คลังตั้งเป้าให้รสก.ลงทุนปีหน้า6แสนล.

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizodu3lzczmjk4oc0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizodu3lzczmjk4oc0wms5qcgc

กระทรวงการคลัง ยันเน้นธรรมมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เหมาะสมกับองค์กร ชี้ หากเอกชน เร่งลงทุนอาจดันจีดีพี ปีนี้โต 4% ตั้งเป้าให้ รสก. ลงทุนปีหน้า 6 แสนล.

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดสัมมนาเสริมสร้างความรู้และธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจ ว่า ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจทั้งสิ้น 55 แห่ง มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 13 ล้านล้านบาท ถือว่ารัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยสิ่งที่รัฐวิสาหกิจจะต้องเร่งดำเนินการหลังจากนี้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร การสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร รวมไปถึงการเป็นหลักในการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน ทั้งนี้ แต่ละรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อมีจุดประสงค์ของตัวเองโดยไม่ได้มุ่งหวังกำไรสูงสุด โดยที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายมองว่า รัฐวิสาหกิจ ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเอกชน ดังนั้น ตนมองว่า จะทำอย่างไรหลังจากนี้ให้รัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับเรื่องธรรมภิบาล และการเพิ่มประสิทธิภาพนั้น สคร. ได้รับเรื่องไปดำเนินการเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงการหาแนวทางในการปรับการประเมินผลงาน หรือ เคพีไอ ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับองค์กรด้วย นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญ คือ รัฐวิสาหกิจ จะต้องรับโจทย์ในเรื่องของการสร้างโอกาสของคนในสังคม การลดความเหลื่อมล้ำ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ยังเปิดเผยว่า ทางกระทรวงการคลัง จะผลักดันในปีหน้าให้รัฐวิสาหกิจ ลงทุนมากกว่าปีนี้ 1 เท่าตัว หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่ 300,000 ล้านบาท และต้องเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าที่ร้อยละ 95 มองว่าหากรัฐวิสาหกิจลงทุน จะสร้างความมั่นใจให้เอกชนลงทุนตาม เพราะที่ผ่านมา เอกชนชะลอการลงใหม่มาประมาณ 10 ปี ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องลงทุนใหม่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ ผู้ประกอบการรายใหม่ ทั้งให้สิทธิประโยชน์ รวมถึงเร็ว ๆ นี้ จะมีการออกบีโอไอพลัส เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนด้วย ซึ่งตอนนี้เอกชนยังไม่ลงทุนเพิ่มทำให้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ทั้งนี้ เชื่อว่าหากเอกชนลงทุนในปีนี้จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ในปีนี้โตมากกว่าร้อยละ 4 อย่างแน่นอน แต่หากไม่ลงทุนจะโตแค่ร้อยละ 3

 

ขอบคุณที่มา         http://money.sanook.com/

รมว.คลังลงนามกู้เงินรถไฟสายสีแดง5.3หมื่นล.

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizoduzlzczmjk5mc0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizoduzlzczmjk5mc0wms5qcgc

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามเงินกู้รถไฟสายสีแดง สัญญาสุดท้าย วงเงิน 5.3 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 0.3% เวลา 15 ปี

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น ในสัญญาเงินกู้สำหรับโครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 รวมกับเอกอัครราชฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และหัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ ไจก้า ซึ่งการลงนามดังกล่าวจะเป็นการลงนามสัญญาเงินกู้งวดสุดท้าย วงเงิน 53,479 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0.30 ระยะเวลาชำระหนี้ 15 ปี และในระยะเวลา 5 ปีแรกไม่ต้องชำระเงินต้น โดยการลงนามครั้งนี้ เงื่อนไขสัญญาเหมือนการลงนามในสองครั้งที่ผ่านมา ที่ทางด้านญี่ปุ่นได้มีการควบคุมการใช้เงิน รวมถึงการให้ความรู้เพิ่มเติมการเบิกจ่ายเงินลงทุน ซึ่งเป็นไปตามความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ในช่วงปี 2563

สำหรับการลงนามในสัญญาเงินกู้โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีทั้งสิน 3 สัญญา วงเงินรวม 84,000 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

ทช.ขยายถนน4เลนหนุนโครงข่ายโลจิสติกส์

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizodyxlzczmjk5ni0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizodyxlzczmjk5ni0wms5qcgc

