‘สมคิด’ ลุยปฏิรูปการคลัง ผุดกองทุนนวัตกรรม-จัดระเบียบ 3 กรมภาษี

‘สมคิด’ ลุยปฏิรูปการคลัง ผุดกองทุนนวัตกรรม-จัดระเบียบ 3 กรมภาษี

“สมคิด” เดินหน้าปฏิรูปการคลัง ชงนโยบาย 6 ด้านให้กระทรวงการคลังให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ยันไม่เก็บภาษีเพิ่มและไม่เบียดเบียนคนยากจน พร้อมผุด “กองทุนนวัตกรรม” รัฐบาลร่วมลงขันเพิ่มแรงจูงใจดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ กระซิบ สคร.เลิกเป็นเสือกระดาษ ย้ำผู้แทนคลังต้องดูแลผลประโยชน์ชาติ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช. คลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีทุกกรมและผู้บริหารรวมกว่า 200 คนเข้าร่วมประชุมว่า การหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักทางด้านเศรษฐกิจเป็นหัวหอกในการปฏิรูปส่วนราชการโดยมีทั้งหมด 6 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

“การปฏิรูปกระทรวงการคลังในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการขึ้นภาษี แต่เป็นการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพราะในอดีต กระทรวงการคลังเคยมีการปฏิรูปมาแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่รัฐบาลชุดนี้เอาจริง และต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี โดยวันที่ 6 พ.ย.นี้ ข้าราชการกระทรวงการคลังทุกกรมต้องไปรายงานความคืบหน้าและนำสิ่งที่ตนเองจะทำในอนาคตอีก 1 ปีข้างหน้า รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบด้วยตนเอง”

สำหรับการมอบนโยบายในครั้งนี้ ได้เสนอ 6 เรื่องที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินการ ประกอบด้วย 1. การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเป็นธรรมโดยเน้นเรื่องการขยายฐานรายได้และจะไม่มีการเบียดเบียนคนยากจนอย่างแน่นอน 2. การอำนวยความสะดวกการลงทุน การทำธุรกิจและบริการของประชาชนโดยทุกหน่วยงานต้องไปพิจารณาว่า ทำอย่างไรจะอำนวยความสะดวกด้านบริการให้ดีขึ้น

3.การปฏิรูปตลาดเงินและตลาดทุนให้มีมาตรฐานและเชื่อมโยงตลาดหุ้นไทยกับประเทศต่างๆได้ เพราะในปัจจุบันตลาดหุ้นของไทยมีการเติบโตในระดับหนึ่งแต่ขาดการพัฒนาเพื่อยกระดับเทียบเท่าสากล ขณะที่ตลาดซื้อขายพันธบัตร หรือตราสารของไทยก็มีมูลค่ามหาศาล แต่ก็ขาดการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ หากจุดไหนมีปัญหา หรือมีความทับซ้อนก็ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว

4.การคลังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการลงทุนในกิจการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งบางครั้ง รัฐบาลอาจจะต้องร่วมลงทุนด้วยเช่น นักลงทุนต่างชาติ หรือนักลงทุนไทยต้องลงทุน 100 ส่วน รัฐบาลเองก็อาจใส่เงินของรัฐบาลบางส่วนเข้าไปเพื่อเป็นการสนับสนุน โดยเรื่องนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปดำ เนินการเหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กระทรวงการคลังเคยมีกองทุนเพื่อลงทุนในนวัตกรรมใหม่ แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีความคืบหน้า ส่วนวงเงินและรายละเอียด สศค.ต้องไปศึกษาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

5. การปฏิรูปภารกิจในกระทรวง ซึ่งประกอบด้วย 1. ระบบงานและข้อมูลของกรมบัญชีกลาง 2. กรมภาษีทั้ง 3 กรม ซึ่งประกอบด้วยกรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร 3.การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลังคือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจและสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งต่อไปนี้ต้อง ไม่ใช่เสือกระดาษ โดยเฉพาะผู้แทนที่กระทรวงการคลังแต่งตั้งเข้าไปเป็นกรรมการ (บอร์ด) ไม่ใช่เข้าไปนั่งกินเงินเดือนเฉยๆ แต่ต้องเข้าไปดูแลกิจการและบริการประชาชนด้วย และ 4. การสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของกรมธนารักษ์ ซึ่งในปัจจุบันมีที่ราชพัสดุอยู่มากมายก็ต้องนำมาบริหารและจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ 6. การคลังเพื่อสังคม เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถลงทุนในกิจการเพื่อสังคมโดยไม่มีภาระภาษี

