สั่งลดค่าโอน-จำนองที่ดิน คลังจี้ ธปท.คลายกฎแบงก์รัฐอุ้มคนจน

สั่งลดค่าโอน-จำนองที่ดิน คลังจี้ ธปท.คลายกฎแบงก์รัฐอุ้มคนจน

คลังหารือ ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลังรัฐบาลใช้เป็นเครื่องช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ด้าน ธอส.เล็งเสนอมาตรการอุ้มคนมีรายได้น้อย ขณะที่ สศค.เล็งลดค่าจดจำนองและค่าธรรมเนียมการโอนแต่ไม่ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตนได้หารือกับนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการตรวจสอบกิจการสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาลให้มีความอะลุ่มอล่วยมากกว่าธนาคารพาณิชย์ของเอกชน เนื่องจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ต้องตอบสนองมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่รายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งในบางมาตรการของรัฐบาลอาจจะส่งผลให้กำไรของสถาบันการเงินเฉพาะกิจลดน้อยลงได้ ดังนั้นการรายงานฐานะการเงินและการตรวจสอบผลประกอบการธนาคารเฉพาะกิจของ ธปท.จำเป็นต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ด้วย

“ที่ผ่านมา หลายมาตรการของรัฐบาลไปเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจเช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในการปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งประเด็นนี้ย่อมส่งผลให้กำไรของธนาคารเฉพาะกิจลดลง แต่ที่ผ่านมา ธปท.ก็ยังรายงานว่า ธนาคารเหล่านี้กำไรน้อยเกินไป เมื่ออ่านรายงานของ ธปท.แล้วก็รู้สึกว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจขาดประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะนโยบายของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนนั้น ไม่ได้มุ่งหวังกำไร แต่ ธปท.กลับเขียนรายงานไปแตะที่กำไรของสถาบันการเงินเฉพาะกิจมากเกินไป”

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาความดีความชอบของธนาคารเฉพาะกิจจากนี้ไปจะไม่มุ่งเน้นที่กำไร แต่จะให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ความโปร่งใสและการตอบนโยบายของรัฐ เพื่อชี้วัดการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมถึงเงินรางวัลพิเศษประจำปี (โบนัส) ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาลมีทั้งหมด 8 แห่ง ประกอบด้วยธนาคาร ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส., ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหรือไอแบงก์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.)

ส่วนมาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่มีนโยบายให้ ธอส.ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่ถูกปฏิเสธสินเชื่อเพราะความสามารถในการหารายได้ลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะนี้ ธอส.ได้ส่งรายละเอียดของมาตรการมาถึงมือเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ต้นเดือน ต.ค.นี้ ส่วนรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้

นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธอส.กล่าวว่า ปัจจุบัน ธอส.ปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้า มีระยะเวลายาวนานสุดไม่เกิน 30 ปีตลอดสัญญา แต่วงเงินกู้ส่วนใหญ่มากกว่า 80-90% มีอายุสัญญาเงินกู้ประมาณ 20 ปี ส่วนกรณีที่ลูกค้าที่อายุ 55 ปี จะมีสัญญาเงินกู้รวมแล้วอายุของผู้กู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ส่วนกรณีลูกค้าที่ใช้สวัสดิการเช่น ธอส.-กบข.จะมีอายุสัญญาเงินกู้ไม่เกิน 20 ปี ดังนั้นหากต้องการผ่อนคลายเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ ก็ต้องขยายระยะเวลาในการกู้ให้ยาวนานมากขึ้น เพื่อให้เงินงวดและค่าดอกเบี้ยที่ผ่อนส่งในแต่ละเดือนมีจำนวนเงินที่น้อยลง ลูกค้าก็จะรู้สึกเบาตัวมากขึ้น ขณะนี้ความสามารถในการชำระหนี้ต่อเดือนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนจะขยายสัญญาเงินกู้มากกว่า 30 ปีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของธนาคาร และ รมว.คลัง

“ธอส.พร้อมที่จะผ่อนปรนเงื่อนไขให้ และในเบื้องต้นเตรียมเงินไว้ปล่อยกู้ 5,000 ล้านบาท ถึง 10,000 ล้านบาท เพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเองให้ได้ง่ายขึ้น ส่วนในเรื่องข้อเสนอดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปีนั้น ธอส.มองว่ายังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในช่วงนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ล่าสุดทางกระทรวงการคลังจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และบวกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า โดยขอให้กระทรวงมหาดไทยลดค่าธรรมเนียมการโอน จากปัจจุบัน 2% ของราคาประเมิน ลดลงเหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจากปัจจุบันอยู่ที่ 1% ลดลงเหลือ 0.01% เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ อสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องต้นปีหน้า ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะที่กรมสรรพากรจัดเก็บในอัตรา 3.3% ทางกระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เห็นว่าควรให้มีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะต่อไป เนื่องจากภาษีดังกล่าวเก็บจากผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่ครบ 5 ปี แล้วขายออกไปถือเป็นการเก็งกำไร จึงไม่ควรยกเว้นภาษีให้ในรอบนี้

