“เซเว่น-บิ๊กซี” จับมือร่วมประชารัฐ

จับมือ

EyWwB5WU57MYnKOuX37mCcAkYuz9kOms5t2Hvg1uzicHKvUY5ScZHe

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้า เซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยว่า ทางเซเว่นอีเลฟเว่นได้เข้าร่วมในโครงการประชารัฐในส่วนของภาคเอกชน ที่จะเข้าไปช่วยเหลือชุมชนเกษตรกรในการนำเอาผลผลิตเกษตรมาขาย ซึ่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ได้ทำหน้าที่นี้อยู่แล้วเหมือนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค โดยที่ผ่านมา ได้รับกล้วยหอมทองเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย จากกลุ่มเกษตรกรอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มาขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ลูกละ 8 บาท ซึ่งใน 1 วันขายได้ถึง 100,000 ลูก

ขณะเดียวกันได้รับเอามะม่วงดองของยี่ห้อ “วรพร” จาก จ.ฉะเชิงเทรามาจำหน่ายในทุกสาขาของเซเว่นอีเลฟเว่น รวมยอดขายถึงปีละ 100 ล้านบาท ซึ่งพอมาขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นได้ ก็ได้รับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศไปจำหน่ายอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ด้านนางสาวรำภา คำหอมรื่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และรองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า บิ๊กซี ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าเกษตรจากชุมชนอย่างยั่งยืน กับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยบิ๊กซีพร้อมจะร่วมยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การขนส่งสินค้าผ่านระบบที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงช่องทางการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศสำหรับในปี 2559 บิ๊กซีตั้งเป้ารับซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรไทยรวมกว่า 100,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20% ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นผักผลไม้สดกว่า 1,700 ตัน จาก 38 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผ่านการส่งเสริมอาชีพในภูมิลำเนา และจะส่งเสริมการจัดตลาดนัดสินค้าเกษตร (Farmers’ Market) ทั่วประเทศกว่า 180 สาขา.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th

ข้าวหอมมะลิร่วงต่ำกว่า9พัน/ตัน “โรงสี-ส่งออก”โต้ตัวการทุบราคา

14013772151401377292l

14486293891448629425l

ราคาข้าวเปลือกหอมมะลินาปี 58/59 ดิ่งหลุดตันละ 9,000 บาท ด้าน “พาณิชย์” เรียกหารือด่วน ส่งผล “ผู้ส่งออก-โรงสีข้าว” ซัดกันนัว ฝ่ายแรกโบ้ยบอกโรงสีแห่ส่งออกตัดราคาขายขณะที่ฝ่ายหลังแจ้งผู้ส่งออกไล่ทุบ ราคาข้าวลงเหลือ 23,000 บาท จากราคาประกัน 26,000 บาท ร้องรัฐจัดระเบียบก่อนอุตสาหกรรมข้าวพัง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานหลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือชาวนาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2558/2559 ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตปริมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก ด้วยวงเงินไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท โดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือโรงสีเข้าช่วยซื้อข้าวเปลือกตามโครงการชดเชย ดอกเบี้ย 3% วงเงิน 385 ล้านบาท (เริ่ม 15 ตุลาคม 2558)

โครงการ ชะลอการขาย (จำนำยุ้งฉาง) กับ ธ.ก.ส.ตันละ 13,500 บาท โดยให้ค่าฝากเก็บ 1,000 บาท วงเงิน 27,000 ล้านบาท, โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้าวเปลือก 2.5 ล้านตัน วงเงิน 12,500 ล้านบาท (ไม่นับรวมถึงการขอความร่วมมือให้ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดทำโครงการ ประกันราคารับซื้อข้าวสารหอมมะลิตันละ 26,000 บาท หรือคิดเป็น13,500 บาท ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งขณะนี้เริ่มรับซื้อไปได้แล้ว 75,000 ตัน)

ปรากฏระดับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเกี่ยวสดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็น พื้นที่เพาะปลูกหลัก กลับลดราคาต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกลงเหลือตันละ 8,900-9,100 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาในช่วงที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะเดินทางลงพื้นที่ศึกษาผลผลิต ข้าวปี 2558/2559 ที่จังหวัดอุบลราชธานี-ยโสธร-ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่11-13 พฤศจิกายน 2558 โดยขณะนั้นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิใหม่เกี่ยวสดเฉลี่ยยังอยู่ที่ตันละ 9,000-11,000 บาท และยังต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิปี 2557 ที่ชาวนาขายได้เฉลี่ยตันละ 11,000-12,000 บาท

ราคาข้าวหอมมะลิที่ ตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ทำให้นายวิจักร วิเศษน้อย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.บูลย์ลักษณ์ร่วมรัก อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เรียกประชุมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย พร้อมคณะผู้บริหารทั้ง 2 สมาคม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน

แหล่งข่าวจากสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ในที่ประชุมทางกระทรวงได้แสดงท่าทีให้เห็นว่า “โรงสีเป็นจำเลย” จากการที่ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขายข้าวได้ราคาต่ำ ซึ่งทางสมาคมโรงสีได้ชี้แจงว่าสาเหตุที่โรงสีไม่สามารถซื้อข้าวหอมมะลิใน ราคาที่สูงได้ เพราะข้าวมีความชื้นสูง ที่สำคัญผู้ส่งออกที่รับซื้อข้าวจากโรงสีได้ปรับลดราคารับซื้อล่วงหน้าลง อย่างต่อเนื่อง โดยราคาส่งมอบเดือนธันวาคมลดลงเหลือเพียงตันละ 23,000 บาท หรือลดลงจากต้นเดือนพฤศจิกายนที่มีราคาอยู่ระหว่างตัน 26,000-27,000 บาท หรือลดลงไปตันละ 3,000 บาท จากราคาที่ผู้ส่งออกมีโครงการประกันราคารับซื้อตันละ26,000 บาท

“แม้จะมีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยจำนวน 200-300 โรงก็จริง แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ราคาข้าวอนาคตลดลง ถึงเราจะเข้าไปซื้อในราคาที่รัฐบาลต้องการ แต่พอไปขายไม่คุ้ม การชดเชยดอกเบี้ยก็ไม่คุ้ม เพราะรัฐชดเชยแค่ 3% แต่โรงสียังต้องจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยที่เหลืออีก 7% อยู่ดี” แหล่งข่าวกล่าว

พร้อม กันนี้สมาคมโรงสีข้าวไทยได้ตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมว่า โดยปกติประเทศไทยผลิตข้าวหอมมะลิรอบเดียว 6 ล้านตัน ซึ่งข้าวจะทะลักออกในช่วง 2 เดือนเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านตันข้าวเปลือก หรือคิดเป็น1.5 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การส่งออกข้าวหอมมะลิไปต่างประเทศเฉลี่ยเดือนละ 150,000-200,000 ตัน จึงต้องเก็บสต๊อกข้าวหอมมะลิที่เหลือไว้ใช้ตลอดทั้งปี แต่พอเกี่ยวข้าวสดออกมามาก โรงสีอีสานกำลังการผลิตน้อยกว่า “อบไม่ทัน” ดังนั้นจึงมีโรงสีภาคกลาง ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิ ซึ่งโรงสีภาคกลางเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า สามารถอบข้าวได้มาก และขายให้กับผู้ส่งออกทันที ทำให้ผู้ส่งออกมีอำนาจต่อรองซื้อสูง

“ราคาข้าวหอมมะลิในตลาดพื้นที่จึงลดต่ำลง”