“การมอบนโยบายให้กระทรวงการคลังในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้กระทรวงการคลังกำหนดเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน หลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่าที่จำเป็นออกไปหมดแล้ว และหากไม่มีความจำเป็นเพิ่มเติมจนถึงสิ้นปีนี้ ก็จะไม่มีมาตรการอื่นๆออกมาอีกแล้ว โดยมาตรการต่อไปจะเน้นเรื่องของการปฏิรูปและการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ”

นายสมคิดกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการสนับสนุนการลงทุนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งมาตรการนี้ จะช่วยให้เกิดการลงทุนภายในระยะเวลาที่รัฐบาลกำหนด โดย รมว.คลังได้พยายามทำอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ได้มอบให้กรมธนารักษ์ไปพิจารณาลดราคาค่าเช่าที่ราชพัสดุให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม โดยในเดือน ธ.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปพบนักลงทุนญี่ปุ่น หลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอได้ข้อสรุปที่ ชัดเจนในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/535797

“ประยุทธ์” พบ “ซีอีโอ” ฟื้นความเชื่อมั่น

ลั่น!ดันไทยเป้าหมายของนักลงทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้หารือกับภาคเอกชน หรือ “Prime Minister meet CEOs” ครั้งที่ 1 ประกอบด้วยตัวแทนบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือเอเอที กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทเอชจีเอสที บริษัทซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย บริษัท มิตซูบิชิ อิเล็กทริค คอนซูเมอร์ และบริษัทซัมซุง อิเล็กทริค ภายหลังการหารือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายก– รัฐมนตรี กล่าวว่า เอกชนที่เข้าพบนายกฯ ยินดีลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะซัมซุงที่เชื่อมั่นในไทย

อย่างไรก็ตามภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาเดิมๆ เช่น เรื่องไฟฟ้า ระบบคมนาคมขนส่ง และเรื่องภาษี ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหา และนายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจของเอกชน โดยสัปดาห์หน้านายกฯจะเป็นประธานการประชุมติดตามการอำนวยความสะดวกการดำเนินการธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งจะหารือร่วมกับภาคธุรกิจกลุ่มต่างๆที่มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมในสัปดาห์ต่อๆไปด้วย

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายโมะริคาซุ ชกคิ ประธานบริษัทและผู้บริหารบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ กล่าวกับนายกฯว่า มิตซูบิชิให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทย โดยไทยเป็นประเทศสำคัญเป็นลำดับสองรองจากญี่ปุ่นในด้านการผลิต และปีนี้มีแผนจะขยายการลงทุนในไทยอีก 33,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มิตซูบิชิเห็นว่า ความเคลื่อนไหวของเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนมีผลทางการค้า และไทยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้กรณีให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถทำธุรกรรมเป็นเงินเยนได้ อีกทั้งไทยจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน ทำให้ต้องเร่งเพิ่มคุณภาพแรงงานเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องเร่งผลิตบุคลากรที่มีฝีมือ เพื่อรองรับการขยายการลงทุนในอนาคต

ขณะเดียวกัน นายกฯยังกล่าวด้วยว่า ได้เร่งซ่อมแซมเส้นทางการขนส่งที่แออัดและชำรุด เพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ และเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อีกทั้งยังเร่งปรับโครงสร้างทางภาษีทั้งระบบ ซึ่งมิตซูบิชิได้ขอบคุณรัฐบาล ที่ติดตามข้อห่วงกังวล อันแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลในการสนับสนุนเอกชนต่างประเทศ จึงขอยืนยันจะเดินหน้าขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ด้านนายเทรเวอร์ เนกัส ประธานและผู้บริหารระดับสูงบริษัทออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และบริษัทมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตรถกระบะ 1 ตันนั้น แจ้งว่าเข้าใจสถานการณ์ของไทยและยังคงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพ โดยยืนยันที่จะเพิ่มการลงทุนในไทยอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี อยากให้รัฐบาลพัฒนาสาธารณูปโภค เพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุนให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันเส้นทางการขนส่งเริ่มแออัดและชำรุด โดยนายกฯกล่าวชี้แจงว่ารัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และย้ำว่ารัฐบาลจะยึดมั่นและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนต่างชาติ และขอให้นักลงทุนคิดถึงไทยเป็นอันดับแรก ขณะที่ผู้บริหารกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทย แต่แจ้งว่ามีอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งนายกฯได้แจ้งว่ารัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางและฐานการผลิตของอาเซียนได้.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/535026

