เงินเดือน2.6หมื่น ไม่เสียภาษี

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

NjpUs24nCQKx5e1EaLAcMgvypDImje3F0BmnzgBKwKS

รัฐจัดหนัก สั่งใช้ปี60 เพิ่มเพียบ ลดหย่อน ค่าใช้จ่าย

รัฐจัดหนัก “ภาษีกระตุ้น เศรษฐกิจ” ครม.อนุมัติโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ เริ่มปีภาษี 60 คนมีเงินเดือนต่ำกว่า 26,000 บาท ไม่เสียภาษี ขณะที่อนุมัติหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มจาก 60,000 บาท เป็น 100,000 บาท แถมเพิ่มหักค่าลดหย่อนขึ้นเท่าตัว ลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท จาก 15,000 บาท ไม่อั้นจำนวนบุตร สนับสนุนคนมีลูกเพิ่ม หวังแก้ภาวะเป็นสังคมผู้สูงอายุ “อภิศักดิ์” รับรัฐสูญรายได้ 32,000 ล้านบาท แต่ได้คืนแน่เมื่อคนใช้จ่ายเพิ่ม

รัฐบาลปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้ใหม่ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 19 เม.ย.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประกอบด้วย การปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายจากเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า และอื่นๆ ที่เป็นเงินได้พึงประเมิน จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของเงินได้ พร้อมปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินในส่วนค่าลิขสิทธิ์จากเดิมนำไปหักได้ไม่เกิน 60,000 บาท หรือร้อยละ 40 ของค่าลิขสิทธิ์ ขยายเพิ่มให้สามารถหักค่ากู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ได้ไม่เกิน 100,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยังได้อนุมัติปรับปรุงการหักค่าลดหย่อนดังนี้ คือค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรส จากเดิม 30,000 บาทเพิ่มเป็น 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน ปรับเพิ่มเป็นคนละ 30,000 บาทและไม่จำกัดจำนวนบุตร โดยให้ยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร จากเดิมให้หักลดหย่อนคนละ 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้มีบุตรมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุจะได้มีคนทำงานมาทดแทนผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท ส่วนกองมรดกเดิมจากหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท และห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล เดิมให้หักลดหย่อนแก่หุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันไม่เกิน 60,000 บาท เพิ่มเป็นคนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท

นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงระบบขั้นเงินได้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับขั้นสูงสุดด้วย โดยจากเดิม ผู้มีเงินได้ต่อปี 4,000,000 บาทขึ้นไปเสียภาษีร้อยละ 35 ปรับเป็น ผู้มีเงินได้ 5,000,001 บาทขึ้นไปเสียภาษีร้อยละ 35 ซึ่งส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 20,000 คน ส่วนผู้มีเงินได้ช่วงระหว่าง 4,000,000-5,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ส่วนขั้นอื่นเสียในอัตราเดิม ทำให้อัตราภาษีใหม่ที่ต้องเสียเป็นดังนี้ คือ รายได้ 1-300,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 5 รายได้ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 10 รายได้ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 15 รายได้ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 20 รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 25 และรายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท เสียภาษี ร้อยละ 30 และ 5,000,001 บาทขึ้นไปเสียภาษี ร้อยละ 35

สาเหตุที่ต้องขยับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดขึ้นก็เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นกับภาษีนิติบุคคลที่เสียภาษีในอัตราต่ำกว่า ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงหรือ effective rate มีความใกล้เคียงกัน จะได้ไม่เกิดปัญหากรณีบุคคลธรรมดามีรายได้สูงไปตั้งบริษัท เพื่อนำรายได้ของตัวเองไปไว้ในบริษัทเพื่อจะได้เสียภาษีนิติบุคคล ซึ่งทำให้เสียในอัตราน้อยกว่า สำหรับสัดส่วนรายได้เข้ารัฐจากภาษีประเภทต่างๆ มีดังนี้ คือ จากภาษีบุคคลธรรมดา ร้อยละ 17 ภาษีนิติบุคคล ร้อยละ 32 ภาษีแวต (VAT) ร้อยละ 41 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ร้อยละ 3 ภาษีปิโตรเลียม ร้อยละ 5 ที่เหลือเป็นอากรแสตมป์

“การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางลงมา ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จากเดิมคนที่มีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไปจะต้องเสียภาษี แต่การปรับใหม่ครั้งนี้ คนที่มีเงินเดือน 26,000 บาทขึ้นไปจะต้องเสียภาษี จะทำให้รายรับของประชาชนเพิ่มขึ้น จะเริ่มมีผลตั้งแต่ปีภาษี 2560 เป็นต้นไปหรือยื่นภาษีในปี 2561 ซึ่งพอคนรู้สึกว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตก็จะใช้จ่ายมากขึ้น แนวทางนี้เป็นเรื่องของการสร้างความรู้สึกว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น การที่ประเมินว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้รัฐจะสูญเสียรายได้ไป 32,000 ล้านบาท เงินส่วนนี้กลับไปสู่ประชาชน เอาไปใช้จ่ายหมุนเวียน รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) มาชดเชย ซึ่งอีก 1-2 สัปดาห์ จะนำเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่วนแวตก็จะยังไม่มีการพิจารณาจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น” นายอภิศักดิ์กล่าว

