รวมเอกสารสมัครบัตรเครดิตที่ต้องเตรียมให้พร้อม

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDExNzU1L21vbmV5aHViMjEwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDExNzU1L21vbmV5aHViMjEwODU5LmpwZw==

ขั้นตอนการทำบัตรเครดิต ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับการสมัครใช้บัตรเครดิตผ่านหรือไม่ผ่านเลยทีเดียว ดังนั้นบทความนี้ขอเสนอแนวทางในการเตรียมเอกสารทำบัตรเครดิต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณต้องการจะสมัครบัตรเครดิตขึ้นมาเมื่อไหร่ จะสามารถนำออกมาใช้ได้ทันที และทันกับความต้องการของคุณด้วย

เอกสารทำบัตรเครดิตที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับการใช้งาน
1.บัตรประจำตัวประชาชน
บัตรประชาชน คือเอกสารสำคัญที่สุด ดังนั้นตรวจสอบดูทั้งเรื่องของการหมดอายุ และความเสื่อมของตัวบัตร หากมีการชำรุด ขอให้คุณทำการเปลี่ยนบัตรเสียใหม่ครับ เพื่อที่เมื่อถึงคราวใช้งาน เวลาถ่ายเอกสารออกมาข้อมูลต่างๆจะได้ถูกต้อง และพร้อมใช้งานได้ในทันที

2.ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน
เอกสารต่อมาที่จะต้องเตรียมไว้ให้พร้อมคือ สำเนาทะเบียนบ้าน และทะเบียนบ้าน ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏ เพื่อที่ว่าเมื่อใช้งานจะได้ไม่ต้องคอยไปอัพเดทข้อมูลใหม่ และโปรดระวังเรื่องของที่อยู่ปัจจุบัน กับที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านด้วยนะครับ หากเป็นคนละที่ จำเป็นต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วย

3.หนังสือรับรองเงินเดือน
เอกสารทำบัตรเครดิตข้อที่ 3 คือหนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับหน่วยงานที่คุณทำงาน จัดเป็นเอกสารที่มีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันตัวตนของคุณ และทำให้เจ้าของธนาคารผู้เปิดบัตรเครดิตมีข้อมูลทางการเงินและมีความมั่นใจในการอนุมัติบัตรของคุณให้มากขึ้น

4.สลิปเงินเดือนของคุณ
สำหรับคนที่ไม่มีใบรับรองเงินเดือน คุณสามารถเลือกใช้เอกสารตัวนี้คือ สลิปเงินเดือนในการเป็นเอกสารทำบัตรเครดิตได้ และหลายๆหน่วยงาน การออกเอกสารนี้ค่อนข้างง่ายและสามารถทำได้ทันทีที่ฝ่ายการเงิน หรือฝ่ายธุรการในหน่วยงานของคุณ

5.สมุดเงินฝากบัญชีธนาคาร
ในทุกๆเดือน ภารกิจที่คุณจะต้องทำเป็นประจำเสมอๆคือการอัพเดทสมุดเงินฝากของตนเอง เพื่อที่ว่าคุณสามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เป็นข้อมูลสำหรับการสมัครบัตรเครดิตได้ และรวมถึงสามารถนำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบอื่นๆ ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

6. Statement ย้อนหลังจำนวน 6-12 เดือน
ข้อสุดท้ายของเอกสารทำบัตรเครดิต ที่คุณอาจขอไว้ในกรณีที่คุณไม่ได้อัพเดทสมุดเงินฝากบัญชีธนาคาร คือ การใช้ statement ย้อนหลัง ซึ่งคุณสามารถขอที่ธนาคารได้ ปกติแล้วจะได้รับภายใน 1 วัน แต่บางธนาคารคุณอาจต้องรอรับในช่วงของวันถัดๆไปแทน แต่ไม่ว่าอย่างไรแล้ว เอกสารตัวนี้มีความสำคัญครับ คุณควรขอย้อนหลังระหว่าง 6-12 เดือน เพื่อให้ธนาคารใช้ข้อมูลนี้ประกอบการพิจารณาเรื่องแหล่งรายได้ของคุณให้ธนาคารตัดสินใจอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคุณได้ง่ายเพิ่มขึ้น

ปล. อย่าลืมสำรองเงิน หรือหมุนเงินในบัญชีของคุณให้มีจำนวนมากพอไว้ด้วยล่ะ

เทคนิคในการจัดเตรียมเอกสารทำบัตรเครดิตให้มีความเรียบร้อย
1.ทำเอกสารสำรองไว้อย่างน้อย 2 ชุดเสมอ
เอกสารดังต่อไปนี้คือ บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, Passport ของคุณ, สมุดบัญชีเงินฝากแต่ะละธนาคาร และแต่ละบัญชีของคุณ โปรดทำสำรองออกมาไว้อย่างน้อย 2 ชุดก่อนเสมอ เพราะเมื่อถึงคราวที่คุณจะต้องหยิบจับนับใช้ จะได้สามารถหยิบออกมาใช้งานได้ทันที

สมันก่อนผู้เขียนเคยมีปัญหาว่า เมื่อจะต้องใช้เอกสารใดๆ ก็จะต้องไปคอยไล่ถ่ายเอกสารออกมา แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มค่าเสียเท่าไหร่ เพราะว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเอกสารต้นฉบับหาย หรือว่าร้านถ่ายเอกสารปิด! เป็นต้น

2.เก็บเอกสารไว้ในซองใส่เอกสาร ที่สามารถกันน้ำได้
อย่าแค่ถ่ายเอกสารทำบัตรเครดิตไว้เฉยๆ แต่ผมขอให้คุณทำการเก็บเอกสารต่างๆเข้าไว้ในซองกันน้ำ เพื่อที่ว่าหากการจัดเก็บของคุณ อาจเกิดปัญหาขึ้นเช่นน้ำท่วมในสถานที่เก็บ คุณยังมั่นใจได้ว่าเอกสารที่ทำการจัดเก็บนั้นยังคงมีความปลอดภัย และสามารถใช้ได้เมื่อต้องการทันที

