น 3.2%

หุ้นสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นอีก หลังจากรายงานการประชุมของ คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำวันที่ 27-28 ต.ค. แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คาดหวังจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในเดือน ธ.ค.

 

ขอบคุณที่มา   https://www.thairath.co.th/content/540399

1 2 3 4 5