การเคหะฯ แจง ‘บ้านยั่งยืน’ ยังไม่เต็ม ยอดจอง 6 วัน ทะลุ 1.2 หมื่นราย

การเคหะฯ แจง ‘บ้านยั่งยืน’ ยังไม่เต็ม ยอดจอง 6 วัน ทะลุ 1.2 หมื่นราย

ผ่านไป 6 วัน คนแห่จองบ้านยั่งยืนแล้ว 12,000 กว่าราย ผู้ว่าฯการเคหะ แจงกระแสข่าวยอดจองเต็มหมด ไม่เป็นความจริง ยันมีอาคารก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่เหลืออีก 59 โครงการ 8,129 หน่วย เปิดจองไปจนถึง 6 ก.ย. นี้…

นายกฤษดา รักษากุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดจองโครงการบ้านยั่งยืนว่า จากข้อมูลการเปิดจองโครงการตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. ถึงวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา มีประชาชนมาลงทะเบียนจองรวมทั้งสิ้น 12,085 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีเอกสารครบถ้วนและมีจำนวนหน่วยของอาคารรองรับตามความต้องการ พร้อมส่งยื่นกู้สินเชื่อ จำนวน 4,085 ราย หากไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน การเคหะแห่งชาติจะพิจารณาให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ขึ้นบัญชีสำรองตามลำดับ ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนไว้ประมาณ 8,000 ราย

ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติได้จัดสรรอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ไว้รองรับผู้มีรายได้น้อย จำนวน 239 โครงการ 13,393 หน่วยทั่วประเทศ พร้อมทั้งกำหนดราคาขายอยู่ระหว่างต่ำกว่า 300,000 บาทถึงมากกว่า 500,000 บาทขึ้นไปนั้น ปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจจองโครงการในระดับราคา 500,000 บาทขึ้นไปมากที่สุดถึง 2,056 หน่วย จากจำนวนที่จัดสรรไว้ 3,255 หน่วย, รองลงมาคือระดับราคา 400,001- 500,000 บาท มียอดจอง 1,585 หน่วย จากจำนวนที่จัดสรรไว้ 9,008 หน่วย, ระดับราคา 300,000-400,000 บาท มียอดจอง 343 หน่วย จากจำนวนที่จัดสรรไว้ 394 หน่วย และระดับราคาต่ำกว่า300,000 บาท มียอดจอง 101 หน่วย จากจำนวนที่จัดสรรไว้ 736 หน่วย

สำหรับที่มีกระแสข่าวว่าโครงการบ้านยั่งยืนมีผู้จองเต็มหมดแล้ว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การเคหะแห่งชาติยังมีอาคารคงเหลือให้ประชาชนได้มาจับจองกันจนถึงวันที่ 6 ก.ย. 2558 จำนวน 59 โครงการ 8,129 หน่วย ประกอบด้วย โครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 300,000 บาท จำนวน 11 โครงการ รวม 1,037 หน่วย ทำเลตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ/ปริมณฑล ได้แก่ พุทธมณฑลสาย 4 พุทธมณฑลสาย 5 ศาลายา นครปฐม สมุทรปราการ และสมุทรสาคร โครงการที่มีราคาขายตั้งแต่ 300,001-400,000 บาท จำนวน 1 โครงการ รวม 10 หน่วย

ส่วนทำเลตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ได้แก่ อุบลราชธานี โครงการที่มีราคาขายตั้งแต่ 400,001-500,000 บาท จำนวน 34 โครงการ รวม 6,713 หน่วย ทำเลตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ/ปริมณฑล 27 โครงการ 5,949 หน่วย ได้แก่ พุทธมณฑลสาย 5 พุทธมณฑลสาย 7 ศาลายา นครปฐม สมุทรสาคร ปทุมธานี สมุทรปราการ ส่วนภูมิภาค 7 โครงการ 764 หน่วย ได้แก่ สมุทรสงคราม อุตรดิตถ์ ระยอง ปราจีนบุรี และโครงการที่มีราคาขายมากกว่า 500,000 บาท ขึ้นไป จำนวน 13 โครงการ รวม 369 หน่วย ทำเลตั้งอยู่ในกรุงเทพ/ปริมณฑล 5 โครงการ 342 หน่วย ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี ส่วนภูมิภาค 8 โครงการ 27 หน่วย ได้แก่ สมุทรสงคราม ชลบุรี ยโสธร พิจิตร ลำพูน สุโขทัย

“ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจจองโครงการบ้านยั่งยืนกันเป็นจำนวนมาก แม้ว่าบางรายอาจจะผิดหวังที่ไม่ได้จองโครงการที่ต้องการ แต่ยังลงชื่อขึ้นบัญชีสำรองไว้ ซึ่งการเคหะแห่งชาติจะนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในอนาคต”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522862

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว นักลงทุนรอข้อมูลจ้างงานเดือน ส.ค.

