หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งอีก กังวล ศก.จีน

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งอีก กังวล ศก.จีน

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลในเศรษฐกิจของประเทศจีน เช่นเดียวกับตลาดอื่นๆ ทั่วโลก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 31 ส.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 114.98 จุด หรือ 0.69% ปิดที่ 16528.03 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 16.69 จุด หรือ 0.84% ปิดที่ 1972.18 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 51.82 จุด หรือ 1.07% ปิดที่ 4776.51 จุด

นักลงทุนระบุว่า นักลงทุนระมัดระวังหลังจากตลาดหุ้นโตเกียวและเซียงไฮปิดตลาดลดลง เช่นเดียวกับตลาดใหญ่ในยุโรปยกเว้นตลาดหุ้น FTSE 100 ปิดเนื่องจากเป็นวันหยุดของธนาคาร และตลาดยังไม่ฟื้นตัวจากความปั่นป่วนในสัปดาห์ก่อน

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522098

ลุ้นลดราคาแอลพีจี 70 สต.ต่อ กก. สปช.ยื่น 18 ข้อ ให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานท้ังระบบ

ลุ้นลดราคาแอลพีจี 70 สต.ต่อ กก. สปช.ยื่น 18 ข้อ ให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานท้ังระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เป็นประธานในการประชุมครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง รมว.พลังงาน วันที่ 7 ก.ย.นี้ ที่ประชุมจะเสนอให้มีการกำหนดราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขายปลีกประจำเดือน ก.ย. ให้สะท้อนกลไกตลาดโลก โดยมีแนวโน้มว่าจะปรับลดลงเฉลี่ย 70 สตางค์ (สต.) ต่อกิโลกรัม (กก.) จากราคาขายปลีกเดือน ส.ค.ที่อยู่ที่ 22.96 บาทต่อ กก.

ทั้งนี้ เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กบง.ได้ปรับลดราคาขายปลีกแอลพีจี 1 บาทต่อ กก. จากเดือน ก.ค. ซึ่งขณะนั้นราคาแอลพีจีตะวันออกกลาง (ซีพี) อยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน แต่ขณะนี้ราคาตลาดโลกเริ่มปรับลดราคามาอยู่ที่ 308 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้คาดว่าราคาขายปลีก จะสามารถปรับลดลงมาได้ในเดือน ก.ย.นี้ 70 สต.ต่อ กก. แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของ กบง.ว่าจะปรับลดได้หรือไม่ หรือถ้าปรับลดลง ควรปรับลดลงเท่าใด เพราะมีแนวโน้มว่า กบง.อาจยอมให้มีการปรับลดลงในอัตราหนึ่ง ไม่สามารถลดได้ 70 สต.ต่อ กก. เพื่อกันเงินส่วนลดที่เหลือ ไปสะสมในกองทุนแอลพีจี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้แถลงผลงานแนวทางการปฏิรูปพลังงาน 18 ประเด็น และได้นำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก ดำเนินการได้ทันที และระยะต่อเนื่อง ต้องทำภายใน 1-3 ปี

นายมนูญ ศิริวรรณ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช. ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมกล่าวว่า การปฏิรูปคือการส่งเสริมการแข่งขันเสรี ลดการผูกขาด เช่น เรื่องราคาน้ำมัน ได้เสนอให้ยกเลิกสูตรราคานำเข้า ที่ประกาศราคาอ้างอิงสิงคโปร์หน้าโรงกลั่นน้ำมัน และให้เปลี่ยนเป็นราคาเทียบเคียงสิงคโปร์ และให้รายงานราคาซื้อขายที่แท้จริง ทั้งในประเทศและส่งออก ยกเลิกการแทรกแซงราคาจากบริษัทของรัฐบาล คือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และรัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดผู้ค้าน้ำมันรายใหม่ เพื่อทำให้ราคาแข่งขันแท้จริง ฯลฯ ส่วนการที่ราคาขายปลีกน้ำมัน ดีเซลปัจจุบันลดมาแล้ว 30% แต่ราคาสินค้าในตลาดไม่ลดลง ดังนั้น เป้าหมายของการปฏิรูปก็เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522087