3.ยังไม่ต้องลงชื่อในสำเนาเอกสาร
คุณไม่ต้องลงมือใดๆในเอกสารทำบัตรเครดิต ก่อนที่จะใช้งานจริงนะครับ แค่ถ่ายเอกสารเก็บไว้เฉยๆ บางทีหากคุณลงชื่อลงไปก่อนในเอกสาร อาจเกิดปัญหาในเรื่องของลายเซ็นที่ไม่ตรงกัน และอีกปัญหาหนึ่งที่นึกไม่ถึงคือ ในยามที่เอกสารขาด คุณจะไม่สามารถนำตัวสำเนาไปถ่ายเอกสารออกมาใหม่ได้เลย ดังนั้นอย่าดูเบาในข้อนี้นะครับ

4.เรียงเอกสารตามลำดับเพื่อความเรียบร้อย
ต่อมาคือขอให้คุณจัดเรียงเอกสารทำบัตรเครดิต ให้เรียบร้อยตามลำดับ โดยผมเรียงเอกสารมาให้แล้วโดยมีดังนี้
4.1สำเนาบัตรประชาชน
4.2สำเนา Passport
4.3สำเนาทะเบียนบ้าน
4.4สำเนาเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี)
4.5สำเนาบัญชีธนาคารของคุณ เรียงลำดับธนาคารและบัญชีไปเรื่อยๆ

5.จัดเก็บเอกสารทำบัตรเครดิตให้ สามารถหยิบใช้ได้อย่างสะดวก
เมื่อคุณเรียงเอกสารทำบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว ส่วนสุดท้ายคือการจัดเก็บไว้ในพื้นที่ที่คุณสามารถหยิบจับขึ้นมาใช้งานได้โดยสะดวก คุณอาจเก็บมันไว้ในลิ้นชักก็ได้ครับ หรืออาจเป็นตู้เก็บเอกสารที่คุณใช้งานเป็นประจำก็ได้

เพียงเท่านี้ก็ถือว่า คุณได้จัดเตรียมเอกสารทำบัตรเครดิตไว้อย่างพร้อมเพรียงต่อการหยิบจับขึ้นมาเพื่อการใช้งานในอนาคตได้ตามที่ตนเองนั้นต้องการแล้ว และก่อนที่จะทำบัตรเครดิตใดๆก็ตาม อย่าลืมสำรวจตรวจสอบถึงความจำเป็นของการใช้บัตรเครดิตด้วยเสมอๆนะครับ ถ้าไม่จำเป็น เราก็ไม่ต้องสมัครบัตรเครดิตจะดีที่สุดครับ

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ปัญหายอดฮิตคนทำงาน บ้านกับรถเลือกอะไรก่อนดี

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMjc5L21vbmV5aHViMjUwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMjc5L21vbmV5aHViMjUwODU5LmpwZw==

หลายคนที่ทำงานได้สักระยะหนึ่งแล้วก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างทรัพย์สินให้กับตัวเองและครอบครัวกันบ้างแล้ว ซึ่งที่คนส่วนมากจะนึกถึงกันก็คือ บ้านหรือรถยนต์ แต่คำถามที่ตามมาบ่อยๆ ก็คือ แล้วจะซื้ออะไรก่อนดีล่ะ ถ้าเราเป็นคนที่มีเงินมากพอสามารถซื้อทั้งสองอย่างได้ทันที ก็คงจะไม่ต้องมีคำถามแบบนี้ขึ้นมาในใจ แต่เมื่อวันนี้รายได้ส่วนใหญ่ของเรายังมาจากรายได้ประจำเพียงอย่างเดียว เราคงจะต้องศึกษาเงื่อนไขของการมีบ้านและรถให้ครบถ้วนกันก่อนตัดสินใจดีกว่า

แต่ก่อนที่เราจะไปศึกษาเงื่อนไขในแต่ละเรื่องเราน่าจะต้องตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ก่อน คือ ทั้งบ้านและรถมีความจำเป็นและมีประโยชน์ใช้สอยอะไรให้กับเราบ้าง เช่น ถ้าวันนี้เราอยู่บ้านกับพ่อแม่อยู่แล้วการซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็อาจจะยังไม่จำเป็น หรือบางคนเป็นเด็กต่างจังหวัดมาทำงานในเมืองหลวง อีกทั้งหน้าที่การงานก็มั่นคงดี สามารถอยู่ได้ไปจนตลอดอายุการทำงาน การมองหาบ้านสักหลังก็น่าจะเป็นเรื่องจำเป็น หรือบางคนเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน คิดว่าเก็บประสบการณ์ในเมืองหลวงสักพักก็จะกลับไปต่างจังหวัด การซื้อบ้านอาจจะไม่จำเป็นแถมเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่อีกต่างหาก

เมื่อตอบคำถามเรื่องบ้านได้แล้วก็ลองมาหาคำตอบในเรื่องรถกันดูบ้างว่าจำเป็นหรือเปล่า เช่น บางคนอยู่บ้านกับพ่อแม่แต่บ้านกับที่ทำงานไกลกันเหลือเกิน นั่งรถก็หลายต่อมากมายจนบางครั้งมาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางบวกกับเวลาที่ต้องเสียไปจากการต่อรถ การหาซื้อรถมาใช้สักคันก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีก็ได้ หรือบางคนที่ต้องใช้รถยนต์ในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง เช่น การใช้รถเพื่อบรรทุกของสำหรับเอาไปขาย หรือใช้รถเพื่อไปติดต่องานหาลูกค้าแถมบริษัทยังช่วยออกค่าน้ำมันให้ แบบนี้ก็น่าจะซื้อรถมาใช้กัน

ถัดมาก็เป็นเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ แน่นอนว่าถ้าการซื้อรถหรือบ้านเราสามารถซื้อด้วยเงินสดได้ทันทีเราก็มองผ่านข้อนี้ไปได้เลย แต่ส่วนใหญ่มักจะต้องขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อที่จะหาบ้านหรือรถมาครอบครองได้ ดังนั้นเราก็ต้องดูเราด้วยว่ารายได้และค่าใช้จ่ายที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้มีเพียงพอต่อการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนโดยที่เราไม่เดือดร้อน ไม่หนักจนเกินไปหรือเปล่า

ซึ่งง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าเรานำค่าใช้จ่ายและเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือนมารวมกันแล้วมากกว่า 1 ใน 3 ของรายรับในแต่ละเดือนของเราแล้วล่ะก็ การมีบ้านหรือรถที่เป็นเงินผ่อนนั้นก็คงจะต้องรอไปก่อน ยอมลำบากไปสักนิดแล้วค่อยสร้างก็ยังไม่สาย เพราะถ้าหากการผ่อนในแต่ละเดือนที่หนักจนเกินไปสำหรับการมีบ้านหรือรถนั้น ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนเพราะถ้าหากเดือนไหนที่เราผิดนัดชำระให้กับธนาคาร สิ่งที่ตามมาคือ ค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ ประวัติเครดิตก็เสีย และจะทำให้มีผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตก็เป็นได้

