หุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 8 จุด ค่าซื้อขาย 2.3 หมื่นล้านบาท

 

หุ้นไทย วันที่ 20 ส.ค. ปิดตลาดภาคเช้า ลดลง 8.00 จุด ที่ระดับ 1,371.12 จุด ค่าซื้อขายกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท …

วันที่ 20 ส.ค. 58 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดเช้า ลดลง 8.00 จุด ที่ระดับ 1,371.12  จุด หรือคิดเป็น 0.58% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 23,583.38 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/519568

สภาพัฒน์ ชี้ ศก.โตต่ำ ประเมิน จีดีพี ไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8%

สภาพัฒน์ ชี้ ศก.โตต่ำ ประเมิน จีดีพี ไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8%

 

สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 2 ปีนี้ โตต่ำอยู่ที่ 2.8% จาก 3% ในไตรมาส 1 ชี้ศก.ยังขยายตัวต่อเนื่อง จากลงทุนภาครัฐ-ท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเกษตรรับผลกระทบจากภัยแล้ง…

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/58 ขยายตัว 2.8% โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง จากการลงทุนภาครัฐและการส่งออกด้านบริการขยายตัวสูงตามการเบิกจ่ายของภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ในด้านการผลิต สาขาโรงแรม ภัตตาคาร ก่อสร้าง ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่สาขาเกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ระบุว่า ผลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/58 เติบโตชะลอลงมาที่ 2.8% เทียบกับ 3% ในไตรมาส 1/58 เนื่องจากเศรษฐกิจภาคนอกเกษตรชะลอลง 3.5% ส่วนภาคเกษตรหดตัว 5.9% ขณะที่ GDP ปรับฤดูกาลทรงตัวที่ 0.4% เทียบกับที่ขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่แล้ว ด้านการใช้จ่ายในประเทศ การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ขยายตัว 1.5% ชะลอจากที่ขยายตัว 2.4% ในไตรมาสที่แล้ว จากอำนาจซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าคงทน และค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการหดตัว ส่วนการบริโภคสินค้ากึ่งคงทนและไม่คงทนยังคงเพิ่มขึ้น

ส่วนการอุปโภคขั้นสุดท้ายของภาครัฐ เพิ่มขึ้น 4.6% ตามค่าใช้จ่ายหมวดค่าตอบแทนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการสุทธิชะลอลง สำหรับการลงทุนรวม ชะลอลง 2.5% เทียบกับที่ขยายตัว 10.7% ในไตรมาสที่แล้ว โดยการลงทุนภาครัฐชะลอลง 24.7% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชน หดตัว 3.4% ส่วนภาคต่างประเทศ ดุลการค้าและดุลบริการ ณ ราคาประจำปี เกินดุล 291.1 พันล้านบาท โดยดุลการค้าเกินดุล 261.9 พันล้านบาท และดุลบริการเกินดุล 29.2 พันล้านบาท

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 ขยายตัว 2.8% เทียบกับการขยายตัว 3.0% ในไตรมาสแรกของปี 2558 ในด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวสูงของการลงทุนภาครัฐและการส่งออกบริการ การขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคภาคครัวเรือนและภาครัฐ

ในขณะที่การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ในด้านการผลิต สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาก่อสร้างขยายตัวสูง สาขาบริการอื่นๆ ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่สาขาเกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และสาขาอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงตามการส่งออก และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 ขยายตัว 0.4% จากไตรมาสแรกของปี 2558 รวมครึ่งแรกของปี 2558 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.9 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการขยายตัว 0.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 และ 1.6% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557

“ในไตรมาส 2 นี้ เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 2.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจของเรามีการเติบโตจะต่ำ แต่ก็ยังมีความต่อเนื่องในการขยายตัว ซึ่งเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทั้งนี้ในส่วนของภาครัฐเอง จะได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาพื้นฐาน และเร่งรัดงานสำคัญๆ เช่น โครงการลงทุนต่างๆ”

‘หยวนอ่อน’ ดึงทองพุ่ง!