ทางหลวงชนบท สนับสนุนโครงข่ายโลจิสติกส์แหล่งอุตสาหกรรม ขยายถนน 4 เลน จ.ระยอง กว่า 10 กิโลเมตร

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ที่มีความเจริญเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว เกิดการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่รองรับธุรกิจการค้าด้านต่าง ๆ โรงงานอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคม สนับสนุนเส้นทางโลจิสติกส์ เพื่อแก้ไขปัญหาในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดแบบครบวงจรตามแผนบูรณาการ และเพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมชุมชนเมืองที่เพิ่มขึ้น ทช. จึงได้ดำเนินการขยายถนนทางหลวงชนบทสาย รย.5050 แยกสายนิคมสร้างตนเอง สาย 15-บ้านห้วยโป่ง อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง โดยปรับปรุงถนนเดิม 2 ช่องจราจรให้เป็น 4 ช่องจราจร พร้อมไหล่ทาง ก่อสร้างสะพาน ศาลาที่พักผู้โดยสาร รางระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่าง และสิ่งอำนวยความปลอดภัยผู้ใช้ทาง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 197.500 ล้านบาท เป็นงบผูกพันปี 2558-2560

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและสนับสนุนแผนพัฒนาระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ทำให้สามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ช่วยรองรับปริมาณจราจรที่หนาแน่นในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง และลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

คลัง กู้ ไจก้า 5.3 หมื่นล.ลงทุนรถไฟฟ้าสายสีแดงบางซื่อ-รังสิต

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizodq5l2rkyjg3yzmxm2eyowfhmgfjzmrlztuxzjc0mdc5ztm1lmpwzw

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizodq5l2rkyjg3yzmxm2eyowfhmgfjzmrlztuxzjc0mdc5ztm1lmpwzw

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ H.E. Mr. Shiro Sadoshima เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้สำหรับโครงการดังกล่าวกับ Mr. Hiroo Tanaka หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ณ กระทรวงการคลัง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ภายใต้ความร่วมมือทางการเงินครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตกลงให้รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังกู้เงินผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency : JICA) วงเงิน 166,860 ล้านเยน หรือเทียบเท่าประมาณ 53,479 ล้านบาท สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต โดยเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนแบบ Preferential Terms มีอัตราดอกเบี้ยสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในอัตราร้อยละ 0.30 ต่อปี และสำหรับส่วนค่าจ้างที่ปรึกษา อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี และมีค่าธรรมเนียมเงินกู้ (Front-End Fee) ร้อยละ 0.20 ของวงเงินกู้ กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ 15 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 5 ปี ระยะเวลาเบิกจ่ายภายใน 6 ปี เพื่อรองรับการดำเนินโครงการจนเสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ ให้สามารถจัดซื้อสินค้าและบริการได้จากทุกประเทศ โดยวิธีประกวดราคานานาชาติ

โครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2563 ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารสามารถใช้ประโยชน์จากการเดินรถระบบรถไฟชานเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย สะดวก ทันสมัย ตรงเวลา โดยคาดว่าเมื่อเดินรถระบบรถไฟฟ้าจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อไม่น้อยกว่า 300,000 คน/วัน ในปีที่เปิดดำเนินการ นอกจากนี้ ยังจะทำให้สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของโครงการกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางรางแห่งใหม่ของประเทศ รวมทั้งเป็นสถานีชุมทางของรถไฟทางไกลสายเหนือ สายอีสาน สายตะวันออก และสายใต้ และเป็นสถานีศูนย์กลางของระบบรถไฟชานเมือง ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม สีแดงอ่อน และแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ รวมถึงรถไฟขนาดทางมาตรฐาน (Standard Gauge) ในอนาคต

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินในรูปเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงปัจจุบันมีวงเงินกู้รวมทั้งสิ้น 2,369,468 ล้านเยน ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งให้ความช่วยเหลือในโครงการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมขนส่ง และการศึกษา รวมทั้งโครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมนุษย์

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

เผยยอดฟ้องคดีหนี้ กยศ. 12 ปี 9 แสนราย หนี้รวม 9 หมื่นล้าน

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiznta5l21vbji5mdk1otmuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiznta5l21vbji5mdk1otmuanbn

เผย ยอดฟ้องคดีค้างหนี้ กยศ. 12 ปี กว่า 9 แสนราย ยอดหนี้รวม 9 หมื่นล้าน เฉพาะ ปี 2559 ฟ้องแล้ว 1.7 แสนราย  ขอศึกษาผลดีผลเสีย ยกเลิกเกณฑ์กู้เงินต้องมีเกรด 2.0 ก่อน

