กสทช.เดินหน้าเร่งประมูล 4G คลื่น 900 เร็วขึ้นกว่าเดิม

กสทช.เดินหน้าเร่งประมูล 4G คลื่น 900 เร็วขึ้นกว่าเดิม

เลขาธิการ กสทช.เผยมีแนวโน้มว่าจะเลื่อนเปิดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เร็วขึ้นมาอีก 4 วัน จากกำหนดการเดิมที่วางไว้ว่าจะเปิดประมูลวันที่ 15 ธันวาคม เนื่องจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วขึ้น…

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2558 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4จี อาจจะเปิดเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมวันที่ 15 ธ.ค.2558 เนื่องจากร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นฯ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมาแล้ว ถือว่าเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่วางไว้ 4 วัน โดย กสทช. จะเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมประมูล รับเอกสารการประมูล ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ 22 ก.ย.2558 จนถึงวันที่ 21 ต.ค.2558 และยื่นซองประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ในวันที่ 22 ตุลาคม ส่วนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ยื่นซองประมูลพร้อมวางเงินได้ในวันที่ 30 ตุลาคม

เลขาธิการ กสทช.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า ราคาเริ่มต้นประมูลของทั้งสองคลื่นความถี่ สูงกว่าราคาประมูลคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 3จี แน่นอน โดยคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย 643 ล้านบาท สูงกว่า ร้อยละ 43 และคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ 530 ล้านบาท สูงกว่า ร้อยละ 18 ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ที่ 450 ล้านบาท

ขณะที่ นายอนุชิต ธูปเหลือง ประธานสหภาพแรงงาน บริษัท ทีโอที กล่าวว่า วันพรุ่งนี้ (22 กันยายน) พนักงานทีโอทีกว่า 100 คน จะเดินไปทวงถามความคืบหน้าเรื่องคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และการเรียกค่าเสียหายในการแก้ไขสัญญาสัมปทาน กับเอไอเอส ต่อนายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที หลังจากได้ยื่นหนังสือให้พิจารณาไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยคาดหวังว่าคำตอบที่ได้จะไม่ทำให้องค์กร และรัฐเสียหาย หากไม่มีความคืบหน้าจะเดินหน้ายื่นฟ้องศาลปกครองต่อไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526848

ราคาทองพุ่ง ปรับขึ้น 200 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,550

ราคาทองพุ่ง ปรับขึ้น 200 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,550

ราคาทองปรับขึ้น 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,050 ขายออกบาทละ 19,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,768.08 ขายออกบาทละ 19,550…

วันที่ 18 ก.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ปรับขึ้น 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,050.00 บาท ขายออกบาทละ 19,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,768.08 บาท ขายออกบาทละ 19,550.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (17 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรก่อนที่จะทราบผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทั้งนี้ โดยปกติแล้วตลาดทองคำนิวยอร์กจะปิดทำการซื้อขายก่อนที่การประชุมเฟดจะสิ้นสุดลง โดยสัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือน ธ.ค. ลดลง 2 ดอลลาร์ หรือ 0.18% ปิดที่ 1,117.00 ดอลลาร์/ออนซ์

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526098

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดลบในวันพฤหัสบดี หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการประชุมนโยบายนาน 2 วัน และประกาศว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้เท่าเดิม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 17 ก.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 65.21 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 16674.74 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.11 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 1990.20 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 4.71 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 4893.95 จุด

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ โหวตลงมติคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้ที่ 0-0.25% ตามเดิม พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ผลจากมติของเฟดทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี เช่น ‘เจพีมอร์แกน เชส’ ลดลง 2.3%, ‘แบงก์ ออฟ อเมริกา’ ลดลง 2.9 และ ‘เวลส์ ฟาร์โก’ ลดลง 2.8% ฉุดดาวโจนส์ปิดลบ

