หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งเกือบ 3% กังวลข้อมูลการผลิตจีน

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งเกือบ 3% กังวลข้อมูลการผลิตจีน

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 3% ในวันอังคาร หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจใหม่บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของจีนกำลังชะงักงัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 ก.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 469.68 จุด หรือ 2.84% ปิดที่ 16058.35 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 58.33 จุด หรือ 2.96% ปิดที่ 1913.85 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 140.40 จุด หรือ 2.94% ปิดที่ 4636.11 จุด

วอลล์สตรีทลดลงอย่างหนักตามหลังกาเทขายของตลาดในเอเชียและยุโรป หลังจากข้อมูลตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตในเดือน ส.ค.ของจีน ลดลงสู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเป็นการบ่งชี้ว่า ภาพการผลิตของจีนกำลังหดตัว

ขณะเดียวกัน นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พวกเขากำลังพิจารณาเรื่องการตัดลดแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประจำปีนี้ลงอีก หลังจากเมื่อ 2 เดือนก่อนก็ปรับลดไปแล้วครั้งหนึ่งจนเหลือ 3.3%

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522369

สั่ง กฟผ.ทำความเข้าใจโรงไฟฟ้าถ่านหิน

สั่ง กฟผ.ทำความเข้าใจโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้สั่งการให้ กฟผ.ไปดำเนินการให้ข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา เพราะขณะนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้เพียงพอต่อความต้องการใช้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ

ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2015) ได้จัดทำบนสมมติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดแผนขยายตัว 3-4% ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้จะเติบโต 2.9% แต่ในข้อเท็จจริงที่ผ่านมากลับพบว่าภาคใต้มีการใช้ไฟที่สูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5-6% เนื่องจากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวแสดงให้เห็นว่าไฟฟ้าภาคใต้ไม่เพียงพอ และที่ผ่านมาต้องส่งป้อนจากสายส่งไฟฟ้าไปจากภาคกลาง และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และข้อเท็จจริงคือในปี 62 กำลังการผลิตไฟในภาคใต้จะไม่เพียงพอจึงมีการนำเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินมาเพิ่ม และจะต้องมองในเรื่องความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงของประเทศ ที่จะกระจายความเสี่ยงจากที่พึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าสูงถึง 70% ซึ่งจำเป็นต้องลดลงมา

สำหรับการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อรับฟังความคิดเห็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จังหวัดกระบี่ ล่าสุดกระทรวงพลังงาน ได้ส่งรายชื่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยคณะกรรมการไตรภาคีประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ ภาคประชาชน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)/สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกระทรวงพลังงาน โดยแต่ละกลุ่มจะส่งรายชื่อเข้าร่วมรวมกับนักวิชาการ 5-7 คน โดยแนวทางนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเดินหน้าการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (คชก.) จะนัดประชุมในเดือน ต.ค.นี้ “กฟผ.คาดหวังว่า EHIA จะผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติภายในไตรมาส 1 ปีหน้า ซึ่งหากล่าช้ากว่านี้ อาจทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่เสร็จตามแผนที่จะเริ่มผลิตไฟฟ้าปี 62 เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 4 ปี”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522355

กระทุ้งยอดขายทันตาเห็น “อภิศักดิ์” ตามจี้ปลดล็อกสิทธิรถคันแรก

กระทุ้งยอดขายทันตาเห็น “อภิศักดิ์” ตามจี้ปลดล็อกสิทธิรถคันแรก

“อภิศักดิ์” ตามถามสรรพสามิต ปลดล็อกรถยนต์คันแรกไปถึงไหนแล้ว หวัง กระตุ้นยอดขายรถปลายปี หากปลดการถือครองจาก 5 ปี เหลือ 3 ปี ให้เปลี่ยนมือได้สะดวก คาดจะมีคนขายรถคันแรกเก่า เอาเงินมาซื้อรถใหม่ราว 10% หรือราว 60,000–70,000 คัน คาดได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ และเตรียมปิดโครงการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมสรรพสามิตว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิตได้เรียกผู้ประกอบการรถยนต์ทุกค่าย มาหารือถึงแนวทางการปลดล็อกโครงการรถยนต์คันแรก จากปัจจุบันที่มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ซื้อรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรก ต้องถือครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี ถึงจะขายได้นั้น โดยในช่วงที่ผ่านมา มีข้อเสนอจากภาคเอกชนเสนอให้ปลดล็อกการถือครองสิทธิ์ดังกล่าว โดยให้ลดจาก 5 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ เนื่องจากในปีนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศตกต่ำมาก จากที่เคยกำหนดไว้ว่าจะมียอดขาย 1 ล้านบาท แต่ขณะนี้คาดว่าจะเหลือเพียง 700,000 คันเท่านั้น