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/529111

ททท.ขมีขมันโกยรายได้ท่องเที่ยว รับลูก “สมคิด” ชูบทพระเอก พุ่งเป้าหาเงินเข้า 3 ล้านล้าน

ททท.ขมีขมันโกยรายได้ท่องเที่ยว รับลูก “สมคิด” ชูบทพระเอก พุ่งเป้าหาเงินเข้า 3 ล้านล้าน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ต้องการให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นพระเอกในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศนั้น ถ้าต้องการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยเพิ่มเป็น 50 ล้านคนภายใน 3 ปี หรือปี 2561 จะต้องทำให้นักท่องเที่ยวขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 20%

จากปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 30 ล้านคน จึงเท่ากับในปี 2559 จะต้องมีนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน และเพิ่มเป็น 43 ล้านคนในปี 2560 และในปี 2561 จะอยู่ที่ 51.8 ล้านคนและมีรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่ 3 ล้านล้านบาท ส่วนปีนี้จะทำรายได้ได้ตามเป้า 2.2 ล้านล้านบาทอย่างแน่นอน

“หากต้องการจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยเป็น 50 ล้านคนในปี 2561 นับจากนี้คงต้องรุกทำการตลาดอย่างจริงจังมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ รองรับให้เพียงพอ และจำเป็นต้องทำงานในลักษณะบูรณาการ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน รวมทั้งต้องบังคับใช้กฎระเบียบการท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติให้เข้มงวดมากขึ้น ป้องกันทรัพยากรตามแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น พร้อมกับแผนฟื้นฟูพัฒนาไปพร้อมๆกัน”

ส่วนเรื่องความปลอดภัยหากนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมากนั้น ไม่มีความกังวล เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นในทุกเมื่อแต่จะทำอย่างไรให้ปัญหาเหล่านี้ลดลง “หากเรามัวแต่กังวล ขณะที่เศรษฐกิจภาคอื่นๆ ต่างเกิดปัญหา สุดท้ายแล้วรายได้ภาครัฐก็จะหายไปกระทบกันเป็นห่วงโซ่มากกว่าเดิม เพียงแต่เราต้องตั้งกรอบไว้ว่าในจำนวนนักท่องเที่ยว 50 ล้านคน จะต้องมีนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีศักยภาพในการใช้จ่ายเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเมืองไทย เพราะการที่ไทยคาดหวังจำนวนนักท่องเที่ยว 50 ล้านคน ไม่ได้หมายความว่าไทยจะกลับไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบคุ้มค่าเงิน (แวลู่ ฟอร์ มันนี่) เหมือนในอดีต ยังคงนโยบายยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยมุ่งสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน (ควอลิตี้ เลเชอร์ เดสติเนชั่น)

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/529110

เปิดหวูดประมูลรถไฟรางคู่จิระ-ขอนแก่น บอร์ด รฟท.ใจชื้น!ลุยจัดซื้อแอร์พอร์ตลิงค์

เปิดหวูดประมูลรถไฟรางคู่จิระ-ขอนแก่น บอร์ด รฟท.ใจชื้น!ลุยจัดซื้อแอร์พอร์ตลิงค์

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ร.ฟ.ท.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้เปิดประกวดราคาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. วงเงิน 26,007.20 ล้านบาท และจะขายซองประกวดราคาได้วันที่ 2 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นโครงการที่สองต่อจากโครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. วงเงิน 11,348.36 ล้านบาท ที่ได้เปิดขายซองประกวดราคาไปแล้ว “ทั้ง 2 โครงการรถไฟทางคู่ ถือเป็นโครงการที่อยู่ในแผนลงทุนเร่งด่วนปี 58-59 จำนวน 19 โครงการ เส้นทางต่อไปที่จะประกาศประกวดราคา เป็นเส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร วงเงิน 17,000 ล้านบาท รวมถึงรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน”