ทว่า แหล่งข่าวจากวงการส่งออกข้าวกลับกล่าวว่า การตั้งราคารับซื้อข้าวหอมมะลิต่ำเป็นผลมาจากโรงสีข้าวรายใหญ่หันมาทำส่งออก ข้าวกันมากขึ้น โดยโรงสีเหล่านี้มีพฤติกรรมไปขายตัดราคาในตลาดต่างประเทศ ส่งผลทำให้ราคาส่งออก FOB ลดลงจากเดิมที่เคยขายได้ 800-900 เหรียญ ขณะนี้เหลือเพียง 700-750 เหรียญ โดยหวังจะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด แต่ผลลัพธ์ก็คือ ราคาตลาดลดลงทั้งระบบ ทำให้ไทยได้รับเงินรายได้จากการส่งออกข้าวหอมมะลิลดลง

“ประเด็นความ ขัดแย้งระหว่างโรงสีและผู้ส่งออกข้าวในปีนี้ค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น จากในอดีตที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีโครงการรับจำนำ โรงสีก็ขยายกำลังการผลิตจนล้น เมื่อโตมากก็ต้องหันไปส่งออก นับเป็นการส่งออกข้าวแบบก้าวกระโดด บางรายก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้น ๆ ของประเทศ ด้วยวิธีการตัดราคาต่ำมากเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรุนแรงมากขึ้น เรื่องแบบนี้ทางโรงสีได้เปรียบด้านต้นทุน เพราะไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0.75% แต่ผู้ส่งออกต้องไปทำตลาดมีต้นทุนค่าการทำตลาด หากรัฐบาลไม่จัดระเบียบการประกอบธุรกิจส่งออกข้าวก็จะกระทบมาก เพราะผู้ส่งออกข้าวมีเพียง 300 ราย แต่โรงสีมีจำนวนมาก อำนาจต่อรองมากกว่า” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าในที่ประชุมได้ ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะไปเร่งรัดการประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ออกมาก่อนหน้านี้ให้ เกษตรกรรับทราบ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำยุ้งฉางและเชื่อว่า หากดำเนินการเต็มประสิทธิภาพจะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินได้ถึง 2 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 1 ใน 3 ของปริมาณผลผลิต ขณะที่กลไกด้านอื่น ๆ ทางกระทรวงก็ขอความร่วมมือให้ดำเนินการร่วมกันอย่างเต็มที่เช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา     http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448629389

เบทาโกรทุ่ม 2 หมื่นล้านสร้างฟู้ดคอมเพล็กซ์ทั่วประเทศ

menulogo

14479473181447947407l (1)

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร ผู้ดำเนินธุรกิจเนื้อสัตว์ครบวงจร กล่าวว่า เตรียมทุ่มงบประมาณ 20,000 ล้านบาท สร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ครบวงจร หรือเรียกว่าฟู้ดคอมเพล็กซ์ อีก 3 แห่ง ในภาคกลางตอนบน, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จากเดิมที่ลงทุนไปแล้วที่ภาคเหนือและกลาง
“คาดว่าทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 สอดรับกับแผนบริษัทจะเน้นทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าบุคคลมากขึ้น จากปัจจุบันที่เป็นสัดส่วนรายได้เพียง 20% ของทั้งบริษัท ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าแปรรูปอยู่ 2 แบรนด์ ได้แก่ เบทาโกร และเอสเพียว ซึ่งทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวปีนี้ยอดขายอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท จากยอดขายรวมปีนี้ 90,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20%”

บริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวให้เพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าแปรรูปยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเนื้อสัตว์ได้อีก 10-15% รวมทั้งตลาดยังมีช่องว่างอยู่มาก เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมความสะดวกสบายมากขึ้น
นอกจากนี้ จะเร่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคมากขึ้น ล่าสุดใช้งบกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาใหม่ สื่อสารถึงการปรุงอาหารทั้งจากเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันในเทศกาลสำคัญที่จะมาถึงในช่วงปลายปี เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 90,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 12% ได้อย่างแน่นอน
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ยังสามารถเติบโตได้ดี โดยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา การขายเติบโตตามเป้าหมาย เพราะเป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็น อีกทั้งยังจำหน่ายในราคาไม่แพง