ธปท.แจงรัฐบาลอัดงบผ่านกองทุนหมู่บ้าน กระตุ้นกำลังซื้อประชาชน

ธปท.แจงรัฐบาลอัดงบผ่านกองทุนหมู่บ้าน กระตุ้นกำลังซื้อประชาชน

ธปท.เตรียมเสนอ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงินให้ ครม.พิจารณา ระบุ มาตรการระยะสั้น การเพิ่มกำลังซื้อจำเป็นในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา ขณะที่กองทุนหมู่บ้านให้กู้ดอกต่ำ ไม่ผิดวินัยการคลัง เพราะไม่ได้ตั้งโต๊ะแจกเงิน แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดหนี้ครัวเรือน เชื่อมาตรการกระตุ้นเข้า ครม. วันที่ 1 ก.ย.นี้ จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมเสนอร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระบบการชำระเงินให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยยกระดับ การกำกับดูแลระบบการชำระเงินของไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เนื่องจากกฎหมาย ในปัจจุบันมีข้อด้อย เช่น การคุ้มครองการโอนเงิน เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในระบบการเงิน และการคุ้มครองเงินรับล่วงหน้า ของผู้ใช้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเป็นการรวบรวมกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบการชำระเงินที่กระจัดกระจายอยู่ ให้มารวมอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน

ทั้งนี้ หน้าที่ของ ธปท. คือการดูแลให้ถนนการเงินของระบบเศรษฐกิจมีสภาพดี ช่วยให้เงินวิ่งไปสู่ภาคเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจน ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ได้ทุกที่และชาวชนบท เข้าถึงระบบการเงินได้ง่ายขึ้น รองรับการชำระเงินจากการค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ ฯลฯ โดยร่างกฎหมายระบบการชำระเงิน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ แต่จะสร้างการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และในอนาคตค่าธรรมเนียมข้ามเขต หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จะลดลงได้ เมื่อมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น

สำหรับกรณีรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงิน ให้กับชาวบ้านผ่านกองทุนหมู่บ้าน ธปท.มองว่า เป็นขั้นแรกของการเริ่มรักษาความเชื่อมั่นต่อการบริโภค เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เมื่อไม่ใช่เป็นการตั้งโต๊ะแจกเงิน ถือว่าไม่ผิดวินัยทางการคลัง แต่ขอให้ระวังเรื่องการคัดเลือกผู้รับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปใช้ประกอบอาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียและกลไกการควบคุมดูแลการคัดกรองผู้ต้องการเงินต้องเข้มงวด และเมื่อสร้างกำลังซื้อของชาวบ้านแล้ว ก็ต้องเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดเล็กให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุน

ต่อข้อถามที่ว่า นโยบายนี้จะเป็นประชานิยมหรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ขึ้นกับแนวทางปฏิบัติ ว่าจะลงไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ กลไกวิธีการปล่อยกู้ด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยเชื่อว่าผู้ปฏิบัติจะใช้ความระมัดระวัง มันไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปแจกเงิน ต้องดูว่าผู้ที่จะมาขอกู้สมควรได้รับเงินกู้หรือไม่ โดยเฉพาะการปล่อยเงินกู้เงื่อนไข ผ่อนปรนผ่านกองทุนหมู่บ้าน ก็ต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือน

“มาตรการเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจ ที่เตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 1 ก.ย.นี้ จะสามารถบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจและส่งผลดีในระยะสั้นได้ โดยเป็นการกระตุ้นด้านกำลังซื้อ เมื่อเวลาเศรษฐกิจประสบปัญหาในช่วงสั้นๆ อาจต้องกระตุ้นกำลังซื้อ แต่สุดท้ายจะต้องทำในด้านโครงสร้างด้วย หากมาตรการกระตุ้นที่ออกมาประสบความสำเร็จ จะช่วยบรรเทาภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวต่ำไปกว่านี้”

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายชัดเจน ที่จะเข้ามาดูแลภาคการเกษตรและ เอสเอ็มอี หากดำเนินการได้ทั้งหมด เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง จะค่อยๆ ฟื้นตัว กรณีที่หลายคนมองว่าบางมาตรการเข้าข่ายประชานิยม ส.อ.ท.ยืนยันว่า ไม่ได้เห็นด้วยกับประชานิยม แต่จำเป็นต้องค่อยๆเลิกและปรับใหม่ เพราะประเทศไทยเสพติดมานาน โดยเฉพาะภาคเกษตร ที่มีทั้งระบบประกัน และรับจำนำ วิธีแก้คือ ต้องแบ่งโซนเพาะปลูกพืชเกษตร

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522086

พาณิชย์นัดจับเข่าเอกชนหั่นราคาสินค้า “อภิรดี” ลั่นต้องถูกลง!