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

“ซานตาเฟ่” อัดงบฟื้นยอดขาย ตั้งเป้าขยายร้านครบ 100 สาขา

EyWwB5WU57MYnKOuiC2Qo7EGL9XBXooluEjjsxNrmGv0Euif8i8X4M

EyWwB5WU57MYnKOuiC2Qo7EGL9XBXooluEjjsxNrmGv0Euif8i8X4M

นายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสเต๊กสัญชาติไทย “ซานตาเฟ่” เปิดเผยว่า แผนการทำตลาดจากนี้ไปจะลุยเต็มสูบ โดยทุ่มงบโฆษณาส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านบาท จากปี 2558 ที่ใช้เพียง 80 ล้านบาท โดยจะใช้ทำโฆษณาส่งเสริมการขายเพียง 100 ล้านบาท อีก 20 ล้านบาท จะลดราคาเมนูพิเศษ 20-50% ให้กับลูกค้า เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ และเพิ่มยอดรายได้ไตรมาส 2 เติบโต 25% หลังจากที่ไตรมาส 1 ยอดรายได้หดหายไป 10%

นอกจากนี้ ได้จัดงบอีกกว่า 140 ล้านบาท ขยายเพิ่มอีก 20 สาขาในปีนี้ จากปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศ 86 สาขา เป็นสาขาที่ลงทุนเอง และสาขาแฟรนไชส์ 50:50 รองรับลูกค้า แม้ตลาดร้านสเต๊กจะแข่งขันรุนแรง ทั้งร้านสเต๊กริมถนน ร้านสเต๊กตึกแถว โรงแรม และในห้างสรรพสินค้า ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 15,000 ล้านบาทก็ตาม แต่บริษัทก็ยังคาดหวังดันยอดรายได้รวมสิ้นปี 2559 แตะ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ทำได้ 1,400 ล้านบาท

“ตลาดต่างประเทศปี 2561 จะลุยเต็มสูบในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เวียดนาม ลาว เมียนมา โดยจะไปในรูปของสาขาแฟรนไชส์เป็นหลัก ใช้เงินลงทุนสาขาละ 7 ล้านบาท คาดว่าจะนำร่องเปิดสาขาที่ประเทศเวียดนาม และลาวก่อน เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ”.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

แบงก์กสิกรไทยเปิดหน้าตักกำไรทรุด 22%

EyWwB5WU57MYnKOuiC2Qo64exmsAjwycHee4zN5pNrkrh6UHqI4MZ9

EyWwB5WU57MYnKOuiC2Qo64exmsAjwycHee4zN5pNrkrh6UHqI4MZ9

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2559 โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 9,646 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 22.22% เกิดจากธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ และภาษีเงินได้จำนวน 24,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,116 ล้านบาท หรือ 19.75% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,225 ล้านบาท หรือ 5.84% รวมถึงรายได้ ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 2,267 ล้านบาท หรือ 14.84% เป็นผลมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ลดลง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ อยู่ที่ระดับ 37.21%

 

ขอบคุณที่มา    http://www.thairath.co.th/

สตาร์ทอัพเกรด A “ตัวจริง รวยจริง” ลายแทงสู่ความมั่งคั่งด้วยลำแข้ง

EyWwB5WU57MYnKOuiCrpVdTZUcQjwht24JHBXyMOiKDgNqvZZrM2b8

EyWwB5WU57MYnKOuiCrpVdTZUcQjwht24JHBXyMOiKDgNqvZZrM2b8

“สตาร์ทอัพ” (Startup) เป็น 2 คำที่มีความหมายในช่วงขวบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล และหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการสนับสนุนสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ให้ก่อร่างสร้างตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

ตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ถือเป็นกรณีศึกษาทั่วโลก หนีไม่พ้น “เฟซบุ๊ก” ซึ่ง “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” เริ่มต้นก่อตั้งขึ้นในขณะมีอายุเพียง 17 ปี สิ่งที่เขามีคือไอเดียและการต่อยอด ทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง ตอบโจทย์คนทั่วโลก จนถึงวันนี้ “เฟซบุ๊ก” ทำให้มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก กลายเป็นมหาเศรษฐีโลกไปเรียบร้อย

แม้ธรรมชาติของธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” จะเริ่มต้นได้โดยง่าย ต้นทุนต่ำ อาศัยความคิดเป็นหลัก เริ่มได้จากคนเพียงคนเดียว แต่การเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ รายที่อู้ฟู่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแบบอย่าง แต่ที่คว้าน้ำเหลว ล้มหายตายจากไปอย่างเงียบๆ มีมากมายกว่านัก

และแม้จะยากเย็นราวกับงมเข็มในมหาสมุทร สัปดาห์นี้ “ทีมเศรษฐกิจ” ก็ได้ไปเสาะแสวงหาสตาร์ทอัพ เกรด A สัญชาติไทยแท้ มาบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จและเส้นทางแห่งความมั่งคั่งของพวกเขาให้พวกเราได้อิจฉา…

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวงใน มีเดีย จำกัด

นักชิมยุคใหม่ ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “วงใน” เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นรีวิวร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานหรือสมาชิกอยู่ถึง 2.2 ล้านคน

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2553 “ยอด ชินสุภัคกุล” บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวัย 27 ซึ่งกำลังศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา มองเห็นลู่ทางในการเริ่มต้นธุรกิจในฐานะสตาร์ทอัพ ซึ่งเขาเห็นตัวอย่างความสำเร็จหลากหลาย ในช่วงกว่า 2 ปีที่ศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา

เขาบอกว่าสมัยนั้นชอบใช้บริการเว็บไซต์ Yelp.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารทำให้ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะมีเว็บไซต์ในแบบเดียวกันนี้ในประเทศไทย

เรียนจบกลับมาในเดือน ก.ค.2553 วงใน (Wongnai) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเรียบร้อย ใช้เวลาเพียง 6 เดือนนับตั้งแต่วันแรก จากการร่วมแรงร่วมใจของเขาและเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน

“คำว่าวงใน สื่อตรงตัวตามความหมาย เพราะการรีวิวของเราเป็นข้อมูลในเชิงลึกคนอื่นไม่รู้”