น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ผู้กู้ กยศ. ในปีการศึกษา 2559 ที่ได้รับสิทธิ์กู้ยืมและอยู่ระหว่างการโอนเงินทั้งผู้กู้รายเก่าและรายใหม่ ล่าสุดมีจำนวนทั้งสิ้น 458,389 ราย แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 70,301 ราย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 52,159 ราย ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.)/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 55,800 ราย วงเงินประมาณ 18,605 ล้านบาท โดยขณะนี้กระบวนการกู้ยืมว่ายังไม่ถือว่าสิ้นสุดและยังมีผู้กู้บางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาปล่อยกู้

สำหรับความคืบหน้าในเรื่องการดำเนินคดีกับผู้กู้ที่ผิดนัดชำระเงินกู้ กยศ.นั้น ในภาพรวมมีผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้สะสมตั้งแต่ปี 2547 และถูกฟ้องร้องแล้วกว่า 900,000 ราย มูลหนี้รวมประมาณ 90,000 ล้านบาท เฉพาะปี 2559 กยศ.ได้ดำเนินการฟ้องร้องไปแล้ว 170,000 ราย กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) 85,000 ราย อยู่ระหว่างถูกบังคับคดี และส่งเรื่องให้ทนายความดำเนินการสืบทรัพย์ เพื่อยึดทรัพย์แล้ว ประมาณ 50,000 ราย มูลหนี้รวมกว่า 4,000 ล้านบาท

ส่วนตัวเลขการชำระเงิน ปี 2559 มียอดล่าสุดอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลมาจากมาตรการที่กยศ. ออกมากระตุ้นและจูงใจให้ผู้กู้ที่ค้างชำ มาชำระหนี้ รวมทั้ง ทำความร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง สถานประกอบการในการหักเงินเดือนผู้กู้เพื่อชำระหนี้ การลดเบี้ยปรับสำหรับผู้ที่มาปิดบัญชี รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ขอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินกยศ. ที่กำหนดว่าผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 นั้น กยศ.ต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมในปีนี้ก่อน ว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าว ถือเป็นมติของคณะกรรมการ กยศ. ที่อยากให้เด็กตั้งใจเรียน ซึ่งสถานศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะหากเด็กเรียนได้เกรดต่ำกว่า 2.00 ก็จะไม่จบการศึกษา ดังนั้น จึงมีมาตรการดังกล่าวออกมาเพื่อเป็นตัวกระตุ้น

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

รัฐอัดงบ2พันล.ช่วยผู้ประกอบการSMEs

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiznta1lzczmjc2ms0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndiznta1lzczmjc2ms0wms5qcgc

รัฐอัดงบอีก 2,000 ล้านบาท หวังช่วยผู้ประกอบการ ผ่าน SME Rescue Center คาดจัดทำหลักเกณฑ์แล้วเสร็จใน 1 เดือน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SME Rescue Center) เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเงินกองทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อม วงเงิน 2,000 ล้านบาท หลังผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือนต่อจากนี้จัดทำหลักเกณฑ์และกรอบขั้นตอนเสร็จเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีปัญหาผ่านช่องทางของศูนย์ SME Rescue Center จากเดิม ที่มีงบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่มีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจำนวน 500 กว่าเรื่อง คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ 1,500-2,000 ราย สำหรับรายที่พร้อมและผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา

ทั้งนี้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีเอสเอ็มอี ซึ่งประสบปัญหาต่างๆ ติดต่อขอรับบริการจากศูนย์ SME Rescue Center รวมทั้งสิ้น 1,435 ราย จำนวน 2,711 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 129 ราย เป็นปัญหาทางด้านการเงินมากที่สุด ร้อยละ 46 รองลงมาเป็นปัญหาทางด้านการตลาด ร้อยละ 20 การผลิต ร้อยละ 13 การบริหารจัดการ ร้อยละ 8 และอื่น ๆ (ร้อยละ 14) คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีผู้มาขอรับบริการประมาณ 20,000 ราย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการที่ศูนย์ SME Rescue Center ผ่านทางหน่วยงานเครือข่าย 3,800 แห่งทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1358

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

WEFลดอันดับความสามารถไทยไม่เลวร้าย

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizndkzlzczmjc2ns0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizndkzlzczmjc2ns0wms5qcgc