พาณิชย์นัดจับเข่าเอกชนหั่นราคาสินค้า “อภิรดี” ลั่นต้องถูกลง!

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เร็วๆนี้ กระทรวงฯจะเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างสรรพสินค้า มาหารือ เพื่อหาทางลดราคาสินค้าตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามต้นทุนราคาสินค้าทั้งระบบ หากพบว่าต้นทุนการผลิตลดลง จะต้องหาทางให้สินค้าลดราคาลงตามด้วย โดยเฉพาะต้นทุนจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในวิเคราะห์ต้นทุนสินค้าทุกรายการแล้ว เบื้องต้นพบว่า สินค้าที่มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักบรรทุกมาก จะได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ลดลง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก วัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ปรับราคาลงแล้ว ขณะที่สินค้าบางรายการ แม้ต้นทุนลดลงจากราคาน้ำมัน แต่ยังมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบนำเข้า เช่น ปุ๋ยเคมี เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่า หรือเหล็ก ที่มีการประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เป็นต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะกระทรวงฯต้องดูแลทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ให้ได้รับความเป็นธรรม

สำหรับราคาอาหารปรุงสำเร็จ ส่วนใหญ่ทรงตัว เพราะวัตถุดิบในการปรุงอาหารไม่ได้สูงขึ้น แต่ยอมรับว่าอาหารที่บริโภคภายในห้างสรรพสินค้า มีราคาแพงกว่าที่บริโภคนอกห้าง เพราะมีต้นทุนแฝงหลายรายการ ซึ่งกระทรวงฯ จะหารือกับห้างฯ เพื่อขอความร่วมมือปรับลดค่าเช่าพื้นที่ ส่วนแบ่งการขาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า เพื่อทำให้ราคาอาหารลดลง “อยากให้ห้างฯคิดว่าการขายอาหาร เป็นบริการเสริม เพื่อดึงดูดลูกค้า ไม่ใช่เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหากำไร อย่างไรก็ตาม อยากแนะนำให้ผู้บริโภครู้จักฉลาดซื้อประหยัดใช้ด้วย หากเลี่ยงที่จะไม่บริโภคในห้างฯได้ จะเป็นการดี เพราะราคาอาหารนอกห้าง ส่วนใหญ่ถูกกว่า

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522085

ธปท.มึนสารพัดปัจจัยจ่อปรับลดจีดีพี เกาะติดหนึบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ธปท.มึนสารพัดปัจจัยจ่อปรับลดจีดีพี เกาะติดหนึบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.ยังคงอ่อนแอ โดยภาพรวมตลาดยังซบเซาเช่นเดียวกับ 2 เดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน วันที่ 16 ก.ย. นี้ ธปท.จะเสนอปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยลงจากครั้งก่อนหน้าที่ 3% โดยปัจจัยที่เสนอปรับลดลงคือ การปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกลง หลังจากที่ราคาลดลงต่อเนื่องส่งผลอัตราเงินเฟ้อที่มองว่าจะฟื้นได้ในปลายปีนี้ จะเป็นการติดลบทั้งปี 2558

นอกจากนั้นยังปรับลดการขยายตัวของการส่งออกลงอีก เนื่องจากความต้องการของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และสุดท้ายปรับลดประมาณการการขยายตัวของการท่องเที่ยว หลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ แต่เชื่อว่า การชะลอตัวของการท่องเที่ยวจะกลับฟื้นคืนมาได้เร็ว โดยทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ที่กระทบท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ในเวลาไม่เกิน 3 เดือน โดย ธปท.จะติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจการใช้จ่ายของประชาชน สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ก.ค.58 มีเพียงภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของภาครัฐที่ยังขยายตัวต่อเนื่องช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยการท่องเที่ยวขยายตัว 39.4% การส่งออกสินค้าโดยรวมยังคงซบเซา ส่วนการบริโภคภาคเอกชนลดลง สอดคล้องกับรายได้ที่ยังไม่ดีและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ต่ำลง และส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำด้วย