“แกงมัสมั่น”เริ่มฮิตญี่ปุ่น! เว็บดังยกอร่อยที่สุดในโลก ′พาณิชย์′ชี้ช่องลงทุน

mon2310584

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้แกงมัสมั่นของไทยกำลังเป็นที่ชื่นชอบในตลาดญี่ปุ่น จากนโยบายผลักดันครัวไทยสู่ครัวโลก โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ โอซากา รายงานว่า ปัจจุบันแกงมัสมั่นเริ่มเป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่น ตั้งแต่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกจากเว็บไซต์ CNNGo.com ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2554

ซึ่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 บริษัท Ryohin Keikaku Co., Ltd. (แบรนด์Mujirushi Ryohin) ได้ออกผลิตภัณฑ์แกงมัสมั่น จึงทำให้กระแสความนิยมแกงมัสมั่นที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีรสชาติที่นุ่มนวล อีกทั้งกลิ่นหอมของถั่ว ประกอบกับความหวานกลมกล่อม ก็เป็นจุดเด่นที่ทำให้เป็นที่ถูกใจของชาวญี่ปุ่นทุกวัย จากผลการสำรวจของบริษัท S&B Foods Inc. พบว่าแกงที่ชาวญี่ปุ่นอยากลองทำเองที่บ้าน นอกจากแกงอินเดียแบบต่างๆ แล้ว แกงมัสมั่นก็ติดอันดับต้นๆ เช่นกัน

“ธุรกิจบริการร้านอาหารต่างๆ ได้นำแกงมัสมั่นมาเป็นหนึ่งในเมนูของร้าน ตลาดอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะประเภท Retort Pouch ในญี่ปุ่นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีอาหารประเภทแกงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญจากการที่ต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตจึงออกไปลงทุนหรือร่วมทุนกับผู้ผลิตในต่างประเทศ จุดนี้ยังคงเป็นโอกาสของผู้ผลิตไทยเนื่องจากผลิตภัณฑ์อาหารจากไทยได้รับการยอมรับในคุณภาพและมาตรฐาน นอกจากนั้น ตลาดอาหารแปรรูปโดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นในไทยก็ขยายตัวเช่นกัน”นางอภิรดี กล่าว

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกอาหารไทยไปญี่ปุ่นในช่วง 8 เดือน(มกราคม-สิงหาคม ปี 2558 มีมูลค่า 1,785.27 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 19.01% ซึ่งเหตุผลดังกล่าวอาจทำให้ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านอาหารไทยในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

 

ที่มา  http://money.sanook.com/326251/

เวียดนามเบียดไทยร่วงเวที

เวียดนามเบียดไทยร่วงเวที

อุตฯไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ระบุเวียดนามเบียดแซงไทยร่วงเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน แนะจับมือจีนผลิตสินค้าแบรนด์ไทยตีตลาดโลก พร้อมยกเว้นภาษีดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้าไทย คาดยอดขายรวมปีนี้ลดลง 3% ส่วนปีหน้าคาดขยายตัว 5%

นายวิษณุ ลิ่มวิบูลย์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มในอุตสาหกรรมกลุ่มไฟฟ้าฯว่า ปัจจุบันการแข่งขันในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้มีสูงมาก รวมทั้ง ประเทศคู่แข่งคือ เวียดนาม ได้ใช้ความได้เปรียบ ด้านต้นทุนแรงงานและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดึงดูดบริษัทชั้นนำต่างชาติ เช่น แอลจี และซัมซุง ย้ายฐานการผลิตโทรทัศน์ออกจากไทย รวมทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ที่ได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนามมากขึ้น ทำให้ในปีนี้เวียดนามมีตัวเลขการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แซงหน้าไทยเป็นปีแรก ทำให้ไทยร่วงจากอันดับ 3 ของอาเซียนมาอยู่ในอันดับ 4 โดยอันดับ 1. ยังคงเป็นประเทศสิงคโปร์ 2. มาเลเซีย 3.เวียดนาม และ 4. ไทย