‘หยวนอ่อน’ ดึงทองพุ่ง! แค่ระยะสั้น หวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย ราคาร่วงยาว

 

ศูนย์วิจัยทองคำ เผยลดค่าเงินหยวน ดึงราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นแค่ระยะสั้น ก่อนกลับมาสู่ขาลงในระยะยาว หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย คาดอีก 1 เดือนข้างหน้า ทองขาลง ชี้สัปดาห์นี้ราคาขายออกทองแท่ง อยู่ที่บาทละ 18,500-18,800…

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 58 นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยกับ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ว่า การลดค่าเงินหยวน เป็นลักษณะของนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาทองในระยะสั้น เพราะการปรับนโยบายดังกล่าวจะดำเนินการในระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่ได้ตรงตามที่ธนาคารจีนต้องการแล้ว เชื่อว่าจะหยุดการลดค่าเงินหยวนลงและปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาทองยังมีปัจจัยลบจากตลาดโลกที่ยังมีความกังวลอยู่ โดยเฉพาะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะส่งผลในระยะยาว หากมีการปรับดอกเบี้ยจริง จะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนตัวลง จึงเป็นผลกระทบที่สำคัญในการปรับขึ้นราคาทองคำในประเทศ

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ราคาทองจะอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ในระยะ 1 เดือนข้างหน้า ทิศทางของตลาดทองคำจะอยู่ในช่วงขาลง โดยคาดว่าภาพรวมสัปดาห์นี้ ราคาขายออกทองแท่งจะอยู่ที่ประมาณ บาทละ 18,500-18,800 บาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/518239

พาณิชย์ เผย วันนี้ราคาสินค้าทรงตัว

 

กระทรวงพาณิชย์ เผย วันนี้ราคาสินค้าทรงตัว เนื้อหมู กิโลกรัมละ 130 – 135 บาท ต้นหอม และ ผักชี 50 – 60 บาท 

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน รายงานภาวะราคาสินค้าจำหน่ายปลีกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดวันนี้พบว่า ราคาสินค้าทรงตัว เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดย เนื้อหมู ราคากิโลกรัมละ 130 – 135 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคาฟองละ 3.40 – 3.50 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 3 ราคาฟองละ 3.30 – 3.40 บาท ไก่สดทั้งตัว ราคากิโลกรัมละ 65 – 70 บาท ผักกวางตุ้ง ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 15 – 18 บาท ถั่วฝักยาว กิโลกรัมละ 20 – 22 บาท ผักคะน้า กิโลกรัมละ 15 – 18 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 18 – 20 บาท มะเขือเทศ กิโลกรัมละ 25 – 28 บาท แตงกวา กิโลกรัมละ 20 – 22 บาท พริกขี้หนู กิโลกรัมละ 60 – 80 บาท ต้นหอม และ ผักชี กิโลกรัมละ 50 – 60 บาท

ขอบคุณที่มา: http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=638607

ราคาทองพุ่งสูงขึ้นวันนี้

  ทองขึ้น 150 รูปพรรณขายออกบาทละ 18,800 บ.

 

ราคาทองเปิดตลาด ปรับขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,300 ขายออกบาทละ 18,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,040.40 ขายออกบาทละ 18,800 บาท…

วันที่ 11 ส.ค.58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,300 ขายออกบาทละ 18,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,040.40 ขายออกบาทละ 18,800 บาท

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (10 ส.ค.) เนื่องจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ปรับตัวลง 0.43% แตะที่ 97.17 ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำ นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยบวกหลังจากนายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟด กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ระดับต่ำในสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่เฟดมีความกังวลเมื่อมีการพิจารณาถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับกล่าวว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ หรือ 0.91% ปิดที่ระดับ 1,104.10 ดอลลาร์/ออนซ์.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/517523

ไทย รั้งอันดับ 2 ของโลก ! ประเทศที่ “มีผู้เริ่มกิจการ” มากสุดในโลก

 ไทย รั้งอันดับ 2 ของโลก ! ประเทศที่ มีผู้เริ่มกิจการ มากสุดในโลก

ผลวิจัยเผยไทยติดอันดับ 2 ประเทศที่มีอัตราผู้ริเริ่มกิจการสูงที่สุดในโลก รองจาก ยูกันดา ทางด้าน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจของโลกไม่ติดอันดับ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2558 เว็บไซต์ Approve Index ได้จัดอันดับ 15 ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของกิจการเกิดใหม่สูง-ต่ำที่สุดในโลก โดยวิเคราะห์ออกมาในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ เทียบกับอัตราการเติบโตของประชากร พบว่าประเทศยูกันดา มาวินเป็นอันดับที่ 1 ด้วยอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 28.1 ส่วนไทยเรานั้นก็ไม่น้อยหน้า เข้าป้ายมาเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 16.7 โดยในรายงานฉบับนี้จะมุ่งเน้นวัดผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ร่วมก่อตั้งกิจการใหม่ กล่าวคือกิจการใหม่จะต้องเป็นกิจการที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป และต้องไม่เกิน 42 เดือน (3 ปี 6 เดือน)

