ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 19,650

ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 19,650

ราคาทองคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,150 ขายออกบาทละ 19,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,874.20 ขายออกบาทละ 19,650…

วันที่ 31 ส.ค.58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ราคาทองแท่ง รับซื้อบาทละ 19,150.00 บาท ขายออกบาทละ 19,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,874.20 บาท ขายออกบาทละ 19,650 บาท

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521876

กรมสรรพากรเดินหน้าแก้กฎหมายภาษี ดัดหลังพ่อค้าที่ดินเหลี่ยมจัด!

กรมสรรพากรเดินหน้าแก้กฎหมายภาษี ดัดหลังพ่อค้าที่ดินเหลี่ยมจัด!

สรรพากรเสนอแก้กฎหมาย หวังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี หลังพบบริษัทอสังหาฯเลี่ยงภาษีแจ้งราคาซื้อขายที่ดินต่ำกว่าความจริง เข้มตรวจสัญญาซื้อขาย และหลักฐานการจ่ายเงินจริง พร้อมแก้กฎหมายเปิดให้กรมบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่สรรพากรยึดมาได้กว่าหมื่นล้านบาท รวมถึงเสนอให้เพิ่มเติมอนุสัญญาภาษีซ้อน เพื่อให้การตรวจสอบทรัพย์สินในประเทศต่างๆ ของผู้เสียภาษีไทยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมมีแผนเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีหลายฉบับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และทำให้การจัดเก็บภาษีมีความทันสมัยมากขึ้น โดยเบื้องต้นมีประเด็นที่ต้องแก้ไขทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่ 1.การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เกิดจากการขายที่ดิน บนฐานราคาที่สูงสุดกับราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ที่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากเวลาที่มีการซื้อขายที่ดิน กรมสรรพากรจะเก็บภาษีจากรายได้ที่อ้างอิงราคาประเมินที่ดิน ซึ่งไม่สะท้อนรายได้ที่แท้จริง ดังนั้น กรมสรรพากรจึงเสนอ ให้เก็บภาษีบนฐานราคาประเมิน หรือราคาซื้อขายหรือราคาตลาด โดยราคาไหนสูงสุดให้ใช้ราคานั้น

เช่น กรณีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่ง ได้ซื้อที่ดินจากนาย ก. ในราคา 100 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับราคาประเมินที่ดิน 100 ล้านบาท ผู้ขายจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ราคา 100 ล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ซื้ออาจแจ้งราคาต้นทุนในบัญชีรายจ่ายของบริษัทที่ 500 ล้านบาทโดยได้สร้างต้นทุนเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีและยังตบตาผู้ถือหุ้น โดยได้สร้างต้นทุนที่ไม่มีความจริงเพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท “ในอนาคต กรมจะต้องเข้าดูแลสัญญาซื้อขาย และตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินจริงด้วย ซึ่งกรณีนี้ หากมีการซื้อขายที่ดินราคาใด ก็จะเก็บภาษีจากราคาที่มีการซื้อขายจริง เราจะพยายามปิดช่องโหว่ให้หมด”

2.การแก้ไขกฎหมายการขายทอดตลาดในทรัพย์สินที่กรมยึดมาจากการค้างชำระภาษี โดยจะเสนอให้เอกชนหรือกรมบังคับคดีสามารถนำทรัพย์ของกรมออกขายทอดตลาดได้ เพื่อให้การขายทอดตลาดมีความคล่องตัว จากเดิมที่เป็นอำนาจของสรรพากรพื้นที่ที่จะประกาศขายทรัพย์สินเหล่านั้น ทำให้ข้อมูลข่าวสารของทรัพย์สินที่ประกาศขายรับรู้เฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น “ทุกวันนี้เวลาขายทอดตลาดทรัพย์สิน สรรพากรพื้นที่จะเป็นผู้ประกาศขาย ทำให้ตลาดแคบและขายไม่ออก จำเป็นต้องแก้กฎหมายให้เอกชนหรือกรมบังคับคดีมาช่วยขาย ซึ่งคาดว่าทรัพย์สินที่รอการขายมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท”