ทั้งนี้ มีรถยนต์ที่ครบกำหนด 3 ปี ที่จะได้รับประโยชน์ หากมีการปลดล็อกประมาณ 600,000-700,000 คัน ซึ่งได้มีการประเมินจากผู้ประกอบการพบว่า หากมีการปลดล็อกจะทำให้ผู้ที่ถือครองมาขายรถเก่าและมาซื้อรถยนต์ใหม่ประมาณ 10% หรือคิดเป็นประมาณ 60,000-70,000 คัน ซึ่งจะช่วย กระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศช่วงปลายปีนี้ได้

โดยในช่วงที่ผ่านมา นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้สอบถามเรื่องการปลดล็อกรถยนต์ให้เหลือ 3 ปี ไปยังกรมสรรพสามิตว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ทำให้กรมสรรพสามิตต้องเรียกหารือผู้ประกอบการรถยนต์โดยด่วน และคาดว่าจะมีการเสนอให้นายอภิศักดิ์พิจารณาภายในเดือน ก.ย.นี้ นอกจากนี้ รมว.คลังยังให้กรมสรรพสามิตช่วยศึกษา เพิ่มเติม กรณีหากมีการปลดล็อกแล้ว รถยนต์จากโครงการรถยนต์คันแรกและนำไปขายเป็นรถยนต์ มือ 2 จะต้องดำเนินการอย่างไร และจะส่งออกไปต่างประเทศได้หรือไม่

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า ได้มีการหารือเรื่องการปลดล็อกรถยนต์คันแรกกับผู้ประกอบการแล้ว โดยจะสรุปผลเสีย-ผลดีการปลดล็อกไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจ ซึ่ง ผู้ประกอบการเองไม่ขัดข้อง หากจะมีการปลดล็อกเป็น 3 ปีหรือจะคงไว้ 5 ปี ก็ไม่ขัดข้อง

ทั้งนี้ ในส่วนการปิดโครงการรถยนต์คันแรกนั้น กรมได้ยืนยันส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม.มีมติปิดโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว คาดว่าจะมีการพิจารณาในที่ประชุม ครม.ในเร็วๆนี้ โดยกรมกำหนด ให้มารับรถยนต์ถึง 30 ก.ย.58 และหลังจากนั้นต้องถือครองรถยนต์ 1 ปี เพื่อรับเงินคืนภายในวันที่ 30 ก.ย.59 โดยในปีงบประมาณปี 2559 กรมได้ ของบเพื่อคืนเงินให้ผู้ใช้รถยนต์คันแรกเพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ จนถึงล่าสุด ยังมีผู้ที่ขอใช้สิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกและไม่ได้มารับรถยนต์คันแรกราว 100,000 ราย จากจำนวนผู้ขอใช้สิทธิ์ 1.259 ล้านราย เป็นเงินที่ต้องคืน 92,800 ล้านบาท โดยมีการรับรถยนต์ไปแล้วจำนวน 1.12 ล้านราย และคืนเงินให้ผู้ขอใช้สิทธิ์หลังรับรถยนต์ไปแล้ว 1 ปี คิดเป็นจำนวน 1.1 ล้านราย เป็นเงินกว่า 81,000 ล้านบาท “ก่อนหน้านี้ที่จะเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ กรมเสนอปิดโครงการรถยนต์คันแรกไปที่ ครม. แล้ว แต่เมื่อเปลี่ยน รมว.คลังใหม่ ต้องนำเรื่องกลับมาที่ต้นสังกัดใหม่เพื่อยืนยัน และเสนอไปยัง ครม.อีกครั้งแล้ว”