จากภาพความรุนแรงในอดีตทำให้ไม่น่าเชื่อว่า ยูกันดา จะเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของกิจการเกิดใหม่สูงที่สุดในโลก การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรในประเทศ สวนทางกับตำแหน่งงานที่มีอยู่ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ประเทศยูกันดา มีอัตราการว่างงานที่สูง ส่งผลให้คนยูกันดาประสบปัญหาภาวะยากจนกันค่อนประเทศ

มีการประมาณตัวเลขออกมาว่า 77% ของประชากรในยูกันดา ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี และ 64% ของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 18-34 ปี ไม่มีงานทำ ถึงแม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของประเทศยูกันดานั้นดูจะโหดร้ายทารุณ แต่คนยูกันดานั้นมีเลือดนักสู้อยู่ในตัว สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตรอดและมีเงินใช้นอกจากรอคอยความหวังว่าจะได้รับการจ้างงานอย่างล้ม ๆ แล้ง ๆ ก็คือการเริ่มต้นทำกิจการของตัวเอง และปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะความเป็นเจ้าของกิจการก็มีอยู่ในตัวชาวยูกันดาเช่นกัน อาชีพที่ทำให้คนเป็นเจ้าของกิจการในยูกันดานั้นมีมากมาย ตั้งแต่คนขายอาหารสด คนขายเครื่องประดับ ช่างซ่อมรองเท้า คนเก็บน้ำผึ้ง ไปจนถึงคนทำเฟอร์นิเจอร์แฮนด์เมด ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเป็นเจ้าของกิจการทั้งสิ้น

แน่นอนว่าจากอัตราการว่างงานที่สูงทำให้คนยูกันดาต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตด้วยการขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือหาของป่ามาขาย แต่นั่นก็ช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมความเป็นเจ้าของกิจการแล้ว และในอนาคตอันใกลนี้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนของยูกันดา จะนำจุดขายตรงนี้ไปต่อยอดสู่สากล โดยการนำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบใยแก้วนำแสงมาใช้กับประเทศยูกันดาทั้งประเทศ เพื่อเชื่อมยูกันดากับโลกเข้าด้วยกัน และทำให้หมู่บ้านชนบทในยูกันดากลายเป็นแหล่งวัตถุดิบของโลกในไม่ช้านี้

ในขณะที่ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกด้วยอัตราการขยายตัวของกิจการเกิดใหม่ที่ 16.7%  ซึ่ง “ไทย” เป็นประเทศในทวีปเอเชียที่ได้อันดับดีที่สุดและยังดีกว่าประเทศมหาอำนาจหลาย ๆ ประเทศของโลก จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเป็นช่องทางให้บรรดาสตาร์ท อัพ หน้าใหม่ และเอสเอ็มอี แจ้งเกิดกันอย่างมากมายในแต่ละปี ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจคึกคักและช่วยดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศปีละหลายล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมไทยถึงสามารถคว้าอันดับที่ 2 ของโลกมาครองได้อย่างงดงาม

15 อันดับประเทศที่มีอัตรา “ผู้เริ่มกิจการใหม่” มากที่สุดในโลก

1. ยูกันดา 28.1%
2. ไทย 16.7%
3. บราซิล 13.8%
4. แคเมอรูน 13.7%
5. เวียดนาม 13.3%
6. แองโกลา 12.4%
7. จาเมกา 11.9%
8. บอตสวานา 11.1%
9. ชิลี 11%
10. ฟิลิปปินส์ 10.5%
11. จีน 10.2%
12. อินโดนีเซีย 10.1%
13. เอกวาดอร์ 9.9%
14. บูร์กินาฟาโซ 9.7%
15. กัวเตมาลา 9.2%

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผย 15 อันดับประเทศที่อยู่ท้ายตาราง เท่ากับว่าเป็นประเทศที่มีผู้เริ่มกิจการใหม่น้อยที่สุดในโลก ดังนี้