3.แก้ไขประกาศกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร กรณีผู้มีเงินได้จากการเก็บค่าเช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเดิมกำหนดให้ผู้ที่มีรายได้จากค่าเช่าต้องเสียภาษีภายในเวลาที่กำหนด หลังทำสัญญาเช่าและมีรายได้จากการให้เช่า โดยอนุญาตให้เฉลี่ยการชำระภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นรายปีได้ แต่หากผู้เสียภาษีไม่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีตามเวลาที่กำหนด ต้องเสียภาษีสำหรับรายได้จากค่าเช่าในครั้งเดียว ดังนั้น กรมจึงจะเสนอปรับแก้ให้ยื่นช้ากว่ากำหนดได้ แต่ต้องเสียดอกเบี้ย 1.5% ของภาษีที่เกิดขึ้น “ผู้เสียภาษีทำสัญญาให้เช่าที่ดิน 30 ปี ได้เงินก้อนมา 90 ล้านบาท สรรพากรกำหนดให้ต้องยื่น ภ.ง.ด.93 ได้ภายใน ธ.ค.ของปีที่ได้รับเงิน สมมติได้มา 90 ล้าน ก็เฉลี่ยปีละ 3 ล้านบาท เป็นเวลา 30 ปี แต่ปรากฏว่าผู้มีเงินได้จากค่าเช่าไม่ทราบเรื่อง และยื่นจ่ายภาษีเกินกว่าเวลาที่กำหนด จะขอยื่นเฉลี่ย 30 ปีไม่ได้ ต้องเสียภาษีในครั้งเดียว 90 ล้านบาท จากสัญญาเช่า 30 ปี”

4.เสนอให้เพิ่มเติมสัญญาในอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศที่ทำสัญญากับไทยในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศที่ทำอนุสัญญาภาษีซ้อน 50 ประเทศ หลังไทยกับสหรัฐฯทำสัญญาแลกเปลี่ยนข้อมูลการเงินของผู้เสียภาษีที่มีแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ และไทยก็มีภาษีมรดกฉบับใหม่ จึงต้องเพิ่มเติมสัญญา เพื่อให้การตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นมรดกในประเทศต่างๆของผู้เสียภาษีไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 5.เสนอให้ยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Business เพื่อกระตุ้นให้บริษัทขนาดใหญ่ลงทุนเพื่อสังคม โดยให้บริษัท, สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ที่มีโครงการลงทุนเพื่อสังคม สามารถนำเงินลงทุนมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ นอกจากนี้รายได้ที่เกิดขึ้นจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บอัตรา 20%.
ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521830

‘กอร์ปศักดิ์’ แนะทุบระบบผูกขาด เพื่อปฏิรูป ศก.

‘กอร์ปศักดิ์’ แนะทุบระบบผูกขาด เพื่อปฏิรูป ศก.

“กอร์ปศักดิ์” มอง การเมืองไทย ปล่อยธุรกิจครอบงำกิจการ หากคิดจะปฏิรูปเศรษฐกิจต้องกล้าทำลายระบบผูกขาด อยากเห็นทำได้จริงในรัฐบาล “บิ๊กตู่”นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวถึงการเติบโตของเศรษฐกิจ ว่า หากเป็นต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา จะดูการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคเอกชน หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ได้ติหรือชมนักการเมืองมากนัก เพราะภาคเอกชนเป็นหลักในการเดินหน้าประเทศ แต่กับประเทศไทย ยึดการเมืองเป็นหลัก ซึ่งมองว่าการเมืองควรเป็นเพียงกรรมการที่ดี กำกับให้ภาคธุรกิจแข่งขันภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรมเท่านั้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมามองว่า การเมืองไทยเป็นกรรมการเล่นข้าง ปล่อยธุรกิจครอบงำกิจการ กำหนดราคาซื้อขาย ทั้งที่มีกำไรแล้วแต่บางส่วนยังมีการหลีกเลี่ยงภาษีอีก ประชาชนส่วนใหญ่จึงโผล่เหนือน้ำไม่ได้ คิดที่จะปฏิรูป แต่ไม่กล้าทำลายระบบผูกขาด และไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่ครั้งเดียว จึงอยากเห็นการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นอกจากนี้ นายกอร์ปศักดิ์ ยังเผยอีกว่า เคยพยายามทำเรื่องดังกล่าวมาแล้วแต่ก็เกือบเอาตัวไม่รอด จึงคาดหวังที่จะได้เห็นการปฏิรูปเศรษฐกิจจากรัฐบาลปัจจุบัน.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521348

สศค. ระบุ ศก.เปราะบาง แต่มั่นใจจีดีพีปีนี้โต 3% ชี้เหตุบึมฉุดนทท.ร่วงกว่า 3แสน

สศค. ระบุ ศก.เปราะบาง แต่มั่นใจจีดีพีปีนี้โต 3% ชี้เหตุบึมฉุดนทท.ร่วงกว่า 3แสน

สศค. ระบุ ศก.ไทยยังเปราะบาง แต่มั่นใจจีดีพีปีนี้โต 3% จากมาตรการกระตุ้นศก.ระลอกใหม่ แม้ส่งออกติดลบราว 4% ประเมิน เหตุบึมทำนักท่องเที่ยวหายกว่า 1 แสนคนในช่วง 1 เดือน จากนั้น 2-3 เดือน อาจหายอีก 2-3 แสน ฉุดจีดีพีร่วง 0.05%

