คลังเก็บภาษีอีคอมเมิร์ส

 

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้รับนโยบายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการคลังเร่งปิดช่องโหว่การจัดเก็บภาษีของกรมจัดเก็บ เพื่อให้รายได้ของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่ยังมีการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อมาขายไปผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ส

“ในการประชุมระดับปลัดกระทรวงที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานครั้งล่าสุด ได้สั่งให้กระทรวงการคลังไปเร่งปิดช่องโหว่การเสียภาษี โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำเน้นในส่วนที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์สพิเศษ เพราะปัจจุบันเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่ม 50,000-60,000 ล้านบาท”

นายรังสรรค์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (5 ส.ค.) ตนได้เรียกประชุม 2 กรมจัดเก็บภาษีที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงมาร่วมบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีดังกล่าว และตั้งคณะทำงานขึ้นมามอนิเตอร์ข้อมูล ประกอบด้วย กรมสรรพากรและกรมศุลกากร แม้ว่ากรมสรรพากรจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเก็บภาษีจากผู้ประกอบการเหล่านี้ แต่เห็นว่า อาจมีบางรายที่ยังใช้ช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงจึงต้องการให้มีการตรวจสอบเชิงลึก โดยดึงกรมศุลกากรเข้ามาร่วมให้ข้อมูลด้วย

“ที่ผ่านมา กรมสรรพากรก็พยายามที่จะปิดช่องโหว่การเสียภาษีของผู้ประกอบการด้วยวิธีปกติคือประเมินรายได้ของผู้ประกอบการ แต่เราเห็นว่ายังมีผู้ประกอบการที่หลีกเลี่ยงภาษี จึงต้องตรวจสอบเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยให้เข้าไปดูถึงการนำเข้าสินค้าและส่งออกต่างประเทศเลยว่า มีผู้นำเข้าที่นำเข้าสินค้าหรือส่งออกสินค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และยังไม่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีรายอื่นๆ ถ้าไม่ยอมเสียภาษีอย่างถูกต้อง เราจะเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะกรมสรรพากรมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่สามารถใส่ชื่อคนลงไปแล้วลิงค์ข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆได้ทันที”.

 

ขอบคุณที่มา : http://www.thairath.co.th/content/516435

อสังหาราคาต่ำล้านกระเพื่อม จับตาสัญญาณฟองสบู่รุมซื้อเก็งกำไร

EyWwB5WU57MYnKOuXuT0jqwlVYB27PhRK9j3DmQubuTyZ2f2p7HiBp

 

พบสัญญาณ “ฟองสบู่” อสังหาริมทรัพย์กลุ่มราคาต่ำล้าน หวั่นกว้านซื้อไว้เก็งกำไร ขณะที่ตลาดภาพรวมยังซบเซา ราคาระดับกลาง 1-5 ล้านบาท หดตัวหนัก 20% ด้านกรมธนารักษ์ประมาณการณ์ประเมินราคาที่ดินรอบหน้าระหว่างปี 2559-2562 คาดเฉลี่ยปรับเพิ่ม 25%

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า รอบของการปรับราคาประเมินที่ดินระหว่างปี 2559-2562 ซึ่งประกาศใช้เป็นระยะเวลา 4 ปี ที่กำลังจะถึงเร็วๆนี้ คาดว่าราคาประเมินที่ดินทั้งประเทศเฉลี่ย จะปรับเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ที่ดินทุกแปลงจะปรับเพิ่มขึ้น 25% เท่ากันหมด แต่ก็มีบางแปลงราคาเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 100% เช่นที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ที่ดินที่ถูกถนนตัดผ่าน และในต่างจังหวัดราคาที่ดินส่วนใหญ่แพงขึ้น เพราะการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือเออีซีในปี 2559

โดยในช่วงระหว่างปี 2555-2558 ที่กรมธนารักษ์ประกาศใช้เป็นราคาประเมินในปัจจุบันพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ในเขตวัฒนา คลองเตย พระโขนง และบางนา เป็นเขตพื้นที่ กทม.ที่กรมธนารักษ์มีการปรับราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุดเฉลี่ย 39% เนื่องจากเขตพื้นที่ดังกล่าว ได้รับอิทธิพลของการขยายเส้นทางของรถไฟฟ้าบีทีเอส

ส่วนที่ดินในกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาประเมินที่ดิน รองลงมาจาก 4 เขตดังกล่าว คือ เขตบางกอกน้อย บางพลัด ตลิ่งชัน และทวีวัฒนา โดยปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 33.06% และเขตบางขุนเทียน จอมทอง บางบอน ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 29% ส่วนเขตใน กทม.ที่มีการปรับเปลี่ยนน้อยที่สุด ได้แก่ เขตจตุจักร ปรับเพิ่มขึ้น 0.6% เขตลาดพร้าว ปรับเพิ่มขึ้น 0.7% และเขตประเวศ ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% โดยราคาประเมินที่ดินในเขตกรุงเทพฯ ที่มีราคาต่ำที่สุดยังอยู่ที่เขตบางขุนเทียนบริเวณชายทะเล โดยมีราคาตารางวาละ 500 บาท

ขณะที่ราคาประเมินสูงสุดในกรุงเทพฯ แชมป์ตลอดกาล คือ ที่ดินบนถนนสีลมจากแยกศาลาแดง จนถึงแยกถนนนราธิวาสราชนครินทร์ มีราคาตารางวาละ 850,000 บาท รองลงมาคือบนถนนราชดำริ จากแยกราชประสงค์ถึงคลองแสนแสบ และถนนพระรามที่ 1 จากแยกปทุมวันถึงแยกราชประสงค์ และถนนเพลินจิตตลอดสาย ตารางวาละ 800,000 บาท สำหรับต่างจังหวัด จังหวัดที่มีการปรับราคาประเมินสูงสุด คือ จังหวัดนราธิวาส ที่ราคาประเมินเพิ่มขึ้นถึง 141.09% เนื่องจากราคายางในช่วงนั้นปรับสูงขึ้น รองลงมาคือ บุรีรัมย์ ปรับเพิ่มขึ้น 81.27% และตราดปรับเพิ่มขึ้น 74.42%

