ขส.ทบ.บังคับใช้กฎรถต่างชาติเข้าไทย 27 มิ.ย.นี้

EyWwB5WU57MYnKOuiJ0LBPBArsdh19F6CasoiAx2i4GmCM8QGRVLF2

EyWwB5WU57MYnKOuiJ0LBPBArsdh19F6CasoiAx2i4GmCM8QGRVLF2

กรมการขนส่งทางบก เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไขการอนุญาตให้รถต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่อการท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว ทั้งด้านเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย และซักซ้อมการดำเนินการเพื่อให้บริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว พร้อมประชาสัมพันธ์การบังคับใช้กฎหมายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้รถ และปฏิบัติตามกฎหมายไทยได้อย่างถูกต้อง โดยประกาศจะมีผลบังคับใช้ทันที 27 มิ.ย.นี้…

วันที่ 29 พ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าหลังจากประกาศกรมการขนส่งทางบก กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาตระยะเวลาในการใช้รถและเครื่องหมายแสดงการใช้รถที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้ในการท่องเที่ยวหรือการอื่นใด ที่มีความจำเป็นเฉพาะกรณี พ.ศ.2559 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป ดังนั้น เพื่อให้มาตรการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะนำรถข้ามพรมแดนมาใช้ในประเทศไทย มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ กรมการขนส่งทางบกเตรียมการรองรับทั้งด้านเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย และซักซ้อมการดำเนินการเพื่อให้บริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว พร้อมประชาสัมพันธ์การบังคับใช้กฎหมายตามประกาศฯ ดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อให้ประชาสัมพันธ์ต่อไปยังนักท่องเที่ยวที่ต้องการนำรถเข้ามาได้รับทราบและสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้รถและปฏิบัติตามกฎหมายไทยได้อย่างถูกต้อง โดยจะไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่ได้ห้ามการนำรถเข้ามา แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขการขออนุญาตของรถและผู้ขับรถให้มีความชัดเจน และเพิ่มมาตรการเพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่จะนำรถเข้ามาใช้ในประเทศไทย และความปลอดภัยบนท้องถนนของคนไทยทุกคน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญของประกาศฯ กำหนดให้รถที่จะนำข้ามพรมแดนเข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวได้ ต้องเป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 9 ที่นั่ง (รวมคนขับ) แต่ไม่รวมถึงรถตู้ รถยนต์บรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 3,500 กิโลกรัม (ยกเว้น รถที่นำเข้ามาตามความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลของประเทศนั้น, รถของประเทศที่ไทยมีความตกลงด้านการขนส่งทางถนน (ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์), รถประจำถิ่น (เข้า-ออกเป็นปกติตามพรมแดนที่ติดกับไทย) โดยนักท่องเที่ยวที่นำรถเข้ามาในประเทศต้องแจ้งขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันทำการ ต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของด่านพรมแดนศุลกากรที่จะนำรถเข้ามา โดยยื่นขออนุญาตผ่านผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับการรับรองเท่านั้น ซึ่งจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน รวมแล้วต้องไม่เกิน 60 วัน ในรอบปีปฏิทิน โดยมีค่าธรรมเนียมการขออนุญาตคันละ 500 บาท และค่าเครื่องหมายแสดงการใช้รถแผ่นละ 500 บาท ทั้งนี้ จะอนุญาตให้นำมาใช้ได้เฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่ผ่านด่านพรมแดนศุลกากรเท่านั้น โดยหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นขออนุญาต ได้แก่ สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขออนุญาตใช้รถและผู้ขับรถที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน, สำเนาใบอนุญาตขับรถตรงตามประเภทของรถที่ยื่นขออนุญาตและต้องมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน, สำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ, ภาพถ่ายตัวรถ, หนังสือรับรองการตรวจสภาพรถ, รายละเอียดการเดินทาง, สำเนาหลักฐานการเอาประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและหลักฐานการเอาประกันภัยประเภท 3 ซึ่งมีความคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอกไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท/คน/ครั้ง และมีความคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท/ครั้ง และหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้รถในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด ต้องมีใบอนุญาตขับรถที่กฎหมายไทยให้การรับรอง และต้องผ่านการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนนของประเทศไทย หากนักท่องเที่ยวฝ่าฝืนเงื่อนการใช้รถที่กำหนดรวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่กำกับดูแลนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข จะถูกบันทึกประวัติการกระทำความผิด ซึ่งมีผลให้ไม่สามารถยื่นขออนุญาตนำรถเข้ามาในประเทศได้อีกจนกว่าจะพ้นระยะเวลา 1 ปีไปแล้ว.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

“ธอส.-ออมสิน” ขอแก้เงื่อนไขบ้านประชารัฐ เปิดทางปล่อยกู้ง่ายขึ้น!