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แสดงความมั่นใจว่า ภาพรวมจีดีพี ไทยในปีนี้จะยังคงขยายตัวได้ตามคาดการณ์ที่ 3% แม้จะมีปัจจัยลบจากเหตุการณ์ระเบิด แต่มีปัจจัยเสริมจากการเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการเติมเงินเข้าสู่ระบบประชาชนที่มีรายได้น้อยและเกษตรกร ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณสูงกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย รวมถึงการเร่งลงทุนในโครงการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาล ถือเป็นการกระจายรายได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ สศค. ได้ประเมินเบื้องต้นภายหลังเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ในช่วงที่ผ่านมา จะส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วง 2-3 เดือนจากนี้หายไปอย่างน้อย 3 แสนราย จากประมาณการนักท่องเที่ยวในปีนี้ทั้งหมดที่ 29.9 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพีของประเทศอย่างน้อยราว 0.05% และเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ทันช่วงไฮซีซั่นนี้ ดังนั้นจึงยังเชื่อมั่นว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่อได้

สำหรับภาพรวมการส่งออกในปีนี้ ยังประเมินว่าจะติดลบราว 4% หลังจากช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกติดลบแล้วกว่า 4.7% ขณะที่เดือน ก.ค.58 ตัวเลขการส่งออกติดลบ 3.6% โดยต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงทั้งในด้านราคาและมูลค่า ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะ จีน ยุโรป และอาเซียน ขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) และสหรัฐฯ มีทิศทางที่ดีขึ้น ได้เข้ามาช่วยสนับสนุน

อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเปราะบาง เนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่ลดลง ทำให้กลไกหลักที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างภาคส่งออกที่เคยมีมูลค่ามากถึง 70% ของจีดีพี ได้รับผลกระทบไปด้วย ขณะที่การบริโภคในประเทศมีทิศทางชะลอตัวลง ดังนั้น การที่ภาครัฐได้มีความพยายามในการผลักดันการใช้จ่ายผ่านการลงทุนทั้ง ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และการกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงนี้.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521381

คมนาคมคุยลั่นคลอดกรมรางสิ้นปีนี้

คมนาคมคุยลั่นคลอดกรมรางสิ้นปีนี้

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมโรงงานซ่อมบำรุงระบบรางของบริษัท East Japan Railway ในเขตชินางาวา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า การซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันไทยกำลังมีการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในเมืองอีกหลายเส้นทาง ซึ่งการได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศผู้นำระบบรถไฟฟ้าจะมีส่วนช่วยให้การหมุนเวียนรถไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงระบบรถในประเทศไทยมีความคล่องตัวมากขึ้น

“การซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้าจะมีความสำคัญในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะผู้บริหารการเดินรถสามารถกำหนดวันได้ชัดเจนว่า รถไฟฟ้า ที่จัดซื้อมานั้นนำมาใช้งานได้กี่วันถึงนำเข้าสู่ระบบการซ่อมบำรุงตามตารางที่กำหนดไว้ ทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร”

ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงนั้น ล่าสุดได้มีการเริ่มต้นดำเนินการแล้วโดยบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ได้ร่วมทุนกับบริษัท Marubeni, Toshiba และบริษัท East Japan Railway จัดตั้งบริษัท Japan transport technology (Thailand) ขึ้น เพื่อดูแลงานซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ) ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 12 ส.ค.2559 โดยมีที่ตั้งศูนย์ซ่อมที่สถานีบางใหญ่ บนเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ และจะเริ่มดำเนินการ เมื่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่กำลังดำเนินการรับมอบขบวนรถเริ่มเดินรถทดสอบระบบ

“การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งหากในอนาคตไทยสามารถบริการการซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะงานซ่อมบำรุงโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมด ต้องมีหน่วยงานใหม่ที่ต้องขึ้นมารับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรงคือ กรมราง ซึ่งล่าสุดได้มีการยกร่างกฎหมายในการจัดตั้งกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ถามความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6-7 หน่วย ซึ่งหากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้ความเห็นชอบก็สามารถเดินหน้าจัดตั้งกรมรางได้ทันทีภายในปี 2558”.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521293

เศรษฐกิจไม่วิกฤติแต่ขาดพลัง “สมคิด” เปิดนโยบายเรียกความเชื่อมั่นเอกชน

เศรษฐกิจไม่วิกฤติแต่ขาดพลัง “สมคิด” เปิดนโยบายเรียกความเชื่อมั่นเอกชน

“สมคิด” เรียกขวัญภาคเอกชนฟื้นเชื่อมั่น ชี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในวิกฤติ แค่เศรษฐกิจขาดพลัง เปิดนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าสร้างสมดุลเศรษฐกิจภายในคู่ขนานภายนอก เร่งฟื้นกำลังซื้อผู้มีรายได้น้อย ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ ปลุกพลังท้องถิ่นปัดฝุ่นโอทอป เร่งแจ้งเกิดโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเอกชนประสานเสียงสนับสนุน ชี้นโยบายชัดเจน ตรงใจกระตุ้นผู้มีรายได้น้อย ลุ้นรอผลการปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีได้บรรยายพิเศษหัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจและทิศทางประเทศไทย” ให้กับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทยรับฟัง โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายสมคิดเปิดตัวแนวคิดและนโยบายเศรษฐกิจกับภาคเอกชนหลังรับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

