สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หลักประกันใหม่สำหรับวัยเกษียณ

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0MjI5L21vbmV5aHViMjMwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0MjI5L21vbmV5aHViMjMwNjU5LmpwZw==

เมื่อประเทศไทยในปัจจุบันได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยไปแล้วนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ รายได้ที่จะยังชีพในวันที่ไม่สามารถทำงานหาเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงสุขภาพที่ทดถอยและต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการรักษาตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นโรคเรื้อรังและอยู่เป็นเพื่อนกันจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าใครที่ได้อยู่ในระบบราชการที่มีบำนาญให้ใช้ ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร

แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีเงินสำรองเพียงพอต่อการใช้ชีวิต และไม่มีลูกหลานไว้คอยดูแล ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้นกระทรวงการคลังที่มองเห็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเสนอให้มี Reverse Mortgage Loan ออกมา เรามาดูหลักการกันดีกว่าว่า Reverse Mortgage Loan นี้จะเป็นทางเลือกสำหรับวัยเกษียณในอนาคตได้หรือเปล่า

สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เกิดจากกระทรวงการคลังที่ต้องการสร้างหลักประกันให้กับผู้สูงอายุในอนาคต จึงได้เตรียมที่จะเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อเปิดทางธนาคารภาครัฐและเอกชนสามารถเข้าร่วมดำเนินการกับการอนุมัติ Reverse Mortgage Loan ได้

โดยหลักการของ Reverse Mortgage Loan จะเป็นหลักประกันให้กับผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญ ไม่มีเงินออม แต่มีบ้านเป็นของตัวเองที่ไม่มีภาระการผ่อนชำระกับธนาคาร มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินกับธนาคาร และธนาคารจะจ่ายเงินให้เป็นรายเดือนสำหรับนำไปใช้จ่ายประจำวัน โดยธนาคารจะจ่ายให้ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหลังจากที่เสียชีวิตบ้านที่นำมาเป็นหลักประกันก็จะตกเป็นทรัพย์สินของธนาคารหรือลูกหลานของผู้เสียชีวิตจะซื้อกลับคืนก็ได้

เพราะฉะนั้นการให้สินเชื่อแบบนี้จึงมีชื่อว่า Reverse Mortgage Loan เนื่องจากวิธีการให้สินเชื่อนั้นจะตรงกันข้ามกับ Mortgage Loan หรือสินเชื่อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเราได้รับอนุมัติจากธนาคารแล้ว บ้านที่ยื่นกู้นั้นจะเป็นหลักประกันในการกู้ยืม และเราจะได้เงินมาเป็นก้อนสำหรับจ่ายค่าบ้าน หรือนำไปใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น และเราจะต้องจ่ายคืนให้กับธนาคารเป็นรายเดือนตามที่ตกลงกับธนาคาร

แต่ Reverse Mortgage Loan นี้จะตรงกันข้ามกันคือ ธนาคารจะเป็นคนจ่ายเงินเป็นรายเดือนให้แทนโดยมีบ้านเป็นหลักประกันเหมือนกันและก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นไปได้จนกว่าจะเสียชีวิต หลังจากนั้นธนาคารก็จะนำบ้านหลังนั้นไปประกาศขายทอดตลาดหรือแจ้งให้ทายาทสามารถมาซื้อกลับคืนได้ เพียงแต่เงื่อนไขเรื่องดอกเบี้ยต่างๆ นั้นยังไม่ได้กำหนดออกมา ซึ่งก็ต้องรอให้กฎหมายที่เสนอไปนั้นผ่านเสียก่อน

ทีนี้มาถึงหลักการพิจารณาคร่าวๆ ที่ทางกระทรวงการคลังคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นกับ Reverse Mortgage Loan ก็ได้แก่ คุณสมบัติของผู้กู้นั้นยิ่งตอนยื่นเรื่องมีอายุมากก็จะยิ่งทำให้ได้เงินงวดสูงขึ้น ถ้าบ้านที่นำมาเป็นหลักประกันนั้นมีสภาพที่ดี อยู่ในทำเลที่ดี ก็ยิ่งทำให้ได้รับเงินงวดสูงขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ที่แต่ละธนาคารจะประกาศใช้กันออกมา ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย การคิดค่าธรรมเนียมในการประเมิน หรือค่าธรรมเนียมในการทำสัญญา เป็นต้น