‘ธนวรรธน์ พลวิชัย’ เผย WEF ลดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่ถือว่าเลวร้าย รบ.เร่งปรับตัวเต็มที่

จากรายงานของ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ปี 2559 ที่ระบุถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ได้ถูกปรับลดลง จากอันดับที่ 32 ในปี 2558 เป็นอันดับที่ 34 ในปี 2559 จาก 138 ประเทศทั่วโลก นั้น นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ยังไม่ถือว่าประเทศไทยได้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปเพราะจากคะแนนของประเทศไทยไม่ได้ตกต่ำลงจากปีก่อน แต่อันดับที่ปรับลดลง เป็นเพราะคู่แข่งหลายประเทศมีการปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยเองเศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัวและในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้โดดเด่นมากนัก ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลได้มีการแก้ไขในหลายส่วน ทั้งการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ง่ายต่อการประกอบธุรกิจ การกระตุ้นภาคการส่งออก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเน้นการลงทุนของภาครัฐ เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุน โดยการถูกปรับลดอันดับลงนั้น ไม่ถือว่าเลวร้าย

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

บสก.จัดหนักขนคอนโดฯ ขายผู้มีรายได้น้อยผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 1พันบาท

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizndezl21vbji5mdk1oteuanbn

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizndezl21vbji5mdk1oteuanbn

BAM เปิดตัวโครงการ “สบายคอนโด 2559 คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋าจาก BAM” ซื้อถูกกว่าเช่า ผ่อนสบาย จ่ายเบา ๆ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ซื้อที่มีงบประมาณจำกัด คัดคอนโดพร้อมอยู่ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 1,800 ยูนิต พร้อมอัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าที่กำลังหาซื้อคอนโดราคาถูก ภายในวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2559 เท่านั้น ชี้ทิศทางอสังหาฯ ยังสดใส
นายสมพร มูลศรีแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1– 31 ตุลาคม 2559 บริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัวโครงการ “สบายคอนโด 2559 คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋า จาก BAM” โดยคัดคอนโด จำนวนกว่า 1,800 ยูนิต ทั่วประเทศ มาจำหน่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือมีงบประมาณจำกัด ในราคาไม่เกิน 400,000 บาท เช่น

โครงการนิรันดร์ เรซิเดนซ์ ถนนบางนา-ตราด , โครงการอินทราวิว คอนโดทาวน์ ถ.รามอินทรา บ้านสวนติวานนท์ ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี , โครงการพรอนันต์ คอนโดมิเนียม ถนนเลียบคลอง 1 จังหวัดปทุมธานี , เลิศมงคลทองคอนโด ซอยเทศบาลบางปู 47 จังหวัดสมุทรปราการ, นิรันดร์คอนโดมิเนียม พระโขนง, โครงการช้างทอง ถนนรังสิต – นครนายก เมืองใหม่ คอนโดโฮม ชลบุรี และอาคารชุดเคหะชุมชนภูเก็ต เป็นต้น
ทั้งนี้ BAM ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมในโครงการดังกล่าวด้วยโปรแกรมผ่อนชำระเงื่อนไขพิเศษสุด วางเงินจองเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท และเงินทำสัญญาเริ่มต้นอีก 1,000 บาท จากนั้นสามารถเข้าอยู่ได้เลย โดยการผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 -3,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับราคาคอนโดมิเนียมที่ลูกค้าซื้อ ระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี (หากครบกำหนดแล้ว ยังมียอดค้างชำระคงค้าง ให้ชำระส่วนที่เหลือในงวดสุดท้าย) และหากลูกค้าซื้อเงินสดหรือกู้จากสถาบันการเงินอื่น ราคาที่อนุมัติขายไม่เกิน 2 ล้านบาท รับฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์

 สำหรับโครงการ “สบายคอนโด คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋าจาก BAM” เป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงินได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งปกติอาจเช่าอยู่ในราคาประมาณ 1,500 – 2,000 บาท/เดือนอยู่แล้ว โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้เช่าอาศัยในโครงการ กลุ่มค้าขายอิสระ กลุ่มอาชีพขับรถรับจ้าง แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ ลูกจ้างทั่วไป และพนักงานบริษัท ซึ่งมีรายได้ 10,000 – 20,000 บาท/เดือน โดยมีรายได้คงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว เดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 – 4,000 บาท