ทั้งนี้ โครงการรถยนต์คันแรกเริ่มขึ้นเมื่อ 16 ก.ย.54 โดยจะคืนเงินภาษีของรถยนต์ให้คันละไม่เกิน 100,000 บาท ช่วงแรกที่ได้รับความสนใจมาก ทำให้ผลิตรถยนต์ไม่ทันกับความต้องการ จึงมีการเสนอ ครม.ในลักษณะปลายเปิดคือไม่กำหนดเวลารับรถยนต์ แต่ในช่วงนี้กรมเห็นว่าโครงการนี้ผ่านมานานเกือบ 4 ปีแล้ว รถยนต์ที่จองซื้อไว้นั้นตกรุ่นไปมากแล้ว ผู้ที่ไม่มา รับรถยนต์น่าจะเปลี่ยนใจไปแล้ว จึงควรเสนอ ครม.ให้ปิดโครงการได้แล้ว

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522346

กกร.จ่อลดจีดีพี-ส่งออกติดลบเพิ่ม อ้อนบีโอไอจูงใจภาษีมากขึ้น รอลุ้นผลมาตรการกระตุ้นใหม่

กกร.จ่อลดจีดีพี-ส่งออกติดลบเพิ่ม อ้อนบีโอไอจูงใจภาษีมากขึ้น รอลุ้นผลมาตรการกระตุ้นใหม่

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย วันที่ 2 ก.ย.นี้ คาดว่า กกร.จะมีการปรับตัวเลขประมาณการการส่งออกและอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีใหม่อีกครั้ง โดยเบื้องต้นส่งออกคาดว่าจะติดลบ 4% จากเดิมตั้งเป้าว่าจะติดลบ 2% เท่านั้น และจีดีพีจะโตต่ำกว่า 3% จากเดิมตั้งเป้าเติบโต 3.5% “การปรับเป้าตัวเลขดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจากตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ที่ล่าสุดติดลบ 4.66% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจภาพรวม โดยเฉพาะจีนก็ยังคงชะลอตัว ทำให้ตลาดส่งออกหลักๆยังคงไม่ดีขึ้นและยังมีปัญหาค่าเงินหยวน ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและประเมินแนวโน้มอีกครั้ง ส่วนสหรัฐฯที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มจะค่อยๆฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น”

สำหรับการลงทุนในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ทำให้นักลงทุนทั่วโลกชะลอการลงทุนออกไป เพื่อรอประเมิน ความชัดเจนก่อน ดังนั้นหากรัฐบาลจะเร่งให้เกิดการลงทุน ก็ควรจะมีการปรับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จูงใจด้านภาษีมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม จากที่ถูกตัดลดลงไปตามยุทธศาสตร์ใหม่บีโอไอ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนอยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะมีผลต่อการขยายตัวของจีดีพีของประเทศมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะล่าสุดที่กระทรวงการคลังเตรียมเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงการขนาดเล็ก 130,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นๆในประเทศเป็นหลัก ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าจะช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่วนในระยะยาว รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบราง และส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลต่อเนื่อง “ภาคเอกชนยังต้องการเห็นความคืบหน้าจากภาครัฐในการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-อินเดีย ไทย-ปากีสถาน ไทย-ตุรกี รวมถึงการผลักดันการค้าชายแดนให้มากขึ้น เพื่อรองรับการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522344

เงินเฟ้อ ส.ค.ทรุดสวนทางราคาสินค้า

เงินเฟ้อ ส.ค.ทรุดสวนทางราคาสินค้า

นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ส.ค.58 ว่า เท่ากับ 106.33 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.58 ลดลง 0.23% ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.57 ลดลง 1.19% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 นับจากเดือน ม.ค.58 และเฉลี่ย 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ลดลง 0.89% ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 เช่นเดียวกัน

“เงินเฟ้อที่ยังคงขยายตัวในแดนลบเพราะราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้เงินเฟ้อลดลง โดยน้ำมันเชื้อเพลิงเดือน ส.ค.58 ลดลงไปถึง 24.72% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.57 ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและสินค้าอื่นๆ ที่มีต้นทุนจากน้ำมันลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าทั่วไปราคาทรงตัว”

สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าในเดือน ส.ค. พบว่า มีสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น 148 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า ปลาทู ค่าเช่าบ้าน สีน้ำพลาสติก ค่าตรวจรักษาโรค/ค่าบริการของโรงพยาบาลเอกชน น้ำหอม ผ้าอนามัย น้ำยาระงับกลิ่นกาย ค่าแต่งผมชาย เครื่องถวายพระ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่มีราคาทรงตัว 191 รายการ และลดลง 111 รายการ เช่น ผักสดและผลไม้ น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

นายสมเกียรติกล่าวว่า การที่เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน ไม่ได้หมายความว่าเกิดภาวะเงินฝืด เพราะประชาชนยังมีกำลังซื้อ และเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักสินค้าหมวดอาหารสด และพลังงานออกจากการคำนวณยังสูงขึ้น โดยเดือน ส.ค.58 เพิ่มขึ้น 0.03% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.58 และเพิ่มขึ้น 0.89% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.57 ส่วนเฉลี่ย 7 เดือนเพิ่มขึ้น 1.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ที่เงินเฟ้อติดลบตลอด เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และหากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลดลงไปอีก ก็จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อขยายตัวลดลงไปเรื่อยๆ.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522343

ไม่รับประกันคืนคลื่น 4 จีทัน “แคท”ย้ำทำดีที่สุดแล้วแต่ยื้อเพราะถูกคลังท้วงติง

ไม่รับประกันคืนคลื่น 4 จีทัน “แคท”ย้ำทำดีที่สุดแล้วแต่ยื้อเพราะถูกคลังท้วงติง

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดแคท ได้เห็นชอบให้แคททำบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เพื่อเจรจาระงับข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยมอบหมายให้คณะกฎหมายพิจารณารายละเอียดโดยเร็ว เพื่อจะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยูในอีก 1 เดือนข้างหน้า

สำหรับประเด็นการคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อนำไปประมูล 4 จี และแคทขอใช้สิทธิ์ในคลื่นที่เหลืออีก 20 เมกะเฮิรตซ์ไปจนกว่าจะสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2568 นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ แต่เนื่องจากมีข้อท้วงติงจากกระทรวงคลังว่าการคืนคลื่นดังกล่าว ควรจะมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานหรือไม่ ซึ่งแคทได้ทำหนังสือยืนยันไปยังกระทรวงการคลังว่า ไม่ต้องแก้ไขสัญญาสัมปทานแล้ว ฉะนั้นต้องรอหนังสือตอบกลับจากกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอเรื่องให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พิจารณาอีกครั้ง ก่อนนำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติ “การคืนคลื่น 5 เมกะเฮิรตซ์ จะทันตามระยะเวลาที่ กสทช.กำหนดไว้วันที่ 25 ก.ย.นี้หรือไม่นั้น ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะกระบวนการในส่วนของแคทได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่เมื่อมีการท้วงติงมา ก็ต้องยืนยัน โดยคลื่นย่านนี้ปล่อยว่างมานานมาก ไม่มีการใช้งาน ไม่ก่อประโยชน์ใดต่อประเทศชาติเลย เพราะฉะนั้นหากคืนคลื่นให้รัฐ ก็จะได้เงินราว 5,000-6,000 ล้านบาทจากการประมูล”

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังรับทราบความร่วมมือทางธุรกิจมือถือ 3 จีกับบริษัทเทสโก้ โลตัส โดยจะเป็นลักษณะการร่วมทุนในสัดส่วน 50:50 ขณะนี้ฝ่ายบริหารอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสม และรายละเอียดของผลตอบแทน คาดว่าภายในไตรมาส 4 น่าจะมีความชัดเจนและสามารถดำเนินการธุรกิจร่วมกันได้ในต้นปี 2559.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522341

“ยุทธศักดิ์”รับตำแหน่งวันแรก หวัง ททท.เป็นขุนพลเศรษฐกิจ

“ยุทธศักดิ์”รับตำแหน่งวันแรก หวัง ททท.เป็นขุนพลเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นวันแรก โดยได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์และมอบนโยบายแก่พนักงาน ททท.ว่า ต้องการให้รัฐบาลเห็นว่า ททท.เป็นขุนพลเอกของภาคเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินให้ไหลหมุนเวียนในประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นความหวังของประเทศ และมีบทบาทในการสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น