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Reverse Mortgage Loan นี้ก็คือ ผู้ที่ต้องการกู้ไม่ต้องยื่นหลักฐานแสดงรายได้ของตนเอง ไม่ต้องตรวจสุขภาพ มีแค่เพียงบ้านและที่ดินที่ปลอดภาระการผ่อนชำระกับธนาคารเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับที่จะนำมาขอยื่นกู้กับธนาคารเพื่อให้มีเงินใช้ในแต่ละเดือน

ซึ่งในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา หรือเกาหลีใต้ นั้นก็ได้มี Reverse Mortgage Loan นี้มาให้ผู้สูงอายุในประเทศของตัวเองได้เลือกใช้บริการกัน ดังนั้นสำหรับประเทศไทยของเราที่จำนวนของผู้เกษียณอายุจากการทำงานเพิ่มมากขึ้นทุกปี และแนวโน้มการใช้ชีวิตก็จะเป็นแบบครอบครัวเดี่ยวกันมากขึ้น ลูกๆ หลานๆ ก็ไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่เหมือนแต่ก่อน

อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันต่างๆ มีมากขึ้นทำให้ลูกหลานก็อาจจะไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลได้ ถ้ามี Reverse Mortgage Loan ออกมา ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ทำให้ ผู้เกษียณอายุสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างไม่เดือดร้อน และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่ารักษาพยาบาลกันอีกต่อไป

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้ชีวิตวัยเกษียณในต่างจังหวัด

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1Mzg1L21hc2lpMjgwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1Mzg1L21hc2lpMjgwNjU5LmpwZw==

เชื่อว่าหลายๆ คนมีความคิดคล้ายๆ กัน คือพอเกษียณแล้วจะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดต่างจังหวัด หรือจะไปสร้างบ้านอยู่แถวชนบท ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย หนีจากความเครียดและความวุ่นวายในเมืองใหญ่ บางคนก็คิดจะทำไร่ทำสวน ตามความคิดที่ว่านั่นคือสิ่งที่คนชนบททำกัน

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกันก่อนว่า ช่วงระยะเวลาของวัยเกษียณ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัย ซึ่งแต่ละช่วงวัยจะส่งผลต่อการประเมินกิจกรรมในชีวิตประจำวันตามสุขภาพและอายุได้ คิดง่ายๆ ว่า คนอายุ 65 กับอายุ 75 แม้จะห่างกันแค่ 10 ปี แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความไหวของร่างกาย ถือว่าต่างกันมากเลยล่ะ โดยทั้ง 3 ช่วงวัย แบ่งได้ดังนี้

1. วัยเริ่มต้นเกษียณ
คนในกลุ่มนี้มีอายุ 60-69 ปี เป็นวัยที่ยังมีพลัง ทำอะไรได้พอๆ กับช่วงก่อนเกษียณ คนที่มีธุรกิจส่วนตัวหรือมีอาชีพอิสระอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของก่อนและหลังเกษียณมากนัก เพราะยังสามารถทำงานไปได้เรื่อยๆ ส่วนบางคนที่เลิกทำงานแล้ว เช่น มนุษย์เงินเดือน ผู้รับราชการ ก็อาจไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

แต่ด้วยพลังที่ล้นเหลือ ไอเดียที่ยังพลุ่งพล่าน วัยนี้ต้องระวังการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นกับการท่องเที่ยว หรือกระทั่งการลงทุนทำสวน เพราะอาจลืมศึกษาเรื่องของงบประมาณ การวางแผน ความเป็นไปได้ ความสามารถของตน กำลังกาย และอาจทำให้ส่งผลเสียต่อการเงินในระยะยาวได้

2. วัยเกษียณจริง
คนวัยนี้มีอายุ 70-79 ปี ร่างกายจะเริ่มไม่ค่อยไหว นั่งก็โอย ลุกก็โอย ค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นเพราะมีปัญหาสุขภาพตามอายุขัย ความสามารถในการใช้ชีวิตลดลง ไม่ว่าแต่ก่อนจะทำงานอะไรมา พอถึงจุดนี้แล้ว จะใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน

3. วัยเกษียณบั้นปลาย
สำหรับผู้ที่อายุ 80 ปีขึ้นไป ถือว่าอยู่ในช่วงชราภาพ ด้วยความที่สภาพร่างกายไม่ค่อยไหวแล้ว เวลาจึงมีเยอะเหลือเฟือ จะทำอะไรก็ต้องมีคนคอยดูแล และช่วงนี้จะต้องใช้จ่ายด้านสุขภาพเกือบทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมถึงตรงนี้ให้ดี

ใช้ชีวิตวัยเกษียณต่างจังหวัด ดีจริงหรือ?

