มูลนิธิปิดทองฯพลิกแผนแก้จน จับมือมหาวิทยาลัยปั้นนักพัฒนา | เดลินิวส์ „มูลนิธิปิดทองฯพลิกแผนแก้จน จับมือมหาวิทยาลัยปั้นนักพัฒนา“ อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/economic/339180

de

 

มูลนิธิปิดทองฯพลิกแผนแก้จน จับมือมหาวิทยาลัยปั้นนักพัฒนา 

„เป็นความท้าทาย…กับการยกระดับประเทศไทยให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรที่อยู่ในระดับปานกลางให้ขึ้นไปสู่ประเทศแห่งความมั่งคั่งมีรายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ในระดับสูงภายใน 15-20 ปี ต่อจากนี้ เพราะปัจจุบัน … ประเทศไทยยังมีโจทย์ใหญ่คือ “ปัญหาความยากจน” กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ ทั้งที่ทุกรัฐบาลได้ขับเคลื่อนแผนงานจนหมดเงินไปกับการพัฒนาอย่างนับไม่ถ้วน แต่ผลที่ได้…กลับเห็นช้ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จ

 

หนึ่งในนั้น…คืองานของการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระราชดำริที่ดำเนินการโดย มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งยึดการทำโครงการแก้จนให้ประชาชนในชนบทที่ยากจนแร้นแค้นด้วยการน้อมนำการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว สะท้อนผลสำเร็จโดยการสร้างโมเดลการสร้างรายได้จากพื้นที่ต้นแบบใน 5 จังหวัดคือ จังหวัดน่าน อุดรธานี เพชรบุรี กาฬสินธุ์ และอุทัยธานี

 

โชว์แผนแก้จน 5 ปี

“ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ และประธานคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองฯ บอกว่า งานของมูลนิธิปิดทองฯ ที่ทำมาแล้ว 5 ปี ประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่เป็นเกษตรกรได้ตลอดปี ล่าสุดได้เสนอแนวทางการพัฒนาตามพื้นที่ต้นแบบให้กับรัฐบาลเห็นแล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุนการทำงานในระยะต่อไป โดยล่าสุดที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติงบประมาณรวม 1,500 ล้านบาท มาขับเคลื่อนงานของมูลนิธิปิดทองฯและงานตามแผนยุทธศาสตร์การ บูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงระยะที่ 2 ปี 59-63 โดยจะใช้งบประมาณปีละ 300 ล้านบาท

 

ดึงสถานศึกษาปั้นนักคิด

เริ่มงานแรกในปี 59 มูลนิธิปิดทองฯได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่โดยใช้วิธีขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนจากที่เข้าไปลงมือทำและให้ความรู้ชุมชนก็เปลี่ยนเป็นการเข้าไปร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อสร้างนักคิดเข้าไปพัฒนาชนบท โดยได้ตั้งเป้าหมายการแก้ไขปัญหาครัวเรือนที่ยากจนในพื้นที่ชนบทให้ได้ 24,068 ครัวเรือนซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ของครัวเรือนทั่วประเทศกว่า 75,000 ครัวเรือนหรือครอบคลุมกลุ่มคนจนถึง 20 ล้านคน ให้สำเร็จภายในปี 63

“ในปี 59 จะเน้นพื้นที่ภาคอีสานก่อนเพราะมีความพร้อมมากที่สุด โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งมีนักศึกษาคณะต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาชนบทเข้ามาศึกษาหรือทำงานกับมูลนิธิปิดทองฯจะได้รับรู้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและเห็นผล ก่อนไปต่อยอดพัฒนาชนบทตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจน การทำแบบนี้เป็นการสร้างครูที่เป็นครูของชุมชน เป็นนักคิดและรู้จักการแก้ปัญหา มีองค์ความรู้โดยจะนำไปศึกษาในพื้นที่ต้นแบบที่มูลนิธิปิดทองฯได้ทำมาแล้วเชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับชนบทได้”

 