และเมื่อเรามีบ้านหรือรถยนต์เป็นของตัวเองเราจะต้องไม่ลืมเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย หากเราเลือกซื้อรถ เราจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ค่าประกันภัย ค่าซ่อมบำรุงตามระยะทาง ส่วนบ้านเราอาจจะมองว่าไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิกเหมือนรถยนต์ แต่อย่าลืมว่าถ้าเราซื้อบ้านตามโครงการต่างๆ สิ่งที่จะตามมาทุกปี คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ในแต่ละปีเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยกันเลย เพราะฉะนั้นก่อนซื้อบ้านซื้อรถก็ลองคำนวณดูก่อนว่ารายรับของเราในแต่ละเดือนนั้น เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วยหรือเปล่า

ซึ่งหากเราหาคำตอบทั้งสามส่วนให้ตัวเองได้แบบไม่หลอกตัวเองแล้วล่ะก็ ถ้าพร้อมจะมีบ้านมีรถก็ตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของได้ตามแบบที่ชอบกันได้เลยไม่ว่ากัน

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ข้อคิดเด็ดเพื่อก้าวหน้าอย่างเร็วในที่ทำงาน

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMTU1L3NtMjUwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEzMTU1L3NtMjUwODU5LmpwZw==

ปกติแล้วความก้าวหน้าในที่ทำงานมักจะถูกประเมินโดยหัวหน้างานของเราเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วใช่ไหม? เราอยากแนะนำมุมมองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่รับรองว่า ทำตามแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างที่คิดไม่ถึงเลยล่ะ อ่อ อย่าลืมว่าเราควรจะวัดผลความก้าวหน้าของตัวเราในแต่ละช่วงเวลาไว้ด้วย ลองเปลี่ยนมาประเมินตัวเองบ้างจะได้เห็นภาพที่ชัดที่สุด

1.เรียนรู้ตลอดเวลา
อยากเก่งกว่าคนอื่น คุณก็ต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ที่ใช้ทำงานได้จริง ดังนั้นจงฝึกตัวเองให้รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไว้ตลอดชีวิตเพื่อเป็นการพัฒนาตัวเองไม่ว่าจะอ่านหนังสือเพิ่ม หรือไปเรียนตามงานสัมมนา หรือแม้แต่เรียนออนไลน์ก็ได้สมัครไปซะแล้วคุณจะเจอคนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกันกับคุณอีกเยอะเลยล่ะ

2.หาเหตุผลในสิ่งที่ทำ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในส่วนไหนของที่ทำงานก็แล้วแต่ จงถามตัวเองบ่อยๆ ว่าคุณทำงานนี้ไปเพื่ออะไร แล้วคุณจะตอบตัวเองได้ว่าคุณเหมาะกับงานแบบไหน หรือความถนัดของคุณคืออะไร

3.มั่นใจในตัวเองไว้
ก่อนที่จะเก่งคนทุกคนเริ่มจากความไม่รู้มาก่อนทั้งนั้น และการมีความกล้าพอที่จะลงมือทำได้เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองนั้นจะมาจากความมั่นใจในตัวเอง นึกเอาไว้ว่าคุณกำลังเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนและสนุกกับมันให้เต็มที่ด้วยล่ะ

4.รักในสิ่งที่ทำ
ถ้าเราต้องการผลงานที่มีคุณภาพ แน่นอนว่าคุณต้องใช้เวลาที่เหมาะสมทำมันออกมาให้เสร็จให้ได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณยังอดทนทำได้อย่างไม่มีเบื่อจนสำเร็จล่ะ คำตอบคือความชอบหรือความหลงใหลในสิ่งที่ทำไงละ ตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณเป็นคนที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้ที่สุดเพราะการตั้งใจทำงานแบบสนุกไปกับมันให้เต็มที่

5.เจ้าแม่/เจ้าพ่อคิดบวก
อะอะ อย่าล้อเล่นไป คนที่คิดบวกด้วยความมีเหตุผลน่ะเป็นคนที่น่าเข้าไปพูดคุยด้วยที่สุดเลยนะ เพราะคุณสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ รอบตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ และความคิดบวกของคุณนี่ล่ะจะทำให้คุณมองเห็นทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจการทำงานแบบคิดไม่ถึงเลยล่ะ

6.มีสมดุลในชีวิต
ข้อนี้สำคัญที่สุดเราต้องทำงาน มีชีวิตหลังเลิกงาน มีครอบครัว มีช่วงเวลาส่วนตัวให้ตัวเอง ไม่งั้นชีวิตคุณยุ่งเหยิงแน่ ทำงานแบบพอดีๆ ได้ใช้เงินไปเที่ยวกับครอบครัว ได้ร่างกายที่แข็งแรง มันคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็เพียงคำแนะนำเท่านั้น ที่เหลือคือ การลงมือทำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดแล้วในการพัฒนาตัวเอง งานนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครลงมือทำก่อนก็ไปถึงความสำเร็จก่อน สู้ๆ

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

การขอเงินค่าชดเชยการว่างงาน ช่วงหางานใหม่

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODgxL21vbmV5aHViMjQwODU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODgxL21vbmV5aHViMjQwODU5LmpwZw==

ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ตกงานเพราะถูกเลิกจ้างหรือลาออกเองแล้วยังหางานใหม่ทำไม่ได้ ช่วงเวลาที่ตกงานยังไม่มีงานทำ สามารถเบิกเงินค่าชดเชยการว่างงานจากประกันสังคมได้ค่ะ อย่างน้อยก็จะได้มีเงินจากประกันสังคมมาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในช่วงที่เราไม่มีรายได้ และที่สำคัญคือเป็นสิทธิ์ของเราที่ควรจะได้ด้วยค่ะ
ข้อกำหนดของผู้ที่สามารถเบิกค่าชดเชยการว่างงานได้ จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน โดยที่การว่างงานนั้นไม่ว่าจะเกิดจากการถูกเลิกจ้าง ลาออกหรือสิ้นสุดระยะเวลาการจ้าง ก็สามารถเบิกได้ทั้งสิ้น มีเงื่อนไขแค่ว่าการเลิกจ้างนั้นต้องไม่ได้เป็นเพราะการทำผิดกฎหมาย ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ว่างงาน ต้องอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ ต้องว่างงานไม่น้อยกว่า 8 วัน
การขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงาน สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานก่อนที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ โดยสามารถไปขึ้นทะเบียนได้หลังจากลาออกแล้ว 7 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ว่างงานถือเป็นการแสดงสิทธิ์ก่อนในเบื้องต้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหรือหนังสือรับรองการออกจากงาน หากขึ้นทะเบียนเกินกว่า 30 วัน หลังจากว่างงานจะไม่ได้รับค่าชดเชยย้อนหลัง และหากขึ้นทะเบียนหลังจาก 1 ปี จะหมดสิทธิ์รับเงินค่าชดเชยการว่างงานและหลังจากนั้นในช่วงที่ยังว่างงานอยู่ต้องรายงานตัวอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ที่สำนักงานจัดหางานตามนัด

หลังจากรายงานตัวครั้งแรกจะได้รับเงินค่าชดเชยการว่างงานนับตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงานเป็นต้นไป จนกว่าจะหางานใหม่ได้และบริษัทใหม่ทำเรื่องประกันสังคมเข้ามาใหม่
สำหรับเงินชดเชยที่จะได้รับในกรณีว่างงาน ถ้าเป็นกรณีถูกเลิกจ้างโดยบริษัทจะได้รับเงินชดเชยการว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คิดจากฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท โดยจะได้รับปีละไม่เกิน 180 วัน ส่วนกรณีลาออกเองหรือสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามสัญญา จะได้รับเงินชดเชยการว่างงานในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย คิดจากฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท และได้รับปีละไม่เกิน 90 วัน ยกตัวอย่าง หากมีเงินเดือน 10,000 บาท ถ้าถูกเลิกจ้างก็จะได้รับเงินค่าชดเชยการว่างงานเป็นเงิน 10,000 x 50% = 5,000 บาทต่อเดือน หากลาออกเองหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้าง ก็ได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 10,000 x 30% = 3,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น
สำหรับผู้ที่ออกจากงานและสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แล้วจะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยกรณีว่างงานนี้

 

หลักฐานที่ใช้ในการขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงาน ก็มีดังนี้

• แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7)
• บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา
• รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 ใบ
• หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือ สำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงาน (สปส. 6-09)
• สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
ส่วนขั้นตอนในการขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงานก็มีดังนี้

• ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางาน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ว่างงาน โดยต้องกรอกแบบฟอร์มใบขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน พร้อมยื่นหลักฐานบัตรประชาชน พร้อมสำเนา และรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 ใบ
• กรอกแบบคำขอรับเงินค่าชดเชยการว่างงาน พร้อมยื่นเอกสารหนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการออกจากงาน (สปส 6-09) และสำเนาบัญชีธนาคาร
• เมื่อประกันสังคมพิจารณาผู้ประกันตนมีสิทธิ์ครบ ก็จะทำการโอนเงินให้ เดือนละ 1 ครั้ง คำนวณตามสิทธิ์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับเป็นกรณี ๆ ไป
คราวนี้ก็มาถึงคำถามหรือข้อสงสัยที่ผู้ประกันตนโดยมากมักจะต้องการคำตอบหรือคำอธิบายเพิ่มเติม ก็เลยขอนำมาสรุปรวบรวมไว้ที่นี้ด้วยนะคะ
ทำไมลาออกแล้วไปขึ้นทะเบียนทันทีไม่ได้ ต้องรอ 7 วัน

การต้องรอ 7 วัน ก็เพื่อให้เกิดสภาพการว่างงาน คือ ไม่มีงานทำมาแล้วเป็นเวลา 7 วัน ยกตัวอย่างเช่น หากลาออกวันที่ 31 ธันวาคม ก็จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานได้ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม เป็นต้นไป โดยไม่ต้องรอให้บริษัทแจ้งลาออกจากประกันสังคมให้ไปขึ้นทะเบียนก่อนได้เลยเพื่อรักษาสิทธิ์

หากไม่สามารถไปรายงานตัวตามนัดที่สำนักงานจัดหางานที่ไปขึ้นทะเบียนว่างงานไว้ จะต้องทำอย่างไร

การรายงานตัวนี้สามารถไปก่อนหรือหลังวันนัดได้ไม่เกิน 7 วัน และสามารถไปรายงานตัวที่สำนักงานจัดหางานที่จังหวัดใดก็ได้ที่สะดวก เพื่อให้ได้สิทธิ์รับเงินค่าชดเชยการว่างงานอย่างต่อเนื่อง
หากออกจากงานตอนอายุ 55 ปี สามารถไปขึ้นทะเบียนว่างงานได้หรือไม่

ไม่ได้ เพราะเมื่ออายุครบ 55 ปี และลาออกถือว่าสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และมีสิทธิ์ได้รับเงินชราภาพ จึงไม่สามารถรับเงินค่าชดเชยการว่างงานอีกได้
หากปีหน้ายังคงว่างงานอยู่ จะได้ค่าชดเชยการว่างงานหรือไม่

ได้สิทธิ์ตามหลักเกณฑ์
ทำไมหลังขึ้นทะเบียนคนว่างงานแล้วต้องรออีก 1 เดือน จึงให้ไปรายงานตัวครั้งแรก

กำหนดเวลา 1 เดือน เพื่อให้เป็นช่วงเวลาสำหรับผู้ประกันตนในการหางานใหม่ เมื่อรายงานตัวครั้งแรกผู้ประกันตนจะต้องแสดงหลักฐานการหางานให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานจัดหางานทราบด้วย หากภายใน 1 เดือน ยังหางานไม่ได้และประกันสังคมได้ตรวจสอบว่านายจ้างได้ยื่นเรื่องลาออกจากประกันสังคมให้ลูกจ้างเรียบร้อยแล้ว ก็จะอนุมัติเงินค่าชดเชยการว่างงาน และโอนเข้าบัญชีให้ภายใน 5-7 วันทำการ
หากออกจากงานมาทำอาชีพอิสระ ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยการว่างงานหรือไม่

หากเป็นการทำอาชีพอิสระในระหว่างการหางานทำใหม่ ก็สามารถรับเงินชดเชยการว่างงานได้เช่นเดิมจะต้องไปรายงานตัวที่สำนักจัดหางานตามนัด แต่ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39
จำไม่ได้ว่าลาออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะเช็คได้อย่างไร