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522084

รัฐชงแก้กฎหมายเช่าที่ดิน 99 ปี

รัฐชงแก้กฎหมายเช่าที่ดิน 99 ปี

นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังได้รับสิทธิในการเช่าที่ดินย่านมักกะสันของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเวลา 99 ปี คิดเป็นมูลค่า 61,846 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้การบริหารสัญญาเช่าเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีความคุ้มค่าในการลงทุน เป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ เพื่อเป็นการล้างหนี้ให้กับ รฟท.ที่มีหนี้สินสะสมราว 100,000 ล้าน บาท โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ว่า ด้วยการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 ที่กำหนดระยะเวลาการเช่าไว้ไม่เกิน 50 ปีเท่านั้น ก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาโดยเร็ว และภายหลังการแก้กฎหมายเสร็จ รฟท.ต้องส่งมอบพื้นที่ให้เสร็จภายใน 2 ปี ซึ่งการแก้กฎหมายดังกล่าว นอกจากมีผลให้กระทรวงการคลังเช่าที่ดินย่านมักกะสันของ รฟท.เป็นเวลา 99 ปีได้แล้ว ยังมีผลให้การเช่าที่ดินเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมในกรณีอื่นตามกฎหมายจะได้รับสิทธิการเช่าเป็นเวลา 99 ปี เช่นกัน จะช่วยดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุนใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุม คนร.ยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ โดยจะทำหน้าที่กำหนดแผนงานและกรอบเวลาการจัดตั้งบรรษัท รวมถึงรูปแบบกำกับดูแลและความเชื่อมโยงระหว่างบรรษัทและรัฐวิสาหกิจ การพิจารณาโครงสร้างและอัตรากำลังของบรรษัท กำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ให้กับคณะกรรมการ และบุคลากรของบรรษัท เป็นต้น โดยให้เตรียมการรองรับไว้ระหว่างที่กฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะได้ดำเนินการจัดตั้งบรรษัทได้ทันที ขณะเดียวกันยังเห็นชอบการแก้ไขปัญหาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ให้เร่งแก้ไขปัญหาหนี้และหาพันธมิตรร่วมทุน ส่วนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้กระทรวงคมนาคมศึกษาโครงการจัดหารถโดยสารใหม่ให้เหมาะสม.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522083

ชงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวันนี้ “สมคิด” สั่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสนอง “บิ๊กตู่”

ชงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวันนี้ “สมคิด” สั่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสนอง “บิ๊กตู่”

คลัง เสนอ ครม.วันนี้ (1 ก.ย.) ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสิ้นปีนี้ เพื่อเชื่อมรอยต่อกับการลงทุนเมกะโปรเจกต์ปีหน้า ด้าน “สมคิด” ตั้งโต๊ะกินโจ๊ก ถกหน่วยงานเศรษฐกิจเดินหน้างานเร่งด่วน ทั้งแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง ดันราคาสินค้าเกษตร ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาสินค้าเอสเอ็มอี–โอทอป พร้อมเดินหน้าต่อเศรษฐกิจดิจิตอล

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น, มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐผ่านตำบลต่างๆทั่วประเทศ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดูแลรับผิดชอบ และมาตรการใช้จ่ายงบประมาณด้านการลงทุนในโครงการขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้การเบิกจ่ายทำได้สะดวกขึ้น และส่งผลประโยชน์กับผู้ประกอบการขนาดเล็กในพื้นที่ ซึ่งรับงานมาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยทั้ง 3 มาตรการคงเป็นการเสนอรายละเอียดกว้างๆก่อน ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยคงให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว มีเม็ดเงินรวมประมาณ 136,000 ล้านบาท เป็นมาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะ 3 เดือน ซึ่งดำเนินการได้ทันทีหลังจาก ครม. อนุมัติแล้ว ประกอบด้วย 1.การปล่อยสินเชื่อให้แก่กองทุนหมู่บ้านวงเงิน 60,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2.จัดสรรวงเงินงบประมาณแบบให้เปล่าตำบลละ 5 ล้านบาท จำนวนกว่า 7,000 ตำบล วงเงินรวม 36,000 ล้านบาท และ 3.จัดงบลงทุนให้ส่วนราชการที่เสนอโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท

โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายว่า ทั้ง 3 โครงการ จะเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อให้มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้ให้มีอัตราการเติบโตได้ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพื่อประสานกับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่จะเริ่มต้นในปีหน้า นอกจากนี้ นายอภิศักดิ์ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษามาตรการเพิ่มเติมกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจริง แม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะขณะนี้ มีหลายโครงการที่ขอสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไว้ แต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุน เพราะรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อน จึงต้องจูงใจให้ลงทุนเร็วขึ้น