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว นักลงทุนรอข้อมูลจ้างงานเดือน ส.ค.

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่่ปิดบวกในวันพฤหัสบดี โดยนักลงทุนยังคงระมัดระวังขณะรอการเปิดเผยรายงานการจ้างงานประจำเดือน ส.ค. ซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 3 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 23.38 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 16374.76 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 2.27 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 1951.13 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 16.48 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 4733.50 จุด

หุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นในช่วงเช้า โดยได้แรงหนุนจากรายงานเศรษฐกิจภาคบริการของสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค. ก่อนเกิดการเทขายโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงบ่าย หลังมีการคาดการว่า ตัวเลขจ้างงานที่จะเปิดเผยในว่าศุกร์ จะเพิ่มขึ้นเพียงปานกลาง และไม่ส่งผลต่อการขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522848

อัดฉีดเงินเอสเอ็มอีแสนล้าน “สมคิด” ดันมาตรการช่วยเหลือเข้า ครม. 8 ก.ย.นี้

อัดฉีดเงินเอสเอ็มอีแสนล้าน “สมคิด” ดันมาตรการช่วยเหลือเข้า ครม. 8 ก.ย.นี้

“อรรชกา” ขนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ “สมคิด” เลือกวันนี้ (4 ก.ย.) ก่อนเสนอเข้า ครม.สัปดาห์หน้า เผยเป็นมาตรการด้านการเงิน การคลัง การเพิ่มรายได้ และมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เริ่มอัดฉีดสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูกิจการ 100,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี 1,000 ล้านบาท และกองทุนสตาร์ทอัพนักรบเอสเอ็มอี 1,500 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยในระหว่างเป็นประธานในงาน “สุดยอดโครงการเอสเอ็มอีจังหวัด” หรือ “SME Provincial Champions” ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงแนวทางการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่มีปัญหาเรื่องการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน แต่ปัจจุบันผู้ที่มีรายได้มากกลับเสียภาษีน้อย ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยก็ไม่อยากเสียภาษี มีการตกแต่งบัญชี โดยใช้บริษัทมารับทำบัญชีให้ ส่วนนี้จะมีการตรวจสอบ ให้ชัดเจน สำหรับการเสียภาษีของเอสเอ็มอีที่เป็นปัญหาอยู่ยังไม่ได้หารือกันในเรื่องนี้ เพราะติดปัญหาที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนเอสเอ็มอีได้ครบถ้วน ถ้าเริ่มจากสิ่งที่ผิดก็จะผิดไปตลอด จะเก็บภาษีได้ไม่ทั่วถึง ต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีเดินหน้า ไม่กลับมามีปัญหาเหมือนเดิม เพราะจะทำให้เสียเวลา ต้องมารื้อทำฐานข้อมูลใหม่


นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับเอสเอ็มอีที่ระบุว่ามี 2.74 ล้านราย ถ้ามีความชัดเจนแล้วก็จะนำมาจัดเข้ากลุ่มเพื่อพัฒนาศักยภาพในแต่ละกลุ่มให้เดินหน้าต่อไปได้โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนเอสเอ็มอีมาโดยตลอด แบ่งออกเป็นกลุ่มที่เกิดใหม่ กลุ่มที่เติบโตสามารถขยายกิจการในประเทศได้ กลุ่มที่สามารถส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ และกลุ่มที่เลิกกิจการแต่ยังมีศักยภาพทางธุรกิจทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้กิจการเอสเอ็มอีเติบโต เพราะเอสเอ็มอีเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ จะช่วยให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง ซึ่งเอสเอ็มอี รายเล็กต้องพัฒนาเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางในอนาคต จะต้องสร้างเถ้าแก่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เป็นเถ้าแก่ 2 วัน วันที่ 3 กิจการล้มเพราะไม่มีความพร้อม