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด แถลงว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2558 โดยรวม คาดว่าจะมีจำนวน 112,776 หน่วย ลดลงกว่าปี 2557 ประมาณ 1% อย่างไรก็ตาม ปี 2557 นับเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง โดยจำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงถึงประมาณ 13% เมื่อเทียบกับปี 2556 การที่สถานการณ์ในปี 2558 กลับยังไม่กระเตื้องจากปี 2557 แสดงถึงปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่คลี่คลายนั่นเอง

ในรายละเอียดยังพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลหดตัวลดลงแทบทุกระดับราคา ยกเว้นกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท และกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางค่อนข้างสูงถึงสูงสุด แสดงว่าผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยังมีกำลังซื้อ ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าล้าน อาจมีไว้เพื่อการเก็งกำไรและจะกลายเป็น “ฟองสบู่” ได้ หากไม่ได้รับการจัดการที่ดี

อย่างไรก็ตาม ประเด็กหลักก็คือผู้บริโภคส่วนใหญ่ถึงสองในสาม (63%) มีความสามารถในการซื้อลดลง จึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวในระดับราคาตั้งแต่ 1-5 ล้านบาท ทั้งนี้ปี 2558 หดตัวเฉลี่ยถึง 20% หรือหนึ่งในห้าของตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2557 นับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุด แสดงถึงภาวะวิกฤติที่กำลังคืบคลานเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยที่กำลังอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก.

มูลนิธิปิดทองฯพลิกแผนแก้จน จับมือมหาวิทยาลัยปั้นนักพัฒนา | เดลินิวส์ „มูลนิธิปิดทองฯพลิกแผนแก้จน จับมือมหาวิทยาลัยปั้นนักพัฒนา“ อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/economic/339180

de

 

มูลนิธิปิดทองฯพลิกแผนแก้จน จับมือมหาวิทยาลัยปั้นนักพัฒนา 

„เป็นความท้าทาย…กับการยกระดับประเทศไทยให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรที่อยู่ในระดับปานกลางให้ขึ้นไปสู่ประเทศแห่งความมั่งคั่งมีรายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ในระดับสูงภายใน 15-20 ปี ต่อจากนี้ เพราะปัจจุบัน … ประเทศไทยยังมีโจทย์ใหญ่คือ “ปัญหาความยากจน” กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ ทั้งที่ทุกรัฐบาลได้ขับเคลื่อนแผนงานจนหมดเงินไปกับการพัฒนาอย่างนับไม่ถ้วน แต่ผลที่ได้…กลับเห็นช้ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จ

 

หนึ่งในนั้น…คืองานของการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระราชดำริที่ดำเนินการโดย มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งยึดการทำโครงการแก้จนให้ประชาชนในชนบทที่ยากจนแร้นแค้นด้วยการน้อมนำการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว สะท้อนผลสำเร็จโดยการสร้างโมเดลการสร้างรายได้จากพื้นที่ต้นแบบใน 5 จังหวัดคือ จังหวัดน่าน อุดรธานี เพชรบุรี กาฬสินธุ์ และอุทัยธานี

 

โชว์แผนแก้จน 5 ปี

“ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ และประธานคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองฯ บอกว่า งานของมูลนิธิปิดทองฯ ที่ทำมาแล้ว 5 ปี ประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่เป็นเกษตรกรได้ตลอดปี ล่าสุดได้เสนอแนวทางการพัฒนาตามพื้นที่ต้นแบบให้กับรัฐบาลเห็นแล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุนการทำงานในระยะต่อไป โดยล่าสุดที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติงบประมาณรวม 1,500 ล้านบาท มาขับเคลื่อนงานของมูลนิธิปิดทองฯและงานตามแผนยุทธศาสตร์การ บูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงระยะที่ 2 ปี 59-63 โดยจะใช้งบประมาณปีละ 300 ล้านบาท

 

ดึงสถานศึกษาปั้นนักคิด

เริ่มงานแรกในปี 59 มูลนิธิปิดทองฯได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่โดยใช้วิธีขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนจากที่เข้าไปลงมือทำและให้ความรู้ชุมชนก็เปลี่ยนเป็นการเข้าไปร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อสร้างนักคิดเข้าไปพัฒนาชนบท โดยได้ตั้งเป้าหมายการแก้ไขปัญหาครัวเรือนที่ยากจนในพื้นที่ชนบทให้ได้ 24,068 ครัวเรือนซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ของครัวเรือนทั่วประเทศกว่า 75,000 ครัวเรือนหรือครอบคลุมกลุ่มคนจนถึง 20 ล้านคน ให้สำเร็จภายในปี 63

“ในปี 59 จะเน้นพื้นที่ภาคอีสานก่อนเพราะมีความพร้อมมากที่สุด โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งมีนักศึกษาคณะต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาชนบทเข้ามาศึกษาหรือทำงานกับมูลนิธิปิดทองฯจะได้รับรู้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและเห็นผล ก่อนไปต่อยอดพัฒนาชนบทตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจน การทำแบบนี้เป็นการสร้างครูที่เป็นครูของชุมชน เป็นนักคิดและรู้จักการแก้ปัญหา มีองค์ความรู้โดยจะนำไปศึกษาในพื้นที่ต้นแบบที่มูลนิธิปิดทองฯได้ทำมาแล้วเชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับชนบทได้”

 

มั่นใจเงินถึงมือชาวบ้านแน่

ม.ร.ว.ดิศนัดดา เปรียบเทียบให้ฟังด้วยว่าการทำงานของมูลนิธิปิดทองฯจะสื่อให้เห็นถึงผลสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ชนบทโดยยกตัวอย่างการทำพื้นที่ต้นแบบ เช่น จังหวัดน่านที่ตอนนี้ชาวบ้านมีน้ำไว้ทำการเกษตรตลอดปี แก้ไขปัญหาความยากจนได้สำเร็จโดยใช้งบประมาณที่จำกัดที่สุด บางพื้นที่ใช้เงินสูงสุดคือ 4 ล้านบาท ถูกที่สุดแค่ 800,000 บาท ส่วนมากใช้เพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการวางระบบท่อ อีกทั้งยังเป็นค่าจ้างชาวบ้านมาปรับปรุงด้วย ซึ่งการใช้งบประมาณอย่างนี้ถือว่าใช้น้อยกว่าหลายโครงการที่รัฐทำและยังประสบผลสำเร็จมากกว่าเพราะเงินที่ลงทุนไปชาวบ้านได้ประโยชน์ มีเงินตกถึงมือชาวบ้านทุกราย