มั่นใจเงินถึงมือชาวบ้านแน่

ม.ร.ว.ดิศนัดดา เปรียบเทียบให้ฟังด้วยว่าการทำงานของมูลนิธิปิดทองฯจะสื่อให้เห็นถึงผลสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ชนบทโดยยกตัวอย่างการทำพื้นที่ต้นแบบ เช่น จังหวัดน่านที่ตอนนี้ชาวบ้านมีน้ำไว้ทำการเกษตรตลอดปี แก้ไขปัญหาความยากจนได้สำเร็จโดยใช้งบประมาณที่จำกัดที่สุด บางพื้นที่ใช้เงินสูงสุดคือ 4 ล้านบาท ถูกที่สุดแค่ 800,000 บาท ส่วนมากใช้เพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการวางระบบท่อ อีกทั้งยังเป็นค่าจ้างชาวบ้านมาปรับปรุงด้วย ซึ่งการใช้งบประมาณอย่างนี้ถือว่าใช้น้อยกว่าหลายโครงการที่รัฐทำและยังประสบผลสำเร็จมากกว่าเพราะเงินที่ลงทุนไปชาวบ้านได้ประโยชน์ มีเงินตกถึงมือชาวบ้านทุกราย

ถ้าให้เห็นชัดมากขึ้นโดยเทียบเงินที่ใช้ลงทุนไปเพียงไม่กี่ล้านบาทที่จังหวัดน่านซึ่งสร้างระบบน้ำให้ชาวบ้านทำการเกษตรได้ตลอดปีเทียบง่าย ๆ คือหากเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เมื่อผลผลิตข้าวโพดออกมาจะได้ประมาณไร่ละ 1,200 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 6-8 บาท ตกแล้วเกษตรกรจะขายได้เกิน 500 ล้านบาท

“บางโครงการไม่จำเป็นต้องทำใหม่ แต่ต้องทำโครงการเก่าที่มีอยู่ให้ดีก่อน ให้เงินที่ใส่ไปทุกบาททุกสตางค์ต้องวัดผลได้ว่า สร้างผลตอบแทนกลับไปสู่ชุมชนได้อย่างไร เช่น ชาวบ้านปลูกพืชหลังฤดูทำนาได้จากโครงการสร้างฝายที่มีการลงทุนเอาชุมชนเป็นตัวตั้งและแก้ปัญหาให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ โครงการแบบนี้จึงจะไม่ถูกต่อต้านและได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชน”

 

ต่อยอดแก้จนภาคเหนือ

อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามูลนิธิปิดทองฯได้ช่วยพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนไปแล้วในหลายจังหวัด และได้ถูกทำเป็นโมเดลต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเฉพาะจังหวัดน่าน ตอนนี้โมเดลดังกล่าวได้ถูกเพิ่มเติมไปเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ขณะเดียวกัน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังสนใจที่จะนำน่านโมเดลไปเป็นแนวทางพัฒนา 13 จังหวัดของภาคเหนือด้วย

แนะตั้งกระทรวงน้ำ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังแสดงความเห็นถึงแนวทางการจัดการน้ำของประเทศด้วยว่า รัฐบาลต้องทบทวนการจัดตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมาอีกครั้งให้เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบตั้งแต่น้ำแล้ง และน้ำท่วม เพราะก่อนหน้านี้การบริหารจัดการน้ำของไทยเป็นแค่การวางแผนเฉพาะหน้าไม่ได้มาคิดวางแผนระยะยาวจึงส่งผลให้ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่กว่า 35 หน่วยงาน

การจัดตั้งกระทรวงน้ำในครั้งนี้จะทำให้มีรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ส่วนนายกรัฐมนตรีก็สามารถสั่งงานและไล่เบี้ยงานจากคนเป็นรัฐมนตรีได้ถือเป็นรูปแบบที่ดีกว่าให้หน่วยงานต่าง ๆ แยกย้ายกันทำ เช่นเดียวกับการโอนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ที่กระทรวงน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้การบริหารงานมีความคล่องตัว และจัดการน้ำในพื้นที่ของชุมชนได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตามงานของมูลนิธิปิดทองฯ นับจากนี้…ถือว่าแค่เริ่มต้นเพราะหนทางการแก้ไขปัญหาความยากจนยังต้องพึ่งเครื่องมืออีกหลายอย่างเข้ามาคอยช่วยเหลือเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมายในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ และที่สำคัญ…หวังว่ารัฐบาลต่อ ๆ ไปจะเข้ามาสานต่อโครงการให้สำเร็จด้วย.“

ขอบคุณที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/339180

ปลดกับดักความคิด “ประชานิยม” อุ้มชาวนา-เกษตรกรก่อนเสียหายยับเยินกว่านี้

 

