กองทุนหมู่บ้านแห่กู้แบงก์รัฐ สทบ.ปลื้มสมาชิก 80% ลงทุนการเกษตร

EyWwB5WU57MYnKOuYBpNRQrFX8n6QJlLXzghiyfma5ePJnX16DxvoX

กองทุนหมู่บ้านแห่กู้แบงก์รัฐ สทบ.ปลื้มสมาชิก 80% ลงทุนการเกษตร

สมาชิกกองทุนหมู่บ้านแห่กู้เงิน 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ทะลุ 73% หรือ 46,166 ล้านบาท เกินความคาดหมาย ด้าน “สทบ.” เผยสมาชิกกู้เงินไปประกอบอาชีพเกษตรสูงถึง 80% เล็งยกระดับกองทุนเกรดซีและดีที่ฟื้นฟูแล้ว รับเงินรัฐอีก 1 ล้านบาท เป็นก้อนที่ 2 ก่อนที่กู้เงินแบงก์รัฐ

นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชน เมืองแห่งชาติ ที่มีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมได้รับทราบโครงการเงินกู้ 40,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไว้ตั้งแต่ช่วงที่นายสมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง ปรากฏว่า มีกองทุน หมู่บ้านเสนอขอกู้มา 8,091 กองทุน เป็นวงเงิน 11,160 ล้านบาท ขณะที่วงเงินกู้ก้อนใหม่ 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ที่ ครม.อนุมัติในช่วงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กองทุนหมู่บ้านเสนอขอกู้มา 50,050 กองทุน คิดเป็น 83% โดยอนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 46,166 ล้านบาท คิดเป็น 77% ของวงเงินทั้งสิ้น

“วงเงินที่อนุมัติไปแล้วนั้น กองทุนหมู่บ้านได้นำไปปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกทั้งหมด 2,893,351 ราย เฉลี่ยรายละ 15,000-20,000 บาท โดยนำเงิน ไปประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกร 80% อาชีพค้าขาย 15% และประกอบอาชีพอื่น 5% ซึ่งการขออนุมัติเงินกู้ดังกล่าวถือว่ารวดเร็วเกินความคาดหมาย ซึ่งในเบื้องต้นคิดว่าจะไม่ถึง 50% อย่างไรก็ตาม มาถึง ณ ขณะนี้ก็เริ่มที่จะช้าบ้างแล้ว คงต้องรอดูช่วงเดือน ธ.ค.ว่าจะเป็นอย่างไร”

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้อนุมัติการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านที่จะได้รับเงินล้านที่ 2 จากรัฐบาล เพิ่มเติมอีก 2,475 กองทุนเป็นวงเงิน 2,475 ล้านบาท และมีการโอนเงินให้กับกองทุนใหม่อีก 2 แห่ง รวม 2 ล้านบาท ที่เพิ่งตั้งและประกาศเป็นชุมชนใหม่ ในจังหวัดนนทบุรีและสมุทรสาคร รวมทั้งได้มีการพิจารณาเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับกองทุนที่มีการจัดทำแผนฟื้นฟูเพื่อให้ได้รับเงินล้านที่ 2 ซึ่งแผนฟื้นฟูได้จัดทำมาแล้ว 3 เดือน จบไปเมื่อวันที่ 16 พ.ย. แต่ยังต้องมี ขั้นตอนของแผนปฏิบัติการ ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาบ้างที่ประชุมจึงอนุมัติให้เวลาในการจัดทำแผนปฏิบัติการอีก 3 เดือนระหว่าง ธ.ค.58-ก.พ.59 สำหรับ 16,091 กองทุนที่เหลือ ซึ่งจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการพร้อมกับการจัดอบรมพิเศษไปพร้อมกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จไม่ต่ำกว่า 50% ให้ได้รับเงินเพิ่มทุน

นอกจากนี้ มีข้อเสนอของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มซีและดี ซึ่งแต่เดิมวงเงินกู้ 60,000 ล้านบาท อัตราดอก เบี้ย 0% จะให้กู้เฉพาะกองทุนที่บริหารดีในระดับเอและบีเท่านั้น ขณะนี้กลุ่มซีและดี ได้รับการประเมินว่า ได้มีการพัฒนาเทียบเท่ากลุ่มเอและบีแล้ว 6,859 กองทุน จึงอยากมีส่วนร่วมในวงเงินกู้ด้วย แต่ในเรื่องนี้ สทบ.ต้องนำไปหารือกระทรวงการคลังอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร และมีความเหมาะสมหรือไม่