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526073

ดันผู้ว่าฯช่วยฟื้นเศรษฐกิจ “สมคิด” ชี้ไทยยังยากจนไม่ใช่รายได้ปานกลาง

ดันผู้ว่าฯช่วยฟื้นเศรษฐกิจ “สมคิด” ชี้ไทยยังยากจนไม่ใช่รายได้ปานกลาง

“สมคิด” หนุนผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน แก้ปัญหาประเทศไทยเป็น “โปลิโอ” ที่เคยเติบโตจากการส่งออก เพียงอย่างเดียว ให้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งจากฐานราก ชี้ประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลาง เพราะคนทั่วประเทศยังยากจนอยู่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในโครงการสัมมนาผู้บริหารระดับสูงเพื่อกำหนดทิศทาง จุดยืน และยุทธศาสตร์การพัฒนาของกระทรวงมหาดไทย ระยะ 5 ปี โดยผู้รับฟังประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีจากทุกกรมในกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัด ว่าที่ผู้ว่าราชการ จังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วม 300 คน ถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่า ในการบริหารประเทศมีกระทรวงมหาดไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเชื่อว่า 76 จังหวัดหากทำให้เข้มแข็งขึ้นมาได้จะมีผลอย่างยิ่งต่อการยกระดับความก้าวหน้าเศรษฐกิจของประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) 5-6% จะเปลี่ยนแปลงทันที หากทำให้ทุกจังหวัดมีความเข้มแข็งและมีเศรษฐกิจที่ดี

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจ 1-2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจระดับฐานล่างไม่มีอำนาจซื้อเพียงพอ สินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้คนกลุ่มใหญ่ของสังคม ชาวนา ชาวไร่ ยากจนยิ่งขึ้นไปอีก และส่งผลต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีปัญหา ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อที่เคยเห็นเป็นบวก กลับเป็นเงินเฟ้อติดลบ ซึ่งแปลกมากที่ราคาสินค้าอาหารสูงแต่สินค้าไม่ค่อยจำเป็นกลับราคาลดลง เป็นเพราะคนไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจในอนาคต ก็เลือกซื้อแต่ของที่จำเป็น ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตรการไป 2 ชุดที่มุ่งช่วยเหลือคนยากจนและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งไม่ใช่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการช่วยคนกลุ่มใหญ่ที่มีความยากลำบากให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำคือเร่งการปฏิรูป ซึ่งพูดมาหลายครั้งแต่การเมืองในอดีตไม่เอื้อ แต่ในครั้งนี้เมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้นก็ต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาส สร้างให้ประเทศเกิดความยั่งยืน โดยบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด จะช่วยสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจจากภายใน เพื่อรักษาขาอีกข้างของประเทศไทยที่เป็นโปลิโอ เนื่องจาก 30 ปีที่ผ่านมาเน้นสร้างการเติบโตเศรษฐกิจจากการส่งออก และดึงการลงทุนจากต่างประเทศ จนจีดีพีโตก้าวกระโดดไป 8% และเคยไปที่ 11-13% ในปี 2528-2531 จนขาข้างนี้ใหญ่ไปเรื่อยๆ แต่ขาอีกข้างที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศที่อยู่ในท้องถิ่น ภูมิภาค ที่ความเจริญไปไม่ถึง กลายเป็นขาที่อ่อนแอ เหมือนคนเป็นโปลิโอ

“ผมไม่อยากให้เราไปเชื่อฝรั่งมากที่บอกว่าเราเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางยังไม่สามารถก้าวไปสู่ประเทศรายได้ระดับสูงได้ แต่เมื่อมองไปใน 75 จังหวัด จริงๆเราเป็นประเทศรายได้ต่ำ ส่วน ที่บอกว่าเป็นประเทศรายได้ปานกลางมาจากค่าเฉลี่ย ผลผลิตรายได้ประชาชาติ แต่ของจริงยังต่ำอยู่ วิธีแก้ปัญหาจึงต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เศรษฐกิจท้องถิ่นแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสมาตลอด ให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ขายได้ ชาวนาต่อรองได้และกระทรวงพาณิชย์ต้องจัดตลาดสินค้าเกษตรและตลาดชุมชนให้”

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศของไทยลดลง สินค้าของไทยส่งออกได้น้อยลง ไม่ใช่เพียงจากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา แต่เพราะสินค้าเราแข่งขันไม่ได้ ดังนั้น รัฐบาล พยายามที่จะรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เป็นนวัตกรรมใหม่และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยไปดูว่าพื้นที่จังหวัดใดเหมาะกับอุตสาหกรรม ไหนก็เสนอมาเพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้น รวมทั้งให้ดูเรื่องการแปรรูปสินค้าในท้องถิ่นให้น่าสนใจ พร้อมกับให้ดึงสถาบันวิจัย สถานศึกษา และให้โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นๆมาร่วมกันคิดนวัตกรรมใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการค้าชายแดน และส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการออกแบบพื้นที่โดยหารือกับหอการค้าจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)