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ย.นี้ ทางกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม จะเสนอมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอีระยะเร่งด่วนออกมาเป็นแพ็กเกจให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนัดหารือกับกระทรวงเศรษฐกิจ เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเอสเอ็มอี ก่อนที่จะสรุปเป็นแพ็กเกจเสนอต่อ ครม.ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาเร่งด่วน รวม 10,000 ราย โดยจะเป็นความร่วมมือกับสำนักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การเงิน การคลัง การเพิ่มรายได้ และมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

ทั้งนี้ ด้านการเงินกรอบใหญ่จะแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1.สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูกิจการจากสถาบัน การเงินวงเงิน 100,000 ล้านบาท 2.กองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน 1,000 ล้านบาท 3.กองทุนสตาร์ทอัพนักรบเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ที่ต้องการเปิดกิจการใหม่ๆวงเงิน 1,500 ล้านบาท

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 10,000 ราย โดยให้ สสว.คัดเลือกและแยกกลุ่มเอสเอ็มอี เป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาทางการเงินค่อนข้างมากหรือค่อนข้างวิกฤติ 10% ที่ต้องช่วยเหลือระยะด่วนในทุกๆด้าน โดยเฉพาะทางด้านการเงิน ซึ่งจะมีการดึงเงินมาจาก สสว.ที่เดิมได้รับงบประมาณมาดำเนินกองทุนตั้งตัวได้ 1,000 ล้านบาท เพื่อไปขอ ครม.ให้อนุมัติโยกงบมาตั้งเป็น กองทุนพลิกฟื้นฟูเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาการเงิน 2.เอสเอ็มอีที่มีปัญหาไม่มาก 40% ก็จะต้องมีแผน เยียวยาต่อไป 3. อีก 50% มีปัญหาไม่มากแต่ต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือพัฒนากระบวนการผลิต

ด้าน น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้จัดทำโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วนปี 2558 โดยคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจังหวัดละ 3 ราย ครอบคลุม 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่เริ่มดำเนินธุรกิจ (Start Up) กลุ่มที่มีศักยภาพทางการตลาด (Rising Star) และกลุ่มที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว (Turn Around) ให้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพ ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้คัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากทั่วประเทศ 230 ราย ขณะที่การดำเนินการขั้นต่อไปจะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเหล่านี้ตามวงจรธุรกิจและความต้องการของผู้ประกอบการ โดยมีระยะเวลาดำเนินการไปจนถึงเดือน ก.พ.2559

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522823

หนุนนิติบุคคลทำบัญชีเล่มเดียว “อภิศักดิ์” มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้น ร่ายมนต์กล่อมเอกชนลงทุนเพิ่ม

หนุนนิติบุคคลทำบัญชีเล่มเดียว “อภิศักดิ์” มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้น ร่ายมนต์กล่อมเอกชนลงทุนเพิ่ม

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 58 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นวงเงิน 130,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังไม่ตกต่ำไปกว่านี้ เพื่อรอจังหวะของงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังจะออกมาในปี 59 สำหรับสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปคือความพยายามสร้างระบบเศรษฐกิจไทยให้เกิดความสมดุลทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยให้ภาคเอกชนเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากใกล้ชิดข้อมูลและมีความเข้าใจต่อสถานการณ์และที่สำคัญการลงทุนของภาคเอกชนจะไม่เป็นปัญหาต่อหนี้สาธารณะของรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลจะมีหน้าที่คอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดี เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

“ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการจูงใจให้เอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศลงทุนในประเทศในช่วงนี้มากขึ้น โดยจะชี้ให้ เอกชนมองเห็นว่า เมื่อเอกชนลงทุนในไทยแล้ว จะมีความคุ้มค่าและการลงทุนดังกล่าวจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ดีขึ้น”

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมกันผลักดันให้มีการใช้ระบบชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์ e-payment เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในอนาคต รวมทั้งผลักดันให้บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางจัดทำระบบบัญชีเดียว ซึ่งต้องหามาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้นเพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นและมีงบประมาณเพียงพอสำหรับใช้ในการลงทุน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่าในวันที่ 15 ก.ย.นี้ คณะกรรมการธนาคารออมสิน (บอร์ด) จะหารือเพื่ออนุมัติการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านตามนโยบายของรัฐบาล โดยคาดว่า ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ธนาคารออมสินจะปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้านได้ 5,000-10,000 ล้านบาท และภายใน 3 เดือนจะทยอยปล่อยกู้ให้แก่กองทุนหมู่บ้านได้ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารพบว่า กองทุนหมู่บ้านมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็มอีแอลเพียง 1% ถือว่าน้อยมาก