“หากกระทรวงการคลังเห็นชอบด้วย ก็ยังไม่แน่ใจว่าวงเงิน 60,000 ล้านบาท จะเหลือเท่าไหร่ หรือต้องเพิ่มวงเงินกู้อีกหรือไม่ แต่เท่าที่หารือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า สามารถรับได้ แต่มีเงื่อนไขว่า กองทุนที่จะต้องผ่านหลักเกณฑ์และได้รับเงินล้านที่ 2 แล้วเท่านั้น คือผ่านการเพิ่มทุนในระดับที่เรียกว่ามีความเข้มแข็ง และมีผลการประเมินผ่านมา 3 ปีแล้ว รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำแผนฟื้นฟูมาส่งและจะต้องให้ธนาคารรับรองอีกด้วย เพราะเป็นเจ้าหนี้ที่ย่อมรู้ดีว่าลูกค้าเป็นคนอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อน”

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาวงเงินกู้ 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ว่ากองทุนหมู่บ้านต่างๆไม่มีค่าบริหารจัดการ เนื่องจากกู้เงินจากธนาคารมา 0% และปล่อยกู้ให้กับสมาชิก 0% จึงมีการหารือว่า จะนำเงินส่วนใดมาใช้บริหารจัดการได้ ซึ่งได้มีข้อเสนอให้นำเงินประกันความ เสี่ยงที่แต่ละกองทุนสะสมมาจากระเบียบเดิมในสัดส่วน 5-10% ของวงเงินที่ปล่อยกู้ นำมาใช้ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นมติที่ประชุมของสมาชิก ไม่ใช่เพียงมติของคณะกรรมการเป็นผู้เห็นชอบ แต่ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุป โดยให้ตัวแทนกองทุนหมู่บ้านไปหารือกับเครือข่ายให้เกิดความชัดเจนก่อน ถ้าได้ข้อสรุปอย่างไรให้นำเสนอ สทบ.เพื่อพิจารณาให้เกิดความรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับยอดการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านของธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. วงเงิน 60,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% นั้น ล่าสุด ธ.ก.ส.ปล่อยกู้หมดแล้ว 30,000 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารออมสินปล่อยกู้ไปแล้ว 25,000 ล้านบาท ยังเหลือ อีก 5,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะปล่อยกู้ได้ครบทั้งหมด 30,000 ล้านบาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/542005

ทองไทยเปิดตลาด ปรับลด 2 ครั้ง รวม 150 รูปพรรณขายบาทละ 18,600

EyWwB5WU57MYnKOuYBmaNGPgB4CFbqchgZ9uG1V3S4nkr71rvjG5Lh

532417-01

ทองไทยเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ปรับลด 2 ครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกัน ลดรวม 150 ส่งผลให้ ทองแท่ง รับซื้อ 18,100 ขายบาทละ 18,200 รูปพรรณ รับซื้อ 17,843.32 ขายบาทละ 18,600…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ปรับลดลง 100 บาท โดยทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 18,150.00 ขายออกบาทละ 18,250.00 ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 17,888.80 ขายออกบาทละ 18,650.00

จากนั้น ในเวลา 09.33 น. ได้เปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่ 2 ปรับลดลงอีก 50 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 18,100.00 ขายออกบาทละ 18,200.00 ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 17,843.32 ขายออกบาทละ 18,600.00

 

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/541289

ราคาน้ำมันขึ้น หนุนหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก

fcf383f1e7b26b1b307b7f3362d

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauwqkzAvGS7bo6ovs2NROIy8YdczExTtGZz

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบๆในแดนบวกเมื่อวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม หลังราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น จากเหตุการณ์ตุรกียิงเครื่องบินรบรัสเซียตก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขาย วันที่ 24 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 19.51 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 17812.19 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 2.55 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 2089.14 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 0.33 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 5102.81 จุด

บริษัทในกลุ่มปิโตรเลียมยักษ์ใหญ่อย่าง เอ็กซ์ซอนโมบิล หุ้นเพิ่ม 2.0% ขณะที่รายเล็กอย่าง อาปาเช เพิ่มขึ้น 4.2% หลังจากสงครามน้ำลายระหว่างตุรกีและรัสเซีย กรณีเครื่องบินรบรัสเซียถูกตุรกียิงตก เพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ใหม่ จาก 1.5% เป็น 2.1% แต่ในขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ คอนเฟอร์เรนซ์ บอร์ด (Conference Board) ประจำเดือน พ.ย. กลับลดลงเหลือ 90.4 จุด โดยสาเหตุหลักมาจากผู้บริโภคไม่มั่นใจในตลาดแรงงาน

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/541776

ความเสี่ยงเศรษฐกิจรุมเร้า! ส่งออกยังหัวทิ่ม-กนง.จ่อปรับลดคาดการณ์จีดีพี

EyWwB5WU57MYnKOuFqWxNsFbQxSS3GrcVTd0FeXOekzCBLG1VYjlIq

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauuCqS9joAKNemtJQRmbXh1PP6A5PBlTh4j