นายสมคิดกล่าวว่า นักธุรกิจที่มาฟังนโยบายกันมาก เพราะมีความกังวลในธุรกิจของตัวเอง หลังพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นด้านอุตสาหกรรมลดลงเป็นประวัติการณ์แทบทุกครั้ง แต่ในอนาคตต้องปรับขึ้นแน่นอน เพื่อลดความกังวลและให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ตนจึงต้องมาชี้แจงนโยบายกับภาคเอกชน เพื่อจะบอกว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่เป็นมิตรกับธุรกิจ ต้องการช่วยธุรกิจ ผลักธุรกิจให้เป็นกำลังหลักเป็นแนวหน้าของการค้าขายกับโลกภายนอก

ไม่วิกฤติแต่ขาดพลัง

นายสมคิดกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่ใช่เกิดวิกฤติ แต่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจขาดพลัง ขาดความมั่นใจ เป็นช่วงที่ส่อแววอ่อนแอที่ต้องเร่งแก้ไข เมื่อเทียบกับวิกฤติปี 40 ถือเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ยังมีผลกำไรดีมาก ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หน้าตาผ่องใสโหงวเฮ้งดีทุกคน แต่กังวลว่า ถ้าเศรษฐกิจของชาวนาชาวไร่ไม่ดี วันหนึ่ง ก็จะกัดกินถึงเศรษฐกิจข้างบนได้ ปัญหาวันนี้เกิดขึ้นมา เพราะราคาพืชผลเกษตรปีที่ผ่านมาตกต่ำ ทำให้อำนาจซื้อของเกษตรกรย่ำแย่ ซึ่งถือเป็นกำลังซื้อมหาศาลของประเทศ เมื่ออำนาจซื้อหายไป ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็ลำบาก ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เอสเอ็มอีก็หาเงินทุนได้ยากขึ้น

“ภาวะเช่นนี้ทำให้ความมั่นใจเสื่อมถอย เอกชนชะลอลงทุน เพราะมองไม่ชัดว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขณะที่อำนาจของชนชั้นกลางก็ไม่เกิดขึ้นเพราะมีข่าวไม่ค่อยดี ตลาดหุ้นราคาตก ดังนั้นอะไรที่ไม่จำเป็นก็จะเก็บเงินไว้ก่อน ภาวะเช่นนี้จะกินตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนชีพจรของคน จากเดิมเต้นจังหวะปกติก็จะแผ่วลงเรื่อยๆ เงินเฟ้อที่ลดลงจนติดลบไม่ได้มาจากราคาน้ำมันลงอย่างเดียว แต่มาจากความรู้สึกที่คนจีนเรียกว่า ซิมจั๋งบ่อลัก หรือใจคอชักไม่ดี เศรษฐกิจจึงเป็นอย่างที่เห็นคือ ชะลอตัว ซบเซา มีแต่ข่าวร้าย”

ภารกิจเร่งด่วนช่วยผู้มีรายได้น้อย

นายสมคิดกล่าวว่า ปัญหาหลักของประเทศคือ ความสามารถของประเทศถดถอยลง ทำให้อ่อนแอ เพราะพึ่งการส่งออกมากระตุ้นการโตของเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ถูกต้องที่พึ่งภายนอกอย่างเดียว วันหนึ่งก็จะทรุดต่ำลงเพราะไม่ได้พึ่งตัวเอง ช่วงเวลานี้ต้องเร่งแก้ปัญหาในสิ่งที่ต้องแก้ และสร้างสิ่งใหม่เพื่อวางรากฐานรองรับอนาคต วันนี้โอกาสมาถึงแล้ว ดังนั้นอย่าตื่นตกใจกังวลจนเกินเหตุ แต่ก็อย่าตั้งอยู่ในความประมาท เราไม่ได้มองว่าประเทศมีปัญหา การเมืองอาจมีปัญหาแต่กำลังก้าวไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจมีปัญหาเพราะมีความไม่มั่นใจ

ทั้งนี้ นายกฯซึ่งได้ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องคือ กอบกู้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และเอสเอ็มอี ซึ่งนายกฯมีความกังวลมาก ที่คนรายได้น้อย เดือดร้อน เป็นหน้าที่ตนต้องผลักดันสิ่งเหล่านี้ออกมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนกลุ่มนี้ โดยจะใช้กลไกที่จะทำให้เงินถึงมือชาวบ้านเร็วที่สุด ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนในระยะสั้น และจะสร้างท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง ส่วนงบฯ รายจ่ายรัฐบาล ได้เร่งจูงใจการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะโครงการเล็กที่มีมูลค่าไม่มากให้หมุนออกไปเร็วที่สุด จากนั้น อีก 2 สัปดาห์จะมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้เอสเอ็มอี