EyWwB5WU57MYnKOuiJ05OX0OBdM0zJYt2Oh0eZPBuHtuhgsdLC4mpv

EyWwB5WU57MYnKOuiJ05OX0OBdM0zJYt2Oh0eZPBuHtuhgsdLC4mpv

“ธอส.–ออมสิน” ขอเคลียร์กระทรวงการคลัง ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขโครงการบ้านประชารัฐ หลังประชาชนแห่ขอกู้จำนวนมากแต่ไม่สามารถปฏิบัติตามมติ ครม. ทำให้ต้องปฏิเสธสินเชื่อกว่า 60%

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.และธนาคารออมสิน มีความเห็นตรงกันว่า สมควรที่จะแก้ไขเงื่อนไขบางประเด็นของโครงการบ้านประชารัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปล่อยสินเชื่อ หลังจากที่โครงการดังกล่าวเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา จนถึงเดือน พ.ค.นี้ มีประชาชนแสดงความสนใจและยื่นเรื่องเข้าร่วมโครงการมากกว่า 24,000 ล้าน บาท แต่เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเงื่อนไขมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถอนุมัติสินเชื่อได้เพียง 3,000 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 20,000 ล้านบาท

สำหรับเงื่อนไขที่จะขอแก้ไขในครั้งนี้ คือ สินเชื่อเพื่อสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง ซึ่งมติ ครม.กำหนดว่า วงเงินสินเชื่อดังกล่าว เมื่อรวมค่าที่ดินแล้วจะต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ทำให้ผู้ยื่นเรื่องขอกู้จำนวนมากไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เนื่องจากในปัจจุบันราคาที่ดินทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่มีราคาแพงมาก เมื่อหักราคาของที่ดินออกไปทำให้วงเงินกู้เหลือเพียง 100,000-200,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับการก่อสร้างบ้านหลังใหม่

นอกจากนี้ ในมติ ครม.ยังกำหนดด้วยว่า ที่ดินที่จะใช้ในการก่อสร้างบ้านต้องเป็นที่ดินของตนเอง ทำให้บ้านที่เคยอยู่อาศัยดั้งเดิม เช่น พ่อและแม่ เป็นต้น ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าของที่ดินตัวจริงก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้

“เร็วๆนี้ ธอส.จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อผ่อนคลายกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะการปลูกบ้านบนที่ดินของตนเอง เมื่อรวมราคาที่ดินต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จะขอเปลี่ยนเป็นไม่รวมราคาที่ดิน หรือคิดค่าที่ดินเพียง 50% เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้มีความเหมาะสมกัน ซึ่งปัจจุบัน ธอส.มีสัดส่วนในการปล่อย กู้ต่างจังหวัดประมาณ 60% อีก 40% เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมียอดปล่อยกู้เฉลี่ยในโครงการนี้ รายละประมาณ 1-1.2 ล้านบาท”

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารปล่อยกู้ในโครงการบ้านประชารัฐไปแล้ว 1,457 ล้านบาท จากยอดแสดงความจำนงของประชาชนทั้งหมด 34,528 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีประชาชนที่ขาดคุณสมบัติหรือทางผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ ครม.ถึง 60% ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดความเข้าใจ และที่สำคัญคือ ภาคเอกชนบางรายขึ้นป้ายหน้าโครงการว่า เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐกับรัฐบาล แต่ไม่มีส่วนลดพิเศษ 2% ของราคาบ้าน หรือยกเว้นค่าส่วนกลางเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นต้น ทำให้ธนาคารไม่สามารถปล่อยกู้ได้

“ธนาคารพยายามชี้แจงประเด็นต่างๆเหล่านี้ให้กับผู้กู้และเจ้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าผู้ประกอบการมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่อยู่บริเวณรอบนอกปริมณฑล หรือในต่างจังหวัด”

ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศค.กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับ ธอส.และธนาคารออมสิน เพื่อนำเงื่อนไขต่างๆตามมติ ครม.มาพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งหากมีประเด็นใดที่เป็นอุปสรรคก็พร้อมที่จะแก้ไข เนื่องจากโครงการนี้นอก จากจะทำให้ประชาชนมีบ้านง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกด้วย โดยโครงการนี้ได้ตั้งวงเงินปล่อยกู้ทั้งหมด 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธอส. 20,000 ล้านบาทและธนาคารออมสิน 20,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการบ้านประชารัฐ ใช้กลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0% เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดให้แก่ประชาชนในการตัดสินใจซื้อบ้าน โดยบ้านที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 700,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 3.16% ต่อปี ผ่อนชำระ 3 ปีแรก เพียงเดือนละ 3,000 บาท ขณะที่วงเงินกู้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 6 ปี อยู่ที่ 4% ต่อปี ผ่อนชำระ 3 ปีแรก เดือนละ 7,200 บาท นอกจากนี้ ธอส.และธนาคารออมสินยังผ่อนปรนสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio หรือ DSR) ทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้น.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

“เบนซ์” สนลงทุนผลิตรถไฮบริด วอนรัฐผ่อนผันกฎเหล็กลดภาษี

EyWwB5WU57MYnKOuiJ05OX4ppBtBh0YMl2r2yiCNxf04lqf5EIXEmm

EyWwB5WU57MYnKOuiJ05OX4ppBtBh0YMl2r2yiCNxf04lqf5EIXEmm

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการหารือกับ ผู้บริหารบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า บริษัทได้ยืนยันที่จะขยายการลงทุนในการผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และมิตซูบิชิ ฟูโซ่ โดยเฉพาะในส่วนของมิตซูบิชิ ฟูโซ่ มีแผนที่จะผลิตและจำหน่ายภายในประเทศ เนื่องจากได้หมดอายุสัญญาจัดจำหน่ายกับบริษัทเดิม จึงมีแผนที่จะจัดจำหน่ายเอง และตั้งโรงงานผลิตภายในประเทศไทย

ผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องของการที่กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลังฉบับที่ 23 ที่กำหนด ให้กระบวนการผลิตที่สำคัญ ที่จะใช้สิทธิพิเศษทางภาษีในเขตฟรีโซน ต้องมีกระบวนการผลิตที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ การผลิตตัวถัง การพ่นสี และการประกอบ ต้องมีโรงงานภายในไทย ซึ่งบริษัทกังวลว่ารถยนต์บางรุ่นมีการจำหน่ายภายในประเทศน้อย ทำให้ไม่คุ้มต่อการลงทุนตั้งไลน์ให้ครบทั้ง 3 ส่วน จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาลดหย่อนในเรื่องนี้ต่อไป

นายไมเคิล เกรเว ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ การขยายการลงทุนในส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน เพื่อช่วยสร้างมูลค่าการผลิตรถยนต์ในไทย และสอดคล้องนโยบายของรัฐบาล โดยแผนการลงทุนดังกล่าวได้วางไว้อย่างต่อเนื่องตาม ความต้องการรถยนต์ในตลาดโลก.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

“สยามดิสคัฟเวอรี่” บริการล้ำยุค

EyWwB5WU57MYnKOuiJzngPygCWTC8ukU2jvvM4sElYaJ9wk8uZwk3s

EyWwB5WU57MYnKOuiJzngPygCWTC8ukU2jvvM4sElYaJ9wk8uZwk3s

ฟุ้งวันแรกขาช็อปทะลักแสนคน

นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ที่ใช้เงินลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท และพร้อมเปิดให้บริการวันที่ 28 พ.ค.นี้ คาดว่าวันแรกของการเปิดให้บริการจะมีลูกค้า ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก หรือเกิน 100,000 คนแน่นอน เพราะเป็นโฉมใหม่ ที่ปรับจากศูนย์การค้ามาเป็นห้างค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ไฮบริด รีเทล” หรือ “ไลฟ์สไตล์ สเปเชียลตี้สโตร์” ครั้งแรกในประเทศไทย เน้นขายสินค้าและบริการที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยรวม 5,000 แบรนด์ และกว่า 50% เป็นสินค้าที่จำหน่ายเฉพาะที่สยามดิสคัฟเวอรี่เท่านั้น พร้อมเปิด “สยามดิสคัฟเวอรี่ แอพพลิเคชั่น” เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดครั้งแรกในเอเชีย ที่ Mobile Application และ Location Base Service (LBS) เพื่อสื่อสารกับลูกค้า และนำเสนอข้อมูลคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด คอลเลกชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่น หรือแม้แต่โปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์มากมาย ที่แตกต่างกันในแบบเฉพาะบุคคล เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ายุคดิจิตอล