นอกจากนี้ ภาคบริการ ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถพัฒนาเมืองให้เกิดการท่องเที่ยวได้ ไม่ต้องปล่อยให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำคนเดียว เพราะใน 76 จังหวัดมีแหล่งท่องเที่ยว โบราณสถาน หลายแห่ง ขอให้สร้างเรื่องราว ที่ดี นำเรื่องวัฒนธรรมมาประกอบ สร้างหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวขึ้นมา ก็จะสร้างการเติบโตจากภายในจังหวัดได้

“บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดจากนี้ไปจะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้มแข็งจากภายใน มีความคิดริเริ่ม ให้แรงบันดาลใจให้คนในจังหวัดคิดตามและไปดูแลพวกเขา พร้อมกับต้องเป็นสถาปนิกออกแบบแนวคิดการพัฒนา ซึ่งแต่ละจังหวัดจะไม่เหมือนกัน ควรดึงสถาบันการศึกษา อบต. อบจ.มาด้วย และจะต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศ ไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ต้องใช้ความตั้งใจและมีความ อดทนและทำอย่างต่อเนื่องและท้ายที่สุดต้องดูแลทุกข์สุขของราษฎรด้วย”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526057

ส่งออกวูบกดเศรษฐกิจในประเทศทรุด สสว.ปรับลดจีดีพีเอสเอ็มอีเหลือ 2.8%

ส่งออกวูบกดเศรษฐกิจในประเทศทรุด สสว.ปรับลดจีดีพีเอสเอ็มอีเหลือ 2.8%

น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคเอสเอ็มอี เหลือ 2.8% จากต้นปีที่ผ่านมาที่คาดว่าจะขยายตัว 3% เนื่องจากช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจในประเทศยังขยายตัวไม่ดีนัก รวมทั้งภาคการส่งออกยังได้รับผลกระทบจากประเทศคู่ค้าเศรษฐกิจชะลอตัวมีเพียงภาคการท่องเที่ยวและบริการเท่านั้นที่เริ่มฟื้นตัว ส่วนในปีหน้า สสว.คาดว่า จีดีพีภาคเอสเอ็มอีจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% เพราะมองว่ามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลที่ประกาศออกมาจะเริ่มเห็นผล รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้กำลังซื้อในประเทศฟื้น และภาคการส่งออกในประเทศหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้น

“การขยายตัวภาคเอสเอ็มอี หากจะมีการขยายตัวตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องประกอบไปด้วย 3 ขาคือ ภาคท่องเที่ยวและบริการ ภาคส่งออก และภาคเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งขณะนี้มีเพียงภาคท่องเที่ยวฯเพียงอย่างเดียวที่ฟื้นตัว ส่วนขาอื่นๆยังติดขัด ส่วนปีหน้ามองว่ากลไกทั้ง 3 ขาจะขับเคลื่อนได้ทั้งหมด เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวโดยเห็นได้จากผู้บริโภคสหรัฐฯ ได้เริ่มสั่งสินค้าอัญมณีเครื่องประดับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนสินค้ากลุ่มอื่นๆ ต้องรอดูว่าจะมีการสั่งเข้ามาหรือไม่”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526056

คลังเล็งคลอดแพ็กเกจภาษีชุดใหม่

คลังเล็งคลอดแพ็กเกจภาษีชุดใหม่

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างสรุปมาตรการกระตุ้นการลงทุนใหม่ คาดว่าจะสรุปได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยหนึ่งในมาตรการกระตุ้น จะมีเรื่องของอัตราภาษีที่จะเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยด้วย ซึ่งคณะทำงานของกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียรวมถึงการนำข้อเสนอของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เสนอให้ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลออกไปจาก 8 ปี เป็น 13 ปี และการให้สิทธิลดหย่อนต่างๆมาพิจารณาร่วมด้วย

“เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ผมได้เข้าประชุมกับคณะกรรมการบีโอไอด้วย โดยมาตรการทางภาษีถือเป็นหนึ่งในมาตรการเสริมลงทุนเอกชนในเฟสต่อไปของรัฐบาล ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังเองก็ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม และน่าจะมีข้อสรุปใน 2-3 สัปดาห์นี้ เพราะสิ่งที่บีโอไอเสนอนั้นเป็นกรอบแรก แบบกว้างๆ ที่เบื้องต้นเท่านั้น”

สำหรับมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนนั้น ถือเป็นมาตรการที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในอนาคตที่กระทรวงการคลังต้องมองว่า หากเอกชนไม่ลงทุนรัฐบาลเองก็ไม่ได้ภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าลงทุนเกิดขึ้นแล้วมีการผ่อนปรนเรื่องภาษีให้ก็จะเป็นประโยชน์ทางอ้อมหลายด้าน และภายหลังจากหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว การลงทุนก็ยังคงอยู่ในประเทศไทยต่อไป อย่าไปมองว่าประเทศไทยให้สิทธิประโยชน์มากเกินมากไป

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้เชิญผู้ประกอบการประมาณ 4-5 กลุ่มมาหารือถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำธุรกิจ เพื่อรับทราบข้อมูลว่า รัฐจะมีส่วนสนับสนุนอย่างไรบ้างหากอุตสาหกรรมใดยังไม่มี ปัญหา ในตอนนี้ก็จะมองไปถึงอนาคตว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ เพื่อหาช่องทาง ช่วยป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะไม่ต้องการให้ธุรกิจ หรือเศรษฐกิจทรุดแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง

“กลุ่มอสังหาริมทรัพย์นั้น ยังไม่ได้พิจารณาอะไรเลย และที่ผ่านมา ได้เชิญหลายอุตสาหกรรมมาหารือเพื่อดูว่ามีปัญหาอะไร พอจะช่วยได้ก็ยินดี ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้หารือไป 4-5 อุตสาหกรรม”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526053

กพช.เคาะแผนเพิ่มพลังงานทดแทน

กพช.เคาะแผนเพิ่มพลังงานทดแทน

นายคุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2558-2579 แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2558-2579 และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติปี 2558-2579 โดยในส่วนของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน จากปัจจุบัน 11.9% เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของปริมาณความต้องการพลังงานรวมของประเทศ ในปี 2579 หรืออีก 21 ปีข้างหน้า

โดยได้เสนอปรับเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 19,635 เมกะวัตต์ รวมทั้งจะมีการส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอดีเซลจาก 7.2 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 14 ล้านลิตร และเอทานอลจาก 9 ล้านลิตรต่อวันเป็น 11.3 ล้านลิตร โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการและรายงานความคืบหน้าการดำเนินต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทุก 3 เดือน

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2558-2579 มีเป้าหมายที่สำคัญเช่น การทยอยปรับลดประเภทน้ำมันเบนซินในระยะยาวที่ควรมีเหลือไม่เกิน 3 ประเภท และใช้แผนเป็นกรอบสำหรับการดำเนินนโยบายส่งเสริมน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษเช่น เชื้อเพลิงชีวภาพและเอ็นจีวีสำหรับรถสาธารณะ โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศ

ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติปี 2558-2579 เน้นหลักการ การบริหารจัดการด้านการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ให้มีการ แข่งขันและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต โดยการศึกษาเบื้องต้น คาดว่า การนำเข้าแอลเอ็นจีจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 2.6-3 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 24 ล้านตันในช่วงปลายแผน ซึ่งจะต้องเพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่าย การเปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้ หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจี และกำกับดูแลการจัดหาแอลเอ็นจีในระยะสั้นและระยะยาว โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ร่วมกันศึกษาและจัดทำแนวทางการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันให้มีผู้ประกอบการแอลเอ็นจีมากกว่าปัจจุบันที่มีเพียง ปตท. เพียงรายเดียว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526054