วิกฤตการณ์ภัยแล้งที่ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกันอยู่ แม้จะเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข แต่ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า

นั่นก็คือ ปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ “ชาวนา” ผู้เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติที่กำลังประสบปัญหาขาดน้ำหล่อเลี้ยงนาข้าว ไม่เฉพาะในแต่พื้นที่นอกเขตชลประทานเท่านั้น หากแต่ยังเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่เขตชลประทานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

แต่จนถึงวันนี้ เรายังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวนาได้อย่างชัดเจน นอกจากเห็นข้อมูลเป็นทางการ จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าผลผลิตข้าวจะลดลงประมาณ 11%

ประกอบกับรายงานจากสถานการณ์ภัยพิบัติด้านเกษตร เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวเสียหาย 1.19 ล้านไร่ ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2557 และเสียหาย 78.25 ไร่ ในช่วงเดือนมกราคม-9 กรกฎาคม 2558 จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ 62 ล้านไร่

ส่วนศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สถานการณ์ภัยแล้งปี 2558 เสียหาย 68,000 ล้านบาท พื้นที่เพาะปลูกเสียหาย 10—12 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 61 ล้านไร่

ทั่วประเทศ และมีผลผลิตเสียหายราว 4.6 ล้านตัน ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับชาวนาโดยเฉพาะนั้นจะมีมากน้อยเพียงใด

ข้อความข้างต้น คือ สิ่งที่ ทีมเศรษฐกิจ พยายามจะบอกกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ถ้าเรายังคงหมกมุ่นกับปัญหาในอดีต วนเวียนอยู่กับความพยายามจะจำกัดความคิดให้อยู่ภายใต้กรอบที่เข้มงวด ที่สุดประเทศไทยเราจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีได้

ฉันใด ก็ฉันนั้น การไม่ให้โอกาสตนคิดนอกกรอบ ก็เท่ากับการปิดโอกาสตนที่จะช่วยเหลือชาวนาไม่ให้ได้รับความช่วยเหลือใดๆจากรัฐบาล

กรณีนี้ทำให้เราพบความจริงที่สำคัญว่า การเพาะปลูกข้าวของไทยซึ่งแม้จะเป็นประเทศส่งออกสำคัญของโลก แต่ก็มีผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ “ต่ำมาก” หรือเพียงประมาณ 480 กิโลกรัม/ไร่เท่านั้น เพราะกระบวนการเพาะปลูกข้าวทั้งประเทศมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพียง 20% ของประเทศเท่านั้นที่มีโอกาสได้อาศัยระบบชลประทาน ซึ่งถือว่าเกือบต่ำสุดในโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยของพื้นที่ชลประทานในการเพาะปลูกข้าวของโลกควรจะอยู่ที่ 50%

นั่นแสดงให้เห็นว่า การเพาะปลูกข้าวของไทย ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพา ลม น้ำ อากาศ ที่เรียกว่า นาน้ำฝน (Rain Rice) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้ผลผลิตต่ำ ตราบเท่าที่ไม่มีน้ำฝนตกลงในพื้นที่

ยังไม่นับรวมกับปัญหาอื่นๆ ที่เข้ามากระทบชาวนา ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูงจนไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งจากราคาปุ๋ยภายในประเทศที่มีราคาสูง และจากการที่รัฐบาลเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยสูงถึง 30% ขณะที่เกษตรกรยังต้องจ่ายทั้งค่าเช่าที่ดินทำนา และค่าจ้างแรงงานด้วย เป็นต้น

ความคิดที่หมกมุ่นอยู่กับปัญหาในอดีต และการสร้างข้อจำกัดทางความคิดให้กับตนเองจนเกินไป เช่นการปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือที่รัฐพึงมีให้ทั้งในรูปนโยบายและงบประมาณ ที่เรียกรวมๆกันว่า ประชานิยม ทำให้การประกันราคาข้าวในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนถึงการรับจำนำข้าว หรือพยุงราคาข้าว ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการช่วยเหลือชาวนาได้อย่าง “ครบวงจร” และยั่งยืน นั่นจึงทำให้ชาวนาต้องเผชิญปัญหามากมายหลายด้านด้วยกัน

เริ่มต้นจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ การไม่ขายข้าวคุณภาพต่ำในโกดังรัฐออกไป หรือขายข้าวดีกับข้าวไม่ดีและคุณภาพต่ำเกลี่ยรวมกันไปในราคาเท่าๆกัน ทำให้ราคาข้าวขึ้นไม่ได้

ปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าทั้งจากการถูกปฏิวัติรัฐประหาร และการเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ตลอดจนถึงการที่ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำลงพร้อมๆกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

ขณะที่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังชาวนาหักคือ การป่าวประกาศห้ามชาวนาปลูกข้าวเนื่องเพราะน้ำหมดเขื่อน และฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ปัญหาต่างๆที่ว่ามาข้างต้นนี้ จะต้องมีการแก้ไข เมื่อมองภาพใหญ่ ในเชิงนโยบายของประเทศที่มีต่อภาคเกษตรของไทยระยะยาว ไม่เฉพาะเรื่องของข้าว หากแต่จะต้องยอมรับว่า รัฐบาลของประเทศไทยไม่เคยให้การสนับสนุนภาคเกษตรอย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้ภาคเกษตรเติบโตได้ยาก และมีความเสี่ยงสูงกว่าภาคการผลิตอื่นๆ

เพราะภาคเกษตรขึ้นอยู่กับลม ฟ้า อากาศ บางครั้งน้ำท่วม บางครั้งฝนแล้ง ยังมีปัญหาแมลงศัตรูพืชผสมเข้ามาด้วย ชาวนาจึงนับเป็นอาชีพหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในโลก

ขณะที่ภาคการผลิตอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม กลับได้รับการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากทุกรัฐบาลอย่างต่อเนื่องยาวนานมากว่า 5 ทศวรรษ เช่น การส่งเสริมการลงทุน การคุ้มครองด้านภาษีนำเข้า การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ และการมีผู้แทนของภาคอุตสาหกรรม และการค้า เข้าไปร่วมเป็นกรรมการต่างๆที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจประเทศ

ตรงนี้จึงมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตขยายตัว โดยมีส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึง 34% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท (ปี 2557) และมีแรงงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเพียง 15% ของแรงงานทั้งประเทศ

ขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนใน GDP เพียง 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท แต่มีจำนวนแรงงานในภาคนี้สูงถึง 39% และยังเป็นภาคที่มีการเจริญเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สัดส่วนใน GDP ภาคเกษตรลดลง จนเป็นภาคที่มีขนาดเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

เมื่อลองพิจารณาดูนโยบายของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าพวกเขาดูแลภาคเกษตรกันอย่างไร และทราบชัดว่า ประเทศกลุ่มนี้เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการผลิตและค้าขายสินค้าเกษตรหลายชนิด ตั้งแต่ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล เป็นต้น

อย่างสหรัฐอเมริกา มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่เรียกว่า Agricultural Act หรือ Farm Bill ซึ่งประกอบไปด้วยหลายมาตรการ เช่น การอุดหนุน (Subsidies) การประกันราคา การประกันรายได้ รวม 10 มาตรการ รวมทั้งการกำหนดมาตรการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barriers : NTBs) เพื่อกีดกันการนำเข้า โดยในกฎหมาย Farm Bill ฉบับล่าสุด (Agricultural Act of 2014—2023) ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา คาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่ออุดหนุนภาคการเกษตรสูงถึง 956,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป หรืออียู ก็มีนโยบายในการช่วยเหลือภาคเกษตรกรของพวกเขาเช่นกัน โดยเรียกมาตรการช่วยเหลือนี้ว่า Common Agricultural Policy หรือ CAP และใช้เงินมหาศาลในการช่วยเหลือเกษตรกรของเขา

นโยบายเหล่านี้ นอกจากจะช่วยเกษตรกรของประเทศแล้ว ยังส่งผลให้เกิดสินค้าเกษตรในโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก และทำให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่อาจถูกบังคับไปในตัวให้ต้องขายสินค้าเกษตรในตลาดโลกต่ำกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงไม่กี่ประเทศที่เป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิ (Net Food Exporter) ที่กำลังประสบกับปัญหารุมเร้าหลายด้าน รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรง การมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นทุกวัน จนกระทั่งถูกแย่งชิงตำแหน่งประเทศชั้นนำการส่งออกสินค้าเกษตรไป เนื่องจากรัฐบาลขาดนโยบายและการสนับสนุนอย่างจริงจังเพียงเพราะกับดักที่อาจสร้างขึ้นเองโดยที่ภาครัฐก็ไม่รู้ตัว