ถ้าให้เห็นชัดมากขึ้นโดยเทียบเงินที่ใช้ลงทุนไปเพียงไม่กี่ล้านบาทที่จังหวัดน่านซึ่งสร้างระบบน้ำให้ชาวบ้านทำการเกษตรได้ตลอดปีเทียบง่าย ๆ คือหากเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 100,000 ไร่ เมื่อผลผลิตข้าวโพดออกมาจะได้ประมาณไร่ละ 1,200 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 6-8 บาท ตกแล้วเกษตรกรจะขายได้เกิน 500 ล้านบาท

“บางโครงการไม่จำเป็นต้องทำใหม่ แต่ต้องทำโครงการเก่าที่มีอยู่ให้ดีก่อน ให้เงินที่ใส่ไปทุกบาททุกสตางค์ต้องวัดผลได้ว่า สร้างผลตอบแทนกลับไปสู่ชุมชนได้อย่างไร เช่น ชาวบ้านปลูกพืชหลังฤดูทำนาได้จากโครงการสร้างฝายที่มีการลงทุนเอาชุมชนเป็นตัวตั้งและแก้ปัญหาให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ โครงการแบบนี้จึงจะไม่ถูกต่อต้านและได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชน”

 

ต่อยอดแก้จนภาคเหนือ

อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามูลนิธิปิดทองฯได้ช่วยพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนไปแล้วในหลายจังหวัด และได้ถูกทำเป็นโมเดลต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเฉพาะจังหวัดน่าน ตอนนี้โมเดลดังกล่าวได้ถูกเพิ่มเติมไปเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ขณะเดียวกัน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังสนใจที่จะนำน่านโมเดลไปเป็นแนวทางพัฒนา 13 จังหวัดของภาคเหนือด้วย

แนะตั้งกระทรวงน้ำ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังแสดงความเห็นถึงแนวทางการจัดการน้ำของประเทศด้วยว่า รัฐบาลต้องทบทวนการจัดตั้งกระทรวงน้ำขึ้นมาอีกครั้งให้เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบตั้งแต่น้ำแล้ง และน้ำท่วม เพราะก่อนหน้านี้การบริหารจัดการน้ำของไทยเป็นแค่การวางแผนเฉพาะหน้าไม่ได้มาคิดวางแผนระยะยาวจึงส่งผลให้ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่กว่า 35 หน่วยงาน

การจัดตั้งกระทรวงน้ำในครั้งนี้จะทำให้มีรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ส่วนนายกรัฐมนตรีก็สามารถสั่งงานและไล่เบี้ยงานจากคนเป็นรัฐมนตรีได้ถือเป็นรูปแบบที่ดีกว่าให้หน่วยงานต่าง ๆ แยกย้ายกันทำ เช่นเดียวกับการโอนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ที่กระทรวงน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้การบริหารงานมีความคล่องตัว และจัดการน้ำในพื้นที่ของชุมชนได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตามงานของมูลนิธิปิดทองฯ นับจากนี้…ถือว่าแค่เริ่มต้นเพราะหนทางการแก้ไขปัญหาความยากจนยังต้องพึ่งเครื่องมืออีกหลายอย่างเข้ามาคอยช่วยเหลือเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมายในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ และที่สำคัญ…หวังว่ารัฐบาลต่อ ๆ ไปจะเข้ามาสานต่อโครงการให้สำเร็จด้วย.“

ขอบคุณที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/339180

ปลดกับดักความคิด “ประชานิยม” อุ้มชาวนา-เกษตรกรก่อนเสียหายยับเยินกว่านี้

 

วิกฤตการณ์ภัยแล้งที่ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกันอยู่ แม้จะเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการแก้ไข แต่ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า

นั่นก็คือ ปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ “ชาวนา” ผู้เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติที่กำลังประสบปัญหาขาดน้ำหล่อเลี้ยงนาข้าว ไม่เฉพาะในแต่พื้นที่นอกเขตชลประทานเท่านั้น หากแต่ยังเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่เขตชลประทานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

แต่จนถึงวันนี้ เรายังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวนาได้อย่างชัดเจน นอกจากเห็นข้อมูลเป็นทางการ จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าผลผลิตข้าวจะลดลงประมาณ 11%

ประกอบกับรายงานจากสถานการณ์ภัยพิบัติด้านเกษตร เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวเสียหาย 1.19 ล้านไร่ ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2557 และเสียหาย 78.25 ไร่ ในช่วงเดือนมกราคม-9 กรกฎาคม 2558 จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ 62 ล้านไร่

ส่วนศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า สถานการณ์ภัยแล้งปี 2558 เสียหาย 68,000 ล้านบาท พื้นที่เพาะปลูกเสียหาย 10—12 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 61 ล้านไร่

ทั่วประเทศ และมีผลผลิตเสียหายราว 4.6 ล้านตัน ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับชาวนาโดยเฉพาะนั้นจะมีมากน้อยเพียงใด

ข้อความข้างต้น คือ สิ่งที่ ทีมเศรษฐกิจ พยายามจะบอกกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ถ้าเรายังคงหมกมุ่นกับปัญหาในอดีต วนเวียนอยู่กับความพยายามจะจำกัดความคิดให้อยู่ภายใต้กรอบที่เข้มงวด ที่สุดประเทศไทยเราจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีได้

ฉันใด ก็ฉันนั้น การไม่ให้โอกาสตนคิดนอกกรอบ ก็เท่ากับการปิดโอกาสตนที่จะช่วยเหลือชาวนาไม่ให้ได้รับความช่วยเหลือใดๆจากรัฐบาล