ทั้งนี้ผู้ซื้อจะต้องมีการประกอบอาชีพที่ชัดเจน มีสถานที่ทำงาน หรือหลักแหล่งรายได้ที่ตรวจสอบได้ โครงการนี้ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 100 ยูนิต หรือ 50 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ก่อนโวยวายโทษบัตรเครดิต คุณรู้สิ่งเหล่านี้หรือยัง

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizndy1l21vbmv5ahvimjkwotu5lmpwzw

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizndy1l21vbmv5ahvimjkwotu5lmpwzw

การที่คนเราจะเลือกใช้สินค้าหรือบริการอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เราควรทำก็คือหาความรู้ ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ในการใช้สินค้าหรือบริการนั้น ๆ ยิ่งหากเป็นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อต่าง ๆ แล้ว เรายิ่งต้องหาข้อมูล สอบถามรายละเอียด ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ทราบถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องและเมื่อถึงเวลาก็จะไม่มีปัญหาเพราะทั้งเราและธนาคารเข้าใจตรงกัน
อย่างกรณีของบัตรเครดิตจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ที่มีคนใช้บัตรเครดิตมาโวยวายเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น บางคนเข้าไปตั้งกระทู้โวยในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ถึงเวลามีผู้รู้จริงมาตอบก็หงายเงิบกันไปเป็นแถบ เพราะปัญหาเหล่านั้นหลายครั้งที่เกิดขึ้นเพราะการขาดข้อมูลความรู้ความเข้าใจในการใช้บัตรเครดิตอย่างถูกต้องของตัวผู้บัตรเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธนาคารเพราะสิ่งที่ธนาคารทำนั้นเป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ธนาคารได้แจ้งให้ลูกค้าทุกคนทราบและปฏิบัติต่อลูกค้าทุกคนเหมือน ๆ กันอยู่แล้ว แต่ที่คนอื่นไม่เจอเหมือนเราก็เพราะเขาปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การใช้บัตรเครดิตเพื่อให้ใช้บัตรอย่างเหมาะสมนั่นเอง
วันนี้เรารวบรวมมาให้ดูกัน ว่ามีประเด็นปัญหาอะไรบ้างเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่มีผู้ใช้ควรต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแล้วจะต้องมาโวยวายกันทีหลัง
• จ่ายช้าโดนค่าปรับ อันนี้โดนกันมากถึงมากที่สุด บางคนพอโดนค่าปรับก็รู้สึกไม่ดีไปโทษบัตรเครดิตอีกว่าบัตรใบนี้ไม่ดีเลย จ่ายช้าหน่อยก็โดนค่าปรับด้วย ที่จริงแล้วเราลืมกันไปหรือเปล่าคะว่าในใบแจ้งยอดบัตรเครดิตที่ได้รับทุกเดือนจะมีจำนวนเงินและวันครบกำหนดชำระแจ้งไว้ทุกครั้งอยู่แล้ว และช่วงเวลาที่ครบกำหนดชำระก็มักจะเป็นช่วงเวลาใกล้ ๆ กันของแต่ละเดือน เมื่อถึงเวลาเราต้องรู้อยู่แล้วว่าเป็นช่วงที่จะต้องจ่าย หากเราลืมจ่าย จ่ายไม่ทันหรือจ่ายช้า แล้วโดนคิดค่าปรับ อันนี้จะโทษธนาคารหรือบัตรเครดิตก็ไม่ถูก ใครจ่ายช้าก็โดนเหมือนกันหมดถ้วนหน้า ไม่มียกเว้น
หากเรายุ่งไม่มีเวลาและก็ไม่อยากโดนค่าปรับก็เลือกตัดยอดบัตรเครดิตจากบัญชีเงินฝากธนาคารก็ได้ สะดวกดีแถมไม่ต้องกังวลว่าจะลืมจ่ายด้วย พอถึงวันครบกำหนดชำระบัญชีบัตรเครดิตจะไปตัดจากบัญชีเงินฝากธนาคารเอง แต่ก็อย่าลืมอีกเหมือนกันว่าในบัญชีเงินฝากธนาคารต้องมีเงินพอที่จะให้ตัดบัตรเครดิตได้ด้วยนะ ไม่อย่างนั้นก็มีปัญหาเหมือนเดิม
• สมัครบัตรไม่เคยใช้ โดนคิดค่าธรรมเนียมรายปี อันนี้ก็ได้ยินบ่อย น่าจะเป็นลูกค้าประเภทที่สมัครบัตรเครดิตเพื่อให้ได้โปรโมชั่นพิเศษ พวกของแถมหรือส่วนลดอะไรทำนองนี้ แล้วต่อจากนั้นก็แทบไม่ได้ใช้บัตรเลย แล้วคราวนี้ลืม ถึงเวลาครบปีโดนคิดค่าธรรมเนียมก็มักจะโวยกันว่าอะไรสมัครบัตรไว้ไม่เคยใช้ โดนคิดค่าธรรมเนียมแบบนี้ไม่คุ้มเลย
บัตรเครดิตส่วนมากจะฟรีค่าธรรมเนียมรายปีให้ในปีแรก โดยถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงให้ลูกค้ามาถือบัตรกับธนาคาร นอกจากฟรีค่าธรรมเนียมบางครั้งก็มีโปรโมชั่นส่วนลดหรือของแถมในเดือนแรกให้หากรูดครบตามยอดที่กำหนด ทีนี้พอถึงปีถัดมาก็จะมีการคิดค่าธรรมเนียมรายปีตามปกติ ยกเว้นว่าหากยอดใช้จ่ายในปีที่ผ่านมาถึงเกณฑ์ที่ธนาคารจะยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้ได้ ธนาคารก็จะยกเว้นให้