ปัญหานี้ทำให้มองเห็นว่า ปัจจุบันนี้ภาคการเกษตรของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เราจะปล่อยให้เกษตรกรไทยต้องไปผจญกับประเทศคู่แข่งที่มีความเพียบพร้อมในทุกด้าน หรือจะช่วยให้พวกเขาลุกขึ้นมายืนบนลำแข้งตนเพื่อต่อสู้บนเวทีโลกได้ เพื่อให้ได้น้ำมาหล่อเลี้ยงพืชเกษตร หรือความแปรปรวนจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากสภาวะโลกร้อนโดยลำพังไม่ได้

จากวิกฤตการณ์น้ำแล้งที่เกิดขึ้นมานี้ ทีมเศรษฐกิจยังเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ และนี่น่าจะเป็นโอกาสดีที่สุดของรัฐบาลปัจจุบันที่จะหยิบยกเรื่องของภาคเกษตรทั้งหมดขึ้นมาจัดทำเป็นนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาให้รอบด้าน โดยเฉพาะการวางรากฐานระบบสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์ และแผนการสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเพิ่มคุณภาพผลผลิตเพื่อการแข่งขันบนเวทีโลกให้ได้

แม้ว่าที่สุด รัฐจำเป็นจะต้องให้การอุดหนุนในรูปแบบต่างๆแก่เกษตรกรไทย ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการตลาดอย่างจริงจังก็ตาม

ผลของการส่งเสริมให้มีการส่งเสริมเกษตรกรอย่างจริงจังนี้ นอกจากจะยกระดับรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ภาคเกษตรอยู่คู่กับประเทศไทยอย่างแข็งแรงแล้ว

สิ่งเหล่านี้ยังถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของคนไทยในประเทศที่ยิ่งนับวันความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งสูงขึ้นไปตามลำดับด้วย

อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้น บางทีข้อจำกัดทางความคิดที่เข้มงวด กับการคิดวนเวียนอยู่แต่ปัญหาในอดีต เช่น นโยบายรัฐบาล หรือพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับการประกันราคาข้าวก็ดี การรับจำนำข้าว หรือการพยุงราคาข้าวมากเกินไปก็ดี ท้ายที่สุดมันอาจเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถให้การช่วยเหลือชาวนาและเกษตรกรในสภาวการณ์ที่ยากลำบากเช่นว่านี้ได้เลย

ทีมเศรษฐกิจ อยากแนะนำให้รัฐบาล “ลุงตู่” เร่งหามาตรการเยียวยาชาวนาและเกษตรกรไทยอย่างจริงจังด้วยการเปิดใจรับทุกข้อเสนอที่มีเข้ามา โดยเฉพาะในมาตรการเก่าๆที่ดีอยู่แล้ว และสามารถกระทำได้ทันทีเพียงแต่ต่อยอดเข้าไปเท่านั้น.

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ระบุผลสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558 ว่า ประเทศไทยจะเสียหายกว่า 68,000 ล้านบาท โดยสำรวจจากเกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 1,200 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ค.2558 พบว่า ภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว 68,144.97 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.52% ของจีดีพี มีพื้นที่เพาะปลูกเสียหายแล้ว 10-12 ล้านไร่ จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 61 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย 4.6 ล้านตัน มูลค่า 35,600 ล้านบาท และยังมีความเสียหายจากการผลิตข้าวนาปรังที่ลดลงราว 32,512.44 ล้านบาทด้วย

ปัญหาภัยแล้งนี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 3% และหากรัฐบาลต้องการพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้มากกว่า 3%จะต้องใส่เงินเข้าระบบเศรษฐกิจราว 70,000-100,000 ล้านบาท ผ่านการให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งดังกล่าว โดยอาจจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท และเพิ่มความช่วยเหลือจากรายละ 15 ไร่ เป็น 20 ไร่ รวมถึงจ่ายเงินชดเชยราคาพืชผลทางการเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เร่งรัดโครงการขุดบ่อบาดาลเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป ศูนย์พยากรณ์ฯ ยังระบุด้วยว่า ปี 2558 นี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจจึงทำให้จีดีพีอาจขยายตัวเพียง 2.75-3.25% เท่านั้น.

ขอบคุณที่มา : www.thairath.co.th

1 2 3 4