กรรมการ กนง. เผยเศรษฐกิจจีนและเอเชียที่ยังชะลอตัว และปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่มีผลให้ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ทั้งปีนี้และปีหน้า ระบุยังไม่วางใจปัญหาดอกเบี้ยต่ำนานผิดธรรมชาติ ถึงจุดหนึ่งควรทยอยปรับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การส่งออกเดือน ต.ค.ติดลบหนักสุดในรอบปี รวม 10 เดือนปีนี้ ส่งออกติดลบแล้ว 5.32%

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมีมากขึ้นทั้งเรื่องการชะลอตัวเศรษฐกิจจีนและเอเชีย ปัญหาภัยแล้งที่มีผลต่อราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ จึงระบุชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้นและประมาณการเศรษฐกิจไทยเคยประเมินไว้ครั้งก่อนก็ไม่เป็นไปตามประกาศไว้ จึงอาจมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 58 และปี 59 ใหม่

อย่างไรก็ตาม กนง.จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยทุก 3 เดือน ซึ่งจะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการในรายงานนโยบายการเงินวันที่ 25 ธ.ค.นี้ และในวันที่ 16 ธ.ค.นี้จะมีการประชุมบอร์ด กนง. เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายและข้อมูลเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ในประมาณการเศรษฐกิจเดือน ก.ย.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.7% ในปีนี้และปีหน้าอยู่ที่ 3.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.9% และ 1.2% ในปีนี้และปีหน้า ส่วนส่งออกคาดว่าปีนี้จะหดตัว 5% และปีหน้า 1.2%

ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้เผยแพร่รายงานการประชุม กนง.ในวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งครั้งนั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ระบุว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งมีผลต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 59 อยู่ต่ำกว่าประมาณการกรณีฐาน

ส่วนประเด็นอัตราดอกเบี้ยต่ำมานาน อาจ ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรช่องทางต่างๆ เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชัดเจนว่ามีปัญหา แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะดอกเบี้ยต่ำนานอาจสะสมความเสี่ยงได้ ฉะนั้น บอร์ด กนง.สั่งจับตาและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด “ดอกเบี้ยนโยบายต่ำมาเป็นเวลานานผิดธรรมชาติ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ทยอยปรับเพื่อให้เป็นไปตามปกติ เหมือนดอกเบี้ยสหรัฐฯที่อยู่ระดับ 0% มานานก็ต้องทยอยปรับสู่ธรรมชาติเช่นกัน แต่ต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นด้วย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจขยายตัวระดับปกติและภาวะการเงินปรับสู่ภาวะปกติด้วย”

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์เปิดเผยการส่งออกเดือน ต.ค.58 มีมูลค่า 18,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 8.11% เทียบกับ ต.ค. 57 เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และติดลบหนักสุดในรอบปีนี้ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,400 ล้านเหรียญฯลดลง 18.21% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 2,100 ล้านเหรียญฯ สำหรับการส่งออก 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 58 มีมูลค่า 180,000 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.32% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้า 10 เดือน มีมูลค่า 170,000 ล้านเหรียญฯ ลดลง 11.27% ทำให้ไทยยังเกินดุลการค้า 9,859 ล้านเหรียญฯ

สาเหตุการส่งออก ต.ค.ติดลบหนักสุดในรอบปีนี้ เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยจากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าการส่งออกของโลกทั้งปี 58 จะหดตัวถึง 11.17% และปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 58 อยู่ที่ 3.1% เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินปี 52 และเป็นระดับที่ต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกปี 57 ที่ขยายตัว 3.4% รวมถึงสถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกหดตัวสูง ส่งผลให้การนำเข้าของทุกประเทศทั่วโลกหดตัว โดยเฉพาะการนำเข้าช่วง 9 เดือนของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น นำเข้าลด 20.6% จีนลด 18.8% ฝรั่งเศสลด 17.3% เกาหลีใต้ลด 16.6% สหรัฐฯ ลด 3.9% เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกชะลอลงต่อเนื่อง และไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดย ต.ค. 58 ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบลดลง 46.3% กระทบต่อมูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีทิศทางลดลงและราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวลงโดย 10 เดือนที่ผ่านมา ราคาข้าวลดลง 10.3% ยางพาราลดลง 19.8% และน้ำตาลลดลง 7.8% “อีกสาเหตุที่ส่งออก ต.ค.ติดลบหนัก มาจากการส่งออก ต.ค.ปี 57 มีอัตราการขยายตัวสูงผิดปกติ เนื่องจากช่วงต้นปี 57 เกิดความไม่สงบทางการเมือง ทำให้การส่งออกอัดอั้น และมาเพิ่มสูงขึ้นช่วงปลายปี”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายส่งออกทั้งปี 58 ติดลบ 3% ซึ่งการส่งออกช่วง 2 เดือนสุดท้าย คือ พ.ย.-ธ.ค.ต้องได้อย่างต่ำเดือนละ 19,000-20,000 ล้านเหรียญ ถึงจะเป็นไปตามเป้าหากดูตัวเลขการส่งออกในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ยังขยายตัวได้ดีอยู่ ส่วนปี 59 ยังไม่ได้ประเมิน แต่ยืนยันว่ามีทิศทางดีขึ้นแน่นอน.