กรณีนี้ทำให้เราพบความจริงที่สำคัญว่า การเพาะปลูกข้าวของไทยซึ่งแม้จะเป็นประเทศส่งออกสำคัญของโลก แต่ก็มีผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ “ต่ำมาก” หรือเพียงประมาณ 480 กิโลกรัม/ไร่เท่านั้น เพราะกระบวนการเพาะปลูกข้าวทั้งประเทศมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพียง 20% ของประเทศเท่านั้นที่มีโอกาสได้อาศัยระบบชลประทาน ซึ่งถือว่าเกือบต่ำสุดในโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยของพื้นที่ชลประทานในการเพาะปลูกข้าวของโลกควรจะอยู่ที่ 50%

นั่นแสดงให้เห็นว่า การเพาะปลูกข้าวของไทย ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพา ลม น้ำ อากาศ ที่เรียกว่า นาน้ำฝน (Rain Rice) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้ผลผลิตต่ำ ตราบเท่าที่ไม่มีน้ำฝนตกลงในพื้นที่

ยังไม่นับรวมกับปัญหาอื่นๆ ที่เข้ามากระทบชาวนา ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวสูงจนไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งจากราคาปุ๋ยภายในประเทศที่มีราคาสูง และจากการที่รัฐบาลเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยสูงถึง 30% ขณะที่เกษตรกรยังต้องจ่ายทั้งค่าเช่าที่ดินทำนา และค่าจ้างแรงงานด้วย เป็นต้น

ความคิดที่หมกมุ่นอยู่กับปัญหาในอดีต และการสร้างข้อจำกัดทางความคิดให้กับตนเองจนเกินไป เช่นการปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือที่รัฐพึงมีให้ทั้งในรูปนโยบายและงบประมาณ ที่เรียกรวมๆกันว่า ประชานิยม ทำให้การประกันราคาข้าวในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนถึงการรับจำนำข้าว หรือพยุงราคาข้าว ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการช่วยเหลือชาวนาได้อย่าง “ครบวงจร” และยั่งยืน นั่นจึงทำให้ชาวนาต้องเผชิญปัญหามากมายหลายด้านด้วยกัน

เริ่มต้นจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ การไม่ขายข้าวคุณภาพต่ำในโกดังรัฐออกไป หรือขายข้าวดีกับข้าวไม่ดีและคุณภาพต่ำเกลี่ยรวมกันไปในราคาเท่าๆกัน ทำให้ราคาข้าวขึ้นไม่ได้

ปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าทั้งจากการถูกปฏิวัติรัฐประหาร และการเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ตลอดจนถึงการที่ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำลงพร้อมๆกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

ขณะที่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังชาวนาหักคือ การป่าวประกาศห้ามชาวนาปลูกข้าวเนื่องเพราะน้ำหมดเขื่อน และฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ปัญหาต่างๆที่ว่ามาข้างต้นนี้ จะต้องมีการแก้ไข เมื่อมองภาพใหญ่ ในเชิงนโยบายของประเทศที่มีต่อภาคเกษตรของไทยระยะยาว ไม่เฉพาะเรื่องของข้าว หากแต่จะต้องยอมรับว่า รัฐบาลของประเทศไทยไม่เคยให้การสนับสนุนภาคเกษตรอย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้ภาคเกษตรเติบโตได้ยาก และมีความเสี่ยงสูงกว่าภาคการผลิตอื่นๆ

เพราะภาคเกษตรขึ้นอยู่กับลม ฟ้า อากาศ บางครั้งน้ำท่วม บางครั้งฝนแล้ง ยังมีปัญหาแมลงศัตรูพืชผสมเข้ามาด้วย ชาวนาจึงนับเป็นอาชีพหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในโลก

ขณะที่ภาคการผลิตอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม กลับได้รับการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากทุกรัฐบาลอย่างต่อเนื่องยาวนานมากว่า 5 ทศวรรษ เช่น การส่งเสริมการลงทุน การคุ้มครองด้านภาษีนำเข้า การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ และการมีผู้แทนของภาคอุตสาหกรรม และการค้า เข้าไปร่วมเป็นกรรมการต่างๆที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจประเทศ

ตรงนี้จึงมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตขยายตัว โดยมีส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึง 34% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท (ปี 2557) และมีแรงงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเพียง 15% ของแรงงานทั้งประเทศ

ขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนใน GDP เพียง 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท แต่มีจำนวนแรงงานในภาคนี้สูงถึง 39% และยังเป็นภาคที่มีการเจริญเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สัดส่วนใน GDP ภาคเกษตรลดลง จนเป็นภาคที่มีขนาดเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

เมื่อลองพิจารณาดูนโยบายของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าพวกเขาดูแลภาคเกษตรกันอย่างไร และทราบชัดว่า ประเทศกลุ่มนี้เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการผลิตและค้าขายสินค้าเกษตรหลายชนิด ตั้งแต่ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล เป็นต้น

อย่างสหรัฐอเมริกา มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่เรียกว่า Agricultural Act หรือ Farm Bill ซึ่งประกอบไปด้วยหลายมาตรการ เช่น การอุดหนุน (Subsidies) การประกันราคา การประกันรายได้ รวม 10 มาตรการ รวมทั้งการกำหนดมาตรการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barriers : NTBs) เพื่อกีดกันการนำเข้า โดยในกฎหมาย Farm Bill ฉบับล่าสุด (Agricultural Act of 2014—2023) ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา คาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่ออุดหนุนภาคการเกษตรสูงถึง 956,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป หรืออียู ก็มีนโยบายในการช่วยเหลือภาคเกษตรกรของพวกเขาเช่นกัน โดยเรียกมาตรการช่วยเหลือนี้ว่า Common Agricultural Policy หรือ CAP และใช้เงินมหาศาลในการช่วยเหลือเกษตรกรของเขา

นโยบายเหล่านี้ นอกจากจะช่วยเกษตรกรของประเทศแล้ว ยังส่งผลให้เกิดสินค้าเกษตรในโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก และทำให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่อาจถูกบังคับไปในตัวให้ต้องขายสินค้าเกษตรในตลาดโลกต่ำกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงไม่กี่ประเทศที่เป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิ (Net Food Exporter) ที่กำลังประสบกับปัญหารุมเร้าหลายด้าน รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรง การมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นทุกวัน จนกระทั่งถูกแย่งชิงตำแหน่งประเทศชั้นนำการส่งออกสินค้าเกษตรไป เนื่องจากรัฐบาลขาดนโยบายและการสนับสนุนอย่างจริงจังเพียงเพราะกับดักที่อาจสร้างขึ้นเองโดยที่ภาครัฐก็ไม่รู้ตัว