15 อันดับประเทศที่มีอัตรา “ผู้เริ่มกิจการใหม่” น้อยที่สุดในโลก

1. ซูรินาม 0.2%
2. เปอร์โตริโก 1.3%
3. อิตาลี 1.3%
4. ญี่ปุ่น 1.3%
5. ฝรั่งเศส 1.7%
6. โคโซโว 1.8%
7. สวีเดน 1.9%
8. โครเอเชีย 2%
9. สเปน 2.2%
10. ลักเซมเบิร์ก 2.3%
11. ฟินแลนด์ 2.3%
12. เยอรมนี 2.3%
13. รัสเซีย 2.4%
14. ไอร์แลนด์ 2.5%
15. อินเดีย 2.5%

ไม่มีใครคิดว่าประเทศอย่าง อิตาลี, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, สเปน, เยอรมนี, รัสเซีย ฯ จะติดอยู่ใน 15 อันดับประเทศที่มีอัตราการเกิดใหม่ของกิจการน้อยที่สุดในโลก เพราะดูจากขนาดของจีดีพีและเศรษฐกิจแล้วจะพบว่ามีมูลค่าสูงเอาการ แต่ถ้าจะให้พูดถึงการเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ คงเป็นเรื่องยากที่คนธรรมดาไม่มีเงินทุนจะไปลงทุนในประเทศที่ค่าครองชีพสูงอย่างประเทศเหล่านี้ได้ง่าย ๆ นี่จึงเป็นที่มาของอัตราการเติบโตที่น้อยลงตามไปด้วย

 

ขอบคุณที่มา : http://money.kapook.com/view126365.html

ขายทิ้ง “ออฟฟิศ” ทั่วโลก การบินไทยหืดจับ!หั่นค่าใช้จ่ายสุดชีวิต

 

ดีเซลดิ่งต่ำสุดรอบ 6 ปี 3 เดือน สำรวจแอลพีจีลงแล้ว 15 บ.ต่อถัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดลง 40 สตางค์ (สต.) ต่อลิตร ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ อี 20 ลดลง 20 สต. ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากค่าการตลาดอยู่ที่ 2 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 22.89 บาทต่อลิตร ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 3 เดือน ขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ ราคาปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ.ได้ติดตามการปรับลดราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทุกกลุ่มผู้ใช้ ลง 1 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) หรือ 0.54 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มลดลง 15 บาทต่อถัง 15 กก.โดยมีผลวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม และสถานีบริการ (ปั๊ม) แอลพีจีตามจังหวัดต่างๆ ส่วนใหญ่ปรับลดราคาขายปลีกลงแล้ว แต่ยังมีร้านจำหน่ายบางแห่งในพื้นที่ห่างไกลที่มีสต๊อกเก่าค้างอยู่ หากสินค้าตกค้างหมดลง ก็จะต้องจำหน่ายในราคาใหม่ตามมติ กบง.ต่อไป

ขณะที่นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าหลังจากที่ราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ ปรับลดลงมาก มีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าลดลง ซึ่งที่ผ่านมา สินค้าที่มีน้ำหนักมากและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันกว่า 10 รายการ ได้ปรับลดราคาจำหน่ายลง 5-8% ตามต้นทุนที่ลดลง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น กระเบื้อง ถุงพลาสติก และปุ๋ยเคมี เป็นต้น แต่ผลกระทบที่มีต่อราคาอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยว การปรับลดราคาก๊าซหุงต้มลง 1 บาท ช่วยลดต้นทุนเพียง 5 สต.ต่อชาม เช่นเดียวกับค่าขนส่ง โดยรถแท็กซี่ที่ใช้วันละ 7-8 กก. จะช่วยลดรายจ่ายได้ประมาณ 20 บาท โดยมั่นใจว่าจนถึงสิ้นปีนี้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่มีรายการใดปรับขึ้นแน่นอน เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและราคาพลังงานที่ลดลง.

ขอบคุณที่มา : http://www.thairath.co.th/content/516889

เถ้าแก่น้อยแต่งตัวเข้าตลาดก.ย.นี้

 