“หลังเปิดให้บริการและใช้งบทำกิจกรรมการตลาดทุกรูปแบบยาวถึงสิ้นปี 2559 ถึง 800 ล้านบาท คาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% เป็น 150,000 คนต่อวัน จากปกติ 70,000 คนต่อวัน เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย 65% ชาวต่างชาติ 35% ซึ่งจะทำให้ยอดขายของสยามดิสคัฟเวอรี่เพิ่มขึ้นจากก่อนปิดปรับปรุงโฉมใหม่อีก 3 เท่าตัว และการเติบโตของสยามดิสคัฟเวอรี่จากนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นโตปีละ 15-20% จากเดิมที่เติบโตปีละ 12-15%”

ทั้งนี้ คาดหวังว่าสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ จะกระตุ้นการจับจ่ายของลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยยอดการใช้จ่ายต่อครั้งจะเฉลี่ยที่ 3,500- 4,000 บาท และช่วยยกระดับค้าปลีกย่านปทุมวันให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาใช้บริการอยู่ที่ 450,000 คนต่อวัน

 

ขอบคุณที่มา       http://www.thairath.co.th/

ไม่ต้องรอฤกษ์! เอไอเอส ประมูล 4G รอบสองเคาะได้ราคาเดิมแจส 75,654 ลบ.

EyWwB5WU57MYnKOuiJznTUeTp1lSuSt5q7M2DgfulBCSW183dmvBZO

EyWwB5WU57MYnKOuiJznTUeTp1lSuSt5q7M2DgfulBCSW183dmvBZO

การประมูล 4 จีคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบสองจะเริ่มวันนี้ (27 พ.ค.) วันแรก มีเพียงเอไอเอสรายเดียวที่เข้าร่วมประมูล โดยทีมประมูลเอไอเอสมาถึงแล้ว เริ่มเคาะราคาประมูล 09.30 น.โดยเคาะเพียงครั้งเดียวที่ราคา 75,654 ลบ….

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประมูล 4จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสทช.รอบสองพิธีเปิดการประมูลในเวลา 09.00 น.หน้าอาคารอำนวยการชั้น 1 หลังจากนั้นเวลา 09.15 นาที ผู้เข้าร่วมการประมูลเข้าห้องประมูล และเริ่มเคาะราคาประมูลในเวลา 09.30 นาที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า คาดว่าการประมูลครั้งนี้จะใช้เวลาเพียง 30 นาที เพราะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว คือเอไอเอส จึงอาจเป็นการเคาะราคาเพียง 1 ครั้ง เพื่อยืนยันสิทธิในราคาตั้งต้นการประมูลที่ 75,654 ล้านบาท โดยกรอบวงเงินของการจัดการประมูลอยู่ที่ 18 ล้านบาท แต่ กสทช.คาดว่าจะใช้จ่ายไม่เกิน 10 ล้านบาท แม้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว แต่กสทช.ยืนยันกฎกติกาของการประมูลยังคงเป็นไปอย่างเคร่งครัด ผู้เข้าประมูลจะไม่สามารถออกนอกพื้นที่การประมูลได้จนกว่าการประมูลจะสิ้นสุด

NjpUs24nCQKx5e1Eae4riww65pdgNs5kA6R02jJZwac

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.00 น.นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) พร้อมทีมประมูล 4G/900MHz อีก 5 คน มาถึง กสทช. สวมเสื้อโปโลเอไอเอส สวมสูทสีดำทับ เดินเข้าอาคารด้วยสีหน้าที่มั่นใจพร้อมประมูล และยังเผยด้วยว่าวันนี้ไม่มีฤกษ์

เมื่อเวลา 10.05 น. สิ้นสุดการประมูล 4G คลื่นความถี่ 900MHz โดยเอไอเอสเคาะราคาครั้งเดียวยืนราคาอยู่ที่ 75,654 ล้านบาท เป็นราคาเดิมของแจส โมบายที่ชนะประมูลครั้งก่อน โดยเอไอเอสใช้เวลาการประมูลเพียง 30 นาที ซึ่งกสทช.ถือว่าเป็นการประมูลที่ใช้เวลาเร็วที่สุดในโลกเพราะมีราคาตั้งต้นสูงที่สุดในโลก

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกสทช. กล่าวว่า การประมูล 4 จี บนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ตซ เอไอเอส เป็นผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว และได้เคาะราคายืนยันราคาตั้งต้นเพียง 1 ครั้ง เป็นราคาเดียวกับที่แจส โมบายเคยประมูล ในราคา 75,654 ล้านบาท โดยใช้เวลาการประมูลเพียงแค่ 30 นาที คาดว่าการประมูลครั้งนี้ถือเป็นการประมูลที่ใช้เวลาเร็วที่สุดในโลก ผลมาจากราคาตั้งต้นการประมูลที่ถือว่าสูงที่สุดในโลกเช่นกัน