6 เดือนต่อมา วงในก็ขยายบริการสู่ตลาดแอพพลิเคชั่น เพราะมองว่าตลาดสมาร์ทโฟนกำลังจะเติบโต แต่ช่วง 2 ปีแรก ธุรกิจยังไปได้ไม่ดีนัก เว็บไซต์รีวิวร้านอาหารถือเป็นเรื่องใหม่ จำนวนคนใช้ยังอยู่ในระดับต่ำหลัก 30,000 คน ขณะที่หุ้นส่วนควักเงินตัวเองลงทุนไปแล้วรวมกันถึง 5 ล้านบาท

“ยุคนั้นคนยังไม่รู้จักสตาร์ทอัพกันสักเท่าไร การจะหาคนเข้ามาลงทุน ทั้งในรูปแบบของเวนเจอร์ แคปปิตอล (VC) หรือแองเจิล (Angel-นักลงทุนอิสระ รายเล็ก) ยังเป็นเรื่องยาก เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้เงินตัวเอง”

โชคดีที่สถานการณ์เริ่มพลิกฟื้น หลังการเปิดให้บริการ 3 จี ซึ่งทำให้ยอดใช้สมาร์ทโฟนเติบโตขึ้นมาก โดยจุดเปลี่ยนของวงในอยู่ในช่วงสงกรานต์ปี 2555 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชั่นวงใน ติดอันดับท็อป 25 ของแอพพลิเคชั่นฟรี ที่มีการดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์สูงสุด ยอดผู้ใช้ขยับขึ้นเป็น 300,000 คน

หลังฐานผู้ใช้เติบโตก้าวกระโดด วงในก็เริ่มได้รับการติดต่อจากนักลงทุน 5-10 ราย และที่สุดในเดือน พ.ค.2556 ก็ตัดสินใจจับมือกับ Recruit Group จากประเทศญี่ปุ่น ขณะนั้นได้เงินเข้ามาระดับ 500,000-1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำมาใช้ขยายการลงทุนเพิ่มเติม

ให้หลังราว 1 ปี ในเดือน พ.ค.2557 Recruit Group ก็อัดฉีดเงินเข้ามาเพิ่ม ในขณะที่วงในมีผู้ใช้สู่ 1 ล้านราย เงินลงทุนใหม่ในครั้งนี้ถูกนำมาใช้ในการเพิ่มฐานสมาชิก จ้างพนักงานเพิ่ม โดยขณะนี้มีพนักงานทั้งสิ้น 80 คน การขยายธุรกิจในครั้งนั้นทำให้รายได้ของวงในในปี 2558 ขยายตัวจากปี 2557 ถึง 2.5 เท่า

“6 เดือนที่ผ่านมา เราบรรลุจุดคุ้มทุน (break even) แล้ว และสามารถทำกำไรได้ในปีนี้หากต้องการ เพียงแต่เราอาจเลือกที่จะลงทุนต่อเพื่อขยายธุรกิจ เนื่องจากมีแผนเข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 2–3 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อนั้นค่อยโชว์ผลกำไร”

ปัจจุบัน วงในมีรายได้จากค่าโฆษณา ซึ่งแยกชัดเจนจากการรีวิวสินค้าและบริการ การรีวิวจะทำโดยสมาชิก ส่วนพื้นที่โฆษณาจะถูกระบุชัดเจนว่าเป็นโฆษณา ทั้งในรูปแบบของบทความรีวิวจากทีมงาน การโฆษณาผ่านระบบการค้นหา รวมทั้งแบนเนอร์ ในอนาคตอันใกล้ มีแผนขยายธุรกิจออกต่างจังหวัดมากขึ้น รวมทั้งการขยายรีวิวสู่บริการอื่นเพิ่มเติม เช่น สปา โรงแรม ตลอดจนการเพิ่มโมเดลธุรกิจ ให้ครอบคลุมการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วย

“ยอด” ฝากไปถึงสตาร์ทอัพรุ่นลูกรุ่นหลานว่า อยากเป็นสตาร์ทอัพต้องอดทน ถ้าถอดใจจะไปไม่ถึงจุดที่เราสามารถเจริญเติบโต คนยุคนี้มีโอกาสมากขึ้น แต่คู่แข่งก็มากขึ้นตามไปด้วย กุญแจสำคัญอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่ดี ทีมงานที่ดี นอกจากนั้นคือขยันและเก่ง.

วัชระ เอมวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คอมพิวเตอร์โลจี จำกัด

คอมพิวเตอร์โลจี ถือเป็นหนึ่งเดียวของสตาร์ทอัพขวัญใจทีมข่าวเศรษฐกิจในครั้งนี้ ที่ขายสินค้าและบริการในลักษณะบีทูบี หรือ business to business และยังเป็นรายเดียวที่ขายหุ้นเกิน 50% ของมูลค่าที่ถือไว้เรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและเป็นเป้าหมายของสตาร์ทอัพทั่วโลก ที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจที่ก่อตั้งและขายทำกำไรได้ในที่สุด

ปัจจุบัน “วัชระ เอมวัฒน์” ในฐานะซีอีโอ ยังคงถือหุ้นในคอมพิวเตอร์โลจีอยู่ 30% โดยเป็นการถือหุ้นร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ที่เหลือเป็นหุ้นในมือของ Yello Mobile บริษัทสตาร์ทอัพขนาดใหญ่สัญชาติเกาหลี ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นพันธมิตรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เขาเล่าให้ฟังว่า ข้อตกลงทางธุรกิจในครั้งนี้ ทำให้เขามีรายได้กลับคืน ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากข้อตกลงในการแลกหุ้น ทำให้ได้สิทธิในการถือหุ้น
Yello Moblie อีกส่วนหนึ่ง และเมื่อ Yello มีแผนเข้า ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ในอนาคต โอกาสของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้น