“ผมเข้ามาอยากจะเสริมสร้างเติมเต็ม ททท. โดยเฉพาะเรื่องการทำการตลาด นอกจากเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ๆ กระตุ้นนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดต่างประเทศเห็นว่าตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน รัสเซีย และตลาดจากประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยปีละเกิน 1 ล้านคนขึ้นไป ต้องสร้างความท้าทาย ด้วยการเพิ่มเป้าหมายขึ้นอีกประเทศละ 20% ขึ้นไป ส่วนตลาดในประเทศต้องส่งเสริมเชิงรุก อัดกิจกรรมระยะสั้น กระจายแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ”

ส่วนกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอแนวทางเปลี่ยนโครงสร้าง ททท. จากรัฐวิสาหกิจเป็นสถานะอื่นนั้น เห็นว่าถ้า ททท. อยากเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไป ก็ต้องสร้างรายได้จากการลงทุนผ่านบริษัทลูก 4 แห่งด้วย เพราะถ้าใช้งบประมาณประจำปีของรัฐอย่างเดียว ก็ไม่สามารถดำรงความเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไปได้

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ตนเองเข้ามาทำงานองค์กรแห่งนี้ ไม่ได้มาฮันนีมูน ตั้งใจเข้ามาทำงานทันทีและเต็มที่ ต้องการเป็นผู้ว่าการที่พนักงานทุกระดับสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน สามารถคุยผ่านไลน์ส่วนตัวได้โดยตรง “พนักงาน ททท.ต้องมีความแตกต่าง แต่ไม่ใช่เป็นตัวประหลาด ผมเข้ามาองค์กรนี้คนเดียว คงต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราได้ทำงานร่วมกัน ผมมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ ททท. ไม่มีฝ่าย ไม่มีพวก เราเป็นพวกเดียวกัน คือ คน ททท.”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522339

น้ำมันร่วง ฉุดเงินเฟ้อ ส.ค.ติดลบ 1.19% ต่อเนื่องเดือนที่ 8

น้ำมันร่วง ฉุดเงินเฟ้อ ส.ค.ติดลบ 1.19% ต่อเนื่องเดือนที่ 8

พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อ ส.ค.ติดลบ 1.19% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 จากราคาน้ำมันร่วง ชี้ยังไม่น่าห่วง จ่อหั่นเป้าเงินเฟ้อปีนี้จากเดิมที่คาดโต 0.6-1.3%…

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายสมเกียรติ ศรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ส.ค.58 อยู่ที่ 106.33 ลดลง 1.19% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.57 เป็นการขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่งผลให้ CPI ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.58) ลดลง 0.89% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล และกลุ่มแก๊สโซฮอล์ รวมทั้งราคาก๊าซหุงต้มที่ปรับตัวลดลงจากมติปรับลดราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีของ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน และการปรับตัวลดลงของราคาอาหารสด ตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากเพียงพอต่อการบริโภค

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ส.ค.58 อยู่ที่ 105.96 เพิ่มขึ้น 0.89% จากเดือน ส.ค.57 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากราคาสินค้าทั่วไปยังเพิ่มขึ้นและทรงตัว โดยมีจำนวนสินค้าที่ราคาสูงขึ้น 148 รายการ ทรงตัว 191 รายการ ขณะที่จำนวนสินค้าที่ราคาลดลงมีจำนวน 111 รายการ