ดังนั้น หากเราสมัครบัตรเครดิตเพียงเพื่อต้องการส่วนลดโปรโมชั่นของแถมในช่วงแรก เมื่อครบปีไม่มียอดใช้จ่ายที่จะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในปีถัดไปได้ อันนี้ก็ต้องรับสภาพหากไม่จ่ายก็ยกเลิกบัตรเครดิตไปเท่านั้นเอง เพราะที่จริงเราก็ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตใบนี้อยู่แล้ว แก้ปัญหาแบบง่าย ๆ แบบนี้แหละ ดีกว่าโวยวายโทษธนาคาร
• จ่ายตรงเวลา แต่จ่ายไม่ครบ บางคนไม่ได้ตั้งใจจะจ่ายไม่เต็มวงเงินแต่จ่ายผิดยอด ประมาณว่าจำได้ลาง ๆ ว่าประมาณเท่านี้แล้วก็จ่ายเข้าไป จ่ายตรงเวลาด้วย แต่ผลปรากฏว่าจ่ายไม่ครบ เมื่อได้รับใบแจ้งยอดในเดือนถัดไปเห็นดอกเบี้ยโผล่มาก็โวยสิคะ ที่ต้องโวยก็เพราะดอกเบี้ยคิดย้อนไปตั้งแต่วันแรกที่รูดซื้อของด้วย แน่นอนเพราะนี่เป็นข้อกำหนดในการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตของธนาคารเขาอยู่แล้ว ธนาคารช่วยอะไรไม่ได้เลยกรณีแบบนี้ เงินค้างมาจากงวดก่อนก็ต้องเสียดอกเบี้ยแน่นอนจะโทรอ้อนวอนเพื่อขอยกเว้นเหมือนค่าธรรมเนียมรายปีก็คงจะไม่ได้
เรื่องแบบนี้ต้องระวัง ใส่ใจให้เวลาสักนิดกับขั้นตอนในการชำระบัตรเครดิต ตรวจสอบยอดที่จะต้องจ่ายให้ถูกต้องแน่นอนก่อน จดใส่กระดาษใบเล็ก ๆ ไว้ก็ได้ หรือจะใช้วิธีไหนก็ได้ที่เราสะดวกและถนัด แต่ต้องไม่ใช่วิธีการจำ เพราะอาจลืมหรือผิดพลาดได้
มีคนมากมายที่ใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินในชีวิตประจำวันแบบมีความสุข ไม่เคยเจอปัญหาอะไร ถึงเวลาครบกำหนดก็จ่าย สะสมคะแนนไว้แลกสิ่งที่ชอบ มีโปรลดราคาร้านไหนก็ไปนั่งกินสบายอารมณ์ ซื้อของร้านไหนมีโปรผ่อน 0% ก็จัดไป ไม่เคยต้องเจอปัญหาอะไรกับดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับใด ๆ ให้วุ่นวาย ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตให้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย เราต้องมีวิธีจัดการกับบัตรเครดิตที่ถูกต้อง ด้วยการชำระเงินให้ตรงเวลา ใช้บัตรเครดิตให้เป็น ใช้ให้ไม่เป็นภาระ ใช้ให้ไม่เครียด ใช้ให้เกิดความสุขและความสะดวกกับตัวเรา