Yello Mobile ไม่ใช่นักลงทุนรายแรกที่เข้ามาถือหุ้นคอมพิวเตอร์โลจี ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2556 กลุ่มอินทัช หรือบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เคยเข้ามา ถือหุ้นคอมพิวเตอร์โลจีในสัดส่วน 25% โดยอัดฉีดเงินเข้ามาลงทุนในฐานะ VC จำนวน 28.9 ล้านบาท ขณะนั้นบริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 120 ล้านบาท จาก 1 ล้านบาทในช่วงปี 2553 ปีแรกของการก่อตั้ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอินทัชขายหุ้นในสัดส่วนที่เคยถืออยู่ ให้กับ Yello Mobile ไปแล้ว ในมูลค่าที่เพิ่มมากกว่าตอนที่ซื้อประมาณ 2เท่า

“วัชระ” ซึ่งขณะนี้อายุ 36 ปี จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลังจากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่ออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับการทำงานด้านไอที ซัพพอร์ตให้กับบริษัทในออสเตรเลียด้วย เมื่อเรียนจบ เขายังกลับมาทำงานด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีตามที่ถนัดอีกสักพัก ก่อนคิดที่จะมีบริษัทของตัวเอง ภายใต้ความฝันที่อยากจะพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติไทยออกขายทั่วโลก

เขาจึงร่วมกับเพื่อนอีก 2 คนก่อตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 2553 ช่วงเริ่มต้นมีคนทำงานทั้งสิ้น 6 คน โดยที่ 3 ใน 6 คือผู้ก่อตั้ง สินค้าแรกของบริษัทคือเว็บไซต์ Travel.in.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวบรวมข้อเสนอดีๆ เปรียบเทียบราคาห้องพักโรงแรม แต่เนื่องจากประเมินรายได้ผิดพลาด ทำให้ธุรกิจล่มไม่เป็นท่า เงินลงทุน 1 ล้านบาทสูญหมด

จุดพลิกผันของคอมพิวเตอร์โลจี อยู่ในปี 2555 เมื่อตัดสินใจสมัครเข้าโครงการ Facebook Preferred Marketing Developer และได้รับการคัดเลือกเป็นบริษัทไทยรายแรกและรายเดียว ซึ่งความสำเร็จ ในครั้งนั้น ทำให้คอมพิวเตอร์โลจีค้นพบความถนัดและสั่งสมชื่อเสียงได้ไม่น้อย

3 เดือนต่อมา พวกเขาจึงได้เปิดตัวบริการใหม่ เป็นระบบบริหารจัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Management System) ที่ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการและใช้โซเชียลมีเดียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่นานจากนั้นกลุ่มอินทัช ก็สนใจเข้ามาถือหุ้น อัดฉีดเงินเข้ามาลงทุน ทำให้ขยายธุรกิจไปได้อีกมาก เพิ่มพนักงานจาก 12 คน เป็น 42 คน ในจำนวนนั้นเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) ถึง 33 คน และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 70 คนในปีนี้

อินทัชเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งไม่เท่าไร บริษัทก็สามารถเปิดตัวบริการใหม่ในปี 2557 ใช้ชื่อว่า Th3re เป็น Social Listening หรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ให้กับองค์กร เช่น มีการกล่าวถึงแบรนด์อย่างไรบนโซเชียลมีเดีย จนในที่สุด ความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการบนโซเชียลมีเดียนี้เอง ที่ทำให้คอมพิวเตอร์โลจีได้รับความสนใจจาก Yello Mobile

“ผมได้รับเงินจริง นำเงินออกมาจากบริษัทจริง แต่มันยังเป็นการเดินทางแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความฝันที่จะผลักดันซอฟต์แวร์ไทยไปสู่ตลาดโลกยังมีอยู่ ด้วยเป้าหมายที่ใกล้ขึ้น การมีพันธมิตรอย่าง Yello จะทำให้คอมพิวเตอร์โลจีไปถึงจุดนั้นได้ เรากำลังเริ่มเข้าไปในตลาดเกาหลี อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ขยายบริการจากที่ครอบคลุมด้านการขาย การตลาด เป็นการโฆษณาด้วย เน้นโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งในไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญมากนัก ความเชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังอยู่ฝั่งอเมริกาหรือญี่ปุ่น”

“วัชระ” พูดถึงความสำเร็จของเขาว่า มาจากความเชี่ยวชาญ ความรู้จริง และใช้ความเชี่ยวชาญนั้นแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้จริง.

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด

สำหรับไพรซ์ซ่า วงเงินลงทุนจาก VC อาจไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จในฐานะสตาร์ทอัพแถวหน้าเพียงปัจจัยเดียว เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ใช้งานผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น Priceza ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ยเดือนละ 11 ล้านคน แบ่งเป็นในไทย 6.5 ล้านคน และอินโดนีเซีย 4.2 ล้านคน

“เราบรรลุจุดคุ้มทุนตั้งแต่ปีที่ 2 จากนั้นก็เริ่มทำกำไร เรามีเงินลงทุนขยายธุรกิจของเราเอง ไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยเงินจาก VC นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เรายังไม่ได้ขวนขวายหานักลงทุนเข้ามาเพิ่มเติม แต่อีกไม่นานเราน่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้แน่ โดยตลอด 6 ปีที่ทำธุรกิจมา มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นกว่า 200 เท่าจากจุดเริ่มต้น”

“ธนาวัฒน์” ก่อตั้งไพรซ์ซ่าขึ้นเมื่อปี 2552 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โจทย์ของเขาคือการเสนอบริการให้กับคนซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ต้องการเปรียบเทียบราคา หาเงื่อนไขที่ดีที่สุด เขาจึงสร้างแพลทฟอร์มขึ้นมา เก็บรวบรวมราคาสินค้าในโลกออนไลน์ แล้วนำมาเปรียบเทียบกันว่าสินค้าที่ไหนราคาถูกที่สุด มีข้อเสนอดีที่สุด เริ่มต้นจากเว็บไซต์ในปี 2553 ใช้เวลาแค่ปีเดียว ฐานผู้ใช้ก็ขึ้นไปที่ 1 ล้านคน และถัดมาในปี 2555 ด้วยจำนวนผู้ใช้ 2 ล้านคน