สร้างสมดุลเศรษฐกิจภายใน–นอก

สำหรับการวางรากฐานให้อนาคตประเทศ จะใช้เวลาที่มีอยู่ทำให้ได้คือ ขจัดอุปสรรคการลงทุนของภาคเอกชน ยกระดับความสามารถของเอสเอ็มอี และการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายนอกและเศรษฐกิจภายในให้มากขึ้น ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายใน เอาแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นตัวนำร่อง เช่น สร้างการท่องเที่ยวระดับจังหวัด สร้างวิสาหกิจชุมชน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ที่เลิกไปต้องเอากลับมา เพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในท้องถิ่นของชาวบ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องคิดวางแผนงานของจังหวัด สร้างแบรนด์ระดับจังหวัดขึ้นมา “ต่อไปจะเห็นนโยบายการคลังหรือมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในท้องถิ่นมากขึ้น รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมจะทำอย่างมีเป้าหมายว่าแกนกลางในการพัฒนาคือระดับท้องถิ่น”

และจะสร้างคลัสเตอร์ขึ้นมา โดยส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6-7 กลุ่ม เช่น กลุ่มแปรรูป ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไอที เศรษฐกิจดิจิตอล คาดรายละเอียดจะเสร็จใน 1 เดือนเสนอนายกฯได้ จากนั้นจะโรดโชว์เชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุน และจะขยายเขตมาบตาพุด ลาดกระบังเป็นซุปเปอร์ คลัสเตอร์ ขยายท่าเรือ ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อตรึงให้นักลงทุนญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานไปที่อื่น รวมทั้งจะสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ขึ้นมา และให้มีการพัฒนาการผลิต โดย ยกระดับการใช้เทคโนโลยี มีการผลิตที่เข้มแข็งขึ้น

เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

นายสมคิดกล่าวด้วยว่า นายกฯเร่งให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะจำเป็นมาก โครงการใดที่ประกาศเป็นนโยบายแล้ว ต้องออกมาโดยเร็ว เช่น โครงการรถไฟรางคู่ เพราะหากมีเส้นทางเชื่อมต่อ เหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก จะเกิดกิจกรรมเศรษฐกิจตามเส้นทางรถไฟ ความเจริญจะตามมา นายกฯต้องการให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐทุกโครงการ และจะเปิดประมูลด้วยความโปร่งใส และจะปฏิรูปการเงินการคลัง พัฒนาตลาดทุนให้เติบโตเชื่อมโยงกับโลกได้ “นายกฯฝากบอกมาว่ามีความตั้งใจ จริงใจ การบริหารประเทศช่วงนี้ไม่ใช่ของง่าย ต้องอดทน และอย่าปล่อยให้เวลาสูญเสียไป มีอะไรที่รัฐบาลจะช่วยท่านได้ขอให้บอกมา ตามสโลแกน Our Home, Our Country, Stronger, Together บ้านของเรา ประเทศของเรา ต้องรวมพลังกันก้าวข้ามอุปสรรค สร้างชาติให้เข้มแข็งอย่ามัวอยู่กับความขัดแย้ง จุดนี้เป็นจุดพลิกผันของประเทศ ถ้าทำได้ดีจะไปได้ดีแน่นอน แต่ถ้าทำไม่ดีก็ไม่รู้จะเป็นยังไง ผมไม่รอดก็ไม่รู้พวกท่านจะรอดหรือเปล่า ขอให้ช่วยกัน” นายสมคิดทิ้งท้าย

เอกชนประสานเสียงตอบรับ

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร.กล่าวหลังรับฟังนโยบายจากนายสมคิดว่า รัฐบาลมีทิศทางที่ชัดเจน แต่ความเชื่อมั่นของเอกชนยังไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว ต้องรอดูผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งต้องใช้เวลา 3-6 เดือน สิ่งที่ต้องการให้รัฐดำเนินการ คือ 1.เร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งการปฏิวัติทำให้การแก้กฎหมายทำได้เร็ว แต่ควรทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากเอกชนก่อน จึงเสนอร่างแก้ไขไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2.ใช้จุดแข็งของไทย ที่มีภูมิประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางอาเซียน ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางตั้งโรงงานในพื้นที่ชายแดนและเชื่อมโยงคลัสเตอร์ ตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานราคาต่ำในประเทศเพื่อนบ้านและนำมาประกอบที่ไทย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า เชื่อว่าเอกชนมีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและนโยบายรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หากทำให้ 2 กลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นรวดเร็ว จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่เกิดจากทั้ง 2 กลุ่มไม่มีกำลังซื้อ ส่วนนโยบายที่ต้องการให้รัฐขับเคลื่อนคือ ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการเสียภาษีถูกต้องเพียง 20% เท่านั้น ขณะที่อีก 80% ยังเสียไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การผลักดันนโยบายการส่งเสริมเอสเอ็มอีไปไม่ทั่วถึง “ความเชื่อมั่นเอกชนดีขึ้นแน่ น่าจะได้เห็นดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมดีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า จากที่ลดลงต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่ทีมเศรษฐกิจชุดที่แล้วไม่ดี แต่มองเศรษฐกิจภาพใหญ่มากเกินไป ไม่มองภาพเล็ก ทั้งที่ปัญหาใหญ่เกิดจากเศรษฐกิจภาพเล็ก”