ปัญหานี้ทำให้มองเห็นว่า ปัจจุบันนี้ภาคการเกษตรของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เราจะปล่อยให้เกษตรกรไทยต้องไปผจญกับประเทศคู่แข่งที่มีความเพียบพร้อมในทุกด้าน หรือจะช่วยให้พวกเขาลุกขึ้นมายืนบนลำแข้งตนเพื่อต่อสู้บนเวทีโลกได้ เพื่อให้ได้น้ำมาหล่อเลี้ยงพืชเกษตร หรือความแปรปรวนจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากสภาวะโลกร้อนโดยลำพังไม่ได้

จากวิกฤตการณ์น้ำแล้งที่เกิดขึ้นมานี้ ทีมเศรษฐกิจยังเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ และนี่น่าจะเป็นโอกาสดีที่สุดของรัฐบาลปัจจุบันที่จะหยิบยกเรื่องของภาคเกษตรทั้งหมดขึ้นมาจัดทำเป็นนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาให้รอบด้าน โดยเฉพาะการวางรากฐานระบบสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์ และแผนการสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเพิ่มคุณภาพผลผลิตเพื่อการแข่งขันบนเวทีโลกให้ได้

แม้ว่าที่สุด รัฐจำเป็นจะต้องให้การอุดหนุนในรูปแบบต่างๆแก่เกษตรกรไทย ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการตลาดอย่างจริงจังก็ตาม

ผลของการส่งเสริมให้มีการส่งเสริมเกษตรกรอย่างจริงจังนี้ นอกจากจะยกระดับรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ภาคเกษตรอยู่คู่กับประเทศไทยอย่างแข็งแรงแล้ว

สิ่งเหล่านี้ยังถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของคนไทยในประเทศที่ยิ่งนับวันความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งสูงขึ้นไปตามลำดับด้วย

อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้น บางทีข้อจำกัดทางความคิดที่เข้มงวด กับการคิดวนเวียนอยู่แต่ปัญหาในอดีต เช่น นโยบายรัฐบาล หรือพรรคการเมืองที่เกี่ยวกับการประกันราคาข้าวก็ดี การรับจำนำข้าว หรือการพยุงราคาข้าวมากเกินไปก็ดี ท้ายที่สุดมันอาจเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถให้การช่วยเหลือชาวนาและเกษตรกรในสภาวการณ์ที่ยากลำบากเช่นว่านี้ได้เลย

ทีมเศรษฐกิจ อยากแนะนำให้รัฐบาล “ลุงตู่” เร่งหามาตรการเยียวยาชาวนาและเกษตรกรไทยอย่างจริงจังด้วยการเปิดใจรับทุกข้อเสนอที่มีเข้ามา โดยเฉพาะในมาตรการเก่าๆที่ดีอยู่แล้ว และสามารถกระทำได้ทันทีเพียงแต่ต่อยอดเข้าไปเท่านั้น.

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ระบุผลสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558 ว่า ประเทศไทยจะเสียหายกว่า 68,000 ล้านบาท โดยสำรวจจากเกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 1,200 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-4 ก.ค.2558 พบว่า ภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว 68,144.97 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.52% ของจีดีพี มีพื้นที่เพาะปลูกเสียหายแล้ว 10-12 ล้านไร่ จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 61 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย 4.6 ล้านตัน มูลค่า 35,600 ล้านบาท และยังมีความเสียหายจากการผลิตข้าวนาปรังที่ลดลงราว 32,512.44 ล้านบาทด้วย

ปัญหาภัยแล้งนี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 3% และหากรัฐบาลต้องการพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้มากกว่า 3%จะต้องใส่เงินเข้าระบบเศรษฐกิจราว 70,000-100,000 ล้านบาท ผ่านการให้เงินชดเชยแก่เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งดังกล่าว โดยอาจจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท และเพิ่มความช่วยเหลือจากรายละ 15 ไร่ เป็น 20 ไร่ รวมถึงจ่ายเงินชดเชยราคาพืชผลทางการเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เร่งรัดโครงการขุดบ่อบาดาลเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป ศูนย์พยากรณ์ฯ ยังระบุด้วยว่า ปี 2558 นี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจจึงทำให้จีดีพีอาจขยายตัวเพียง 2.75-3.25% เท่านั้น.

ขอบคุณที่มา : www.thairath.co.th

ธนาคารกรุงไทยปิดปรับปรุงระบบ 9 สิงหาคม 2558 หลังเที่ยงคืน-ตี 3

ธนาคารกรุงไทย ปิดปรับปรุง

             ธนาคารกรุงไทย แจ้งปิดปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ 9 สิงหาคม 2558 เวลาหลังเที่ยงคืนถึงตี 3 ATM-บัตรเดบิต-KTB netbank ใช้ไม่ได้

วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 นางศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ธนาคารจำเป็นต้องปิดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558 ระหว่างเวลา 00.00-03.00 น. เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการขยายตัวของลูกค้าและธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับคุณภาพบริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ธนาคารกรุงไทย ปิดปรับปรุง

             โดยจะส่งผลให้ลูกค้าของธนาคารไม่สามารถใช้บริการบางประเภท ได้แก่ บริการฝากถอนเงินผ่านเครื่อง ATM และ ADM, การเบิกเงินหรือซื้อสินค้าด้วยบัตรเดบิต, KTB netbank, KTB Corporate Online, KTB Contact Center เฉพาะบริการตรวจสอบบัญชี, KTB BIZ Payment เฉพาะบริการตรวจสอบการยินยอมหักบัญชีเพื่อชำระค่าบริการ รวมทั้ง Booth Exchange ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

ทั้งนี้ ทางธนาคารกรุงไทย ได้ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นชั่วคราวดังกล่าว และหากลูกค้ามีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า หมายเลข 02-111-111102-111-1111