หากนายจ้างมีการยื่นเรื่องลาออกของลูกจ้างที่สำนักงานประกันสังคมแล้ว ก็สามารถเช็คที่ประกันสังคมได้
จะเห็นว่าแนวคิดหรือหลักเกณฑ์ในการที่จะได้รับเงินชดเชยการว่างงาน ผู้ประกันตนจะต้องมีความตั้งใจในการหางานทำใหม่ด้วย จึงมีขั้นตอนให้ต้องไปรายงานตัวทุกเดือนที่สำนักจัดหางาน ซึ่งในขั้นตอนของการรายงานตัวนี้ก็จะมีให้กรอกแบบรายงานผลการหางานทำของผู้ประกันตนด้วย ซึ่งก็ไม่ควรกรอกลงไปว่าอยู่เฉย ๆ เป็นแม่บ้าน หรือไม่ได้หางานทำ เพราะจะทำให้ถูกพิจารณาให้ไม่ได้รับเงินชดเชยการว่างงานได้ ก็ต้องกรอกข้อมูลว่าหางานทำอยู่หรือค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างหางาน เป็นต้น

 

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ICTเร่งออกพ.ร.บ.ไซเบอร์ซีเคียวริตี

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODM3LzcyMzc1NC0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODM3LzcyMzc1NC0wMS5qcGc=

ICT เร่งออกพระราชบัญญัติไซเบอร์ซีเคียวริตี เชื่อแล้วเสร็จภายในปีนี้ ดูแลระบบข้อมูลให้เกิดความปลอดภัยจากไซเบอร์ได้

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT เปิดเผยถึงกรณีที่ตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารออมสิน ถูกแฮกเงินออกจากระบบ ว่า เป็นการใช้มัลแวร์เข้าไปจัดการกับระบบ ซึ่งทางกระทรวงไอซีที เชื่อว่าจะสามารถป้องกันทำให้เกิดความปลอดภัยในระบบได้หลังจากนี้ ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางและเทคโนโลยี ที่ทำให้ผลเสียเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยมีหน่วยงานกลางเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูลหลัก

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวง ICT จะมีการผลักดันพระราชบัญญัติไซเบอร์ซีเคียวริตี ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อเป็นการยกระดับให้ประเทศไทยในการดูแลระบบข้อมูลตามหลักสากล โดยมั่นใจว่าจะสามารถดูแลให้มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้นได้

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

สคร.ชี้ปี 59 ทีโอที อาจขาดทุนถึง11,000 ล้าน

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODU3LzcyMzc1OC0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyODU3LzcyMzc1OC0wMS5qcGc=

สคร.เผย ปี 59 ทีโอที อาจจะขาดทุนถึง 11,000 ล้านบาท หากไม่ปรับโครงสร้าง จะมีเงินจ่ายพนักงานเพียง 20 เดือน เท่านั้น

นางรสา กาญจนสาย ผู้อำนวยการกองพัฒนารัฐวิสาหกิจ 2 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. กล่าวในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง ผ่าแผนโทรคมของชาติ CAT – TOT วิกฤตหรือโอกาส…? ประเทศไทย ที่จัดขึ้นโดยสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ว่า ปัจจุบัน สคร.ดูแลรัฐวิสากิจ 56 แห่ง มีทรัพย์สินรวมกัน 11 ล้านล้านบาท สร้างรายได้ 8 แสนล้านบาท คิดเป็น3%

โดย TOT และ CAT เป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำรายได้ จากให้สัมปทาน และสัญญาสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งจากกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ให้บริษัทรัฐวิสาหกิจต้องนำส่งงบการเงิน กำไร หลังจากหักค่าใช้จ่ายเข้ากระทรวงการคลัง

โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา TOT และ CAT มีกำไรลดลงจนเข้าสู่ภาวะขาดทุนต่อเนื่อง และในปี 2559 ทางด้านผู้บริหารของ TOT คาดว่า บริษัทจะขาดทุนถึง 11,000 ล้านบาท เนื่องจากอุตสาหกรรมของทั้ง 2 บริษัทมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงต้องมีมีการปรับโครงสร้างเพื่อให้บริษัทสามารถอยู่รอดได้ เนื่องจากขณะนี้ พบว่า TOT มีการถือครองเงินสดอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท มีพนักงาน 15,000 คน ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะสามารถนำมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน ได้เพียง 20 เดือนเท่านั้น

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

มาดูกัน ! ทำธุรกรรมการเงินผ่าน “Online Banking” อย่างไรให้ปลอดภัย

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyMjg1L21vbjIzMDg1OTEuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyMjg1L21vbjIzMDg1OTEuanBn

จากกรณีที่ นายพันธ์สุธี มีลือกิจ ลูกค้าของธนาคาร ถูกมิจฉาชีพยักยอกเงินในบัญชีผ่านบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 986,700 บาท ซึ่งแม้ทางธนาคารจะมอบเงินคืนให้เพื่อเป็นการเยียวยา แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะเริ่มไม่มั่นใจเกี่ยวกับการใช้บริการธนาคารออนไลน์ ทั้งในรูปแบบใช้งานผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านแอพลิเคชั่น แต่จริงๆ แล้วธนาคารแต่ละแห่ง วางระบบรักษาความปลอดภัยไว้ค่อนข้างรัดกุม หนึ่งในนั้นคือการใช้งานรหัสผ่านแบบครั้งเดียว หรือ OTP

สำหรับรหัส OTP หรือ one time password นั้นเป็นชุดรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว โดยเป็นตัวเลขจำนวน 6 หลัก ที่ระบบจะส่งไปยัง SMS โทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการ ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับทางธนาคาร เพื่อใช้ตรวจสอบและยืนยันการเป็นเจ้าของบัญชีก่อนเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวต่างๆ รหัสผ่านชุดนี้จะมีอายุประมาณ 3-5 นาที หากเลยเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก และต้องขอรหัสใหม่หากว่ายังทำธุรกรรมไม่เสร็จ และถือว่าเป็นมาตรการความปลอดภัยที่ใช้ได้ผล