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการเรียกเก็บเงินจัดการประมูลครั้งนี้จากแจส โมบาย ราว 7 ล้านบาท และคาดว่าเอไอเอสจะนำชำระเงินประมูลงวดแรกก่อนวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เพราะมีมาตรการ เยียวยาคุ้มครอง คลื่น 900และจะ สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุยายน เลยคาดว่า เอไอเอสจะนำมาจ่ายก่อน โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้รับรองผลการประมูลครั้งนี้อย่างเป็นทางการ ภายหลังการประชุมกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมย่าน 900 เมกะเฮิร์ตซ และหลังจากเอไอเอสมาชำระเงินประมูลงวดแรก ทางกสทช.จะออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่นับจากวันชำระเงิน 2 วัน.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

กรุงไทยใจดี! ฟรีค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตรชิปการ์ดถึงสิ้นปี 62

EyWwB5WU57MYnKOuiJzmoFCpnkLtGH0FtXOLetdFp0aPdeDtoAMgvr

EyWwB5WU57MYnKOuiJzmoFCpnkLtGH0FtXOLetdFp0aPdeDtoAMgvr

ธนาคารกรุงไทย เว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตรชิปการ์ด ถึงสิ้นปี 62 พร้อมลดค่าธรรมเนียมรายปี บัตรเดบิตแบบ เคทีบี ช็อปสมาร์ท คลาสสิก จาก 200 เหลือ 180 บาท สำหรับลูกค้ารายใหม่ สมัครระหว่าง 1 มิ.ย.-31 ธ.ค.59 …

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายให้ทุกธนาคารออกบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดให้กับลูกค้า ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในการทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็มนั้น ในการนี้เพื่อช่วยลดภาระให้กับลูกค้าที่ถือบัตรแบบแถบแม่เหล็กของธนาคารที่มีจำนวนกว่า 12 ล้านราย รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารจึงได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนบัตรแบบแถบแม่เหล็กเป็นแบบชิปการ์ดในทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ไปจนถึงสิ้นปี 2562 ซึ่งลูกค้าสามารถทยอยเปลี่ยนบัตรได้ที่ทุกสาขาทั่วประเทศ ส่วนบัตรแบบแถบแม่เหล็กเดิมยังคงใช้งานได้จนถึงสิ้นปี 2562

สำหรับ บัตรเดบิตแบบชิปการ์ด 4 ประเภทของธนาคาร ประกอบด้วย บัตรเคทีบี ช็อปสมาร์ท คลาสสิก ใช้ซื้อสินค้าและบริการ, บัตรเคทีบี ช็อปสมาร์ทเพิร์ล คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ และการถูกโจรกรรมเงินที่ถอนผ่านเครื่องเอทีเอ็มของธนาคาร ภายใน 30 นาที ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล, บัตรเคทีบี ช็อปสมาร์ท บลูไดมอนด์ เอ็กซ์ตร้า คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ชดเชยรายได้ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และบัตรเคทีบี ช็อปสมาร์ท พาลาเดียม คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน คุ้มครองการถูกโจรกรรมเงินที่ถอนผ่านเครื่องเอทีเอ็มของธนาคาร ภายใน 30 นาที และความเสียหายต่อสินค้าที่ซื้อผ่านบัตร

นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ธนาคารยังได้ลดค่าธรรมเนียมรายปี บัตรเดบิตแบบ เคทีบี ช็อปสมาร์ท คลาสสิก จาก 200 บาท เหลือ 180 บาท เท่ากับค่าธรรมเนียมของบัตรเอทีเอ็ม ในปีแรก สำหรับลูกค้ารายใหม่ที่มาสมัครทำบัตรดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายนถึง 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งบัตรเดบิตจะให้สิทธิประโยชน์มากกว่าบัตรเอทีเอ็ม นอกจากการฝากถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มแล้ว ยังใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า และระบบ Online Shopping ซึ่งจะช่วยลดการพกพาเงินสดของประชาชน.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

นครชัยแอร์ ผนึกโรงแรม-ร้านอาหาร มอบสิทธิพิเศษลูกค้า ลดสูงสุด 50%

EyWwB5WU57MYnKOuiJyg7UjKmMes2fv0JZOxDg6QNUHCXapfmTpLgQ

EyWwB5WU57MYnKOuiJyg7UjKmMes2fv0JZOxDg6QNUHCXapfmTpLgQ

นครชัยแอร์ จับมือโรงแรม-ร้านอาหาร ครอบคลุมเส้นทางเดินรถของนครชัยแอร์ นำร่อง นครพนม หนองคาย อุดรธานี รวมทั้งสิ้นกว่า 70 แห่ง บริการครบวงจร พร้อม มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า ลดสูงสุด 50% …