ขอบคุณที่มา : www.kapook.com www.ktb.co.th

บินไทยหั่นต้นทุน โละพนง.1,400คน เลิกบินโรม-แอลเอ

ดีดีอ้างล้วนสมัครใจ ยกเลิก-เส้นทางบิน ไปสู่โรมและแอลเอ

ดีดีการบินไทยยอมรับต้องหั่นต้นทุน ทยอยโละพนักงาน 1.4 พันคน หั่นเที่ยวบินฤดูหนาว มีทั้งลดและเลิก โดยยกเลิกเส้นทาง “กรุงเทพฯ-โซล-แอลเอ” กับ “กรุงเทพฯ-โรม” รวมถึงใช้เครื่องบินที่มีขนาดเล็กลงในบางเส้นทาง หวังแก้ขาดทุน โดยปี 2559 เล็งเปิดโครงการสมัครใจลาออกอีกระลอก ย้ำไม่ได้ปลดพนักงานแต่อย่างใด

การบินไทยปรับตัวอีกยก เพื่อลดปัญหาขาดทุน โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวการปลดพนักงานประมาณ 1,400 คน ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินงานตามโครงการร่วมใจจากองค์กรเอ็มเอสพี (MSP) สำหรับพนักงานทั่วไป และโครงการโกลเดน แฮนด์เช็ก (Golden Handshake) สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ปี 2558 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย ที่ได้อนุมัติตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2558 เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2558 ตามแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทยที่ได้มีการประกาศมาก่อนหน้านี้ โดยจะเป็นการทยอยพิจารณาให้พนักงานเข้าร่วมเป็นลอตตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 เป็นต้นไป รวม 1,401 คน

“ต้องยืนยันว่า การบินไทยไม่ได้ปลดพนักงานแต่อย่างใด เพราะเป็นบริษัทมหาชนไม่สามารถปลดพนักงานได้อยู่แล้ว แต่เป็นการดำเนินโครงการตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูเท่านั้น ไม่มีเรื่องอะไรใหม่แต่อย่างใด โดยการเปิดโครงการครั้งนี้มีพนักงานเข้าร่วมเต็มตามที่กำหนดแล้ว” นายจรัมพรกล่าวและว่าโครงการดังกล่าวได้ใช้งบประมาณไปราว 5,300 ล้านบาท โดยในปี 2559 ตามแผนฟื้นฟูจะต้องใช้งบประมาณอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อเปิดโครงการดังกล่าวอีก โดยจะสามารถรองรับพนักงานที่จะเข้าร่วมได้ประมาณครึ่งหนึ่งของปีนี้

นายจรัมพรกล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีการจัดทำตารางการบินฤดูหนาว 58/59 แล้ว โดยจะเพิ่มเที่ยวบินตรง ไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน และเที่ยวบินตรง ไป-กลับ กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต จากเดิมมี 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือวันละ 1 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือวันละ 2 เที่ยวบิน โดยให้บริการด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ 380-800 และโบอิ้ง 777-300 อีอาร์

ส่วนการยกเลิกเส้นทางบินและลดเที่ยวบิน จะยกเลิกเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โซล-ลอสแอนเจลิส 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ยกเลิกเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โรม 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และลดเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โกลกาตา จากเดิมวันละ 2 เที่ยวบิน เหลือวันละ 1 เที่ยวบิน โดยทั้งหมดมีผลตั้งวันที่ 25 ต.ค.58 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีการปรับขนาดเครื่องบินในเส้นทางบินภูมิภาค โดยใช้เครื่องบินที่มีขนาดเล็กลงทำการบิน ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-ไฮเดอราบัด กรุงเทพฯ-หลวง-พระบาง และกรุงเทพฯ-ฉางซา โดยทั้ง 3 เส้นทางได้โอนย้ายให้สายการบินไทยสมายล์ทำการบินแทน โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องบินนี้จะไม่มีผลต่อการสำรองที่นั่งของผู้โดยสารที่ได้สำรองที่นั่งไว้

“การปรับเปลี่ยนตารางการบินดังกล่าวเป็นตามแผนที่จะต้องลดการขาดทุนควบคู่ไปกับการดำเนินการตามแผนปฏิรูป บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการขายและการหารายได้ โดยปัจจุบันมีเที่ยวบินจำนวน 50 เส้นทางที่ยังมีผลการดำเนินงานขาดทุน หรือมีศักยภาพในการทำกำไรต่ำ ซึ่งตามแผนปฏิรูปนั้น บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดเส้นทางบินอีกประมาณร้อยละ 10 ของเส้นทางทั้งหมด

แต่ในการปรับในครั้งนี้ ได้ทำการลดเที่ยวบินเพียงประมาณร้อยละ 5 เนื่องจากเส้นทางบินบางส่วนได้มีผลการดำเนินงานที่กระเตื้องขึ้น” นายจรัมพร กล่าว พร้อมระบุการพิจารณาตัดสินใจยกเลิกเส้นทางบิน บริษัทได้ใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี ศักยภาพของตลาด ศักยภาพในการพัฒนา และจำนวนผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไปยังเที่ยวบินอื่นมาพิจารณาอย่างเข้มงวดและรอบคอบ ซึ่งเส้นทางบินที่บริษัทตัดสินใจยกเลิกในครั้งนี้ เป็นเส้นทางที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในทุกหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเส้นทาง เป็นการยกเลิกเพียงชั่วคราว หากต่อไปพิจารณาแล้วว่าดี บริษัทก็มีแผนพิจารณากลับมาให้บริการอีกครั้ง

นายจรัมพรกล่าวอีกว่า การปรับเปลี่ยนเส้นทางในบางเส้นทางผู้โดยสารจะยังคงได้รับความสะดวกสบาย เช่น เส้นทาง กรุงเทพฯ-โรม ที่บริษัทมีแผนที่จะจัดการเดินทางผ่านเส้นทางกรุงเทพฯ-มิวนิก กับการบินไทย และต่อเครื่องบินของสายการบินพันธมิตรไปยังโรม และเที่ยวกลับผ่านแฟรงก์เฟิร์ตกับการบินไทย ซึ่งให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ แอร์–บัสเอ 380-800 ซึ่งเป็นเครื่องบินใหม่และมีความสะดวกสบาย