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจเมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เป็นการรับประทานโจ๊กร่วมกัน เพื่อปรึกษาหารือกันแบบไม่เป็นทางการ เพื่อให้การทำงานร่วมกันเกิดประสิทธิภาพ โดยแจ้งให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.พาณิชย์ ดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งปาล์มน้ำมันมีการลักลอบนำเข้า จึงจะหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ให้ช่วยตรวจสอบอย่างเข้มงวด

“ได้หารือกับ รมว.คลังว่า หลังจากมาตรการดูแลวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ออกมาแล้ว อยากให้ดูแลเรื่องการจูงใจให้นักลงทุนเร่งลงทุน ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังทำเป็นซีรีส์ออกมา ส่วนเรื่องเร่งด่วนที่นายกฯสั่งการมาให้รีบดูแล คือ ราคาสินค้าเกษตร และราคาสินค้า ซึ่งราคาน้ำมันลดแล้ว แต่สินค้ายังแพงอยู่ กระทรวงพาณิชย์ต้องตั้งทีมตรวจสอบ ขอให้ผู้ค้าร่วมมือด้วย”

ด้านนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงฯจะสนับสนุนด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านการค้าด้วย ซึ่งเป็นมิติใหม่ ที่จะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้มีผลิตผลที่สูงขึ้น สินค้าโอทอป จะมีมาตรฐานดีขึ้น ในด้านเกษตร จะช่วยตั้งแต่เรื่องพันธุ์พืชไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ยอินทรีย์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมใดจะทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ซึ่งใช้เทคโนโลยีทั้งสิ้น

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้หารือถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น เช่น การพัฒนาข้าว ที่หลายกระทรวงอยากทำโครงการข้าว ดังนั้น น่าจะร่วมกันดำเนินการให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ โดยได้เสนอโครงการที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยลงไปถึงระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในหมู่บ้าน โครงการเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ โครงการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งเงินจะลงถึงมือเกษตรกร และเกิดประโยชน์ในภาพรวม

ส่วนนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องคลัสเตอร์ 6-7 กลุ่ม ที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศ โดยจะหารือร่วมกับบีโอไอ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อกำหนดรายละเอียดการให้สิทธิประโยชน์ให้เสร็จโดยเร็ว ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจดิจิตอลยังคงเดินหน้าต่อ และเร่งให้งานออกมาเป็นรูปธรรม รวมทั้งผลักดันให้จริงจังในการเดินหน้าประมูล 4 จี.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522082

‘ประสาร’ เตือนทีม ศก.ชุดใหม่ ระวังปล่อยกู้กลุ่มฐานราก หวั่นหนี้พุ่ง!

‘ประสาร’ เตือนทีม ศก.ชุดใหม่ ระวังปล่อยกู้กลุ่มฐานราก หวั่นหนี้พุ่ง!

“ประสาร” เชื่อมาตรการ ทีม ศก.ชุดใหม่ จะบรรเทาปัญหาในระยะสั้นได้ รวมถึงชดเชยส่งออกหด เตือนระวังหนี้ครัวเรือนพุ่งจากปล่อยกู้ พร้อมระบุได้หารือขุนคลัง ชงร่าง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน เข้า ครม. …

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เชื่อว่ามาตรการเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่เตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ จะสามารถบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลดีในระยะสั้นได้และช่วยเกี่ยวกับความเชื่อมั่น โดยเชื่อว่าผู้ปฏิบัติจะใช้ความระมัดระวังและคำนึงผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะการปล่อยเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนผ่านกองทุนหมู่บ้านจะต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือน

“มาตรการกองทุนหมู่บ้าน แม้จะไม่ใช่การแจกเงินโดยตรง แต่ต้องระวังผลกระทบเรื่องหนี้ครัวเรือน เชื่อว่าหน่วยงานที่เป็นผู้ปล่อยกู้ จะคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืนเงินของผู้กู้อยู่แล้ว มันไม่ใช่ อยู่ดีๆ จะไปแจกเงิน ซึ่งการที่ผ่านกลไกเหล่านี้ต้องดูว่าผู้ที่จะมาขอกู้นั้นสมควรได้รับเงินกู้หรือไม่ คงไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปตั้งโต๊ะแจกเงิน ต้องอยู่ที่กลไกการพิจารณาของผู้ที่จะปล่อยกู้ด้วย การใส่เงินไม่มีปัญหา เพราะสภาพคล่องมีเพียงพอ การเข้าไปช่วงผ่านกองทุนหมู่บ้านน่าจะช่วยได้ เพราะเป็นกลไกที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไม่ถึง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความสามารถในการชำระคืน”