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/541761

รับเทศกาลลอยกระทง

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauuDw0GhvScfuKXH91BJ2H8KeXRykQEOgha

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauuDw0GhvScfuKXH91BJ2H8KeXRykQEOgha

รับเทศกาลลอยกระทง

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้รายงานให้ ครม.รับทราบถึงมาตรการความพร้อมหน่วยงานในสังกัดคมนาคม ในช่วงเทศกาลลอยกระทงว่า ในลำน้ำแม่น้ำเจ้าพระยามีท่าเรือที่ให้บริการตั้งแต่สะพานพระราม 7-สะพานพระราม 9 ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร มีท่าเรือให้บริการประชาชนเพื่อสัญจรในแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 31 ท่าเรือ มีท่าเรือที่ปิดให้บริการ 7 ท่าเรือและปรับปรุงท่าเทียบเรือ 24 ท่าเรือ

“ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยกว่า 200 คน รวมถึงกรมเจ้าท่ามีเรือตรวจการณ์คอยช่วยเหลืออีกกว่า 14 ลำ เจ็ตสกีที่วิ่งตรวจตราความเรียบร้อยในแม่น้ำอีก 4 ลำ ในส่วนของการให้บริการรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.ได้ให้บริการรถเมล์ฟรีกว่า 29 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน ส่วนการให้บริการจราจรทางอากาศนั้น ขณะนี้ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการร้านค้าในบริเวณรัศมีรอบสนามบิน 5 กิโลเมตร ห้ามปล่อยโคมลอย โคมควันในวันลอยกระทงเด็ดขาดแล้ว”

ด้านนายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า หรือ จท. กล่าวว่า วันลอยกระทง 25 พ.ย.นี้ ได้แจ้งให้การเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาให้บริการเดินเรือตามปกติ โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 05.50-20.00 น. และเพื่อร่วมสนับสนุนเทศกาลลอยกระทง เรือด่วนเจ้าพระยา จะเปิดให้บริการฟรี งานสีสันแห่งสายน้ำในเส้นทางยอดพิมาน-ไปวัดต่างๆ-เอเชียทีคให้บริการตั้งแต่เวลา 16.00-23.00 น.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/541763

“ซิโนไทย-ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง”ชนะประมูล คว้างานก่อสร้างรถไฟทางคู่สายแรก!

7731-1

EyWwB5WU57MYnKOuYBnicBM7bmXhFXmm66VZ9BF0af3Y3DPDCS013i

นายกมล ตั้งกิจเจริญชัย รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.ได้มีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีอ๊อกชั่น) หาผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย วงเงิน 10,524 ล้านบาทไปแล้ว แบ่งออกเป็น 2 สัญญา สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบัวใหญ่-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง วงเงินค่าก่อสร้าง 9,926 ล้านบาท และสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ พร้อมอุโมงค์รถไฟ ค่าก่อสร้าง 598 ล้านบาท ขณะที่เส้นทางจิระ-ขอนแก่น จะมีการประกวดราคาต้นเดือน ธ.ค.58

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า ในสัญญาที่ 1 มีเอกชนร่วมประมูล 6 ราย ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย บริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอ็นจิเนียริ่ง กลุ่มกิจการร่วมค้าทีซี จอยต์เวนเจอร์ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และกลุ่มกิจการร่วมค้าซีเคซีเอช โดยบริษัทที่เสนอราคาต่ำที่สุด คือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เสนอราคา 9,825 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 1% หรือ 101 ล้านบาท ส่วนสัญญา 2 มีเอกชนร่วมประมูล 4 ราย ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย กลุ่มกิจการร่วมค้าทีซี จอยต์เวนเจอร์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ และบริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง โดยบริษัทไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง เสนอราคาต่ำสุด 407 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 32% หรือ 191 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/540651

พาณิชย์เดินหน้าประมูลข้าวเน่า3.7หมื่นตัน-ซอร์เวเยอร์ยื่นค้าน

193838252-1-10-55-03

EyWwB5WU57MYnKOuYBmasiQ6khaKgj6jBdg18TyZ8R9PXlOrALlmEV

ผู้ประกอบการแห่ฟังการชี้แจงประมูลข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม3.74 หมื่นตัน ‘พาณิชย์’ ยันมีระบบตรวจสอบป้องกันข้าวหลุดรอดกลับเข้าสู่ตลาดบริโภค ด้านเซอร์เวเยอร์บุกค้าน หวั่นรัฐเสียหายเพราะมีข้าวดีปนอยู่ด้วย…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.58 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการชี้แจงเงื่อนไขการประมูลข้าวสู่ภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1 ปริมาณ 37,412 ตัน โดยมีผู้ประกอบการจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แสดงความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งการประมูลครั้งนี้ กำหนดชัดเจนว่าข้าวที่ประมูลต้องนำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น และมีมาตรการป้องกันไม่ให้กลับเข้าสู่ตลาดบริโภคของคนและสัตว์ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบต่อราคาข้าวในตลาดปกติ