 

ขอบคุณที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1447947318

เมียช็อกผัวผูกคอตายคาต้นยาง!! เครียดราคาตกเหลือกก. 16 บาท หลังทุ่มเทดูแลสวนยาง

14484175571448417915l (1)

14484175571448417768l (1)

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ร.ต.ท.วิศนุ จันทะคัด ร้อยเวร สภ.โซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายบนต้นยางพารา ห่างจากหมู่บ้านแสงอรุณ หมู่ที่ 7 ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัยประมาณ 1 กิโลเมตร จึงไปร่วมชันสูตรศพ พร้อมด้วย พ.ต.อ.กำพล ทันตะสุวรรณ ผกก. นพ.กษมา กนกกุลชัย แพทย์เวร รพ.โซ่พิสัย และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างศรีวิไลจุดโซ่พิสัย

ที่เกิดเหตุในป่าสวนยางพารา พบศพนายเลิศ อายุ 60 ปี อยู่หมู่ที่ 7 บ้านแสงอรุณ ต.ศรีชมภู ใช้ผ้าขาวม้าลายผูกคอตัวเองกับตาต้นยางพาราสูงห่างจากพื้นดินประมาณ 3 เมตร สภาพศพใส่เสื้อยืดแขนยาวสีกรมท่า กางเกงขาสั้นสีดำ ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกฆาตกรรมแต่อย่างใด คาดว่าตายมาแล้วประมาณ 6-8 ชั่วโมง

 สอบถามนางค้ำ อายุ 51 ปี ภรรยาทราบว่า ผู้ตายนอนพักเพื่อกรีดยางอยู่บนเถียงนามาได้ประมาณ 6 ปี จะกลับเข้าไปนอนบ้านนานๆ ครั้ง โดยทุ่มเทให้เวลากับสวนยางพาราที่มีอยู่ 8 ไร่เป็นอย่างดี แต่มาระยะหลังเห็นบ่นว่าราคายางพาราตกลงแทบทุกวัน ล่าสุดเหลือกิโลกรัมละ 16 บาท สันนิษฐานว่าคงรับไม่ได้กับราคายางพาราที่ต่ำขนาดนี้ จึงปีนต้นยางสูง 3 เมตร ขึ้นไปผูกคอตายประชดดังกล่าว

 

ขอบคุณที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1448417557

ความเสี่ยงเศรษฐกิจรุมเร้า! ส่งออกยังหัวทิ่ม-กนง.จ่อปรับลดคาดการณ์จีดีพี

EyWwB5WU57MYnKOuFqWxNsFbQxSS3GrcVTd0FeXOekzCBLG1VYjlIq

EyWwB5WU57MYnKOuYBmauuCqS9joAKNemtJQRmbXh1PP6A5PBlTh4j

กรรมการ กนง. เผยเศรษฐกิจจีนและเอเชียที่ยังชะลอตัว และปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่มีผลให้ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ทั้งปีนี้และปีหน้า ระบุยังไม่วางใจปัญหาดอกเบี้ยต่ำนานผิดธรรมชาติ ถึงจุดหนึ่งควรทยอยปรับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การส่งออกเดือน ต.ค.ติดลบหนักสุดในรอบปี รวม 10 เดือนปีนี้ ส่งออกติดลบแล้ว 5.32%

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมีมากขึ้นทั้งเรื่องการชะลอตัวเศรษฐกิจจีนและเอเชีย ปัญหาภัยแล้งที่มีผลต่อราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ จึงระบุชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้นและประมาณการเศรษฐกิจไทยเคยประเมินไว้ครั้งก่อนก็ไม่เป็นไปตามประกาศไว้ จึงอาจมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 58 และปี 59 ใหม่