ทั้งนี้ แนวทางการฟื้นฟูอุตสาหกรรมดังกล่าว ก็คือการเร่งสร้างแบรนด์ไทยให้เข้มแข็ง และฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิตโทรทัศน์ดิจิตอลให้กลับมาผลิตในไทย เพราะเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง เบื้องต้นผู้ผลิตแบรนด์ไทยหลายราย ได้เริ่มคุยกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากจีน ในการนำชิ้นส่วนเหล่านี้เข้ามาผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก โดยอาศัยความได้เปรียบของแบรนด์ที่ผลิตจากประเทศไทย จะได้รับความเชื่อถือในตลาดโลกมากกว่าแบรนด์ของจีน “เจ้าของแบรนด์คนไทยต้องควบคุมคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังมีเป้าหมายที่จะใช้สิทธิเขตการค้าเสรีที่ไทยได้ลงนามกับประเทศต่างๆ โดย เฉพาะจีนและอาเซียน เพื่อส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดอินเดียที่มีประชากรกว่า 1 พันล้านคน และอาเซียนกว่า 500 ล้านคน”

ทั้งนี้ ปัญหาหลักของการส่งสินค้าภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี ได้กำหนดโลคัลคอนเทนต์ หรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทยจะต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 40% แต่ในปัจจุบันโลคัลคอนเทนต์ของไทยมี 30% จึงต้องเร่งปรับปรุงให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยให้ได้ตามที่กำหนด จึงจะ
ได้รับสิทธิตามกรอบเอฟทีเอได้

นอกจากนี้ การที่ไทยจะยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ให้ขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกได้ จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้า มาช่วยให้คำปรึกษา ฝึกอบรมในเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายร้อยคน โดยภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลออกประกาศยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเหล่านี้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งหากรัฐบาลให้ความช่วยเหลือในด้านนี้ ก็มั่นใจว่าสินค้าไทยสู้กับสินค้าเกาหลีได้อย่างแน่นอน เพราะเทคโนโลยีการผลิตต่างๆสามารถพัฒนาตามกันได้ไม่ยาก แต่ในเรื่องของทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร จะต้องใช้เวลาในการพัฒนา จึงต้องเร่งดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

นายวิษณุ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวขึ้นบ้าง จากการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านทีวีระบบอนาล็อกมาสู่ดิจิตอล ส่วนในปีหน้าคาดว่า ยอดขายจะดีขึ้นอย่างแน่นอน จากการขยายตัวของคอนโดมิเนียม และที่อยู่อาศัยตามมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทำให้มียอดการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และทีวีดิจิตอลเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5%

ด้านนายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มการส่งออกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2558 คาดปรับตัวลดลงราว 3% เทียบกับปีก่อน จากการปรับตัวลดลงของสินค้าไฟฟ้า 3.2% และการลดลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 2.9% เนื่องจากตลาดส่งออกหลัก เช่น สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น

โดยยอดส่งออกสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 8 เดือนแรกปี 2558 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่า 35,776 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 1.8% เทียบช่วงเดียวกับปีก่อน โดยอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ปรับตัวลดลง 3.34% เครื่องซักผ้า ลดลง 1.45% และเครื่องปรับอากาศลดลง 1.28% จากตลาดส่งออกหลักยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนนำเข้าสินค้าจากไทยรวมกันถึง 23%

ขณะนี้ สถาบันฯอยู่ระหว่างการเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5 ปี ให้กับคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) พิจารณา ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญจะกำหนดโปรดักส์แชมเปี้ยนใหม่ของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ฉลาด ต่อเชื่อมเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ มีฟังก์ชั่นตอบสนองต่อความต้องการได้หลากหลาย, ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง, สมาร์ทโฮม หรือบ้านอัจฉริยะ และสมาร์ทกริด เพื่อลดการใช้พลังงานภายในครัวเรือน

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/534020

จับตาครม.วันนี้ ไฟเขียวแผนอุ้ม SME เฟส 2-แหล่งทุนโครงสร้างพื้นฐาน

จับตาครม.วันนี้ ไฟเขียวแผนอุ้ม SME เฟส 2-แหล่งทุนโครงสร้างพื้นฐาน

จับตาประชุมครม. 20 ต.ค. ไฟเขียวมาตรการช่วยเอสเอ็มอี เฟส 2 ส่วนคมนาคม ชง หาแหล่งเงินทุนโครงสร้างพื้นฐาน 19 โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดทางเอกชนร่วมลงทุน…