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นกับ นายพันธุ์สุธี นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยออนไลน์ของธนาคารต่างๆ โดยตรงแต่เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงเจ้าของบัญชี เจ้าหน้าที่บริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ และคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร ตั้งแต่ 1.มิจฉาชีพรู้หมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าของบัญชี 2.มิจฉาชีพรู้เลขบัตรประชาชนของเจ้าของบัญชี 3.มิจฉาชีพรู้เลขที่บัญชีธนาคารของเจ้าของบัญชี 4.มิจฉาชีพปลอมบัตรประชาชนของเจ้าของบัญชี

5.มิจฉาชีพเอาบัตรประชาชนเจ้าของบัญชีไปยกเลิกซิมการ์ด 6.เจ้าหน้าที่บริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกซิมการ์ดใหม่ซิมของเจ้าของบัญชีตัวจริงถูกตัด 7.จากนั้นมิจฉาชีพก็โทรไปหลอก Call Center ของธนาคาร เพื่อขอให้ปลดล็อค และ Reset รหัสผ่านใหม่ ซึ่งหลังจากนี้เลข OTP ก็จะเข้ามาที่เครื่องของมิจฉาชีพ และจากนั้นก็โอนเงินออกจากบัญชีของเจ้าของบัญชีตัวจริง

 อย่างไรก็ตามกรณีลักษณะนี้ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้น และยิ่งมีผู้ใช้งานธุรกรรมออนไลน์เพิ่ม มิจฉาชีพก็ยิ่งมีหนทางในการหาช่องโหว่เพื่อยักยอกเงินได้มากขึ้น คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง ดังนี้

1.ต้องเก็บรักษารหัสชื่อผู้ใช้บริการ (User ID) รหัสผ่าน (Password) และรหัสรักษาความปลอดภัย (Security Password) เป็นความลับ 2.หมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านอยู่เสมอ 3.ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง 4.ไม่ตอบกลับอีเมล์ที่ไม่น่าไว้ใจ 5.หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ (link) ที่แนบมากับอีเมล์ที่ไม่ทราบชื่อผู้ส่ง หรืออีเมล์ที่ขอข้อมูลส่วนบุคคลเพราะอาจมีโปรแกรมสอดแนมแนบมาเพื่อโจรกรรมข้อมูล 6.เมื่อทำธุรกรรมเสร็จ ให้คลิก ออกจากระบบ (Log out) ทุกครั้ง

7.ตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมและยอดเงินในบัญชีของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันรายการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้ทุกธนาคาร มีบริการแจ้งการเข้าระบบธนาคารออนไลน์ หรือแจ้งการเคลื่อนไหวบัญชี ผ่านทางอีเมล์ และ SMS ซึ่งผู้ใช้งานก็ควรสมัครบริการเหล่านี้ไว้ เพื่อความปลอดภัย และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เมื่อพบความผิดปกติ 8.หลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับผู้อื่น เช่น ในร้านอินเตอร์เน็ต เพราะอาจไม่มีระบบความปลอดภัยที่ดีพอ และหากเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง ผ่านทางไวไฟ ก็ต้องมั่นใจว่าเป็นเครือข่ายไวไฟที่ไว้ใจได้ หรือทางที่ดี ถ้าใช้โทรศัพท์ ก็เปลี่ยนไปใช้เครือข่าย 3จี 4จี แทน จะปลอดภัยกว่า

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

อาชีพเสริมปูทางธุรกิจ

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyNzg5L21vbmstZXgyNDA4NTkuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyNzg5L21vbmstZXgyNDA4NTkuanBn

“อาชีพเสริมเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ลองผิดลองถูกกับธุรกิจที่เราต้องการได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป”
ในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่หรือวัยกลางคนที่ทำงานมานานแล้ว ต่างก็มีความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการกันทั้งนั้น อันที่จริงประโยชน์ของการทำอาชีพเสริมไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างรายได้เท่านั้น หลายคนทำเพื่อศึกษาหนทางต่อยอดเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต
การทำอาชีพเสริมกับการเป็นเจ้าของกิจการเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกันมาก แตกต่างกันตรงที่คนหนึ่งทำงานเป็นลูกจ้างแล้วอาชีพส่วนตัวควบคู่กันไป ส่วนอีกคนหนึ่งทำอาชีพส่วนตัวเต็มเวลา อย่างไรก็ดี ทั้งสองแบบก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยกันทั้งคู่ หากจะให้เลือกทางใดทางหนึ่ง

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวผมแนะนำให้ลองไปเป็นลูกจ้างก่อน เพราะจะช่วยเราสั่งสมประสบการณ์ ได้เห็นตัวอย่างการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหรือป้องกันปัญหาที่ธุรกิจกำลังเผชิญ และอาจนำประสบการณ์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เราจะเจอในอนาคตได้ ดังนั้น อาชีพเสริมจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ลองผิดลองถูกได้แบบไม่ต้องรีบร้อน หากมองว่ามาถูกทางทำได้ดีมีกำไรก็ค่อยขยายผลต่อ แต่หากผิดพลาดก็อาจขาดทุนแต่ไม่กระทบอะไรมากเนื่องจากยังคงมีรายได้จากงานประจำรองรับอยู่

ตัวอย่างที่เคยพบคือ เด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุราว 30 ปี ทำงานประจำเป็นพนักงานแบงก์ แล้วทำอาชีพเสริมด้วยการขายข้าวโพดคั่วเคลือบรสคาราเมล ตอนแรกก็ทำเล่นๆ เป็นของในงานเลี้ยง ต่อมาก็เริ่มพัฒนาไปเป็นรสชาติต่างๆ มากขึ้น และด้วยความใส่ใจต่อคุณภาพวัตถุดิบทำให้รสชาติเป็นที่ถูกปากของผู้ซื้อ ประกอบกับออกแบบแพ็คเกจได้สวยงามเหมาะเป็นของฝาก ทำให้รายได้จากอาชีพเสริมนี้แซงเงินเดือนไปเรียบร้อย จนในที่สุดก็ลาออกมาเพื่อตั้งทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่เคยพบนั้น หนุ่มคนนี้พอเรียบจบแล้วก็ออกมาเปิดบริษัทออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับกลุ่มลูกค้าฐานะมั่งคั่งในต่างประเทศ ซึ่งก็ขายได้ราคาดีและมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังเจ้าของบริษัทต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายเพราะขาดความเข้าใจเรื่องเงินทุนหมุนเวียน