อย่างไรก็ตาม กนง.จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยทุก 3 เดือน ซึ่งจะประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการในรายงานนโยบายการเงินวันที่ 25 ธ.ค.นี้ และในวันที่ 16 ธ.ค.นี้จะมีการประชุมบอร์ด กนง. เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายและข้อมูลเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ในประมาณการเศรษฐกิจเดือน ก.ย.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.7% ในปีนี้และปีหน้าอยู่ที่ 3.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.9% และ 1.2% ในปีนี้และปีหน้า ส่วนส่งออกคาดว่าปีนี้จะหดตัว 5% และปีหน้า 1.2%

ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้เผยแพร่รายงานการประชุม กนง.ในวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งครั้งนั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ระบุว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งมีผลต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 59 อยู่ต่ำกว่าประมาณการกรณีฐาน

ส่วนประเด็นอัตราดอกเบี้ยต่ำมานาน อาจ ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรช่องทางต่างๆ เพื่อให้ได้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชัดเจนว่ามีปัญหา แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะดอกเบี้ยต่ำนานอาจสะสมความเสี่ยงได้ ฉะนั้น บอร์ด กนง.สั่งจับตาและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด “ดอกเบี้ยนโยบายต่ำมาเป็นเวลานานผิดธรรมชาติ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ทยอยปรับเพื่อให้เป็นไปตามปกติ เหมือนดอกเบี้ยสหรัฐฯที่อยู่ระดับ 0% มานานก็ต้องทยอยปรับสู่ธรรมชาติเช่นกัน แต่ต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นด้วย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจขยายตัวระดับปกติและภาวะการเงินปรับสู่ภาวะปกติด้วย”

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์เปิดเผยการส่งออกเดือน ต.ค.58 มีมูลค่า 18,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 8.11% เทียบกับ ต.ค. 57 เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และติดลบหนักสุดในรอบปีนี้ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,400 ล้านเหรียญฯลดลง 18.21% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 2,100 ล้านเหรียญฯ สำหรับการส่งออก 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 58 มีมูลค่า 180,000 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.32% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้า 10 เดือน มีมูลค่า 170,000 ล้านเหรียญฯ ลดลง 11.27% ทำให้ไทยยังเกินดุลการค้า 9,859 ล้านเหรียญฯ

สาเหตุการส่งออก ต.ค.ติดลบหนักสุดในรอบปีนี้ เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยจากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าการส่งออกของโลกทั้งปี 58 จะหดตัวถึง 11.17% และปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 58 อยู่ที่ 3.1% เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินปี 52 และเป็นระดับที่ต่ำกว่าเศรษฐกิจโลกปี 57 ที่ขยายตัว 3.4% รวมถึงสถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกหดตัวสูง ส่งผลให้การนำเข้าของทุกประเทศทั่วโลกหดตัว โดยเฉพาะการนำเข้าช่วง 9 เดือนของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น นำเข้าลด 20.6% จีนลด 18.8% ฝรั่งเศสลด 17.3% เกาหลีใต้ลด 16.6% สหรัฐฯ ลด 3.9% เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกชะลอลงต่อเนื่อง และไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดย ต.ค. 58 ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบลดลง 46.3% กระทบต่อมูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีทิศทางลดลงและราคาสินค้าเกษตรโลกปรับตัวลงโดย 10 เดือนที่ผ่านมา ราคาข้าวลดลง 10.3% ยางพาราลดลง 19.8% และน้ำตาลลดลง 7.8% “อีกสาเหตุที่ส่งออก ต.ค.ติดลบหนัก มาจากการส่งออก ต.ค.ปี 57 มีอัตราการขยายตัวสูงผิดปกติ เนื่องจากช่วงต้นปี 57 เกิดความไม่สงบทางการเมือง ทำให้การส่งออกอัดอั้น และมาเพิ่มสูงขึ้นช่วงปลายปี”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายส่งออกทั้งปี 58 ติดลบ 3% ซึ่งการส่งออกช่วง 2 เดือนสุดท้าย คือ พ.ย.-ธ.ค.ต้องได้อย่างต่ำเดือนละ 19,000-20,000 ล้านเหรียญ ถึงจะเป็นไปตามเป้าหากดูตัวเลขการส่งออกในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ยังขยายตัวได้ดีอยู่ ส่วนปี 59 ยังไม่ได้ประเมิน แต่ยืนยันว่ามีทิศทางดีขึ้นแน่นอน.