นางดวงพร กล่าวว่า ได้กำหนดระบบการติดตามและตรวจสอบชัดเจน โดยข้าวที่ประมูลไป จะมีการซีลแน่นหนา และในการขนส่งก็จะมีระบบจีพีเอสติดตามว่า ข้าวที่ออกจากโกดังไปแล้ว เดินทางไปสู่ภาคอุตสาหกรรมตามที่ระบุไว้หรือไม่ และเมื่อข้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว ก็จะมีการส่งทีมเข้าไปตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวหลุดรอดเข้าสู่ระบบปกติ มั่นใจว่าสามารถควบคุมได้

ทั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบหลักฐานในวันที่ 30 พ.ย.58 โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และเมื่อตรวจสอบเสร็จแล้ว จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 1 ธ.ค.58 และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในวันเดียวกัน จากนั้นจะเปิดซองราคา สำหรับราคาในการประมูลข้าวตกเกรดนั้น มีคณะทำงานประเมินราคา และได้กำหนดราคามาตรฐานไว้แล้ว โดยพิจารณาจากราคาวัตถุดิบของแต่ละอุตสาหกรรมใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา มั่นใจว่ารัฐจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจำหน่ายข้าวในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน นางมลฑาทิพย์ ไวยะวรรณะ นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย(ซอร์เวเยอร์) พร้อมด้วยบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการเปิดประมูลข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยขอให้ชะลอการเปิดประมูลออกไปก่อน เพื่อให้ตรวจสอบคุณภาพข้าวใหม่อีกครั้งให้ชัดเจนว่า เป็นข้าวเสียทั้งหมด หรือมีข้าวคุณภาพดีปะปนอยู่หรือไม่ เพื่อไม่ให้รัฐขายข้าวในราคาต่ำ ซึ่งมีตัวแทนจากกรมการค้าต่างประเทศมารับหนังสือ

“ข้าวที่นำออกมาประมูลครั้งนี้ น่าจะมีข้าวดีปะปนอยู่กว่า 50% ของปริมาณข้าวทั้งหมด และเห็นควรให้มีการตรวจสอบซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าปกติ และถือเป็นการยื่นหนังสือขอให้ชะลอการระบายข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเป็นครั้งที่ 4 หลังจากยื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากกรมการค้าต่างประเทศ”นางมลฑาทิพย์ กล่าว.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/541461

ชงอนุมัติกองทุนเพิ่มขีดแข่งขัน “บิ๊กตู่” กล่อมต่างชาติลงทุน 10 อุตสาหกรรมใหม่

EyWwB5WU57MYnKOuXoiNI6cNZ2wZXvaeixj6xKbBqqziQVOW2UnRyl

EyWwB5WU57MYnKOuYBmabnvCqTVighHSjlWfhcrrgJ9SdVvn39hnUg

สศค.เผยชง ครม. วันนี้ (24 พ.ย.) ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อหนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเร่งออกพระราชกฤษฎีกา ยกเว้นภาษีเงินได้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ที่ทำงานในไทย ด้าน “บิ๊กตู่” กล่อมนักลงทุน 2,000 คน ลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย หลังเพิ่มสิทธิประโยชน์บีโอไอครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี
นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภายในงานสัมมนา “อนาคตไทย ก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ตลอดจนทูตจากประเทศต่างๆ หอการค้าต่างประเทศ ร่วม 2,000 คน ที่ศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ ว่า วันที่ 24 พ.ย. กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณารายละเอียดร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะนำเงินมาจากงบประมาณ รวมกับเงินส่วนเกินจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเงินจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

ส่วนการออกพระราชกฤษฎียกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในไทย อยู่ระหว่างการจัดทำ คาดว่าจะลดภาษี 0-15% ซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบและรับรองบุคคลนั้นๆ ก่อนที่จะมายื่นรายการภาษีประจำกับกรมสรรพากร โดยทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 16 พ.ย.58

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง “อนาคตไทย ก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์” ว่า รัฐบาลและบีโอไอได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ปี 2558-2564 เป็นการปรับเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เพื่อแก้ไขปรับปรุงการลงทุนในไทยที่เคยเติบโตเร็ว แต่วันนี้ล้าสมัยแล้ว เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพัฒนาตัวเอง ซึ่งได้ปรับสิทธิประโยชน์ให้มากขึ้นสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภท เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนที่ใช้การวิจัยและพัฒนา รวมถึงใช้นวัตกรรมใหม่ๆ