ด้านนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชื่อว่านโยบายจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการรวมกลุ่มคลัสเตอร์สินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่สิ่งที่เอกชนต้องการให้รัฐช่วยคือการปลดล็อกกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออก การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ เพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย นำเข้านวัตกรรมใหม่ๆจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตเอสเอ็มอีและยกระดับแรงงานที่ใช้ทักษะฝีมือขั้นสูงให้มากขึ้น นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบแบบบูรณาการ

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521290

คลังชงกฎหมายยกเว้นภาษีกิจการเพื่อสังคม ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่อุ้มชุมชน!

คลังชงกฎหมายยกเว้นภาษีกิจการเพื่อสังคม ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่อุ้มชุมชน!

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรจะเสนอกฎหมาย เพื่อยกเว้นภาษีให้แก่บริษัทนิติบุคคลที่ประกอบกิจการทางด้านสังคม หรือ Social Business เพื่อเป็นการกระตุ้นให้บริษัทขนาดใหญ่ลงทุนเพื่อสังคมมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ กรมสรรพากรได้เสนอกฎหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรียบร้อยแล้ว และหาก รมว.คลังไม่มีความเห็นที่แตกต่างจากกรมสรรพากร คาดว่า ในเร็วๆนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

สำหรับการยกเว้นภาษีให้แก่กิจการเพื่อสังคม ถือเป็นการส่งเสริมวิสาหกิจที่อยู่ในชุมชนให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทขนาดใหญ่ สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ที่มีโครงการลงทุนเพื่อสังคมก็สามารถนำเงินลงทุนดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิของบริษัท นอกจากนี้ รายได้ที่เกิดจากโครงการลงทุนในกิจการเพื่อสังคมดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปัจจุบันเก็บในอัตรา 20% สำหรับกิจการเพื่อสังคมที่จะได้รับสิทธิ์ทางภาษีต้องจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ และต้องยื่นขออนุมัติจากกรมสรรพากรด้วย

“กรมได้นิยามกิจการเพื่อสังคมให้มีขอบเขตค่อนข้างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนในชนบท การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเป็นกิจการที่ไม่ได้คาดหวังกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง และนำกำไรที่ได้จากการประกอบการกิจการนำกลับมาเป็นเงินทุนให้แก่กิจการ เพื่อลงทุนเพื่อสังคมโดยไม่ได้นำมาแบ่งเป็นเงินปันผลของผู้ถือหุ้น เป็นต้น”

ยกตัวอย่างเช่น หากมีหมู่บ้านหนึ่งที่มีกิจการเลี้ยงไก่ไข่เป็นจำนวนมาก แต่เผชิญกับความผันผวนของราคาไข่ไก่ในฤดูที่ไข่ไก่ออกสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมากหากมีบริษัทหรือองค์กรใดนำเงินมาลงทุนในหมู่บ้านนั้นเพื่อสร้างโกดัง เก็บรักษาคุณภาพไข่ไก่ เพื่อชะลอการระบายไข่ไก่ออกสู่ตลาด ก็ให้ถือว่าการลงทุนดังกล่าวก็เข้าข่ายเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกรมสรรพากร แต่สำหรับพนักงานของกิจการเพื่อสังคมที่ได้รับเงินได้ ก็ยังคงเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ หรือกรณีที่กิจการดังกล่าวมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็เข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามหลักเกณฑ์ปกติของกรมสรรพากร

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521292

หุ้นสหรัฐฯทะยานปิดบวก หลังร่วงหนัก 6 วันติด

หุ้นสหรัฐฯทะยานปิดบวก หลังร่วงหนัก 6 วันติด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในวันพุธ หลังปิดลบติดต่อกันไว้ที่ 6 วัน จากความกังวลในสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 ส.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 619.07 จุด หรือ 3.95% ปิดที่ 16285.51 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 72.90 จุด หรือ 3.90% ปิดที่ 1940.51 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 191.05 จุด หรือ 4.24% ปิดที่ 4697.54 จุด

ในวันพุธ ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนของดาวโจนส์ทั้ง 30 บริษัท เพิ่มขึ้นทั้งหมด นำโดยบริษัท เมอร์ค ที่เพิ่มขึ้น 6.4% ขณะที่บริษัทอื่นๆส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นมากกว่า 5%