วันที่ 26 พ.ค.59 นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า นครชัยแอร์ จับมือกับ โรงแรมที่พัก และร้านอาหารในเส้นทางเดินรถทั้งหมดของบริษัทฯ ครอบคลุมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ ปลุกกระแสการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากโรงแรม และร้านอาหารชั้นนำ ในจังหวัดต่างๆ จัดกิจกรรมมอบสิทธิพิเศษ เป็นอีกหนึ่งช่องทางให้กับผู้โดยสารที่เดินทางกับรถโดยสารสารธารณะนครชัยแอร์ ลูกค้าสามารถใช้สิทธิได้ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 30 เมษายน 2560

นางเครือวัลย์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน นำร่องแล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ 1. จังหวัดนครพนม โรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ โขงภูหมอกรีสอร์ท, 69 รีสอร์ท, โรงแรม ณ ธาตุพนมเพลส ฯ ลฯ และร้านอาหารดาวทองอาหารเวียดนาม, ร้านสบายดี@นครพนม, River Bar & Restaurant ฯลฯ 2. จังหวัดหนองคาย โรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ บ้านสบายริมโขง, โรงแรมอัศวรรณ, โรงแรมคริสตัลหนองคาย ฯลฯ และร้านชายโขง, ร้านเลอของ, ครัวแม่แป๊ด ฯลฯ และ 3. จังหวัดอุดรธานี โรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ โรงแรมประจักษ์ตรา ซิตี้ โฮสเทล, โรงแรมแกรนด์ นาคา, เพรสซิเด็นท์ โฮเต็ล ฯลฯ และ ร้านครัวข่าตะไคร้, ร้านแม่หยา, ร้านระเบียงน้ำ เป็นต้น รวมรายชื่อโรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วม ทั้งสิ้นกว่า 70 แห่ง

ทั้งนี้ ลูกค้านครชัยแอร์ รับส่วนลดที่พัก หรือร้านอาหาร สูงสุด 50% โดยแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่โรงแรมพร้อม แสดงตั๋วโดยสารนครชัยแอร์ หรือสลิปชำระเงินค่าโดยสารที่ได้รับจากเคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยต้องเป็นตั๋วที่มีอายุไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันที่ใช้บริการ) สามารถใช้ได้ทั้งตั๋วที่เดินทางแล้ว หรือยังไม่ได้เดินทาง ดูรายละเอียดรายชื่อโรงแรม และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้ที่www.nakhonchaiair.com

นางเครือวัลย์ กล่าวด้วยว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายขยายกิจกรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ ให้ครอบคลุมโรงแรม และร้านอาหารในทุกจังหวัด ที่นครชัยแอร์ให้บริการรถโดยสาร และขอเรียนเชิญโรงแรม หรือร้านอาหาร ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณศิริวรรณ โทร.0-2939-4999 ต่อ 1264 หรือ E-mail: advertising@nakhonchaiair.com

สำหรับผู้โดยสารที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ ทุกสาขา หรือ สอบถามได้ที่เบอร์ Call Center 1624 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 – 24:00 น. และติดตามข่าวสารของนครชัยแอร์ได้ที่ Instagram: nakhonchaiair, Facebook: Nakhonchaiair, Twitter: @nakhonchaiair, Line: @nakhonchaiair, YouTube: Nca_Official

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

‘วิรไท’ ไม่แปลกใจ ส่งออก เม.ย. หด 8% ประเมินทั้งปีติดลบ 2%

EyWwB5WU57MYnKOuiJzmuSzpdCh1NUHxreDz5U2OPaCGCgGDrI0Vx0

EyWwB5WU57MYnKOuiJzmuSzpdCh1NUHxreDz5U2OPaCGCgGDrI0Vx0

ผู้ว่าฯ ธปท. เผย ส่งออกเดือน เม.ย. ติดลบ 8% เป็นไปตามคาด ประเมินทั้งปีติดลบ 2% แนะ ให้ความสำคัญเรื่องโครงสร้างการผลิต-ส่งออกระยะยาว มากกว่าให้น้ำหนักเพียงแค่ตัวเลขเดือนเดียว …