ขอบคุณที่มา : www.thairath.co.th

เทียบฟอร์มไทย-มาเลเซีย แข่งดึงต่างชาติผุดสำนักงานใหญ่

 

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการจัดตั้งสำนักงานสนับสนุนภูมิภาค หรือสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ที่รู้จักกันในนามของ  ROH  (Regional Head Quarter)  และ IHQ (International Headquarter) ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการส่งเสริมเพื่อจูงใจนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งสำนักงานสนับสนุนในประเทศของตน โดยให้สิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี

ขณะเดียวกัน ได้เล่าถึงมาตรการส่งเสริมสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ หรือ IHQ  ของประเทศไทยที่เพิ่งออกมาใหม่ในปีนี้ และเปรียบเทียบกับ ROH/IHQ ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงลำดับต้นๆ หากจะมีการพิจารณาการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนในรูปของ  IHQ

ครั้งนี้จะเขียนถึงมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียนนอกจากสิงคโปร์ ที่ได้รับความสนใจเป็นทางเลือกกรณีจัดตั้งสำนักงานสนับสนุนภูมิภาค มาเลเซียมีการให้การส่งเสริมในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน โดยหนึ่งในมาตรการ คือ  Operational Headquarter หรือ OHO ซึ่งเริ่มมีในปี 2538  ก่อน  ROH  ของไทย 7 ปี

ในเดือน เม.ย. 2558 หนึ่งเดือนก่อนที่กรมสรรพากรไทยจะออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ IHQ มาเลเซียได้มีการออกมาตรการใหม่ เรียกว่า  Principal Hub Incentive Scheme  ซึ่งออกมาแทน OHO โดยสิทธิประโยชน์การส่งเสริมใหม่นี้แบ่งเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ

Principal Hub ที่จัดตั้งภายใต้การส่งเสริมนี้จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหากเข้าเงื่อนไขใน Tier 1  และอัตราภาษีเงินได้จะลดเหลือร้อยละ 5   กรณีจัดเข้า  Tier 2 ในขณะที่ถ้าจัดอยู่ใน Tier 3 จะเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10

ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของมาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 25   แน่นอนว่าเงื่อนไขจะเพิ่มขึ้นตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้มากขึ้น เช่น  ถ้าจะเข้า Tier 1 ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในประเทศถึง 10 ล้านริงกิต หรือราวๆ 90 ล้านบาท โดยจะลดเหลือ  5 ล้านริงกิต หรือ 45 ล้านบาท และ 3 ล้านริงกิต หรือ 27 ล้านบาท ในกรณี Tier 2 และ Tier 3 ตามลำดับ จะเห็นว่าค่าใช้จ่าย  Tier 3  ยังสูงกว่าไทย โดยของไทยกำหนดไว้ที่ 15 ล้านบาทในอัตราเดียว

เงื่อนไขอื่นๆ ก็จะเป็นลักษณะเช่นนี้ คือ เงื่อนไขจะเพิ่มมากขึ้น จาก Tier 3 มา Tier 1 ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีขึ้น คือ จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5  และ 0 ตามลำดับ   เงื่อนไขที่แตกต่างจากไทยที่สำคัญ  ยกตัวอย่างกรณี Tier 1 ที่สิทธิประโยชน์สูงสุด คือ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

     มาเลเซียมีการกำหนดไว้ว่า Principal Hub ต้องมีอัตราส่วนรายได้จากกิจการภายในและภายนอกประเทศอยู่ที่อัตรา 30 ต่อ 70 ซึ่งในเรื่องนี้ IHQ ของไทยผ่อนคลายกว่า เนื่องจากไทยไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ ยกเว้นกรณีรายได้ที่ได้จากบริษัทในเครือในประเทศไทยที่จะได้สิทธิเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10 จะต้องไม่เกินรายได้จากการให้บริการแก่บริษัทในเครือในต่างประเทศ  แต่ของมาเลเซียข้อที่ดีกว่า คือ หากเข้าเงื่อนไขแล้ว Principal Hub ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวนรายได้ที่ได้จากในและนอกประเทศ

นอกจากนี้ Tier 1 มีการกำหนดจำนวนแรงงานชำนาญที่ต้องจ้างในจำนวนที่สูงถึง 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องเป็นชาวมาเลเซีย ทำให้ดูแล้วเป็นสำนักงานที่เน้นในเรื่องแรงงาน (Labor Intensive)  กลายๆ  และยังกำหนดไว้ด้วยว่า Principal Hub จะใช้บริการจากต่างประเทศได้ ก็เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถหาบริการแบบเดียวกันนั้นในประเทศมาเลเซียได้  ดูเหมือนว่าเป็นเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า ถ้าบริการแบบเดียวกันแต่มาตรฐานไม่เท่ากันจะทำอย่างไร   IHQ ไทยไม่มีการกำหนดจำนวนแรงงานขั้นต่ำไว้แต่อย่างไร

     นอกจากนี้ ไทยยังส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานชำนาญการจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความชำนาญสู่คนไทย โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่แรงงานชำนาญการที่เป็นคนต่างชาติด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้ให้แก่แรงงานชำนาญการต่างชาติ โดยมีสิทธิเลือกเสียภาษีได้ที่ร้อยละ 15 ของรายได้

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ไทยผ่อนปรนมากกว่า คือ การให้อายุของ IHQ ยาวถึง 15 ปีในคราวเดียว ขณะที่มาเลเซียให้เริ่มต้นที่ 5 ปี และจะต่อได้อีก 5 ปี ก็ต่อเมื่อมีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 และจำนวนค่าใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 30

ปรับใหม่! รถเมล์-รถไฟฟรีมีถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้

ปรับใหม่! รถเมล์-รถไฟฟรีมีถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้

กระทรวงคมนาคมปรับเกณฑ์รถเมล์และรถไฟฟรีรอบใหม่ โดยผู้พิการ, ทหารผ่านศึก, พระภิกษุ และแม่ชี จะต้องเสียค่าโดยสารครึ่งราคา ด้าน ผู้มีรายได้น้อยต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 3,632 บาทถึงจะได้รับสิทธิลดค่าโดยสาร พร้อมเตรียมเริ่มใช้มาตรการเกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน