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521060

ฟ้อง กสทช. 9.5 พันล. ทีวี-ดิจิตอล 5ช่องสุดทน เจอข้อมูลมั่ว

ฟ้อง กสทช. 9.5 พันล. ทีวี-ดิจิตอล 5ช่องสุดทน เจอข้อมูลมั่ว

ไทยรัฐทีวีผนึกกำลังร่วมกับอีก 4 ช่องทีวีดิจิตอล ยื่นฟ้อง กสทช. จงใจละเมิด ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ด้วยการให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่สามารถดำเนินการได้จริง จนผู้ประมูลทีวีดิจิตอลสะบักสะบอม อ่วมกันเป็นแถว พร้อมเรียกค่าเสียหาย 9.5 พันล้าน

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. เวลา 15.30 น. ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กลุ่มดิจิตอลทีวี 5 ช่อง ประกอบด้วย GMM ONE, GMM chanel, PPTV, THAIRATH TV และ Bright TV ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการให้บริการ โทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ นำโดยนายสุขสวัสดิ์ เวทไว และนายวศิน เลิศวไลพงศ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากทั้ง 5 บริษัท ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กสทช.ปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมเรียกค่าเสียหายของแต่ละสถานีรวมเป็นเงินจำนวน 9,550 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

นายวศินกล่าวว่า ทั้ง 5 ช่องเห็นว่า กสทช.ละเลย ล่าช้า ในการดำเนินการให้มีการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ เป็นระบบดิจิตอล ละเลยล่าช้าในการควบคุมกำกับดูแลมาตรฐานหรือคุณภาพของกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล การแจกคูปองสนับสนุนประชาชน การขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอลและการกำกับดูแลผู้ประกอบการโครงข่ายทีวีดิจิตอล ให้สามารถขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอลได้ทันตามที่กำหนด ไม่ส่งเสริมสนับสนุนประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับรู้ หรือมั่นใจในการเปลี่ยนมารับชมทีวีดิจิตอล ละเลยต่อหน้าที่ในการออกกฎเกณฑ์ประกาศ เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการค้าในการประกอบการทีวีดิจิตอล

“ทั้งหมดทำให้กลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลหลงเชื่อและเข้าร่วมในการประมูล โดยหลงผิดในข้อมูลหรือข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ รวมทั้งยังมีการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แก่ผู้เข้าประมูลว่ากลุ่มทีวีดิจิตอล จะได้รับสิทธิ์การเลือกช่องรายการ หากชนะการประมูลในลำดับสูงสุด ทำให้ผู้ประมูลหลงจ่ายเงินประมูลในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงถือเป็นการละเมิดต่อกลุ่มดิจิตอลทีวี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมดิจิตอลทีวี ประเทศชาติและประชาชน เพราะคลื่นความถี่เป็นสมบัติสาธารณะของคนทั้งชาติ ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงดิจิตอลทีวีและการพัฒนาการแข่งขัน ทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าได้”

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการ จึงได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 ชำระค่าเสียหายที่ได้กระทำละเมิด ให้แก่ทั้ง 5 บริษัท โดยรวมเป็นเงิน 9,550 ล้านบาท และให้ กสทช.ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย พิจารณาใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยออก มาตรการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ซึ่งอาจรวมถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในการพิจารณากำหนดหรือเลื่อนการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ในงวดที่ 3 เป็นต้นไป

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/520576

ไปรษณีย์ก้าวไกลเกินคาด สร้างเครือข่ายขนส่งรองรับค้าชายแดน

ไปรษณีย์ก้าวไกลเกินคาด สร้างเครือข่ายขนส่งรองรับค้าชายแดน

ไปรษณีย์ไทยรับอานิสงส์ค้าขายออนไลน์ดันรายได้โต โดยเฉพาะขนส่งสินค้าตลาดโรงเกลือ ยอดส่งทะลุ 52% ลุยปรับระบบขนส่งสินค้า สร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ หนุนนโยบายรัฐบาลตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและค้าขายชายแดนไทย–กัมพูชา ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายปิยะวัตร์ มหาเปารยะ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21-22 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เยี่ยมชมที่ทำการไปรษณีย์ 3 แห่ง ได้แก่ สระแก้ว, อรัญประเทศ, ตลาดโรงเกลือ เพื่อให้เห็นสภาพตลาดขนส่งและโลจิสติกส์ที่แท้จริง โดยปัจจุบันการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายพัฒนา จ.สระแก้วให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อมโยงการค้าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไปรษณีย์ไทยต้องเร่งพัฒนาคุณภาพบริการและสร้างเครือข่ายการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2559