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม เรื่องร้ายแรงที่เราอาจได้เจอ

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizmdg1l21vbmv5ahvimjgwotu5lmpwzw

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodqvndizmdg1l21vbmv5ahvimjgwotu5lmpwzw

ปัจจุบันการทำประกันชีวิตถือว่าเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นการทำประกันเพื่อคุ้มครองในกรณีเสียชีวิต คุ้มครองในกรณีที่บาดเจ็บ หรือ พิการ หรือจะเป็นการทำประกันชีวิตเพื่อการออมเงินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ปัญหาหนึ่งที่คนทำประกันภัยมักจะเจอก็คือ ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อเรามาก

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม ได้ด้วยเหรอ

เวลาเรามีเจ้าหน้าที่มาติดต่อขอเสนอกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นคนจริงๆหรือมาตามสายโทรศัพท์ มักจะพูดถึงเรื่องของการที่ประกันชีวิตจะจ่ายสินไหมทดแทนในกรณีต่างๆเช่น เสียชีวิต บาดเจ็บ นอนโรงพยาบาล หรือ พิการ เพื่อจูงใจให้เราซื้อกรมธรรม์กับเค้า แต่เค้าไม่บอกว่าหากเราผิดสัญญาที่ให้ไว้ในกรมธรรม์ ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม ทดแทนให้ได้เหมือนกัน ซึ่งสาเหตุมาจากเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม เนื่องจากผิดเงื่อนไข

สาเหตุแรกที่ทำเราให้เจอเรื่องประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหมก็คือ เรื่องของการที่เราผิดสัญญา หรือผิดเงื่อนไขของการคุ้มครองในกรมธรรม์ที่เขียนไว้ เริ่มตั้งแต่เรื่องของการรักษาโรค โรคประจำตัวหรืออื่นๆ บางครั้งการที่เรามีโรคต่างๆอยู่ก่อนแล้วเช่น พวกมะเร็ง เบาหวาน ความดัน หากเราเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว เค้าจะไม่จ่ายเงินทดแทนให้ เนื่องจากเค้ามองว่าเรามีประวัติด้านการรักษาอยู่แล้ว หรือบางครั้งผู้ตายเกิดตายก่อนที่จะคุ้มครองกรมธรรม์ อย่างนี้ก็ไม่ได้อะไรเลยอาจจะได้เพียงแค่เบี้ยส่วนหนึ่งที่จ่ายไปแล้วคืนมาเท่านั้นเอง

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม เพราะตัวแทนไม่จ่าย

กรณีที่สองที่ทำให้ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหมทดแทนก็คือ เงินที่เราชำระเบี้ยประกันภัยผ่านตัวแทน ไปไม่ถึงมือบริษัท หรือพูดง่ายๆว่าตัวแทนเอาเงินที่เราจ่ายไปหมุนก่อน เมื่อเงินไม่ถึงบริษัทความคุ้มครองก็ไม่มี หรือขาดสภาพไป ทีนี้พอเกิดเหตุต้องเคลมประกันขึ้นมา ทางบริษัทก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ ดังนั้นหากต้องชำระเบี้ยประกัน ชำระด้วยตัวเองผ่านระบบเคาท์เตอร์เซอร์วิสต่างๆจะดีกว่า หรือโอนผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือ i-banking ก็ได้

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม เค้าไม่บอกหรือเราไม่อ่าน

สิ่งหนึ่งที่คนซื้อกรมธรรม์ไม่ค่อยจะทำกันสักเท่าไร จนทำให้เกิดเรื่องราวประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหมก็คือ การไม่ศึกษากรมธรรม์อย่างแท้จริง อาจจะเป็นเพราะว่าเชื่อใจคนที่มาขายประกันชีวิตว่าไม่น่าโกง หรือ อ่านภาษากฎหมายไม่เข้าใจ หรือ ขี้เกียจ/ไม่มีเวลาอ่าน หรือเหตุผลใดก็ตาม เราขอแนะนำว่าให้อ่านเอกสารเกี่ยวกับการกรมธรรม์ประกันภัยให้ดี เพราะในนั้นจะมีรายละเอียดเงื่อนไขการจ่ายหรือไม่จ่ายครบถ้วน เผื่อว่าต้องฟ้องร้องกันจะได้เข้าใจ