ทั้งนี้ ในปี 2558 มีภาคเอกชนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนและได้รับอนุมัติ 1,923 โครงการ วงเงินลงทุน 693,637 ล้านบาท หากเกิดการลงทุนได้ตามที่อนุมัติไปจะเป็นประโยชน์มหาศาลกับทั้งประเทศไทย และภาคเอกชนต่างประเทศที่มาลงทุน ทำให้รายได้จากการส่งออกสูงถึง 1.033 ล้านล้านบาท และหากมีการปรับโครสร้าง 1,900 โครงการ จะเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็น 790,000 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ 20 จังหวัดที่ได้ขอรับการส่งเสริม รวมเงินลงทุน 44,426 ล้านบาท และเกิดการลงทุนในภาคใต้ 7 โครงการ รวมวงเงิน 2,300 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้นักลงทุนและภาคเอกชนติดตามมาตรการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่าสับสนระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่เป็นคลัสเตอร์ โดยการออกสิทธิประโยชน์ทั้งหมดนี้เมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน สัดส่วนของการให้เท่าๆ กัน จึงขอให้นักลงทุนพิจารณาเลือกไทยบวกอีกหนึ่งประเทศเพื่อนบ้านในการเข้ามาลงทุนด้วย เพื่อให้การพัฒนาแข็งแรงไปพร้อมๆกัน แต่ถ้ามองไทยก่อนได้ก็ดี

นอกจากนี้ ยังขอให้กระทรวงวิทยาศาสตร์รวบรวมนักวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพราะจะได้ผลิตสินค้าที่ตรงกับความ ต้องการของประเทศ ไม่เช่นนั้นจะเกิดประโยชน์ไม่ได้ ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ทุนวิจัยเป็นแสนชิ้น แต่นำมาผลิตสินค้าได้ไม่ตรงความต้องการ “เรื่องของการลงทุน อย่ากังวลว่าผมจะอยู่หรือไม่อยู่ ผมจะเตรียม พร้อมเรื่องต่างๆที่จำเป็นไว้ให้ ซึ่งมาตรการนี้คงอยู่ระยะยาวไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การออกนโยบายส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอครั้งนี้ เป็นมาตรการจูงใจอย่างมาก ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังเตรียมออกนโยบายด้านภาษีจูงใจเพิ่มเติมในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถต่อยอดเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโน– โลยีชั้นสูง ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เสนอให้ ครม.ประกาศเพิ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10-15 ปี เพื่อช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 5,400 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือ 190,000 บาทต่อปี เป็น 12,400 เหรียญฯต่อปี หรือ 440,000 บาทต่อปี

ส่วนนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ประเภทกิจการที่ส่งเสริมการลงทุน แบ่งเป็นกลุ่มตามยุทธศาสตร์บีโอไอใหม่ที่ต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาขอรับส่งเสริม ส่วนนโยบายคลัสเตอร์จะเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศตามพื้นที่ที่กำหนด แต่ไม่ใช่ทุกรายจะได้สิทธิประโยชน์เท่ากันหมด ขึ้นอยู่กับพื้นที่เป้าหมาย และประเภทอุตสาหกรรม “อุตสาหกรรมอนาคต เช่น อากาศยาน บีโอไอก็ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด 8 ปีเท่านั้น แต่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เราอยากสนับสนุน ดังนั้น ต้องมาดูว่าจะเพิ่มมาตรการยังไงให้อีก ส่วนผู้ประกอบการที่จะขอรับส่งเสริมอากาศยานสามารถยื่นขอได้เลย เพราะน่าจะมีมาตรการอะไรที่เพิ่มเข้ามาอย่างแน่นอน”.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/541506

‘เอ็มเคกรุ๊ป’ เติมสีสัน ‘ลอนดอน สตรีท’ รับเทศกาลความสุขปลายปี

EyWwB5WU57MYnKOuYBmabSklSKtknH19gA8bf2HIWa8vGP5i6DQfOj

 

‘เอ็มเคกรุ๊ป’ เติมสีสัน ‘ลอนดอน สตรีท’ รับเทศกาลความสุขปลายปี

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข! เอ็มเค กรุ๊ป เนรมิต “ลอนดอน สตรีท Winter Market” เป็นแหล่งนัดพบสุดอินเทรนด์ ให้ช็อปปิ้งสินค้า-ชมโชว์พิเศษทุกสัปดาห์ เริ่มแล้ววันนี้ พร้อมชมพลุเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ 5 ธ.ค. และ 31 ธ.ค. 58…