 อธิบายโดยคร่าวๆ คือธุรกิจนี้ซื้อวัตถุดิบเป็นเงินสดแต่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ ทำให้การจะผลิตได้แต่ออเดอร์นั้นต้องอาศัยเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก ด้วยเหตุที่จบมาแล้วเปิดบริษัทเลยจึงไม่มีเงินสะสมของตนเอง ต้องใช้การหมุนเงินจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็มาถึงทางตันเพราะการที่ออเดอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนถึงจุดที่บริษัทแบกรับภาระหนี้ไม่ได้อีกต่อไป

สิ่งที่กล่าวมาเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง หากเราลองพิจารณาให้กว้างขึ้นจะเห็นว่ากิจการที่เปิดใหม่นั้นมักมีพื้นฐานการเงินไม่แข็งแกร่ง โดยจะต้องใช้เงินทุนไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การจ้างพนักงาน หรืออุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ขณะที่ฐานลูกค้ายังมีจำนวนน้อยหรือเป็นลูกค้าขนาดเล็กทำให้สร้างรายได้ไม่มากนัก ทำให้บางรายอาจเร่งสร้างยอดขายด้วยการหั่นราคาเพื่อให้ขายแต่แทบไม่มีกำไร บางรายอาจสั่งซื้อสินค้ามาตุนเยอะไว้เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง แต่เสี่ยงกับการขายออกไม่หมดทำให้เกิดปัญหาเงินทุนจม เป็นต้น

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่าถึงมีฝีมือดีความคิดดี แต่ขาด “ชั่วโมงบิน” แล้วการจะบริหารกิจการตัวเองอาจต้องสะดุดลง การที่ทำงานประจำพร้อมกับการลงมือเริ่มต้นธุรกิจที่เราอยากเป็นเจ้าของในอนาคตไปพร้อมๆ กัน น่าจะเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันความผิดพลาดได้บ้าง

สุดท้ายนี้ สำหรับคนที่ลังเลว่าจะทำอาชีพเสริมดีหรือไม่นั้น คำตอบง่ายๆ คือ “ก็ลองทำดู” ครับ ไม่เช่นนั้นเราก็อาจมานั่งเสียดายในสิ่งที่เราไม่กล้าทำ อย่างที่ Mark Twain ได้กล่าวไว้ว่าในอนาคตเราจะพบว่าตัวเองจะผิดหวังกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่ทำ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

เคล็ดลับ ตั้งเป้าหมายทางการเงิน 7 ขั้น รวยได้ไม่เกินเอื้อม!

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyNTA1L21vbmV1eWh1YjIzMDg1OS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyNTA1L21vbmV1eWh1YjIzMDg1OS5qcGc=

คำขวัญที่ว่า มือดูดาว เท้าติดดิน หรือฝันให้ไกลไปให้ถึง เป็นคำที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆคนเมื่อหลายปีก่อน เป็นการบอกให้เรารู้จักตั้งเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ก่อน ถึงแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่เมื่อเราได้เริ่มลงมือทำ ต่อให้ล้ม เราจะไม่ได้ติดอยู่ที่เดิมแน่นอน คนอยากมีเงินเยอะๆ อยากร่ำรวยเงินทอง ก็ต้องเป้าหมายเหมือนกัน การตั้งเป้าหมายไม่ใช่ตั้งกันเล่น หรือพูดเพื่อให้ดูสวยหรูเท่านั้น เป้าหมายที่ดี ต้องอยู่บนความเป็นจริงและเป็นไปได้ ไม่ใช่เพ้อเจ้อไปเรื่อยๆ ไปวันๆ เคล็ดลับการตั้งเป้าหมายทางการเงิน มี 7 ขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 วัดผลได้ เป้าหมายที่เราตั้งไว้ต้องชัดเจน วัดผลได้ การจะวัดผลได้ ก็ต้องระบุให้ชัดเจน เฉพาะเจาะจง แม้แต่เด็กๆก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป้าหมายนั้นต้องการอะไร ไม่ใช่บอกว่า เป้าหมายของฉันคือ ฉันจะเป็นเศรษฐี เป้าหมายแบบนี้กว้างเกินไปและวัดผลไม่ได้ ถ้าจะชัดเจนก็อาจเขียนว่า ฉันจะต้องมีเงิน 10 ล้านบาท ภายใน 5 ปี และอาจแยกย่อยลงไปว่า แบ่งเป็นปีละ 2 ล้านบาท และระบุลงไปด้วยว่า เงินเหล่านี้จะมีที่มาจากอะไรบ้างเป็นต้น
ขั้นที่ 2 ต้องเขียนเป้าหมายนั้นออกมา เขียนติดไว้ที่ฝาห้อง ที่โต๊ะทำงาน หรือที่ไหนก็ได้ที่เราคิดว่าจะสามารถมองเห็นและเตือนให้ตระหนักในภารกิจที่เราต้องการพิชิต เพราะการตั้งเป้าหมายที่อยู่แต่ภายในใจ เดี๋ยวก็ลืม เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางอย่างตกหล่น สู้เขียนกำหนดออกมาให้ชัดเจนเลยจะดีกว่า และถือเป็นสัญญาที่เราให้ไว้กับต้องเองอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย คนที่เขียนเป้าหมายออกมาเป็นตัวอักษร มีแนวโน้มว่าจะบรรลุเป้าหมายได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนมันออกมาถึง 10 เท่า
ขั้นที่ 3 เขียนสิ่งที่ต้องทำ หรือวิธีการทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นออกมา เขียนให้ละเอียดได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เราสามารถที่จะระบุถึงความจริงได้ การเขียนที่ละเอียดจะเป็นตัวตรวจสอบโดยตัวมันเองว่า ขั้นตอนวิธีการไหน ที่อาจดูเป็นความฝันมากไป หรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต้องเขียนทุกขั้นตอนให้เสร็จสมบูรณ์ และถ้าในขั้นลงรายละเอียดแล้วมีหลายสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราก็จะสามารถเปลี่ยนวิธีหรือเปลี่ยนเป้าหมายนั้นมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น
ขั้นที่ 4 กำหนดตารางเวลา หรือกำหนดเส้นตาย การกำหนดเวลาลงไปจะช่วยให้เราตรวจสอบและรีบลงมือจัดการหรือแก้ปัญหาทันที เพราะถ้าไม่ทำ ก็จะค้างคา งานลำดับอื่นๆที่จะตามมาก็พลอยติดขัดล่าช้าออกไปด้วย การกำหนดเวลายังถือเป็นสิ่งที่เราใช้วัดผลของเป้าหมายได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะถ้าเราทำไม่ทัน อาจเพราะงานนั้นยากกว่าที่เราคิด ก็ต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายเงื่อนเวลาใหม่ เพื่อให้ความฝันเราสมจริงและจับต้องได้ ภายในชาตินี้หรือในช่วงชีวิตของเรา
ขั้นที่ 5 จัดลำดับความสำคัญ เป้าหมายที่ใหญ่จะมีเป้าหมายย่อยๆ ดังนั้นเราต้องจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายย่อยๆนั้นเพื่อ ให้เกิดความเป็นระบบระเบียบ ไม่ทำแบบกระโดดข้ามไปมา การจัดลำดับช่วยให้เราไม่งง และไม่ทำงานซ้ำซ้อน และไม่เสียเวลาไปกับงานที่ไม่สำคัญมากเกินไป