ส่วนความคืบหน้าการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ 7 ขบวน 28 ตู้ ขณะนี้ได้รับนโยบายจากนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ให้เดินหน้าการจัดซื้อต่อไป และหลังจากนี้จะเร่งสรุปรายละเอียดข้อมูลที่คณะกรรมการ ร.ฟ.ท.อนุมัติให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฉางชุน ซีอาร์ซีซี และริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้ผ่านการคัดเลือกในการจัดหาขบวนรถวงเงิน 4,400 ล้านบาท ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา หลังจากนั้นจะเสนอไปยังสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อจัดหาแหล่งเงิน คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือน น่าจะได้ข้อสรุปและลงนามในสัญญากับเอกชนได้

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/529108

ครม.เข้มรัดเข็มขัดงบประมาณปี 60

ครม.เข้มรัดเข็มขัดงบประมาณปี 60

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การประหยัดการใช้งบประมาณรายจ่ายภาครัฐนอกจากจะใช้วิธีการเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุน (พีพีพี) ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือการทำงบประมาณแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรี สั่งการมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงขอนำมาเน้นย้ำ เนื่องจากมีหลายกระทรวงที่มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หากหน่วยงานเกี่ยวข้องบูรณาการทำงบประมาณตั้งแต่ต้นทาง จะประหยัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้มาก

“ในวงรอบการจัดทำงบประมาณปีต่อไปคือ งบปี 2560 ขอให้สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นำแนวทางการทำงบประมาณแบบบูรณาการไปดำเนินการร่วมกัน”

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศวงเงิน 3,693.9 ล้านบาท จากวงเงินที่เหลืออยู่ 4,732.5 ล้านบาท ซึ่งหลักเกณฑ์จะเป็น ไปตามโครงการเดิมที่ ครม.อนุมัติกรอบไว้วงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท
โดยเป็นกรอบงบปี 2558 วงเงิน 24,000 ล้านบาท และปี 2559 วงเงิน 16,000 ล้านบาท

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ผลการเบิกจ่ายงบปี 2558 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.57-25 ต.ค.58 มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว 2.35 ล้านล้านบาท หรือ 91.52% ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายเพื่อลงทุนรวมการทำสัญญาผูกพันอยู่ที่ 346,668 ล้านบาท หรือ 77.13% ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 87% อยู่ประมาณ 10% แต่ในช่วงเวลาที่เหลือ 5 วันนั้นจะทำให้การเบิกจ่ายรวมทำสัญญาผูกพันเพิ่มขึ้นอีกไปอยู่ที่ 85-86% ต่ำกว่าเป้าหมายการเบิกจ่ายเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 284,898 ล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ 1% โดยมาจากงบประมาณรายจ่ายลงทุน 102,339 ล้านบาท เงินกันไว้เบิก เหลื่อมปี 75,811 ล้านบาทและงบกระตุ้น 106,748 ล้านบาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/529107

หนี้ครัวเรือนพุ่ง 10 ล้านล้าน ธปท.เผยภาวะเศรษฐกิจไทยปวกเปียกต่อเนื่อง

หนี้ครัวเรือนพุ่ง 10 ล้านล้าน ธปท.เผยภาวะเศรษฐกิจไทยปวกเปียกต่อเนื่อง

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังคงอ่อนแออยู่ในเดือน ส.ค.58 ซึ่งในเดือนนี้มีเหตุการณ์ในประเทศระเบิดแยกราชประสงค์และเหตุการณ์นอกประเทศอย่างจีนปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ธปท.หวังแรงส่งความเข้มแข็งของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (G3) จะช่วยฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงินได้บ้าง ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นบางจุด

ปัจจุบันการอ่อนค่าของเงินบาท ยังคงสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคเป็นผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนค่าไม่ได้ส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยว แต่อาจมีผลต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวบ้าง และจากเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพฯ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง ประกอบกับมาเลเซียลดลง ผลจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ธปท.เชื่อว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และเป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้และปีหน้า

ขณะที่ภาคครัวเรือน ยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เพราะรายได้ปรับลดลง โดยเฉพาะรายได้นอกภาคเกษตรลดลง 0.9% จากเดือนก่อน ซึ่งจำนวนชั่วโมงการทำงานน้อยลง ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ถูกบั่นทอนจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 72.3 ส่วนการลงทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แต่การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนดีขึ้นและยอดขายกระบะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจากรถรุ่นใหม่ออกมา

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ธปท.ได้ประกาศเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน (หนี้ครัวเรือน) มียอดคงค้างทั้งสิ้น 10,714,318 ล้านบาท คิดเป็น 80.6% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมียอดหนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 784,036 ล้านบาท หรือ 7.90% และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 142,851 ล้านบาท หรือ 1.35%