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522822

พาณิชย์ตรวจข้าวยกคลัง

พาณิชย์ตรวจข้าวยกคลัง

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วานนี้ (3 ก.ย.) กรมได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องพร้อมสื่อมวลชนลงพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์คัดแยกข้าวเกรดซี (ข้าวเสื่อมคุณภาพ) และข้าวเสียที่คลังสินค้าอรุณศิลป์ หลัง 2 ปริมาณ 25,000 ตัน และคลังมหาทรัพย์ฟีด รวม 6 หลัง ปริมาณ 80,000 ตัน จังหวัดนครปฐม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงความคุ้มค่าทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องเสียไปในการคัดแยกข้าว ก่อนที่จะประมวลข้อดีข้อเสียของการขายแบบยกคลังและคัดแยกข้าวก่อนขายเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาในวันที่ 9 ก.ย.2558 นี้

“ทั้ง 2 คลังที่มาดูในครั้งนี้ แตกต่างจากคลังสมศักดิ์สามวา ที่ได้ไปดูการคัดแยกก่อนหน้านี้ เพราะเป็นคลังที่มีหลายหลัง เก็บข้าวไว้ในปริมาณมากและกองวางเต็มพื้นที่ ซึ่งกรมจะร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการอิสระ นำผลการทดสอบจากการลงพื้นที่มาศึกษาและคำนวณความคุ้มค่าในมิติทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ นบข.พิจารณาต่อไป”

นางดวงพร กล่าวว่า ในการแยกคุณภาพข้าวในแต่ละกองเป็นรายกระสอบ มีต้นทุนในการคัดแยกจากค่าแรงกระสอบละ 12 บาท ค่าเซอร์เวเยอร์ในการตรวจคุณภาพข้าววันละ 12,000 บาทต่อ 1 สาย (สายการตรวจสอบ) ทำให้การคัดแยกมีต้นทุนตกอยู่ที่กระสอบละ 16 บาท ยังไม่รวมค่าดำเนินการอื่นๆ และหากต้องดำเนินการคัดแยก จะใช้เวลาในการคัดแยกเป็นเดือนหรือกว่าจะหมดทุกโกดังต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ที่ต้องมาตรวจสอบและทดลองการคัดแยก เพราะมีหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การระบายแบบยกคลังจะทำให้รัฐเสียหาย เพราะอาจขายได้ราคาต่ำมาก

ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางการระบายข้าวเกรดซี และข้าวเสีย ปริมาณ 5.89 ล้านตัน ซึ่งแยกเป็นข้าวเกรดซี 4.6 ล้านตัน และข้าวเสีย เป็นฝุ่นผง 1.29 ล้านตัน

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522821

เร่งแก้แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ‘อาคม’ เบรกขึ้นราคาเฟส 2

เร่งแก้แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ‘อาคม’ เบรกขึ้นราคาเฟส 2

ข่าวดี “อาคม” เบรกขึ้นแท็กซี่ เฟส 2 ชี้ราคาน้ำมันลดลง เอ็นจีวียังทรงตัว เร่งแก้ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสาร พร้อมเป็นประธานเปิดบริการ “ออลไทยแท็กซี่” เชื่อทำให้ผู้โดยสารพึงพอใจ จนแท็กซี่ผิด ก.ม.หายไป ด้านผู้บริหาร คาดคืนทุนใน 7 ปี…

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางเป็นประธานเปิดบริการ “ออลไทยแท็กซี่” อย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารแท็กซี่รอบสองในช่วงนี้ เพราะราคาน้ำมันมีทิศทางลดลง รวมทั้งราคาก๊าซเอ็นจีวีอยู่ในระดับทรงตัว ขณะเดียวกันต้องรอผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในเดือนต.ค. และเห็นว่าสิ่งที่สำคัญจะต้องเร่งแก้ไขคือการปฏิเสธผู้โดยสาร

 

สำหรับการเปิดให้บริการ “ออลไทยแท็กซี่” แท็กซี่ในรูปแบบใหม่ เชื่อว่า จะสร้างความพึงใจให้แก่ผู้โดยสาร เนื่องจากที่ผ่านมาการให้บริการแท็กซี่ในรูปแบบเดิม พบปัญหาการปฎิเสธผู้โดยสาร และไม่กดมิเตอร์ จึงทำให้กระทรวงคมนาคมผลักดันนโยบายการให้บริการแท็กซี่ผ่านแอพพิเคชั่น อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ปิดกั้นภาคเอกชนรายอื่นหากจะเข้ามาดำเนินธุรกิจแบบเดียวกับ “ออลไทยแท็กซี่” ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการ หากรถแท็กซี่ในระบบกว่า 1 แสนคัน ให้บริการแบบเดียวกัน จะทำให้รถแท็กซี่ผิดกฎหมาย หรือแท็กซี่ป้ายดำ เช่น อูเบอร์แท็กซี่ มีผู้ใช้บริการลดลง และหายไปจากระบบ