สำหรับดัชนีราคา สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มในเดือน ส.ค.58 อยู่ที่ 114.51 เพิ่มขึ้น 1.27% จากเดือน ส.ค.57 และเพิ่มขึ้น 0.09% จากเดือน ก.ค.58 ตามการสูงขึ้นของราคาข้าวสารเหนียว ปลาน้ำทะเลสด เช่น ปลาทู ไข่ไก่ เนื้อสุกร และไก่สดมีราคาปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงปลดระวางแม่ไก่ รวมทั้งผักสดและผลไม้ เช่น ผักบุ้ง หัวหอมแดง ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก เงาะ และฝรั่ง มีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ราคาอาหารโทรสั่ง (delivery) ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 101.94 หดตัว 2.52% จากเดือน ส.ค.57 และลดลง 0.39% จากเดือน ก.ค.58 จากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันเบนซิน 95 น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ 91 95 E20 และก๊าชยานพาหนะ (LPG) รวมทั้งการปรับตัวลดลงของราคาก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสาร รถประจำทางปรับอากาศ สิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างจาน และค่าของใช้ส่วนบุคคล เช่น ยาสีฟัน ปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือ คาดว่า ยังมีโอกาสติดลบต่อเนื่องได้อีก เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลง จากที่ในช่วงปลายปีปริมาณการผลิตน้ำมันจากแหล่งต่างๆ จะออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งผิดไปจากก่อนหน้านี้ที่เคยประเมินไว้ว่าในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ที่ เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ก็มีความเป็นไปได้มากที่อัตราเงินเฟ้อของปีนี้จะติดลบ เพราะก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะลงไปต่ำกว่าระดับนี้ ในขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนบาท/ดอลลาร์ คงไม่น่าจะอ่อนค่ามากไปกว่าระดับปัจจุบัน ดังนั้นในเดือนหน้ากระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะปรับลดลงจากปัจจุบันที่วางกรอบไว้ที่ 0.6-1.3% ซึ่งนอกจากราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนเป้าหมาย เงินเฟ้อใหม่แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นด้วย เช่น เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ที่ปัจจุบันอ่อนค่าลงไปจากสมมติฐานเดิม

ทั้งนี้ ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในปี 58 ไว้ในกรอบ 0.6-1.3% ภายใต้สมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เติบโต 3-4% ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อยู่ที่ระดับ 50-60 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน อยู่ที่ระดับ 32-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

พร้อมย้ำว่า หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปีนี้ต้องติดลบจริงก็ไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ถ้าเป็นการติดลบที่มีสาเหตุมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำ ในทางกลับกันสิ่งที่ควรจะต้องเป็นห่วงมากกว่าคือ ราคาน้ำมันลดลงแล้วแต่สินค้าอื่นๆ ไม่ปรับลง ซึ่งเท่ากับเป็นการไม่สะท้อนตามต้นทุนที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปัจจุบันยังคงเป็นบวก ซึ่งถือว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ปัจจุบันประชาชนจะเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“หากอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 58 ติดลบจริงก็จะถือว่าเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่ปี 52 ที่อัตราเงินเฟ้อติดลบ 0.9% ซึ่งการติดลบของเงินเฟ้อในปีนั้นเป็นผลมาจากการเริ่มโครงการลดค่าครองชีพให้ ประชาชน เช่น โครงการรถเมล์ รถไฟฟรี รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ช่วงนั้นอยู่ในระดับต่ำประมาณ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522193

หุ้นเช้าปิดตลาดร่วง 6.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.9 หมื่นล้าน

หุ้นเช้าปิดตลาดร่วง 6.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.9 หมื่นล้าน

หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า ลดลง 6.43 จุด ที่ระดับ 1,375.98 จุด ค่าซื้อขาย 1.9 หมื่นล้านบาท…

วันที่ 1 ก.ย. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 6.43 จุด ที่ระดับ 1,375.98 จุด หรือคิดเป็น 0.47% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 19,587.16 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522191

ทองขึ้น 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,700

ทองขึ้น 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,700

ราคาทองขึ้น 50 ทองแท่งรับซื้อ บาทละ 19,200 ขายออก บาทละ 19,300 รูปพรรณรับซื้อ บาทละ 18,919.68 ขายออก บาทละ 19,700 …

วันที่ 1 ก.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับขึ้น 50 บาท โดยราคาทองแท่ง รับซื้อบาทละ 19,200.00 บาท ขายออกบาทละ 19,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,919.68 บาท ขายออกบาทละ 19,700.00 บาท

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อย เมื่อคืนนี้ (31 ส.ค.) จากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ หลังอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ช่วยให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลดอลลาร์มีราคาถูกลง และดึงดูดใจนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นๆ ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือน ธ.ค. ลดลง 1.5 ดอลลาร์ หรือ 0.13% ปิดที่ 1,132.50 ดอลลาร์/ออนซ์

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522123

1 8 9 10