วันที่ 26 พ.ค.59 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเม.ย.ที่ติดลบ 8% ว่า ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เป็นไปตามที่ธปท.รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า สถานการณ์ส่งออกปีนี้ จะต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ซึ่งทั้งปี ธปท. ประเมินการส่งออกไทยติดลบ 2%

นอกจากนี้ มองว่า เดือน เม.ย. มีปัจจัยกดดันหลายตัว แต่เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น เช่น การที่มีวันหยุดยาว ราคาน้ำมันที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องของราคา ปริมาณการผลิตที่มีการปิดโรงกลั่นสำคัญ การปรับโครงสร้างการผลิตรถยนต์ที่มีผลให้ยอดส่งออกรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปบ้าง และเรื่องของทองคำ

“ไม่ได้สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับ ธปท. เพราะต้องคำนึงถึงว่าช่วงไตรมาส 1 ต่อเนื่องไปถึงเดือน เม.ย. มีปัจจัยชั่วคราวหลายเรื่อง สิ่งเราต้องให้ความสำคัญมากกว่า คือ เรื่องโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างการส่งออกของไทยในระยะยาวมากกว่าจะให้น้ำหนักเพียงแค่ตัวเลขเดือนเดียว”

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

หยุดยาว-ภัยแล้ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย. ลดลงอยู่ที่ 85.0

EyWwB5WU57MYnKOuiJygJp23e3ZuIxfhGiljJk5hNc0dyxXWAcDWQH

EyWwB5WU57MYnKOuiJygJp23e3ZuIxfhGiljJk5hNc0dyxXWAcDWQH

ส.อ.ท. เผย ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือน เม.ย.59 ลดลงอยู่ที่ 85.0 จาก 86.7 ในมี.ค. เหตุ วันหยุดยาว ทำกำลังผลิตลดลง ประกอบกับความกังวลปัญหาภัยแล้ง-อัตราแลกเปลี่ยน แนะ เร่งส่งเสริมเปิดตลาดใหม่ในกลุ่ม CLMV …

วันที่ 25 พ.ค.59 นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน เม.ย.59 อยู่ที่ระดับ 85.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.7 ในเดือน มี.ค.59 โดยค่าดัชนีฯ ที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ทั้งนี้สาเหตุจากในเดือน เม.ย.มีวันทำงานน้อย เนื่องจากมีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้การใช้กำลังการผลิตลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปูนซีเมนต์ พลาสติก และปิโตรเคมี เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกและปัญหาภัยแล้งทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 98.3 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อกำลังซื้อในภูมิภาคที่ฟื้นตัวช้า จากความรุนแรงของปัญหาภัยแล้ง ราคาน้ำมันในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี

ส่วนข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน เม.ย. คือ เร่งส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่ม CLMV โดยเน้นระดับเมืองใหญ่ เพื่อขยายช่องทางการกระจายสินค้า พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต อีกทั้งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานและระบบการรับรองความสามารถของกำลังแรงงาน และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน โดยดัชนีอีกตัวหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจคือปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศ ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.58 จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

สำหรับปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ ในประเทศช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.58 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.9% กระทั่งเดือน ม.ค.59 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.0%, เดือน ก.พ.59 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.9% และเดือน มี.ค.59 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.9% โดยมีความต้องการใช้ในประเทศเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านตัน.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

“เสือกระดาษ”อวสาน“เอทีเอ็ม”

EyWwB5WU57MYnKOuiJyf8TxvPKrQv6tDBihccp6gUUlwvyMeaZn1c5

EyWwB5WU57MYnKOuiJyf8TxvPKrQv6tDBihccp6gUUlwvyMeaZn1c5

ธปท.ทำได้แค่แจงค่าธรรมเนียม-ค่าเปลี่ยนบัตรชิป

“แบงก์ชาติ” แจงค่าเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็ม–เดบิตแถบแม่เหล็กเดิม เป็นบัตรชิป พบธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ ตีเนียนไม่มีบริการบัตรเอทีเอ็มแล้ว ลูกค้าต้องไปใช้บัตรเดบิตแทน ขณะที่ค่าเปลี่ยนบัตร มีทั้งฟรี ฟรีแบบมีกำหนดเวลา และเสียเงินค่าธรรมเนียม รายปี 200 บาท แต่มีหลายแบงก์ที่ขอขึ้นเป็น 300 บาทเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แจ้งอัตราค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิต แบบชิปเปรียบเทียบของระบบธนาคารในประเทศไทย ล่าสุด ณ วันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยในส่วนของบัตรเอทีเอ็มแบบชิปนั้น ธนาคารพาณิชย์ของไทยส่วนใหญ่แจ้งยกเลิกการให้บริการ หรือไม่มีบัตรเอทีเอ็มอีกต่อไป จะเปลี่ยนไปให้บริการบัตรเดบิตแบบชิปเท่านั้น ซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายปีที่สูงกว่าบัตรเอทีเอ็มธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเพียง 4 ธนาคารขนาดเล็กเท่านั้น ที่ยังมีให้บริการ โดย 3 ธนาคารแรก คือ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) โดยคิดค่าเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเดิมเป็นบัตรเอทีเอ็มแบบชิป และหรือค่าแรกเข้า 100 บาทต่อบัตร และคิดค่าธรรมเนียมรายปี 100 บาท ขณะที่ธนาคารซิตี้ แบงก์ เอ็น.เอ.ไม่คิดค่าแรกเข้า เปลี่ยนบัตร และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

สำหรับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มี 3 ธนาคารที่ยังให้บริการบัตรเอทีเอ็มแบบชิป คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยคิดค่าเปลี่ยนบัตร และหรือค่าแรกเข้า 100 บาทต่อบัตร และคิดค่าธรรมเนียมรายปี 100 บาท ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย คิดค่าเปลี่ยนบัตร และหรือค่าแรกเข้า 50 บาทต่อบัตร และคิดค่า ธรรมเนียมรายปี 100 บาท และธนาคารอาคาร สงเคราะห์ไม่คิดค่าแรกเข้า เปลี่ยนบัตร และค่า ธรรมเนียมรายปี

ส่วนค่าเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นบัตรเดบิตแบบชิปนั้น ธนาคารพาณิชย์ไทยเกือบทุกธนาคารแจ้งว่า มีบัตรเดบิตแบบมีชิปให้บริการลูกค้า และช่วงแรกบางธนาคารมีโปรโมชั่นในการเปลี่ยนบัตรฟรี หรือลดค่าธรรมเนียมรายปีเป็นกรณีพิเศษ ขณะที่บางธนาคารคิดค่าเปลี่ยนบัตร และค่าธรรมเนียมทันที และมีบางธนาคารมีการปรับค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตมีชิปสูงขึ้นกว่าบัตรชิปที่เป็นแถบแม่เหล็กเดิม โดยเว็บไซต์ ธปท.ได้แจ้งรายละเอียดสำหรับกรณีบัตรเดบิตมีชิป แบบธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษ หรือพ่วงประกัน ดังนี้

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่คิดค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นบัตรชิป และจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.59 ลดค่าธรรมเนียมให้เป็นพิเศษโดยเก็บในราคาเดิมคือ 200 บาท แต่หลังจากนั้นจะเพิ่มค่าธรรมเนียมเป็น 300 บาทต่อปี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คิดค่าเปลี่ยนบัตร และหรือค่าแรกเข้า 100 บาทต่อบัตร และคิดค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่คิดค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นบัตรชิปไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.59 หลังจากนั้นมีค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาท และคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็น 300 บาทต่อปี

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไม่คิดค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนบัตรเป็นบัตรชิป และขอคืนค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเก่าได้ตามระยะเวลาที่ไม่ได้ใช้ คิดค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คิดค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาทต่อบัตร กรณีออกบัตรต่างสาขาคิดเพิ่ม 30 บาทต่อบัตร คิดค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ธนาคารธนชาตไม่คิดค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตรถึงวันที่ 31 ก.ค.59 จากนั้นมีค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาท คิดค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อปี ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) คิดค่าเปลี่ยนบัตร 200 บาท แต่ไม่คิดค่าธรรมเนียมรายปี

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) ไม่คิดค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นบัตรชิปไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.59 หลังจากนั้นมีค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาท คิดค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อปี ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) คิดค่าเปลี่ยนบัตร และหรือค่าแรกเข้า 100 บาทต่อบัตร และคิดค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) คิดค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 250 บาท

ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ไม่คิดค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนบัตรเป็นบัตรชิป คิดค่าธรรมเนียม 100-200 บาทต่อปี ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) ไม่คิดค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนบัตรเป็นบัตรชิป คิดค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาทต่อปี ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) ค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาทต่อบัตร และคิดค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ธนาคารออมสิน กรณีเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นบัตรชิป ไม่คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้า กรณีเปลี่ยนบัตรเมื่อครบกำหนด ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตร ส่วนกรณีบัตรยังไม่ครบกำหนด ขอคืนค่าธรรมเนียมบัตรเก่าได้ตามเวลาที่คงเหลือ โดยคิดค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

1 2 3 52