ตั้ง “อภิศักดิ์” ไล่เคลียร์ปัญหา รัฐพบทางสว่างเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ตั้ง “อภิศักดิ์” ไล่เคลียร์ปัญหา รัฐพบทางสว่างเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุม “business Easing” เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยมีความง่ายในการทำธุรกิจ ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) รวมถึงสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มาก เพราะมีส่วนสร้างความมั่นใจในการลงทุนในประเทศ โดยการพิจารณาปรับปรุงเรื่องการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจต้องพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มจัดตั้งธุรกิจ จนถึงขั้นตอนการฟ้องล้มละลาย เพื่อให้การใช้ระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนสั้นที่สุด เพราะมีผลต่อการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นแม่งานในการประชุมหน่วยราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นฝ่ายเลขานุการ ตั้งเป้าภายใน 1 เดือนจะสรุปให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งต้องมีความคืบหน้าในการปรับปรุงขบวนการขั้นตอนต่างๆก่อนเดือน เม.ย.2559 หรือก่อนที่ธนาคารโลกจะเริ่มดำเนินการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในช่วง เม.ย.-พ.ค.2559

“จากการประชุมทำให้รู้วิธีการแก้ปัญหาที่ประเทศไทยถูกลดลำดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะนี้เรารู้แล้วว่าก่อนการประเมินทุกครั้ง ทางธนาคารโลกจะส่งแบบ สอบถามไปยังบริษัทกฎหมายหรือ law firm ในประเทศไทย ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อให้ประเมินถึงความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทย ดังนั้นจากนี้ต้องงานเชิงรุก โดยเข้าไปชี้แจงต่อบริษัทกฎหมายร่วม 40-50 บริษัทเหล่านี้ ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้างในการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศ”

นอกจากนี้ วิธีวัดขีดความสามารถในการแข่งขัน จะต้องให้ภาคเอกชนได้หารือร่วมกัน ซึ่งพบว่าจากเดิมไม่เคยหารือกันเลยทำให้ไม่มีใครรับผิดชอบชัดเจน แต่ขณะนี้ทราบปัญหาและมีเวลา 4-5 เดือนแล้วก็จะทำให้แก้ปัญหาให้ดีขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องหมักหมมเหมือนปัญหาที่สหภาพยุโรปเล่นงานไทยในการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม (IUU) แต่เมื่อรู้ทางออกก็จะแก้ปัญหาได้ง่ายแล้ว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/526055

ทองนิวยอร์กร่วง ราคาทองไทยคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,250

ทองนิวยอร์กร่วง ราคาทองไทยคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,250

ราคาทองคงที่ ทองแท่งรับซื้อ บาทละ 18,750 บาท ขายออก 18,850 บาท รูปพรรณรับซื้อ บาทละ 18,480.04 บาท ขายออก 19,250 บาท …

วันที่ 16 ก.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำ ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อ บาทละ 18,750.00 บาท ขายออก บาทละ 18,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ บาทละ 18,480.04 บาท ขายออก บาทละ 19,250.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) จากแรงกดดันการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.35% ทำให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ยังส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 16-17 ก.ย. นี้ อย่างใกล้ชิด มีการคาดการณ์ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอล่าสุดของสหรัฐฯ อาจทำให้เฟดใช้เป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ได้ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือน ธ.ค.ลดลง 5.1 ดอลลาร์ หรือ 0.46% ปิดที่ระดับ 1,102.60 ดอลลาร์/ออนซ์

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/525573

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ตามยอดค้าปลีก ก่อนเฟดประชุมนโยบาย

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ตามยอดค้าปลีก ก่อนเฟดประชุมนโยบาย

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร หลังจากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำ ส.ค.เพิ่มขึ้น ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มการประชุมนโยบายในวันพุธ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 228.89 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 16599.85 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.06 จุด หรือ 1.28% ปิดที่ 1978.09 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 54.76 จุด หรือ 1.14% ปิดที่ 4860.52 จุด

ตลาดได้ปัจจัยเสริมจากข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค. ที่เพิ่มขึ้น 0.2% ปัจจัยอีกอย่างคือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมเพิ่มตามไปด้วย เช่น เชฟรอน (+1.9%), ทรานส์โอเชียน (+5.2%) และ โคโนโคฟิลลิปส์ (+1.1%)

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประชุมนโยบายในวันพุธ และจะสรุปผลการประชุมในวันพฤหัสบดี ว่าพวกเขาจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่จะตามมาแล้ว

1 2 3 4 5 10