 ขั้นที่ 6 ลงมือทำ เมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ต้องลงมือทำ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าตั้งเป้าหมาย กำหนดตารางเวลาและการวัดผลต่างๆแล้ว แต่ไม่มีการลงมือทำ ขั้นตอนที่ผ่านมาก็ไม่มีความหมาย ขั้นตอนนี้ต้องใช้ใจ ใช้วินัยในการผลักดันตัวเอง อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ต้องลงมือทำทันที

ขั้นตอนที่ 7 สร้างความก้าวหน้าทุกวัน เป้าหมายที่ใหญ่ และท้าทายต้องใช้เวลาในการไปถึงค่อนข้างนาน ต้องมีความอดทน ที่จะค่อยๆเห็นผลวันละเล็กวันละน้อย ทำให้สม่ำเสมอทุกๆวัน ในขั้นตอนนี้เราต้องใช้กำหนดตารางเวลาและการจัดลำดับความสำคัญเป็นตัวช่วย เพื่อให้การงานในแต่ละวันบรรลุเป้าหมาย จากเป้าหมายเล็กๆ ย่อยๆหลายเป้าหมาย สู่เป้าหมายหลักหรือเป้าหมายสุดท้ายในที่สุด
จะเห็นว่าเป้าหมายนั้น จะมีส่วนประกอบเป็นเป้าหมายย่อย และลำดับเวลา จะว่าไปก็คล้ายๆตารางเวลา เพียงแต่ต้องเพิ่มเติมในส่วนที่สามารถวัดผลได้ การตั้งเป้าหมายทางการเงินก็ยิ่งต้องละเอียด เพราะการเงินเป็นตัวเลข มีข้อดีที่สามารถวัดผลได้ค่อนข้างแม่นยำ หากเราต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน สามารถนำหลักการตั้งเป้าหมายและนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ได้ ที่สำคัญเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ต้องลงมือทำทันที ถ้าไม่ทำ ต่อให้เขียนเป้าหมายไว้ดีและชัดเจนแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

กสทช.ย้ำ! เปิดเบอร์ Truemove H ต้องมีบัตรประชาชนตัวจริง

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyMDQxL21vbjIyMDg1OTMuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODIvNDEyMDQxL21vbjIyMDg1OTMuanBn

กสทช.ตั้งคณะทำงานพิจารณาโทษของบริษัททรูมูฟเอชฯ กรณีเปิดซิมใหม่โดยไม่มีบัตรประชาชนตัวจริงเป็นหลักฐาน

วันที่ 22 ส.ค. 59 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยภายหลังเป็นคนกลางการหารือระหว่าง นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์บริษัททรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น และ นายพันธุ์สุธี มีลือกิจ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการมีผู้หลอกเปิดซิมการ์ดของทรูและนำรหัสไปใช้ถอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงก์ของธนาคารกสิกรไทยวงเงินกว่า 9 แสนบาท ว่าจะส่งหนังสือถึงโอเปอเรเตอร์โทรศัพท์มือถือทุกค่าย เพื่อย้ำในเรื่องของการเปิดใช้ซิมโทรศัพท์ที่จะต้องมีบัตรประชาชนตัวจริงมาแสดงตัว พร้อมกับตั้งคณะทำงานพิจารณาลงโทษเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีตั้งแต่ตักเตือน ปรับ และสั่งพักใบอนุญาต

โดย กสทช. อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มระบบการรักษาความปลอดภัยในการใช้ซิมการ์ด โดยอาจต้องให้สแกนลายนิ้วมือของผู้ใช้โทรศัพท์เพิ่มขึ้น แต่ต้องเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้บริการด้วย

ด้าน นายจักรกฤษณ์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นความประมาทเลินเล่อของพนักงานของบริษัท ที่แม้คนร้ายพยายามจะขอเปิดซิมผ่านระบบคอลล์เซ็นเตอร์ ซึ่งไม่ผ่านแต่พนักงานยอมให้บริการเพราะถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยทางทรูได้ขอโทษนายพันธุ์สุธีแล้ว และมอบเครื่องโทรศัพท์มือถือ และให้ใช้บริการฟรี 1 ปี เป็นการแทนคำขอโทษ

 ขณะที่ นายพันธุ์สุธี ระบุว่า การให้สำเนาบัตรประชาชนเพราะทำธุรกิจขายเครื่องประดับรถยนต์ผ่านระบบออน์ไลน์ การให้สำเนาบัตรประชาชนเป็นวิธีการยืนยันว่าได้ค้าขายจริงไม่ได้หลอกลวง รวมทั้งได้ปกปิดบาร์โค้ดของบัตรประชาชนแล้ว เพียงแต่คนร้ายยังสามารถใช้แอพพลิเคชั่นคัดลอกได้ จึงเตือนผู้ถือบัตรว่าจะต้องปกปิดวันเดือนปีเกิด บาร์โค้ดบัตรประชาชน หมายเลขบัตรประชาชน ด้วยการใช้กระดาษปิดทับเพื่อจะได้ไม่สามารถแสกนรหัสได้

ด้าน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรรม คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ตำรวจคงจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้โดยทำเป็นขบวนการ 3 คน เป็นชาวสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี โดยผู้ต้องหาที่ไปขอเปิดซิมการ์ดอายุ 19 ปีชื่อ นายสยาม เทืองผล มีประวัติอาชญากรรมเพิ่งออกจากคุก และเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ข้อมูลจากระบบอินเตอร์เน็ต

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 66