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยถือว่าเสถียรภาพยังดีในระดับที่มั่นคง เพียงแต่การเติบโตไม่ได้อยู่ในระดับสูงเท่ากับช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น จะต้องปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ๆ เช่น จีนก็ชะลอตัวลง ตลอดจนความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยต่างประเทศที่ยังต้องติดตามต่อไป เพราะมีกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย

ทั้งนี้ เชื่อว่าจากการดำเนินการมาตรการดังกล่าว หากประสบความสำเร็จ จะช่วยบรรเทาภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวต่ำไปกว่านี้ หากเม็ดเงินลงไปสู่ผู้มีรายได้น้อย และประชาชนจะเกิดความเชื่อมั่นและบริโภคมากขึ้น ในส่วนนี้จะช่วยชดเชยผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวลงได้

ส่วนนโยบายนี้จะเป็นประชานิยมหรือไม่ ขึ้นกับแนวทางปฏิบัติว่าจะลงไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ กลไกลวิธีการที่จะนำมาพิจารณาการปล่อยกู้ด้วย แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่การแจกเงิน พร้อมระบุว่า ได้หารือกับ รมว.คลัง เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน ซึ่งเตรียมนำเข้าที่ประชุม ครม.ในเร็วๆ นี้.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521963

หุ้นเช้าปิดบวก 4.20 ที่ระดับ 1,370.14 จุด

หุ้นเช้าปิดบวก 4.20 ที่ระดับ 1,370.14 จุด

หุ้นไทยปิดตลาดเช้า พุ่ง 4.20 จุด ที่ระดับ 1,370.14 จุด มูลค่าซื้อขาย 15,143.51 ล้าน…

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้า พุ่ง 4.20 จุด หรือ 0.31% ที่ระดับ 1,370.14 จุด มูลค่าซื้อขาย 15,143.51 ล้านบาท โดยตั้งแต่เปิดตลาดดัชนีหุ้นเคลื่อนไหว แตะระดับสูงสุดที่ 1,374.43 จุด และต่ำสุดที่ 1,364.34 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521937

‘สมคิด’ ถกทีมศก.นัดแรก กำชับดูราคาสินค้า-ยาง-ปาล์ม

‘สมคิด’ ถกทีมศก.นัดแรก กำชับดูราคาสินค้า-ยาง-ปาล์ม

“สมคิด” เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจนัดแรก จ่อถกทุกวันจันทร์ เตรียมชงมาตรการกระตุ้นเข้า ครม. อังคารนี้ กำชับเจ้ากระทรวงทำแผนรับมือหากเกิดปัญหา ประสาน “ประวิตร-พาณิชย์-เกษตรฯ” ดูราคายางพารา ปาล์ม สินค้าอุปโภคบริโภค หลังน้ำมันปรับลด…

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 ส.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เป็นครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อหารือให้การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และให้แต่ละหน่วยงานมีแผนรับมือหากเกิดปัญหาต่างๆ รวมทั้งเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ โดยจะมีการจัดประชุมในรูปแบบนี้ทุกวันจันทร์

นายสมคิด กล่าวว่า หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับลดลง จะให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูแลตรวจสอบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อให้ปรับลดลงเช่นกัน โดยจะขอความร่วมมือกับพ่อค้าแม่ค้าด้วย พร้อมกันนั้นจะกำชับไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ดูแลปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคายางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งในส่วนของปาล์มน้ำมันที่มีปัญหาการลักลอบ จะขอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ดำเนินการตรวจสอบ

นอกจากนี้  จะกำชับให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หามาตราดูแลเรื่องวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อสร้างแรงจูงใจกับนักลงทุน ให้เข้ามาเร่งลงทุนในกลุ่มนี้ เพื่อเกิดการลงทุนอย่างจริงจังทั้งรายเล็กและรายใหญ่

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้( 1 ก.ย.) จะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แพคเกจเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย มาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย, มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐลงไปสู่ระดับตำบล และมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนของโครงการขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีส่วนเข้าไปรับงานได้.

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/521932

1 2 3 4