ในการประชุมครม.วันที่ 20 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมตามปกติ โดยก่อนประชุมครม. กระทรวงวัฒนธรรมจะนำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรม เนื่องในปีรณรงค์ความเป็นไทย ที่บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับวาระการประชุมครม.ที่น่าสนใจ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะที่ 2 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม การช่วยเหลือฟื้นฟูเอสเอ็มอีด้วยการปรับแผนธุรกิจ และการส่งเสริมกลุ่มผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ (สตาร์ทอัพ) ตั้งเป้าให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ปีละ 10,000 ราย กระทั่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการจากรายเล็กไปสู่ขนาดกลาง และจากขนาดกลางไปสู่ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม จะเสนอแนวทางหาแหล่งเงินทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ระยะเร่งด่วนปี 2558-2560 รวม 19 โครงการ วงเงินรวม 1.77 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ แนวทางหาแหล่งเงินทุนจะมาจาก 5 แหล่งทุน ประกอบด้วย จากงบประมาณ 220,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.43% แผนบริหารหนี้สาธารณะ 1.14 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.76% เปิดให้เอกชนร่วมลงทุน 336,721 ล้านบาท คิดเป็น 19% เงินรายได้จากรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 53,372 ล้านบาท 3 % และเงินกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 14,200 ล้านบาท คิดเป็น 0.80%

สำหรับโครงการลงทุน 19 โครงการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว โดยคาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในปีนี้ 7 โครงการ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น วงเงิน 26,004 ล้านบาท มอเตอร์เวย์ สายพัทยา-มาบตาพุด 32 กม. วงเงิน 20,200 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอการประกวดราคาในปี 59-60 จำนวน 12 โครงการ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร 3 โครงการคือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงิน 29,853 ล้านบาท ช่วงนครปฐม-หัวหิน วงเงิน 20,036 ล้านบาท เป็นต้น

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/533522

สิงห์ เอสเตท เผย ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 3 สดใส ธุรกิจโตตามแผน

สิงห์ เอสเตท เผย ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 3 สดใส ธุรกิจโตตามแผน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท เผย ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 3 น่าพอใจ ขยายธุรกิจได้ตามแผนงาน เน้น สินทรัพย์ลงทุน ร่วมทุน รับโอนกิจการ หวัง โอกาสเติบโตทางธุรกิจ ระบุ มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เป็นปัจจัยบวก เพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการ-ลูกค้า…

วันที่ 19 ต.ค. 58 นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงภาพรวมธุรกิจตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ของ สิงห์ เอสเตท หรือ “S” ว่า 3 ไตรมาสที่ผ่านมา สามารถขยายธุรกิจได้ตามแผนงาน และมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ “ดิ เอส อโศก” คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ใจกลางอโศก ที่จะมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2561 มูลค่าโครงการ 4,534 ล้านบาท โครงการ “สิงห์ คอมเพล็กซ์” ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว มูลค่าก่อสร้างรวมกว่า 4,520 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) คาดว่า เสร็จในปลายปี 2560 รวมทั้ง การเข้ารับโอนกิจการทั้งหมดของ “ซันทาวเวอร์ส” อาคารสำนักงานเช่าบนถนนวิภาวดี-รังสิต เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยในปัจจุบัน ซันทาวเวอร์ส มีอัตราเช่าพื้นที่ 95% ผลประกอบการ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา นับว่าเกินกว่าที่ประมาณการไว้ โดยบริษัทตั้งเป้าปีหน้าให้ภาพรวมธุรกิจโตขึ้น 10%

ทั้งนี้ สิงห์ เอสเตท ยังได้ร่วมลงทุนกับ FICO Holding (UK) Limited ซื้อกิจการโรงแรมภายใต้แบรนด์ Mercure (เมอร์เคียว) จำนวน 26 แห่ง มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 8,500 ล้านบาท เป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงธุรกิจโรงแรมของบริษัทไปยังกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการท่องเที่ยวสูง มีความมั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจ รวมถึงในปัจจุบัน อุตสาหกรรมโรงแรมในสหราชอาณาจักรอยู่ในช่วงฟื้นตัว มีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจโรงแรม เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของสิงห์ เอสเตท นอกเหนือจากการสร้างผลตอบแทนและการเติบโตที่ดีให้แก่บริษัทในระยะยาวแล้ว ยังสามารถสร้างกระแสเงินสด และผลกำไรให้บริษัทได้ทันทีตามสัดส่วนที่สิงห์ เอสเตทถือหุ้นอยู่ ในสัดส่วนร้อยละ 50


มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ช่วยให้ผู้ประกอบการ ลูกค้า เกิดความมั่นใจ …

ส่วนมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลนั้น สามารถช่วยให้เกิดความมั่นใจ เกิดความชัดเจน ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยในด้านจิตวิทยา ทั้งผู้ประกอบการ ลูกค้า ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรกในตลาดล่าง ตัดสินใจได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อเนื่องกันไป เนื่องจากบ้านมีการซื้อขาย เศรษฐกิจโดยรวมทุกอย่าง ก็จะมีสภาพคล่องมากขึ้น ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น

“ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้า คาดว่า จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลเดินหน้าถูกทางแล้ว ช่วยสร้างความมั่นใจ ดำเนินการรวดเร็ว หากรัฐบาลผลักดันในเรื่องของงบลงทุนในโครงการต่างๆ งบด้านสาธารณูปโภคที่สำคัญ ก็น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต” นายนริศ กล่าว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/533388

ยอดหนี้สาธารณะเดือน ส.ค. อยู่ที่ร้อยละ 42.81 ของ GDP

ยอดหนี้สาธารณะเดือน ส.ค. อยู่ที่ร้อยละ 42.81 ของ GDP

สบน. เผย ยอดสาธารณะคงค้าง สิ้นเดือน ส.ค. อยู่ที่ 5.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 42.81 ของ GDP เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ผลจากกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณ-กู้เงินเพื่อการลงทุน …

วันที่ 16 ต.ค. 58 นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน ส.ค. 58 มีจำนวน 5,736,644 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 42.81% ของจีดีพี เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 18,171 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ของรัฐบาล มียอดหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น 19,508 ล้านบาท เป็นผลมาจากการกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 33,000 ล้านบาท และการกู้เงินเพื่อการลงทุน จากแหล่งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 6,025 ล้านบาท

สำหรับหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน มียอดหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น 5,293 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เกิดจากผลของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้หนี้ต่างประเทศสกุลต่างๆ เพิ่มขึ้น 6,685 ล้านบาท การชำระคืนหนี้มากกว่าการเบิกจ่ายเงินกู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้หนี้ลดลง 1,391 ล้านบาท จากการชำระหนี้ต่างประเทศของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 1,599 ล้านบาท การไถ่ถอนพันธบัตรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 2,000 ล้านบาท และการออกพันธบัตรของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3,000 ล้านบาท เพื่อการลงทุนตามโครงการ และเป็นเงินบาทสมทบสำหรับโครงการเงินกู้ต่างประเทศ

ขณะที่ หน่วยงานของรัฐ มียอดหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น จากเดือนก่อนหน้า จำนวน 847 ล้านบาท จากการกู้เงินของกองทุนอ้อย และน้ำตาลทราย เพื่อดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย ในฤดูผลิตปี 2557/2558 จำนวน 872 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) มียอดหนี้คงค้างลดลง 7,478 ล้านบาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ชำระหนี้เงินต้นโครงการรับจำนำข้าว โดยใช้เงินจากการระบายข้าว 5,460 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ไถ่ถอนพันธบัตรที่กู้มา เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ที่ครบกำหนด 2,000 ล้านบาท

ส่วนผลการบริหารหนี้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ เอฟไอดีเอฟ (FIDF) ว่า ยอดหนี้เอฟไอดีเอฟ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2558 มีหนี้คงเหลือ 9.98 แสนล้านบาท จากหนี้ ณ ต้นปีทั้งสิ้น 1.07 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นหนี้เอฟไอดีเอฟ 1 จำนวน 4.03 แสนล้านบาท และหนี้เอฟไอดีเอฟ 3 จำนวน 5.95 แสนล้านบาท

“การดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558 ได้มีการชำระหนี้เงินกู้เอฟไอดีเอฟ 1 และเอฟไอดีเอฟ 3 ไปแล้วทั้งสิ้น 270,771 ล้านบาท เป็นเงินต้นจำนวน 134,341 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 136,430 ล้านบาท” นายสุวิชญ กล่าว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/532797

ไฮเนเก้นเปิดตัวโกลบอลพาร์ตเนอร์ ‘เจมส์ บอนด์ 007′ ปีที่ 17

ไฮเนเก้นเปิดตัวโกลบอลพาร์ตเนอร์ ‘เจมส์ บอนด์ 007′ ปีที่ 17

ไฮเนเก้นทุ่มเงินเป็นสปอนเซอร์หนังฟอร์มยักษ์ เจมส์ บอนด์ 007 เป็นปีที่ 17 ร่วมเปิดตัวภาคล่าสุด SPECTRE 007 องค์กรลับ ดับพยัคฆ์ร้าย พร้อมชวนคนไทยร่วมสัมผัสประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ…