“ผมเริ่มธุรกิจกับเพื่อนอีก 2 คนตอนอายุ 26 ตอนนั้นยังไม่มีสตาร์ทอัพด้วยซ้ำ แต่ผมเห็นธุรกิจอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ในต่างประเทศประสบความสำเร็จ ก็คิดอยากทำบ้าง ช่วงนั้นอี–คอมเมิร์ซเพิ่งเริ่ม ผมมองว่าในอนาคตมันต้องโตได้อีกเยอะ อย่างไรก็ต้องมาแน่ เมื่อเชื่ออย่างนั้นก็ต้องเริ่ม”

“ธนาวัฒน์” จึงเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา มีหน้าที่เก็บข้อมูล เทียบราคาสินค้าที่ปรากฏบนเว็บไซต์ ช่วยลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ราคาดีที่สุด จากนั้นความนิยมของไพรซ์ซ่าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนในปี 2556 ไพรซ์ซ่าตัดสินใจเปิดรับนักลงทุน โดยขายหุ้นให้ Cyber Agent VC สัญชาติญี่ปุ่นในสัดส่วน 10% ได้เงินมาประมาณ 550,000 เหรียญสหรัฐฯ

สาเหตุหลักในการเปิดรับนักลงทุนไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของ Know-How ทักษะและความเชี่ยวชาญของพันธมิตรมากกว่า โดยในปีนั้น ไพรซ์ซ่าก็ได้ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก เปิดให้บริการในอินโดนีเซีย

เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพอีก 2 ราย “ธนาวัฒน์” จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เขาเรียนเอกคอมพิวเตอร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อปริญญาโทมาร์เกตติ้ง หลักสูตรอินเตอร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การเขียนโปรแกรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ จึงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา แค่ต้องหาโจทย์ให้เจอ และตอบโจทย์ให้ทะลุ

ปัจจุบันไพรซ์ซ่าเปิดให้บริการอยู่ในหลายประเทศอาเซียน เริ่มตั้งแต่ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยใน 4 ประเทศหลัง มีฐานผู้ใช้อยู่ในหลัก 150,000-300,000 คน บริการของไพรซ์ซ่าครอบคลุมการเปรียบเทียบราคาสินค้า โปรโมชั่นที่มีอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งหมด ในอนาคตอันใกล้มองไปถึงการขยายบริการไปสู่การเปรียบเทียบเงื่อนไขบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล แผนประกันชีวิตประกันภัย โปรโมชั่นมือถือ รวมทั้งมีแผนที่จะขยายธุรกิจ สู่การเปรียบเทียบสินค้าออฟไลน์ที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปกติด้วย ส่วนรายได้นั้นมาจากโฆษณา ซึ่งมีตั้งแต่คอนเทนต์ที่เป็นเนื้อหาประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงแบนเนอร์

เขายังให้แง่คิดฝากถึงสตาร์ทอัพยุคใหม่ๆ ว่า อย่าเพิ่งคิดเรื่องการระดมทุนหรือหาเงินเป็นหลัก การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาที่มีอยู่จริงและใหญ่พอ ถือเป็นโจทย์สำคัญที่สุด ต้องทำรายได้ให้ได้ก่อน แล้วจะมีนักลงทุนสนใจเอง.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

ค่าไฟถูกลง! งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. เหลือหน่วยละ 3.42 บาท หลัง กกพ. ลดเอฟที

EyWwB5WU57MYnKOuiC2PxVrW1X8n0fKW6kYj011wcLPoAx0B1vcj7s

EyWwB5WU57MYnKOuiC2PxVrW1X8n0fKW6kYj011wcLPoAx0B1vcj7s

ประชาชนจะจ่ายค่าไฟฟ้า งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ถูกลง หลัง กกพ. ประกาศลดค่าเอฟที ตามต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ลดลง เหลือหน่วยละ 3.42 บาท …

วันที่ 20 เมษายน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บเงินในงวดเดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม 2559 ลดลง 28.49 สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้ การเรียกเก็บค่าเอฟที ในงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมที่ลดลง จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท อยู่ที่ 3.4227 บาทต่อหน่วย หรือลดลงร้อยละ 7.68

สำหรับปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อการปรับลดค่าเอฟทีในงวดนี้ คือ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติปรับลดลงตามราคาน้ำมันเตาเฉลี่ยย้อนหลัง 6-18 เดือน และการเลื่อนจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ รวมถึงการยกเลิกสัญญาของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ใช้พลังงานหมุนเวียนจำนวนหนึ่ง ทำให้ค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐในการรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบจากพลังงานหมุนเวียนลดลงด้วย.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