สำหรับการเติบโตของธุรกิจไปรษณีย์ไทยในพื้นที่เชื่อมต่อการค้าชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ถือว่ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมาก โดยมีการส่งพัสดุด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) และพัสดุลงทะเบียน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ทำการไปรษณีย์ตลาดโรงเกลือ มียอดรายได้จากการส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดรายได้ 14 ล้านบาท และเชื่อว่าทั้งปียอดรายได้ทะลุ 30 ล้านบาทอย่างแน่นอน

“ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบที่เพิ่มสูงขึ้นมานั้น เป็นผลจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือการค้าขายสินค้าผ่านออนไลน์ ที่ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กที่อยู่ในกรุงเทพฯและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ สั่งให้ร้านค้าในตลาดโรงเกลือเป็นผู้จัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบในอดีตมาก ที่จากเดิมผู้ขายจะเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อเลือกซื้อสินค้าไปขาย แต่ปัจจุบันจะสั่งซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน ผ่านไลน์ ซึ่งผู้ซื้อจะบอกที่อยู่ปลายทางเพื่อจัดส่ง ทางผู้ขาย แม้จะเป็นชาวกัมพูชา ก็จะนำชื่อที่อยู่ในโทรศัพท์ ไปพิมพ์ แล้วนำไปส่งพัสดุที่ไปรษณีย์ ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะอำนวยความสะดวกทุกอย่าง และบางครั้งช่วยติดต่อประสานงานเรื่องการชำระเงินให้ด้วย และหากสินค้านั้นไม่ถึงผู้รับ ก็นำส่งคืนผู้ฝาก ซึ่งถือว่าได้รับความไว้วางใจมาก”

ส่วนสินค้าที่มีการสั่งมากสุด ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย สินค้าสตรี และเครื่องมือเครื่องใช้ โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน สำหรับสินค้ามือสอง จะเป็นรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า กางเกงยีนส์ มาจากประเทศแถบยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตลาดโรงเกลือเป็นอีกสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการมาจับจ่ายซื้อสินค้า โดยบางคนจะเรียกว่าตลาด “เสิ่นเจิ้น” เมืองไทย เพราะมีสินค้าคล้ายกันเกือบทุกชนิด

ไปรษณีย์ก้าวไกลเกินคาด สร้างเครือข่ายขนส่งรองรับค้าชายแดน

“ไปรษณีย์ไทยพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเออีซีและพร้อมจะขับเคลื่อนทุกภาคธุรกิจของคนไทยไปสู่เวทีโลกและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยความรู้จริงรู้จักทุกตารางนิ้วทุกพื้นที่ของไทย รู้ใจในความต้อง การที่หลากหลาย ให้บริการด้วยความจริงใจและเป็นเครือข่ายชีวิต และเศรษฐกิจไทยตลอดไป”

นายปิยะวัตร์กล่าวยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยซบเซา คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง แต่ไปรษณีย์ไทยยังคงมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นนั้น นอกจากเป็นผลจากการประหยัดค่าใช้จ่ายภายในไปรษณีย์แล้ว ยังเป็นผลจากการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 22,000 ล้านบาท กำไรสุทธิราว 2,200 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย.58) มีรายได้รวม 11,048 ล้านบาท กำไร 1,361 ล้านบาท ถือว่าเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากการพัฒนาระบบไปรษณีย์ไทยในประเทศแล้ว ยังร่วมมือเพื่อการพัฒนาบริการไปรษณีย์และบริการการเงินระหว่างการไปรษณีย์กัมพูชา ทั้งส่งพัสดุ จดหมาย โดยขยายน้ำหนักจาก 20 กิโลกรัม (กก.) เป็น 30 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งให้มากขึ้น อีกทั้งยังมีข้อตกลงการให้บริการธนาณัติอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ผ่านระบบอินเตอร์คอนเนกระหว่างกัน

นายกาหลง ทรัพย์สอาด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมการรองรับการขยายตัวของการส่งพัสดุ และการเข้าสู่ประชาคมเออีซี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรี เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณงานไปรษณีย์ในพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดมาก โดยศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรีนี้จะเป็นจุดกระจายสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนอีกด้วย

อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำจ่าย โดยการพัฒนาระบบนำจ่ายเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยการนำจ่ายโดยรถยนต์ การพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของบุคลากร และเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากร เพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุนในประชาคมเออีซี รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาที่ 3 ของบุคลากรในพื้นที่เขตการค้าชายแดนด้วย

“ไปรษณีย์ไทยได้ลงทุน 16.8 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 14 ไร่ เพื่อจัดตั้งศูนย์ไปรษณีย์กบินทร์บุรีโดยใช้เงินก่อสร้าง 90 ล้านบาท และอีก 10 ล้านบาท สำหรับการวางระบบเครื่องและอุปกรณ์ในการให้บริการกิจการไปรษณีย์ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2559 นี้ ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพการนำจ่ายพัสดุต่างๆได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/520302

1 2 3 4