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/529106

เซ็นทรัลทุ่ม 300 ล. ปรับโฉมฟิวเจอร์พาร์ค รองรับลูกค้า-ผลักดันยอดขาย

เซ็นทรัลทุ่ม 300 ล. ปรับโฉมฟิวเจอร์พาร์ค รองรับลูกค้า-ผลักดันยอดขาย

ห้างเซ็นทรัล ทุ่มงบ 300 ล้าน ปรับโฉมใหม่สาขาฟิวเจอร์พาร์ค เปิดให้บริการ 1 ต.ค. นี้ ระบุ เพิ่มสินค้าแบรนด์ใหม่กว่า 60 แบรนด์ ชูความครบครัน-จัดโปรโมชั่น เผย ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ 20% คาด ยอดขายโตไม่ต่ำกว่า 15% …

วันที่ 30 ก.ย. 58 นางนิตย์สินี จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้มีการปิดปรับปรุงสาขาฟิวเจอร์พาร์ค เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทใช้งบประมาณในการปรับโฉมใหม่ทั้งสิ้น 300 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการเกือบ 100% และพร้อมเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 ต.ค. นี้

ในส่วนของการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้ มีจำนวน 3 ชั้น รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งสิ้น 18,000 ตร.ม. เป็นการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศในการช็อปปิ้ง ภายใต้คอนเซปต์โมเดิร์นคอนเทมโพรารี (Modern Contemporary) ที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูแต่ทันสมัย ใช้สีโทนอบอุ่น และยังได้รวบรวมสินค้าแบรนด์ชั้นนำไว้มากกว่า 1,000 แบรนด์ โดยมีสินค้าแบรนด์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา กว่า 60 แบรนด์ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้าจะพบกับความแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจ โดยแต่ละแผนกจะมีจุดเด่นเป็นของตัวเองอีกด้วย

บิ๊กบอสห้างเซ็นทรัล กล่าวต่อไปว่า สาขาฟิวเจอร์พาร์ค มีสัดส่วนผู้ใช้บริการ แบ่งเป็นนักศึกษา 30% คนไทยที่พักอาศัยบริเวณนั้น 30% ส่วนที่เหลือ เป็นลูกค้าบริเวณใกล้เคียงและต่างจังหวัด พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ 20% ซึ่งมั่นใจว่าการปรับโฉมครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดขายของสาขาฟิวเจอร์พาร์คให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 15%

“ห้างเซ็นทรัล เร่งจัดกิจกรรมการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเข้มข้น โดยไตรมาส 4 ได้ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อจัดโปรโมชั่นและกิจกรรมใหญ่อีกหลายกิจกรรม อาทิ งานมหัศจรรย์แห่งพรรณไม้ ซึ่งเป็นงานประจำปีฉลองวันเกิดห้างในช่วงปลายเดือน ต.ค. งานเทศกาลคริสต์มาสปีใหม่ในช่วงไฮซีซั่น เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งคาดว่าจะดันยอดขายปีนี้ให้เติบโต 10% ตามเป้าหมาย

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528937

หุ้นครึ่งวันเช้าขยับขึ้น 3.73 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.6 หมื่นล้าน

หุ้นครึ่งวันเช้าขยับขึ้น 3.73 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.6 หมื่นล้าน

หุ้นไทยปิดตลาดเช้า ขยับขึ้นเล็กน้อย 3.73 จุด ที่ระดับ 1,352.57 จุด มูลค่าซื้อขาย 16,082.67 ล้าน…

วันที่ 30 ก.ย. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า เพิ่มขึ้น 3.73 จุด ที่ระดับ 1,352.57 จุด หรือคิดเป็น 0.28% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 16,082.67 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528943

ถก ครม. ‘ไอซีที’ ชงแผนแก้ปมคลื่นความถี่-คลัง เสนอลดภาษีช่วย SME

ถก ครม. ‘ไอซีที’ ชงแผนแก้ปมคลื่นความถี่-คลัง เสนอลดภาษีช่วย SME

“บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม. “ไอซีที” ชงแผนแก้ปมคลื่นความถี่ 900MHz ก่อนสรุปให้ชัด 1 ต.ค.ด้าน ก.เกษตร ของบ 4 พันล้าน ผุด 8 มาตรการช่วยเกษตรกร ขณะที่ คลัง เสนอมาตรการลดภาษีเอสเอ็มอี-หนุนผู้ประกอบการรายใหม่ …

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 58 มีรายงานประชุม ครม. ซึ่งเลื่อนมาจากวันอังคารที่ผ่านมา โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ติดภารกิจประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ประเทศสหรัฐฯ