ธปท.ชี้เศรษฐกิจซบขึ้นค่าจ้างแบบจิ๊บๆ จบปริญญาโท-เอกเงินเดือนไม่เต็มวุฒิ

EyWwB5WU57MYnKOuiCsUlWBPiBbhWbzoJ4jSuMuNOgQvKQRyGKDOg8

EyWwB5WU57MYnKOuiCsUlWBPiBbhWbzoJ4jSuMuNOgQvKQRyGKDOg8

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานสถิติค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานไทย จำแนกตามการศึกษา ล่าสุด ไตรมาส 4 ปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า ภาพรวมทั้งระบบแรงงานไทยรายเดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่อง โดยแรงงานไทยทุกการศึกษารวมกันได้รับค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 13,774.29 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 193.19 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 1.42% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ หากแยกเป็นประเภทการศึกษา พบว่า แรงงานตั้งแต่ระดับไม่มีการศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยระดับไม่มีการศึกษา 7,138.77 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 166.29 บาทต่อเดือน ระดับต่ำกว่าประถมศึกษา 7,508.21 บาทต่อเดือน ลดลงเล็กน้อย 76.20 บาทต่อเดือน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9,416.94 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 45.73 บาทต่อเดือน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 11,404.96 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 90.86 บาทต่อเดือน ส่วนระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก นั้น มีเพียงระดับปริญญาตรี ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยค่าจ้างเฉลี่ยระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 22,796.80 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 102.48 บาทต่อเดือน ระดับปริญญาโท อยู่ที่ 40,672.41 บาทต่อเดือน ลดลง 724.90 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ค่าจ้างแรงงานระดับปริญญาเอกเป็นระดับที่ลดลงมากที่สุด มาอยู่ที่ 43,684.04 บาทต่อเดือน ลดลง 1,575.01 บาทต่อเดือน.

 

ขอบคุณที่มา      http://www.thairath.co.th/

กสทช. มั่นใจประมูล 4จี รอบสอง ราคาพุ่ง

EyWwB5WU57MYnKOuiCsUVBxXgOaX2PEYU6OqwxD9aXILW6zQOlEkSc

EyWwB5WU57MYnKOuiCsUVBxXgOaX2PEYU6OqwxD9aXILW6zQOlEkSc

กสทช. มั่นใจว่าการเปิดประมูล 4จี คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ รอบสองจะเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ และเสนอราคาที่ดุเดือดจนทำให้ราคาสูงกว่าราคาเริ่มต้น เบื้องต้นมีผู้เข้าร่วมประมูลแล้ว 2 รายคือ เอไอเอสและทรู…

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 59 นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ  กสทช. กล่าวว่า มีความมั่นใจว่าการประมูล 4จี คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จะสำเร็จ และเป็นไปตามขั้นตอนที่เตรียมไว้ และคาดการณ์ว่า จะเกิดการแข่งขันที่ทำให้ราคาสูงขึ้นกว่าราคาเริ่มต้น 75,654 ล้านบาท เพราะเอไอเอส มีความต้องการใช้คลื่น ส่วนทรูคงไม่อยากให้คู่แข่งได้ราคาที่ถูกกว่า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เพลี้ยงพล้ำได้ราคาที่สูงเช่นกัน

ทั้งนี้ กสทช. ประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประมูล 12 เมษายน-17 พฤษภาคม 59 เปิดยื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมประมูลคลื่น 18 พฤษภาคม พิจารณาคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์วันที่ 19-22 พฤษภาคม จากนั้นจะประกาศผลผู้เข้าร่วมประมูล 23 พฤษภาคม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้เข้าร่วมประมูล 25 พฤษภาคม และวันประมูล 27 พฤษภาคม 59

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะตัวแทน บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น มารับเอกสารคำขอรับใบอนุญาตและลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการประชุมชี้แจงการกรอกแบบคำขอรับใบอนุญาตการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์

ขณะที่วานนี้ (18 เม.ย. 59) ตัวแทนจาก บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค หรือ เอดับบลิวเอ็น เป็นรายแรกที่เข้าขอรับเอกสาร

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ต้องการให้ดีแทคเข้าร่วมประมูลรอบนี้ แต่เบื้องต้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะมี 2 รายเข้าร่วมประมูล เพราะมายื่นขอเอกสารแล้ว ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลที่สำคัญ ได้แก่ ราคาเริ่มต้นการประมูล 75,654 ล้านบาท เคาะราคาครั้งละ 152 ล้านบาท วางหลักประกันในการประมูล 3,783 ล้านบาท หากมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว ก็ต้องยืนยันการเคาะราคาเดิม ก็จะเป็นผู้ชนะการประมูลทันที

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการชำระเงินยังเหมือนเดิมกับการประมูลคลื่น 900 ที่ผ่านมา โดยแบ่งชำระเป็นเวลา 4 ปี ปีแรก 8,040 ล้านบาท ปีที่ 2 และปีที่ 3 ปีละ 4,020 ล้านบาท และปีที่ 4 ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมด การประมูลครั้งนี้ ถือเป็นการประมูลครั้งที่ 2 เนื่องจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ ผู้ชนะประมูลครั้งแรก ไม่มาชำระเงิน

 

ขอบคุณที่มา       http://www.thairath.co.th/

ดอกเบี้ยพันธบัตรลดวูบ

EyWwB5WU57MYnKOuiCsUlWGKalBofYNIVFzKBD9OSqLEsMCcZb02J6

EyWwB5WU57MYnKOuiCsUlWGKalBofYNIVFzKBD9OSqLEsMCcZb02J6

 

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า นโยบายการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบของสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพันธบัตรอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.72% ต่อปี พันธบัตรอายุ 5 ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.44% ต่อปี

“ดอกเบี้ยในตลาดเงินมีแนวโน้มลดลงเป็นกราฟที่ชันมาก ครั้งละ 0.10-0.20% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรอายุ 5 ปีอยู่ที่ 1.44% ถือว่า ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% เพราะมีสาเหตุหลักมาจากเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าอีกด้วย”

ทั้งนี้ สบน.ยังคงยืนยันที่จะออกพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งที่ 1 ของปีนี้ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในเดือน พ.ค. มีให้เลือกซื้อ 2 ประเภทคือ อายุ 10 ปีและ 5 ปี ล่าสุดได้เสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาเพิ่มดอกเบี้ยให้อีก 0.15% เพื่อชดเชยกับการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่คาดว่าดอกเบี้ยของพันธบัตรทั้ง 2 ประเภทก็ยังต่ำกว่า 2% ต่อปี สบน.จึงได้เสนอเพิ่มดอกเบี้ยให้เพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรอายุ 10 ปีทะลุ 2% ต่อปี แต่จะปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รมว.คลัง.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