ลอนดอน สตรีท ถนนพัฒนาการ เดินหน้าเนรมิต “London Street Winter Market” เป็นแหล่งนัดพบ “ชิม ช็อป แชะ” สุดชิคอินเทรนด์ เพื่อฉลองเทศกาลแห่งความสุข สุดอลังการสไตล์ลอนดอนเนอร์ โดยจะมีตลาดนัด Winter Market ที่รวมร้านค้าสุดเก๋มากมาย และ Net Idol มาร่วมแจม เฉพาะวันที่ 11-13 ธ.ค. และ 18-20 ธ.ค.นี้เท่านั้น

ทั้งนี้ ยังสามารถพบกับของขวัญชิ้นโต ที่จะเปล่งแสงระยิบระยับด้วยดวงไฟประดับประดานับแสนดวง รวมทั้ง ต้นคริสต์มาสยักษ์สูงกว่า 7 เมตร ซานตาคลอส ฝูงกวางเรนเดียร์ ลอนดอน อายส์ แบบ 3D อาร์ตในช่วงฤดูหนาว และตื่นตากับโชว์สุดพิเศษ Can Can dance, Samba dance และ Gatsby dance ที่จะมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสร้างความบันเทิงคึกคัก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่มการแสดง 5 ธ.ค. 2558-10 ม.ค. 2559

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2558 ประชาชนสามารถร่วมสดุดีจุดเทียนถวายพระพร และร่วมชมพลุเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุ 88 พรรษา อย่างยิ่งใหญ่ ณ ลอนดอน สตรีท รวมทั้ง ร่วมจุดพลุส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2558

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/541586

ร้านปลาร้าเงินล้าน ธุรกิจไม่ตามกระแส ความเสี่ยงน้อย กำไรงาม การันตีอร่อยชัวร์

p1

ปัจจุบันธุรกิจปลาร้า นับว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากมูลค่าของธุรกิจนี้ไม่น้อยอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยในด้านการผลิตนั้นเริ่มขยับจากธุรกิจในระดับครัวเรือน มาเป็นผู้ผลิตในขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งปลาร้ากลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจทั่วทุกภาค รวมทั้งการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่ง“ร้านปลาร้าเงินล้าน ช.วันดีตลาดไท”เป็นหนึ่งในธุรกิจปลาร้าที่สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ โดยสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนนับล้านบาทเลยทีเดียว

คุณพัชร์อริญ สายจันทร์ เจ้าของกิจการ ร้านปลาร้าเงินล้าน ช.วันดีตลาดไท เปิดเผยว่า เริ่มแรกเป็นธุรกิจของคุณแม่ ท่านมองว่าปลาร้าเป็นอาหารประเภทหนึ่งที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารสำเร็จรูปชนิดต่างๆ เพื่อรับประทานและจำหน่ายได้ เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องตามกระแส ไม่ต้องตามเทรนด์มีความเสี่ยงน้อย และไม่ต้องกังวลว่าถ้าสินค้าขายไม่หมดจะเน่า เสีย และไม่ต้องกังวลในเรื่องของการขาดทุนพอเริ่มขายก็มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้เราได้พัฒนาคุณภาพ และรสชาติของปลาร้าให้ไม่เหมือนใคร

p2

“โดยจุดเด่นของปลาร้า เงินล้าน ช.วันดี อยู่ที่คุณภาพของปลาร้าเพราะของเราเป็นปลาร้าที่มีคุณภาพดี สะอาด หอม รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ไม่มีรสชาติเปรี้ยว ราคาไม่แพง ซึ่งปลาร้าแต่ละชนิดเราจะแยกประเภทอย่างชัดเจน เช่น ปลาร้าต้มสำหรับทำส้มตำ ที่ร้านจะปรุงรสชาติเฉพาะส้มตำ โดยลูกค้าซื้อไปไม่ต้องยุ่งยากสามารถใส่ส้มตำได้ทันที รับรองเลยว่าแซ่บอีหลี นอกจากกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพแล้ว เรายังมีสินค้าที่เพียงพอต่อความต้องการลูกค้าในแต่ละวัน ซึ่งลูกค้าไม่ต้องกังวลในเรื่องของการสต็อกสินค้า”