เถ้าแก่น้อยแต่งตัวเข้าตลาดก.ย.นี้
นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายแปรรูป เปิดเผยว่า บริษัทจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ภายในกลางเดือน ก.ย. นี้ โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอพีโอ) 90 ล้านหุ้นซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินสัดส่วนเสนอขาย แต่จะไม่สำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน ทั้งนี้ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดอยุธยา มูลค่า 580 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการการผลิตจากปัจจุบัน 4,000 ตันต่อปี จะเพิ่มขึ้นอีก 3,600 ตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น และการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศในอนาคต รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท “บริษัทตั้งเป้าหมายจะขึ้นเป็นสินค้าระดับภูมิภาคเอเชีย ภายใน 5 ปี ซึ่งจะมีรายได้ 5,000 ล้าน โดยจะขยายตลาดส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น ในลักษณะการพันธมิตรในประเทศต่างๆ รวมถึงพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ในต่างประเทศอยู่ที่ 47%และคาดว่าเพิ่มขึ้นสูงกว่าสัดส่วนในประเทศเร็วๆนี้ เพื่อก้าวสู่ความเป็นสากล รวมถึงตั้งเป้าหมายระยาวจะขึ้นเป็นบริษัทที่มีสินค้าเป็นที่รู้จักระดับโลกภายใน 10 ปี และจะมีรายได้ถึง 10,000 ล้านบาท” ทั้งนี้ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 702 ล้านบาท เติบโต 21%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อเพื่อบริโภคขนมเพียงเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตึงเครียดทำให้ความต้องการบริโภคขนมเพื่อสร้างความผ่อนคลายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ขอบคุณที่มา  : http://www.dailynews.co.th/economic/339932

คลังเก็บภาษีอีคอมเมิร์ส

 

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้รับนโยบายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการคลังเร่งปิดช่องโหว่การจัดเก็บภาษีของกรมจัดเก็บ เพื่อให้รายได้ของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่ยังมีการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อมาขายไปผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ส

“ในการประชุมระดับปลัดกระทรวงที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานครั้งล่าสุด ได้สั่งให้กระทรวงการคลังไปเร่งปิดช่องโหว่การเสียภาษี โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำเน้นในส่วนที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์สพิเศษ เพราะปัจจุบันเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่ม 50,000-60,000 ล้านบาท”

นายรังสรรค์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (5 ส.ค.) ตนได้เรียกประชุม 2 กรมจัดเก็บภาษีที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงมาร่วมบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีดังกล่าว และตั้งคณะทำงานขึ้นมามอนิเตอร์ข้อมูล ประกอบด้วย กรมสรรพากรและกรมศุลกากร แม้ว่ากรมสรรพากรจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเก็บภาษีจากผู้ประกอบการเหล่านี้ แต่เห็นว่า อาจมีบางรายที่ยังใช้ช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงจึงต้องการให้มีการตรวจสอบเชิงลึก โดยดึงกรมศุลกากรเข้ามาร่วมให้ข้อมูลด้วย

“ที่ผ่านมา กรมสรรพากรก็พยายามที่จะปิดช่องโหว่การเสียภาษีของผู้ประกอบการด้วยวิธีปกติคือประเมินรายได้ของผู้ประกอบการ แต่เราเห็นว่ายังมีผู้ประกอบการที่หลีกเลี่ยงภาษี จึงต้องตรวจสอบเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยให้เข้าไปดูถึงการนำเข้าสินค้าและส่งออกต่างประเทศเลยว่า มีผู้นำเข้าที่นำเข้าสินค้าหรือส่งออกสินค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และยังไม่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีรายอื่นๆ ถ้าไม่ยอมเสียภาษีอย่างถูกต้อง เราจะเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะกรมสรรพากรมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่สามารถใส่ชื่อคนลงไปแล้วลิงค์ข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆได้ทันที”.

 

ขอบคุณที่มา : http://www.thairath.co.th/content/516435

อสังหาราคาต่ำล้านกระเพื่อม จับตาสัญญาณฟองสบู่รุมซื้อเก็งกำไร

EyWwB5WU57MYnKOuXuT0jqwlVYB27PhRK9j3DmQubuTyZ2f2p7HiBp

 

พบสัญญาณ “ฟองสบู่” อสังหาริมทรัพย์กลุ่มราคาต่ำล้าน หวั่นกว้านซื้อไว้เก็งกำไร ขณะที่ตลาดภาพรวมยังซบเซา ราคาระดับกลาง 1-5 ล้านบาท หดตัวหนัก 20% ด้านกรมธนารักษ์ประมาณการณ์ประเมินราคาที่ดินรอบหน้าระหว่างปี 2559-2562 คาดเฉลี่ยปรับเพิ่ม 25%