ขณะที่นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท ออลไทยแท็กซี่ เปิดเผยว่า บริษัทได้จดทะเบียนรถแท็กซี่ไปแล้วกว่า 150 คัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่สูงถึงวันละ 2,000-3,000 เที่ยว เบื้องต้นประเมินว่าจะต้องใช้รถไม่ต่ำกว่า 400 คัน จึงจะสามารถให้บริการได้เพียงพอ โดยภายในเดือนธ.ค.นี้ จะเร่งจัดหารถมาให้ครบ 500 คัน และจะประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ หากพบว่า ยังมีความต้องการใช้สูงกว่าจำนวนรถที่ให้บริการ จะจัดหารถมาเพิ่มเติม ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 7 ปี.

 

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522738

ทองเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 19,650

ทองเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 19,650

ราคาทองเปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,150 ขายออกบาทละ 19,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,874.20 ขายออกบาทละ 19,650 บาท…

วันที่ 3 ก.ย. 58 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.19 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,150.00 บาท ขายออกบาทละ 19,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,874.20 บาท ขายออกบาทละ 19,650.00 บาท

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (2 ก.ย.) จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยหนุนคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 6.2 ดอลลาร์ หรือ 0.54% ปิดที่ 1,133.60 ดอลลาร์/ออนซ์

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522636

สมาพันธ์สวนยาง เตรียมหารือ รมต.เกษตร แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ

สมาพันธ์สวนยาง เตรียมหารือ รมต.เกษตร แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ

สมาพันธ์ชาวสวนยาง เตรียมหารือ รมต.เกษตร แก้ไขปัญหาราคายาง วันที่ 4 ก.ย.นี้ หลังราคายางพาราตกต่ำลงมาอย่างหนัก ในรอบหลาย 10 ปี ชี้ ต้องเร่งนำยางมาทำถนน พร้อม หารือประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมมือไม่ให้ขายตัดราคา…

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 58 นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราคายางพาราได้ตกต่ำลงมาอย่างหนักเหมือนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งลดต่ำลงในรอบหลายสิบปี โดยล่าสุด ราคาเศษยางอยู่ที่ 19-20 บาท ต่อ กก. น้ำยาง 39-40 บาท ต่อ กก. และยางแผ่น 42-44 บาท ต่อ กก. ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท ต่อ กก.ต่อไร่ ซึ่งทำให้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก โดยทางสมาคมสหพันธ์ จะเดินทางเข้าหารือกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขอให้ช่วยเหลือในวันที่ 4 ก.ย.นี้

“สำหรับแนวทางที่จะเสนอ แยกเป็นระยะสั้น คือการให้รัฐบาล ให้เงินชดเชยชาวสวนยาง เพื่อนำเงินกระตุ้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะแรก นอกจากนี้ก็ขอให้รัฐบาลเร่งนำยางมาผลิตเพื่อทำถนน ซึ่งจะมียางออกจากระบบการขายปีละ 3 แสนตัน จากทั้งหมด 4.2 ล้านตัน ซึ่งตรงจุดนี้ ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว และรัฐบาลจะต้องเร่งตั้งคณะกรรมการไปหารือกับประเทศผู้ปลูกยาง ที่นอกเหนือจากประเทศที่เป็นบริษัทร่วมทุนเดิม คือไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ที่ขณะนี้ได้ปลูกยางและให้ผลผลิตแล้ว คือ ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และอาจจะรวมถึงจีนที่ปลูกในตอนล่างของประเทศ เพื่อไม่ให้มีการขายตัดราคา” นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าว

นายบุญส่ง กล่าวด้วยว่า ส่วนระยะยาวนั้น ต้องมีการหารือทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิต สายพันธุ์ยาง การควบคุมพื้นที่ปลูก การแปรรูปยางแทนการส่งออก และเกษตรกรต้องปรับตัวโดยการรวมกลุ่มจัดตั้งจดทะเบียนกับองค์กรสวนยาง ซึ่งจะได้รับการช่วยเหลือตามกฎหมาย เพราะขณะนี้มีเกษตรกรที่ไม่เข้าระบบองค์กรสวนยางมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ปลูกทั้งประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ภาครัฐจะต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522651