ขอบคุณที่มา   http://www.thairath.co.th/content/541761

พาณิชย์เดินหน้าประมูลข้าวเน่า3.7หมื่นตัน-ซอร์เวเยอร์ยื่นค้าน

193838252-1-10-55-03

EyWwB5WU57MYnKOuYBmasiQ6khaKgj6jBdg18TyZ8R9PXlOrALlmEV

ผู้ประกอบการแห่ฟังการชี้แจงประมูลข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม3.74 หมื่นตัน ‘พาณิชย์’ ยันมีระบบตรวจสอบป้องกันข้าวหลุดรอดกลับเข้าสู่ตลาดบริโภค ด้านเซอร์เวเยอร์บุกค้าน หวั่นรัฐเสียหายเพราะมีข้าวดีปนอยู่ด้วย…

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.58 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการชี้แจงเงื่อนไขการประมูลข้าวสู่ภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1 ปริมาณ 37,412 ตัน โดยมีผู้ประกอบการจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แสดงความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งการประมูลครั้งนี้ กำหนดชัดเจนว่าข้าวที่ประมูลต้องนำเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น และมีมาตรการป้องกันไม่ให้กลับเข้าสู่ตลาดบริโภคของคนและสัตว์ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบต่อราคาข้าวในตลาดปกติ

นางดวงพร กล่าวว่า ได้กำหนดระบบการติดตามและตรวจสอบชัดเจน โดยข้าวที่ประมูลไป จะมีการซีลแน่นหนา และในการขนส่งก็จะมีระบบจีพีเอสติดตามว่า ข้าวที่ออกจากโกดังไปแล้ว เดินทางไปสู่ภาคอุตสาหกรรมตามที่ระบุไว้หรือไม่ และเมื่อข้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว ก็จะมีการส่งทีมเข้าไปตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวหลุดรอดเข้าสู่ระบบปกติ มั่นใจว่าสามารถควบคุมได้

ทั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบหลักฐานในวันที่ 30 พ.ย.58 โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และเมื่อตรวจสอบเสร็จแล้ว จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 1 ธ.ค.58 และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในวันเดียวกัน จากนั้นจะเปิดซองราคา สำหรับราคาในการประมูลข้าวตกเกรดนั้น มีคณะทำงานประเมินราคา และได้กำหนดราคามาตรฐานไว้แล้ว โดยพิจารณาจากราคาวัตถุดิบของแต่ละอุตสาหกรรมใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา มั่นใจว่ารัฐจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจำหน่ายข้าวในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน นางมลฑาทิพย์ ไวยะวรรณะ นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย(ซอร์เวเยอร์) พร้อมด้วยบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการเปิดประมูลข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยขอให้ชะลอการเปิดประมูลออกไปก่อน เพื่อให้ตรวจสอบคุณภาพข้าวใหม่อีกครั้งให้ชัดเจนว่า เป็นข้าวเสียทั้งหมด หรือมีข้าวคุณภาพดีปะปนอยู่หรือไม่ เพื่อไม่ให้รัฐขายข้าวในราคาต่ำ ซึ่งมีตัวแทนจากกรมการค้าต่างประเทศมารับหนังสือ

“ข้าวที่นำออกมาประมูลครั้งนี้ น่าจะมีข้าวดีปะปนอยู่กว่า 50% ของปริมาณข้าวทั้งหมด และเห็นควรให้มีการตรวจสอบซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าปกติ และถือเป็นการยื่นหนังสือขอให้ชะลอการระบายข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเป็นครั้งที่ 4 หลังจากยื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากกรมการค้าต่างประเทศ”นางมลฑาทิพย์ กล่าว.

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/content/541461