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า รอบของการปรับราคาประเมินที่ดินระหว่างปี 2559-2562 ซึ่งประกาศใช้เป็นระยะเวลา 4 ปี ที่กำลังจะถึงเร็วๆนี้ คาดว่าราคาประเมินที่ดินทั้งประเทศเฉลี่ย จะปรับเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ที่ดินทุกแปลงจะปรับเพิ่มขึ้น 25% เท่ากันหมด แต่ก็มีบางแปลงราคาเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 100% เช่นที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ที่ดินที่ถูกถนนตัดผ่าน และในต่างจังหวัดราคาที่ดินส่วนใหญ่แพงขึ้น เพราะการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือเออีซีในปี 2559

โดยในช่วงระหว่างปี 2555-2558 ที่กรมธนารักษ์ประกาศใช้เป็นราคาประเมินในปัจจุบันพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ในเขตวัฒนา คลองเตย พระโขนง และบางนา เป็นเขตพื้นที่ กทม.ที่กรมธนารักษ์มีการปรับราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุดเฉลี่ย 39% เนื่องจากเขตพื้นที่ดังกล่าว ได้รับอิทธิพลของการขยายเส้นทางของรถไฟฟ้าบีทีเอส

ส่วนที่ดินในกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาประเมินที่ดิน รองลงมาจาก 4 เขตดังกล่าว คือ เขตบางกอกน้อย บางพลัด ตลิ่งชัน และทวีวัฒนา โดยปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 33.06% และเขตบางขุนเทียน จอมทอง บางบอน ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 29% ส่วนเขตใน กทม.ที่มีการปรับเปลี่ยนน้อยที่สุด ได้แก่ เขตจตุจักร ปรับเพิ่มขึ้น 0.6% เขตลาดพร้าว ปรับเพิ่มขึ้น 0.7% และเขตประเวศ ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% โดยราคาประเมินที่ดินในเขตกรุงเทพฯ ที่มีราคาต่ำที่สุดยังอยู่ที่เขตบางขุนเทียนบริเวณชายทะเล โดยมีราคาตารางวาละ 500 บาท

ขณะที่ราคาประเมินสูงสุดในกรุงเทพฯ แชมป์ตลอดกาล คือ ที่ดินบนถนนสีลมจากแยกศาลาแดง จนถึงแยกถนนนราธิวาสราชนครินทร์ มีราคาตารางวาละ 850,000 บาท รองลงมาคือบนถนนราชดำริ จากแยกราชประสงค์ถึงคลองแสนแสบ และถนนพระรามที่ 1 จากแยกปทุมวันถึงแยกราชประสงค์ และถนนเพลินจิตตลอดสาย ตารางวาละ 800,000 บาท สำหรับต่างจังหวัด จังหวัดที่มีการปรับราคาประเมินสูงสุด คือ จังหวัดนราธิวาส ที่ราคาประเมินเพิ่มขึ้นถึง 141.09% เนื่องจากราคายางในช่วงนั้นปรับสูงขึ้น รองลงมาคือ บุรีรัมย์ ปรับเพิ่มขึ้น 81.27% และตราดปรับเพิ่มขึ้น 74.42%

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด แถลงว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2558 โดยรวม คาดว่าจะมีจำนวน 112,776 หน่วย ลดลงกว่าปี 2557 ประมาณ 1% อย่างไรก็ตาม ปี 2557 นับเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง โดยจำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงถึงประมาณ 13% เมื่อเทียบกับปี 2556 การที่สถานการณ์ในปี 2558 กลับยังไม่กระเตื้องจากปี 2557 แสดงถึงปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่คลี่คลายนั่นเอง

ในรายละเอียดยังพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลหดตัวลดลงแทบทุกระดับราคา ยกเว้นกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางค่อนข้างสูงถึงสูงสุด แสดงว่าผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยังมีกำลังซื้อ ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าล้าน อาจมีไว้เพื่อการเก็งกำไรและจะกลายเป็น “ฟองสบู่” ได้ หากไม่ได้รับการจัดการที่ดี

อย่างไรก็ตาม ประเด็กหลักก็คือผู้บริโภคส่วนใหญ่ถึงสองในสาม (63%) มีความสามารถในการซื้อลดลง จึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวในระดับราคาตั้งแต่ 1-5 ล้านบาท ทั้งนี้ปี 2558 หดตัวเฉลี่ยถึง 20% หรือหนึ่งในห้าของตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2557 นับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุด แสดงถึงภาวะวิกฤติที่กำลังคืบคลานเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยที่กำลังอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก.

1 2 3 4