ม.หอการค้า เชื่อมาตรการกระตุ้นศก. ดัน GDP ขึ้น 0.7-1%

ม.หอการค้า เชื่อมาตรการกระตุ้นศก. ดัน GDP ขึ้น 0.7-1%

ม.หอการค้า ประเมินมาตรการกระตุ้นศก. ช่วยดันจีดีพีขึ้นได้ 0.7-1% ระบุ หากทำได้จะส่งผลให้ศก.ปีนี้ ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.5-2.9% จ่อทบทวนตัวเลขอีกครั้ง …

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 58 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลออกมาล่าสุด จะมีส่วนช่วยดันจีดีพีขึ้นได้ 0.7-1% ซึ่งหากมาตรการนี้ได้ผล จะทำให้เศรษฐกิจของปีนี้ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.5% อย่างไรก็ดี ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2.5-2.9% แต่จะประเมินสถานการณ์และทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง และจะประกาศสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้กองทุนหมู่บ้านเข้ามาเป็นกลไกหนึ่งนั้น น่าจะทำให้เม็ดเงินลงไปสู่ท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น และก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น โดยเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะมีการเบิกจ่ายและโอนได้เร็ว ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อยเม็ดเงินในส่วนของกลไกกองทุนหมู่บ้าน และเม็ดเงินในส่วนของการเร่งรัดการใช้จ่ายสู่ระดับตำบล เฉพาะ 2 ส่วนแรกนี้ คาดว่าเม็ดเงินจะลงไปสู่ระบบได้ภายใน 2 เดือน สำหรับส่วนที่ 3 การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนของโครงการขนาดเล็กโครงการละประมาณ 1 ล้านบาท คาดว่าเม็ดเงินจะลงไปภายในเดือน ธ.ค.

“อย่างน้อยงบเกือบ 1 แสนล้านบาท น่าจะกระจายลงสู่ท้องถิ่นได้ก่อนภายใน 2 เดือนนับจากนี้ ส่วนงบซ่อมสร้าง เชื่อว่าท้องถิ่นคงจะมีโครงการในใจอยู่แล้วคงทำได้ไม่ยาก ซึ่งอีกเกือบ 4 หมื่นล้านบาทจะเข้าระบบเศรษฐกิจในเดือนธันวาคม ดังนั้น เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้ 0.7-1% แต่หากไม่มีมาตรการนี้ออกมา เศรษฐกิจปีนี้อาจโตได้ต่ำกว่า 2.5%”

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522705

ศก.โลก-ภัยแล้ง-บึมราชประสงค์ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคส.ค. ร่วงต่ำรอบ 15 ด.

ศก.โลก-ภัยแล้ง-บึมราชประสงค์ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคส.ค. ร่วงต่ำรอบ 15 ด.

ม.หอการค้า เผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคส.ค.อยู่ที่ 72.3 ร่วงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ต่ำสุดรอบ 15 เดือน กังวลบึมราชประสงค์-ศก.โลก-ภัยแล้ง-ส่งออกหด แต่ได้ปัจจัยบวกเปลี่ยนทีมศก.ใหม่ ส่งผลดีเชิงจิตวิทยา…

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 58 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.58 ว่า อยู่ที่ 72.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 61.5 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 67.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 87.6

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และต่ำสุดในรอบ 15 เดือน จากปัจจัยลบที่สำคัญ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 58 เหลือ 2.7-3.2% จากเดิมคาด 3-4%, ความกังวลเหตุระเบิดราชประสงค์ กระทบจิตวิทยาเชิงลบต่อการท่องเที่ยว, ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง อาจกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต, การส่งออกไทยในเดือน ก.ค.-3.56% และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังทรงตัวระดับต่ำ รวมถึงปัญหาภัยแล้ง และเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับ 34.31 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน ก.ค. มาเป็น 35.42 บาท/ดอลลาร์ในช่วงสิ้นเดือน ส.ค.

ขณะที่ ปัจจัยบวก ได้แก่ การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลประยุทธ์ 3 ส่งผลในเชิงจิตวิทยาเรื่องความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง และ คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50%

ขอบคุณที่มา: http://www.thairath.co.th/content/522713

1 2 3 8