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม เนื่องจากปกปิดความจริง

สิ่งหนึ่งที่คนขายประกันภัยมักจะแอบลูกค้าให้ทำก็คือ การปกปิดความจริงในการกรอกข้อมูลต่างๆในการขอประกัน เช่นเรื่องของอาชีพ ที่อยู่ โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ เนื่องจากว่าหากประกันภัยที่ซื้อไม่ผ่านการอนุมัติตัวคนขายเองก็อดค่าคอมมิชชั่นไปด้วย แต่การปกปิดหรือบิดเบือน(โกหก)ข้อมูลหากเกิดอะไรขึ้นมาแล้วทางบริษัทประกันไปตรวจสอบแล้วว่าเราแจ้งข้อมูลเท็จ ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม แน่นอน แถมฟ้องร้องอะไรไม่ได้ด้วย

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม กับทางแก้ไข

หากเราเจอสถานการณ์ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม เราจะแก้ไขอย่างไรดี ก่อนอื่นเลยให้เรารีบกลับไปเปิดกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้นก่อนเลยว่ามีรายละเอียดว่าอย่างไร แล้วเราเข้ากรณีที่เค้าจ่ายเงินหรือไม่ ถ้าเราเข้าข่ายแต่เค้าไม่จ่ายอันนี้สามารถสอบถามไปยังบริษัทประกันภัยนั้นได้เลย แต่ถ้าเราเข้าข่ายกรณีที่เค้าไม่จ่ายแต่เราอ่านไม่เข้าใจเอง อันนี้ก็ต้องทำใจว่าไม่ได้แน่นอน อ้ออีกเอกสารอีกตัวคือเรื่องของข้อมูลในการสมัครว่าเรากรอกตรงความจริงหรือไม่ ถ้ากรอกไม่ตรงความจริงก็เสียใจด้วยไม่ได้ แต่ถ้ากรอกตามจริง เงื่อนไขก็เข้าข่ายแล้วยังไม่ได้เงินก็ต้องดำเนินการขั้นต่อไปแล้ว

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม ร้องเรียนที่ไหนดี

จากข้อเมื่อกี้ หากประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหมเราต้องการจะไปร้องเรียน ก็สามารถรวบรวมเอกสารไปเริ่มต้นได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. หน่วยงานนี้จะเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการประกันภัยทั้งหมด สำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ แต่ถ้าอยู่ต่างจังหวัดสามารถโทรไปปรึกษาขอข้อมูเพิ่มเติมได้ที่ 1186 หรือ ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านกฎหมายของ คปภ. โดยตรงที่เบอร์ 02-515-3999 ต่อ 7000 หรือ 7654 หรือเข้าไปดูได้ที่ www.oic.or.th

ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหม ป้องกันก่อนเสียใจทีหลัง

การที่ประกันชีวิตไม่จ่ายสินไหมนั้น ถ้าหากใครไม่อยากเจอสถานการณ์อันเลวร้ายอย่างนั้น (คนที่รักเสียชีวิต แล้วยังต้องมาเสียรู้เรื่องเงินอีก) เราขอแนะนำว่าควรจะต้องป้องกันไว้ก่อนด้วยแนวทางได้ง่ายๆดังนี้ คือ หนึ่งตรวจสอบตัวแทนที่มานำเสนอประกันภัยว่าเป็นของจริงหรือไม่ สองอ่านเอกสารเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยให้เข้าใจ โดยเฉพาะเงื่อนไขการได้รับสินไหมทดแทน สามกรอกข้อมูลสมัครที่เป็นจริงเท่านั้น อย่าปิดบัง หรือ ปกปิดเด็ดขาด เพราะทางบริษัทอาจจะนำมาอ้างในการไม่จ่ายสินไหมทดแทนได้

ด้วยวิธีการเบื้องต้นง่ายๆอย่างนี้ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจกรมธรรม์ที่เลือกซื้อได้แล้ว ถึงแม้ว่าการชดเชยหรือค่าสินไหมจากการเสียชีวิตที่ได้จากประกันภัยนั้นจะไม่สามารถทดแทนคนที่เสียชีวิตไปได้ แต่ก็สามารถบรรเทาได้บ้างในระดับหนึ่ง ดังนั้นใครที่ยังไม่มีกรมธรรม์ประกันภัยก็ลองหาซื้อสักกรมธรรม์หนึ่ง รับรองว่าดี

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

1 2 3 76