นายพงษ์ไชย เกษมทวีศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมเสนอมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนในโครงการรถเมล์และรถไฟฟรีใหม่ ซึ่งมาตรการที่ได้มีการศึกษาก่อนหน้านี้ จะให้กลุ่มผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ทหารผ่านศึก, พระภิกษุ และแม่ชี รวมถึงนักเรียนอายุไม่เกิน 14 ปี ได้รับสิทธิขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรีได้ แต่มาตรการดังกล่าวลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลได้เพียง 74 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของมาตรการเดิม

ดังนั้น จึงได้ทำการปรับเกณฑ์มาตรการรถเมล์และรถไฟฟรีใหม่อีกครั้ง โดยได้กำหนดให้ กลุ่มผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ทหารผ่านศึก, พระภิกษุ และแม่ชี จะได้รับสิทธิลดค่าโดยสารครึ่งราคา ส่วนนักเรียนไม่เกินระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะได้รับสิทธิ์ให้จ่ายค่าโดยสาร 1 ใน 3 และนักเรียนที่ศึกษาระดับชั้นสูงกว่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมถึงนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าโดยสารในราคา 2 ใน 3 โดยต้องแสดงบัตรนักเรียนนักศึกษา

ขณะที่ ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับสิทธิลดหย่อนค่าโดยสารครึ่งราคา แต่จะต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 3,632 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้ภาครัฐรับภาระด้านงบประมาณน้อยลงถึงร้อยละ 64 โดยคาดว่าจะเริ่มใช้มาตรการใหม่ได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนปีนี้ ส่วนมาตรการรถเมล์และรถไฟฟรีเกณฑ์เดิมจะดำเนินการต่ออายุให้ถึงสิ้นเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนมีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่

ที่มา : www.sanook.com/

“กสทช.”เห็นชอบหลักเกณฑ์ประมูล4จีย่าน900MHz-ราคาตั้งต้น11,260 ล้านบ.

บอร์ด กสทช. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 4 จี ย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบอนุญาต โดยกำหนดราคาตั้งต้นที่ 11,260 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต คาดจะสามารถออกใบอนุญาตได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้

http://www.matichon.co.th/online/2015/07/14375538771437553913l.jpg

     นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 4 จี คลื่นความถี่ย่าน  900 เมกะเฮิรตซ์ กำหนดเปิดประมูลต่อเนื่องกันไปจากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ โดยกำหนดให้มีการประมูลจำนวน 2 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิร์ตซ์ ราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 11,260 ล้านบาท ต่อ 1 ใบอนุญาต คิดเป็นราคาคำนวณจากร้อยละ 70 ของมูลค่าคลื่นความถี่

     โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะกำหนดไว้ในวันที่ 23 กรกฎาคม และต่อเนื่องไปเป็นเวลา 45 วัน ส่วนวันการประมูล กำหนดไว้เบื้องต้นเป็น 11 พฤศจิกายนซึ่งเป็นวันเดียวกับการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์โดยแบ่งเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย และยังมีข้อเสนอให้ประมูลคนละวันคือวันที่ 11 และ 12 พฤศจิกายน ดังนั้นวันประมูลจะนำไปรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดวัน-เวลาที่เหมาะสม โดยเมื่อประมูลเสร็จสิ้นสามารถออกใบอนุญาตได้ภายในเดือนพฤศจิกายน

     สำหรับกรณีที่มีผู้ร่วมการประมูลผ่านคุณสมบัติน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนใบอนุญาตที่เปิดให้ประมูลจะใช้ราคาตั้งต้นที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่16,080 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต โดยผู้ชนะการประมูลต้องติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมจำนวนประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนประชากรทั้งหมดใน 4 ปีนับตั้งแต่วันได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ยังได้กำหนดเพดานการถือของคลื่นความถี่ได้ไม่เกิน 60 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเงื่อนไขเหมือนกับการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์

ประชาชนแห่ซื้อทองคึกคัก

 

ประชาชนแห่ซื้อทองคึกคัก | เดลินิวส์
ทองขาดตลาด เหตุราคาต่ำผลักดันแรงซื้อหน้าร้านคึกคัก ด้านร้านทองขายพลิกตั๋วแทนทองจริงแก้ขัด

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:00 น. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากทำให้การซื้อขายทองคำหน้าร้านคึกคักติดต่อกัน 2-3 วันที่ผ่านมา โดยลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อทองคำแท่ง 96.5% น้ำหนัก 5-10 บาท รวมถึงทองคำรูปพรรณ จนทำให้ทองคำหน้าร้านหลายแห่งขาดตลาด และต้องเริ่มขายแผ่นสัญญาส่งมอบแทนทองคำจริง เนื่องจากผลิตได้ไม่ทันต่อความต้องการ

อย่างไรก็ตามคาดว่าจะส่งมอบทองคำให้ลูกค้าได้ภายใน 1-2 สัปดาห์   “สถานการณ์ขาดแคลนทองคำเกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากราคาทองคำในขณะนี้ที่ประมาณ 1,080 – 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ต่ำกว่าราคาหน้าเหมือง โดย 60% ของจำนวนเหมืองทองทั่วโลกมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และอีก 40% มีต้นทุนการผลิตที่ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งราคาที่ค่อนข้างต่ำทำให้เหมืองทองหลายแห่งชะลอการผลิตลง” อย่างไรก็ตามราคาทองคำในประเทศจะไม่ต่ำกว่า 17,000 บาทต่อบาททองคำ เพราะได้รับปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุนตลาด

สำหรับสมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำวันที่ 22 ก.ค. เวลา 18.30 น. ราคาทองคำปรับตัวลดลง 100 บาทจากวานนี้  โดยทองแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 17,950 บาท ขายออกบาทละ 18,050 บาท และทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 17,691.72 บาท ขายออกบาทละ 18,450 บาท ส่วนทองคำโลกอยู่ที่ 1,097 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และค่าเงินบาทอยู่ที่ 34.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ขอบคุณที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/336720

1 76 77 78