 

 

สตาร์ตอัพไทยแลนด์ หวังได้…ไปลำบาก

EyWwB5WU57MYnKOuiCsVWGkmIu6eJAheAolsEoGIql7kdKd9CrPXDT

EyWwB5WU57MYnKOuiCsVWGkmIu6eJAheAolsEoGIql7kdKd9CrPXDT

“Startup Thailand”…หนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลตั้งหวังที่จะผลักดันให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

พร้อมๆกับการจัดตั้ง “Startup Center”… ขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

ประชาสัมพันธ์ให้รู้กันถ้วนทั่ว…ใครที่มีความรู้ ความสามารถจะมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารรัฐและเอกชนได้ง่ายขึ้น มีการร่วมลงทุน สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางธุรกิจ…นวัตกรรม โดยสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเป็นผู้สนับสนุนด้านองค์ความรู้

ขีดเส้นใต้ความชัดเจนด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สอดรับกับแนวทาง “Strong Together…ทุกคนต้องมีรายได้สูงขึ้น มากน้อยก็ตามขีดความสามารถ”

ธนาคารออมสินเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สนองตอบนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง พุ่งเป้าไปที่โครงการประกวด “ออมสิน จากร้อยสู่เงินล้าน” ในปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว นำแนวคิด “Startup Thailand” มาใช้เป็นแนวคิดหลักในการประกวดแผนธุรกิจ พร้อมๆกับให้ความสำคัญกับผลงานที่สามารถนำมา… “ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง”

ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน บอกว่า บทบาทของธนาคารออมสินอยู่คู่กับสังคมไทยมาถึง 103 ปี นโยบายหลักคือการสร้างความมีส่วนร่วมระหว่างธนาคารฯกับลูกค้า ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รู้จักการสร้างสรรค์ธุรกิจ พร้อมเปลี่ยนกระบวนการความคิดให้เป็นการลงมือทำ

โครงการประกวด “ออมสิน สุดยอดแนวคิดพลิกธุรกิจไทย” Startup Thailand by GSB พิชิตรางวัลมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท…หวังว่าโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นเยาวชนให้รู้จักการสร้างสรรค์เปลี่ยนความคิดดีๆ ให้เป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้

ขณะเดียวกันยังทำให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ชาติชาย บอกว่า ปีที่ผ่านมาโครงการนี้ได้รับความสนใจจากน้องๆทั่วประเทศ มีทีมส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 1,500 ทีม และมีผู้ที่สนใจติดตามโครงการมากกว่าหนึ่งแสนคน ถือว่าประสบความสำเร็จ คาดหวังว่าปีนี้จะมีคนสนใจส่งโครงการเข้าประกวดเพิ่มมากขึ้นแน่นอน

“จากการประกวดในช่วงสามปีที่ผ่านมา เราพิสูจน์ได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เยาวชนไทยรุ่นใหม่เป็นนักคิดที่มีความสร้างสรรค์ มองเห็นโอกาส…สามารถสร้างความแตกต่างในธุรกิจได้ ที่สำคัญผู้ชนะเลิศในสามปีที่ผ่านมา ผลงานที่ชนะเลิศเป็นสิ่งที่น่าทึ่งด้วยเพราะเป็นวัยกำลังศึกษา”

แต่…เพราะความกล้าคิด กล้าทดลอง กล้าลงมือทำ กล้าแสดงออก มองในมุมต่าง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจแนวใหม่ และสามารถพัฒนาสินค้าในโครงการที่ส่งเข้าประกวดจวบจนวันนี้ก็ทำเป็นธุรกิจได้จริง

รายละเอียด “ออมสิน สุดยอดแนวคิดพลิกธุรกิจไทย”… Startup Thailand by GSB ปี 2559 กำหนดหลักเกณฑ์แนวคิดธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่จะนำเสนอ ดังคือ

1. เป็นแนวคิดที่สามารถร่วมแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประเทศ หรือส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ปัญหาการว่างงาน ปัญหาภัยแล้ง

2. มีความสร้างสรรค์ โดดเด่นและแตกต่าง (Distinctive Completive & Value Creation) สามารถสื่อให้เห็นถึงแนวคิดได้อย่างชัดเจน ครบถ้วนและสอดคล้อง มีความโดดเด่น แตกต่างและ สามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

3. มีโอกาสทางการตลาด (Market Opportunity) สินค้า…บริการ มีศักยภาพในการนำออกสู่ตลาด มีโอกาสเติบโตและสร้างความสามารถด้านการแข่งขันอย่างยั่งยืน

4. มีความเป็นไปได้ของแผนในเชิงรูปธรรม (Feasibility) สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงด้วยเงื่อนไขของเวลาและปัจจัยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

5. มีประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม (Valuable for Social and Community) ศักยภาพของธุรกิจที่จะสามารถเชื่อมโยงและสร้างคุณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

ชาติชาย ย้ำว่า ในปีนี้เรามีการขยายช่วงอายุของผู้สมัครในทีม เพื่อเปิดโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนทำงานรุ่นใหม่มากขึ้น โดยปรับเป็นช่วงอายุระหว่าง 16-30 ปี…ทีมละไม่เกิน 3 คน ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด 1 ทีม 1 แนวคิดธุรกิจ โดยมุ่งเน้นเกณฑ์การตัดสินหลักที่เป็นรูปธรรม…

“ทำได้เลย ทำได้เร็ว ทำได้จริง”