น.ส.ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไฮเนเก้น กลุ่มบริษัท ทีเอพี จำกัด กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นปีที่ 17 ไฮเนเก้นเป็นโกลบอลพาร์ตเนอร์ภาพยนตร์สุดยอดสายลับเจมส์ บอนด์ 007 เป็นภาคที่ 7 นับตั้งแต่ตอน Tomorrow Never Dies ในปี 1997 มาจนถึงตอน Skyfall ซึ่งได้เป็นกำลังสำคัญที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอายุครบ 50 ปี เมื่อปี 2012

ทั้งนี้ การได้ร่วมสนับสนุนภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตลอด 17 ปี ทำให้ไฮเนเก้นกลายเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิดประจำตัวของเจมส์ บอนด์ ที่ทั่วโลกรู้จัก และมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว สำหรับภาพยนตร์เรื่องเจมส์ บอนด์ 007 “SPECTRE” นี้ ไฮเนเก้นได้มีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้มีส่วนร่วมสนุกกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากมายใน 85 ประเทศทั่วโลก เช่น การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเรื่องใหม่นำแสดงโดย แดเนียล เครก ซึ่งรับบทเป็นเจมส์ บอนด์ ในเรื่อง “The Chase” โดยไฮเนเก้นถือเป็นโกลบอลพาร์ตเนอร์เพียง 1 เดียวในโลกที่สามารถใช้แดเนียล เครก แสดงนำในโฆษณาได้

น.ส.ภัททภาณี กล่าวต่อว่า สำหรับเมืองไทยรู้สึกยินดีที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์หลักในการสนับสนุน SPECTRE ภาพยนตร์ภาคล่าสุดของเจมส์ บอนด์ 007 โดยเตรียมจัดงานเปิดประสบการณ์สายลับระดับโลกในกิจกรรม “James Bond Weekend: Open Bond’s World” นำคุณสัมผัสชีวิตเหนือระดับ พร้อมร่วมกิจกรรมในค่ำคืนแห่งความพิเศษ ซึ่งชาวไทยสามารถเข้าไปร่วมสนุกได้ทาง facebook.com/Heineken เพื่อชมภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง The Chase และร่วมกิจกรรมชิงบัตรภาพยนตร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อให้ได้มีโอกาสมาร่วมชมภาพยนตร์ระดับโลกครั้งนี้พร้อมกัน ในวันที่ 7-8 พ.ย. 2558 ณ โรงภาพยนตร์ Embassy Diplomat Screen คาดว่าจะมีแฟนของไฮเนเก้นร่วมงานกว่า 600 คน และตั้งเป้าให้เข้าถึงผู้ชม 12 ล้านครั้งในทุกช่องทางสื่อสาร

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/532495

ชู 5 กลยุทธ์ปักธงผงาดเอเชีย

เกาะติดวิชั่น 2020 ของไทยเบฟเวอเรจ

เกาะติดวิชั่น 2020 ของไทยเบฟเวอเรจ พร้อมเดินเกม 5 กลยุทธ์เชิงรุก ปักธงเอเชีย ย้ำความเชื่อมั่นลงทุน 30,000 ล้านบาทถึงปี 2563

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานไทยเบฟเอ็กซ์โป 2015 ว่า บริษัทยังขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่มตามแผนวิชั่น 2020 เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำเครื่องดื่มแบบครบวงจรในเอเชีย รับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับขนาดการค้าที่ใหญ่ จากการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะพบว่ามีขนาดมหาศาลมากถึง 80% ของโลก แต่ไม่มีตราสินค้า (แบรนด์) ของ “คนเอเชีย” ผงาดในตลาดมากนัก และส่วนใหญ่มาจากเอเชียตะวันออกเป็นหลัก คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทั้งนี้ การจะก้าวเป็นผู้นำได้ บริษัทยังดำเนินตาม 5 กลยุทธ์ที่วางไว้ ด้วยการผนึกกำลังบริษัทในเครือ เช่น บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟหรือเอฟแอนด์เอ็น บมจ.โออิชิ และ บมจ.เสริมสุข ขยายตลาดในเอเชีย