คุณพัชร์อริญเผยอีกว่า ปัจจุบันร้านปลาร้าเงินล้าน ช.วันดีตลาดไท มีมากมายหลากหลายปลา ไม่ว่าจะเป็น ปลาร้าปลากะดี่ล้วน ปลาร้าปลารวม ปลาร้ารวมรำ ปลาร้าบด ปลาร้าสับ ซึ่งปลาร้าทุกชนิดที่เราขาย จะเป็นปลาร้าที่ได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก แต่ที่ได้รับความนิยมที่สุดจะเป็นปลาร้าต้มส้มตำ เนื่องจากได้รับการการันตีจากพ่อค้าแม่ค้าส้มตำว่าขายดี รสชาติอร่อยเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า โดยกลุ่มลูกค้าทางร้านจะมีหลายกลุ่มอาทิ กลุ่มพ่อค้า แม่ค้าที่รับไปขายต่อตามตลาดสด รถเร่ ตลาดนัด กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร กลุ่มพ่อบ้าน แม่บ้าน และกลุ่มประชาชนทั่วไป

p3

“โดยราคาเริ่มต้นขายปลีกหน้าร้านคือ กิโลกรัมละ 30 บาท แต่ถ้าหากเป็นราคาขายส่งยกปี๊บ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ปลาร้ารำรวม ปี๊บละ 300 บาท/20 กิโลกรัม ซึ่งจะได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 15 บาท เท่านั้น พ่อค้าแม่ค้าสามารถรับไปขายในกิโลกรัม 25-30 บาท ซึ่งจะได้กำไรเกือบเท่าตัว สำหรับยอดขายปลีกหน้าร้าน ต่อวัน 1,500-2,000 กิโลกรัมต่อวัน หรือ 10,500 -14,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ และมีออเดอร์สั่งไปประเทศดูไบ สัปดาห์ละ 500-1,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีประเทศ เยอรมัน นอร์เวย์ ด้วย ซึ่งยอดขายรวมในแต่ละเดือนจะอยู่ที่หลักล้านบาทเลยทีเดียว”

สำหรับช่องทางการตลาดของเรานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแบบปากต่อปาก เนื่องจากเรามีหน้าร้านเป็นแผงค้าอยู่ในตลาดไท เราขายปลาร้าที่มีคุณภาพ มีรสชาติที่หอมอร่อย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทำให้มีการบอกต่อ เพื่อให้มาซื้อปลาร้าที่ร้านของเราเรื่อยมา นอกจากขายหน้าร้านแล้วเรายังมีการประชาสัมพันธ์สื่อต่างๆ เช่น ทางวิทยุชุมชน นิตยสาร ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งทางร้านเรามี Facebook, Line, Website เพื่อให้ลูกค้าในกลุ่มได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเรามากยิ่งขึ้นและสามารถสั่งสินค้าเราได้ในทุกๆ สถานที่ ทุกจังหวัด ทางร้านเราบริการส่งทางไปรษณีย์ทั่วโลก และทั่วประเทศ

p4

คุณพัชร์อริญเผยอีกว่าในส่วนของทิศทางการตลาดนั้นเรามองว่าธุรกิจปลาร้ายังเป็นธุรกิจที่มีความต้องการสูง เนื่องจากปัจจุบันปลาร้าได้นำมาประกอบเป็นอาหารในระดับอุตสาหกรรมมากขึ้น อาหารที่ปรุงหรือประกอบด้วยปลาร้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาค โดยอาหารที่มีปลาร้าเป็นส่วนประกอบและได้รับความนิยม เช่น น้ำพริกปลาร้า ปลาร้าหลน ปลาร้าทรงเครื่อง ส้มตำ และปลาร้าทอด เป็นต้น

p6

สำหรับการแข่งขันนั้นในด้านธุรกิจปลาร้าไม่รุนแรงเหมือนธุรกิจอื่นๆ แต่ผู้บริโภคปัจจุบันมีความคาดหวังสูงมากในเรื่องของคุณภาพ และความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า ดังนั้นทางร้านจะต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยทางร้านได้มีการนำเสนอสินค้าปลาร้าให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค มีการสื่อสารทางการตลาดมากขึ้น โดยนำ Social Mediaมามีอิทธิพลมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าจดจำในแบรนด์ปลาร้าของเราได้ และเพื่อสะดวกรวดเร็วต่อความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน

ดังนั้นลูกค้าท่านใดที่กำลังมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว เราอยากให้ลองเปิดใจมองธุรกิจปลาร้า เพราะธุรกิจนี้มีความเสี่ยงน้อย สามารถขายทุกวัน ไม่ต้องตามกระแสไม่ตกเทรนด์ ซึ่งทางร้านเรามีขายทั้งราคาปลีกและราคาส่งตั้งแต่ 1 ปี๊บขึ้นไป สามารถขายได้กำไรกว่าเท่าตัว ลงทุนน้อยกำไรงาม หากสนใจติดต่อได้ที่ ตลาดไท ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ร้านปลาร้าเงินล้าน ช.วันดี ตลาดไท(ไม่มีสาขา) อยู่บนอาคารลานผักสด โซนปลาร้าของดอง ตลาดไท ตรงเข้ามาหลังสุด ร้านอยู่เกือบบล็อกสุดท้าย มีป้าย “ปลาร้าเงินล้าน ช.วันดี” กำกับไว้

 

ขอบคุณที่มา    http://money.sanook.com/332371/

1 2 3 4 5