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนนี้ จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2559…ผู้ที่ผ่านรอบคัดเลือก 100 ทีม จะได้เข้าค่ายเวิร์กช็อปตามโปรแกรมเพิ่มประสบการณ์ ถ้าผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก 10 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าร่วมอบรมในกิจกรรมกูรูโค้ชชิ่งเพิ่มประสบการณ์อย่างเข้มข้นแบบตัวต่อตัวจากผู้บริหารรุ่นใหม่มากประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมนำเสนอผลงานธุรกิจพิชิตเงินล้านต่อหน้าคณะกรรมการ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.gsb100tomillion.com เฟซบุ๊ก : gsb100tomillion

ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง…ความท้าทายที่สำคัญของธุรกิจสตาร์ตอัพมีมากมายรอบด้าน ไม่ได้สวยหรู สำเร็จได้ง่ายๆ แบบฉาบฉวย วูบๆวาบๆ รวดเร็วดั่งใจคิด…ตัดตอนมาจากมุมมองส่วนตัวโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของ “Panutat Jimmy Tejasen” ผิดถูกอย่างไร ทักท้วงได้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์

ยกตัวอย่างสั้นๆจะได้เข้าใจง่ายๆ ย้อนหลังไปไม่กี่ปี…จะส่งต้นฉบับไปให้นิตยสารพิจารณา ถ้าโอเคก็พิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วส่งไปตามสายส่งหนังสือ ร้านหนังสือ แผงย่อย แล้วก็มีคนซื้อมาอ่าน

เป็นระบบห่วงโซ่ตามขั้นตอนแต่ละช่วงก็จะมีธุรกิจที่เพิ่มมูลค่าเข้าไป ทุกคนได้ประโยชน์จากนิตยสารเล่มนี้ ไปจนถึงมือคนอ่าน …เมื่อมี “เฟซบุ๊ก” ก็กลาย
เป็นแพลตฟอร์ม…สื่อกลางที่ทำให้คนธรรมดา พิมพ์เรื่องราวออกมาเผยแพร่ให้คนเข้ามาอ่านได้ ตัดตอนห่วงโซ่ในแบบนิตยสารทั้งหมดเหลือไว้เพียง “เฟซบุ๊ก” กับ “ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต” ที่ทำรายได้ของตนเองไป แม้กระทั่ง “แท็กซี่”…ก็เช่นกัน ใครมีรถยนต์ก็สมัครเป็นคนขับได้ โดยมีแพลตฟอร์มเชื่อมโยงเอาคนขับกับคนต้องการเดินทางมาเจอกัน ผ่านสมาร์ทโฟน ซอฟต์แวร์ ที่มาคอยช่วยอำนวยความสะดวก

ปัญหามีว่า…ด้วยข้อจำกัดที่มี “สตาร์ตอัพ” ไม่สามารถใช้ได้กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม…อีกทั้งใครที่คิดได้ก็สามารถนำไปสู่การลงทุน ด้วยโมเดลที่โตเร็ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และก็ไม่ใช่โอทอป

ประเด็นสำคัญคือ…ความเห่ออย่างบ้าคลั่ง ฝันเฟื่อง ที่คิดกันแบบฉาบฉวย แห่ตามๆกันไปทำโดยไม่ยั้งคิด ทั้งที่ยังขาดความรู้โดยสิ้นเชิง

“…เป็นสตาร์ตอัพแล้ว ทำงานน้อย ได้เงินมาก หาเงินได้มาก ทัศนคติแบบนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว นำมาซึ่งหายนะ กำลังจะฆ่าสังคมและระบบเศรษฐกิจของเราเอง”.

 

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

คมนาคมโละบอร์ด “แอร์พอร์ตลิงก์”

EyWwB5WU57MYnKOuiCs1vMCK8fSTA0uHjafWDokD2j4St5vFMnM0tA

EyWwB5WU57MYnKOuiCs1vMCK8fSTA0uHjafWDokD2j4St5vFMnM0tA

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นวิสามัญ บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รฟฟท. วานนี้ (11 เม.ย.) มีวาระการพิจารณาปรับเปลี่ยนคณะ กรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามปกติ และเป็นไปตามความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยได้มีการแต่งตั้งคนนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามา เพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการที่คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้อนุมัติไปแล้ว

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนบอร์ดครั้งนี้ เป็นการปรับบางตำแหน่ง โดยกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งไป ประกอบด้วย พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ประธานบอร์ด พล.อ.ดรัณ ยุทธวงษ์สุข กรรมการและรักษาการผู้อำนวยการใหญ่และ พล.อ.ท.สมพงษ์ สารียันต์ ส่วนคณะกรรมการบริหารชุดใหม่มีนายวิชัย พรกีรติวัฒน์ อดีตประธานกรรมการบริษัท PTT กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัดและอดีตประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ สมใจ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายจรัญ วิวัฒน์เจษฎาวุฒิ นายคณิทธิ์ สว่างวโรรส รองศาสตราจารย์ เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายวิสุทธิ์ จันมณี ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักนโยบายบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคม ว่า มีข้อน่าสังเกตว่าการปรับเปลี่ยนบอร์ดครั้งนี้ มีการปลดบอร์ด 3 คนที่เป็นอดีตนายทหาร แม้ พล.อ.ธวัชชัย เสนอให้ พล.อ.ดรัณ ยังทำหน้าที่เพื่อประสานงานต่อนั้น แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการตอบรับ ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่เกิดเหตุขบวนรถแอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้องระหว่างสถานีมักกะสันและสถานีรามคำแหง ทำให้ผู้โดยสารติดค้างภายในขบวนรถเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของแอร์พอร์ตลิงก์ไม่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ มีเพียงนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช. คมนาคม ที่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและสั่งการให้เร่งแก้ไขด้วยตนเองทำให้มีการเสนอปลดบอร์ด รฟฟท.ตามมาในที่สุด.

 

ขอบคุณที่มา     http://www.thairath.co.th/

1 2 3 47