สำหรับวาระที่น่าสนใจโดย กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) เตรียมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาซึ่งจะต้องให้ได้ข้อสรุปชัดเจนภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ โดยยึดตามแนวทางทำให้ บมจ.ทีโอที ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอของบกลาง 4,000 ล้านบาท มาใช้ใน 8 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และเตรียมขุดแก้มลิง 30 แห่งทั่วประเทศวงเงินกว่า 604 ล้านบาท รวมถึงขออนุมัติวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีก่อสร้างภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี (แผนระยะที่ 2)

ขณะเดียวกัน ที่ประชุม เตรียมอนุมัติดำเนินโครงการพัฒนาระบบซีซีทีวีและเทคโนโลยีอื่นที่เหมาะสม เพื่อการควบคุมทางศุลกากรรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และพิจารณาจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ลาวฉบับใหม่

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอร่างกฎหมายพระราชกฤษฎีกา มาตรการการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเอสเอ็มอี ที่มีกำไรสุทธิตั้งแต่ 300,001 บาทขึ้นไป จากเดิม 15% และ 20% ของกำไรสุทธิ เป็น 10% ของกำไรสุทธิ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 จนถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 31 ธ.ค. 2559 และ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2558 ถึง 31 ธ.ค. 2559 เป็นเวลา 5 รอบบัญชีต่อเนื่องกัน

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528891

คนกรุงมีเฮ!ใช้รถเมล์-ไฟฟรีอีก 3 เดือน คมนาคมยังงมหาตัวเลขผู้มีรายได้น้อย

คนกรุงมีเฮ!ใช้รถเมล์-ไฟฟรีอีก 3 เดือน คมนาคมยังงมหาตัวเลขผู้มีรายได้น้อย

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลจะมีการต่ออายุรถเมล์ฟรีขององค์การ ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถไฟฟรี ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค. 58 เป็นสิ้นสุด 31 ม.ค. 59

ด้านนางปราณี ศุกระศร รักษาการ ผอ.ขสมก.กล่าวถึงสาเหตุการเตรียมต่ออายุรถเมล์และรถไฟฟรีออกไปอีก 3 เดือนว่า เนื่องจากที่ประชุมของคณะกรรมการการกำหนดมาตรการดูแลค่าครองชีพในโครงการรถเมล์และรถไฟฟรีรอบใหม่ซึ่งมีนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานมีมติเห็นชอบร่วมกันว่า กระทรวงคมนาคมอาจจัดทำบัตรประจำตัวผู้มีรายได้น้อยแล้วเสร็จไม่ทันภายในสิ้นเดือน ต.ค.ซึ่งเป็นระยะเวลาสิ้นสุดโครงการรถเมล์ รถไฟฟรีรอบสุดท้าย จึงเสนอให้มีการขยายเวลาโครงการออกไปอีก 3 เดือน คือระหว่าง 1 พ.ย.58-31 ม.ค.59

นางสร้อยทิพย์ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องตัวเลขรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยว่าควรจะอยู่ที่ระดับเท่าใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้เสนอตัวเลขเดือนละ 3,632 บาท แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขอให้กระทรวงกลับไปพิจารณาตัวเลขรายได้ใหม่อีกครั้ง

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528584

ลุยซื้อรถแอร์พอร์ตลิงค์

ลุยซื้อรถแอร์พอร์ตลิงค์

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแผนการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ 7 ขบวน 28 ตู้ เพื่อให้บริการในโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ว่า ขณะนี้มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าลงนามจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ กับกลุ่มกิจการร่วมค้าฉางชุน ซีอาร์ซีซีและริเวอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกแล้ว ส่วนสาเหตุที่มีกลุ่มเอกชนท้วงติงเรื่องราคาแพงและมีการล็อกสเปกนั้น เรื่องนี้สามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะการเปรียบเทียบราคาว่าแพงกว่าการจัดซื้อขบวนรถไฟของมาเลเซียนั้น จากการตรวจสอบแล้วพบว่า เนื่องจากสเปกและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ระบบของแอร์พอร์ตลิงค์มีสเปกที่เหนือกว่าหลายรายการจึงเปรียบเทียบด้านราคาอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งตนพร้อมจะชี้แจงต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย

พล.อ.ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวว่า ในวันที่ 22 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เพื่อพิจารณาจัดทำ ทางกั้นชานชาลาของสถานีแอร์พอร์ตลิงค์ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และการขายแบบประกวดราคาซ่อมใหญ่ขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ทั้ง 9 ขบวน คาดว่าจะคัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาจ้างได้ภายในปีนี้ เช่นเดียวกันกับการจัดทำทางกั้นชานชาลา ส่วนการแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) นั้นได้เสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/528582

1 2 3 10