นายฐาปนกล่าวต่อว่า 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเติบโตทั้งด้านรายได้และกำไร (Growth) เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในอาเซียน การขยายธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะนำสินค้าที่มีความหลากหลายเข้าทำตลาด เช่น 100 พลัส จากเอฟแอนด์เอ็น เมื่อนำมาบุกตลาดไทยทำให้คู่แข่งระดับโลกอยู่นิ่งไม่ได้ จนต้องออกสินค้ามาทำตลาดแข่งขัน หรือการนำเครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์ น้ำอัดลมเอส และชาเขียวโออิชิไปบุกตลาดมาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์การขายและกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งเข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ซึ่งจะใช้เครือข่ายการค้าที่เอฟแอนด์เอ็นเข้าไปถือหุ้นในประเทศต่างๆ เช่น วีนามิลล์ เวียดนาม เพื่อขยายตลาด และการกระจายสินค้าจะมองไปยังเมืองรองของประเทศต่างๆมากขึ้น เช่นภูเก็ต ของไทย บาหลีในอินโดนีเซีย จากเดิมที่ให้ความสำคัญเมืองหลักเช่น กรุงเทพฯ จาการ์ตา เป็นต้น

รวมทั้งกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่บริษัทให้ความสำคัญมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์จากผู้ประกอบการอาเซียนเลย เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนอยู่ในบริบทของมือปืนรับจ้างหรือเป็นผู้รับจ้างผลิตมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่ออาเซียนจะรวมเป็นเออีซี จึงต้องสร้างแบรนด์ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง หากรอ 3-5 ปีข้างหน้าอาจหมดหวังและไม่ทันการณ์ โดยขณะนี้ไทยเบฟมีความพร้อมทั้งด้านการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งสามารถเข้าถึงผู้บริโภค เป็นข้อได้เปรียบมากขึ้น สุดท้ายคือกลยุทธ์การสร้างทีมงานมืออาชีพ ซึ่งธุรกิจจะยิ่งใหญ่ได้ ต้องอาศัยคน ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการสื่อสารกับพนักงาน 40,000 ชีวิต ในการร่วมมือกับบริษัทในเครือแลกเปลี่ยนความรู้ให้เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น “80% ของจีดีพีโลก มาจากเอเชีย อยู่ที่คุณมีสินค้าและทีมงานที่เจ๋งพอหรือเปล่า ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการสื่อสารกับพนักงานให้เตรียมความพร้อมในการเติบโต เพราะธุรกิจจากนี้ไปไม่ใช่แค่โตเร็ว แต่ต้องแตกแล้วโต ซึ่งคนถือเป็นกุญแจของความสำเร็จและสำคัญที่สุด”

นายฐาปนยังกล่าวต่อว่า 1 ปีที่ได้ดำเนินงานตามแผนดังกล่าว แม้ว่ายอดขายและกำไรจะโตกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 12-15% โดยครึ่งปีแรกยอดขายรวมอยู่ที่ 84,600 ล้านบาท เติบโต 4.5% กำไรสุทธิ 12,400 ล้านบาท เติบโต 8.2% แต่บริษัทก็ไม่มีการปรับเป้าหมายหรือทบทวนแผนธุรกิจ เพราะเป้าหมายการเติบโตดังกล่าวเป็นแผนระยะยาว อย่างไร ก็ตาม ภายในปี 2563 บริษัทยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องภายใต้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร โรงงานผลิตสินค้าราว 5,000 ล้านบาทต่อปี และอีก 15,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ ส่วนงบในการควบรวมและซื้อกิจการไม่มีการตั้งไว้

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า ภายในปี 2563 บริษัทตั้งเป้าให้เบียร์ช้างกลับมาเป็นเบอร์ 1 อีกครั้ง จากปัจจุบันเป็นเบอร์ 2 มีส่วนแบ่งตลาด 30% ทรงตัวต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/531620

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงต่ำสุดรอบ 16 เดือน

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ร่วงต่ำสุดรอบ 16 เดือน

หอการค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. อยู่ที่ 72.1 ปรับลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ต่ำสุดในรอบ 16 เดือน เผย ประชาชนกังวลกับภาวะเศรษฐกิจ ภาคการส่งออกชะลอตัว …

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 58 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. 58 ว่าอยู่ที่ 72.1 ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 61.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 67.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.9 ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และต่ำสุดในรอบ 16 เดือน

สำหรับปัจจัยลบมาจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดการคาดการณ์ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 58 เหลือโต 2.7% จากเดิมคาดโต 3% หลังจากมองว่า มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงขึ้นจากการส่งออกชะลอตัว รวมทั้งปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 59 เหลือโต 3.7% จากเดิมที่คาดโต 4.1% เป็นผลจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน การส่งออกของไทยในเดือน ส.ค. ลดลง 6.69% ราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับ 35.42 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน ส.ค. มาเป็น 36.02 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน ก.ย.

ขณะที่ ปัจจัยบวกมีเพียงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 3 มาตรการ วงเงิน 1.36 แสนล้านบาท และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50%

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/530845

1 2