เหตุผลหลักๆ ที่คนอยากไปใช้ชีวิตยามเกษียณต่างจังหวัด ก็เพราะอยากหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ อยากมีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อดีและข้อเสียของมัน เรามาดูกันดีกว่าว่า สำหรับการใช้ชีวิตวัยเกษียณ มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ข้อดี

1. อากาศดี สงบ
อย่างที่พูดถึงกันไปข้างต้นว่า นี่คือข้อดีที่หลายๆ คนนึกถึงเมื่อพูดถึงการใช้ชีวิตในต่างจังหวัด เพราะมลพิษน้อย อากาศจึงดีกว่า จึงส่งผลดีกับร่างกายและจิตใจในระยะยาวมากกว่า นอกจากนี้ เพราะความสงบ ไม่วุ่นวายและเร่งรีบ จะทำให้เครียดน้อย ได้ผ่อนคลายมากขึ้น

2. ค่าครองชีพต่ำ
ค่าครองชีพในต่างจังหวัดจะต่ำกว่าในเมืองใหญ่พอสมควร ทั้งเรื่องของอาหารการกิน ของใช้ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ คือ ประหยัดเงินได้เยอะกว่าอยู่ในเมืองสุดๆ แทบจะครึ่งๆ กันเลยทีเดียว

ข้อเสีย

1. ห่างไกลลูกหลาน
เนื่องด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่เมืองใหญ่เป็นแหล่งของสถานศึกษาและการงานที่ค่อนข้างดี ดังนั้น ถ้าจะใช้ชีวิตต่างจังหวัด อาจจะทำให้ต้องอยู่ไกลจากลูกหลานหรือญาติพี่น้อง ไม่มีคนมาคอยดูแลหรืออยู่เป็นเพื่อน และเพราะต้องห่างจากสังคมเพื่อนเดิมๆ อาจทำให้เหงาได้ เพราะไกลกัน

ทั้งนี้ นี่อาจเป็นสิ่งตรงกันข้าม คือเป็นข้อดีได้ หากเราตัดสินใจอยู่ต่างจังหวัด ที่ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิด หรือใกล้ครอบครัวญาติมิตรอยู่แล้ว

2. สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วบ้านอยู่กลางป่ากลางเขาในต่างจังหวัด กว่าจะได้รับการรักษาพยาบาล อาจต้องใช้เวลานานและไม่สะดวกนัก และเครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงบุคลากร อาจไม่พร้อมเท่าในเมืองใหญ่

จะเห็นได้ว่า ข้อดีข้อเสียมีพอๆ กันเลย อยู่ที่ว่าใจเราพร้อมที่จะเผชิญกับอะไรมากกว่า และแบบไหนจะเหมาะกับแนวทางการใช้ชีวิตของเรา โดยให้พิจารณาจากหลักความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะคนเราย่อมอยากมีความสุขในบั้นปลายชีวิต จริงไหมล่ะคะ

ก่อนจากกันไปวันนี้ เรามีข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ และผู้ที่อาจกำลังเกษียณอายุในเร็วๆ นี้ด้วยค่ะ

1. ระมัดระวังการให้เงินลูกหลาน หรือให้ผู้อื่นยืมเงิน ต้องระวังไม่ให้กระทบกับเงินที่เราต้องใช้สำหรับวัยเกษียณ เนื่องจากวัยนี้ไม่ใช่วัยที่จะทำเงินได้เป็นจำนวนมากและเป็นประจำแล้ว

2. คนที่เข้าหาเรา กล่าวชื่นชมเราในเรื่องของความสำเร็จในอดีต อาจมีจุดประสงค์ที่จะเข้าใกล้เงินในกระเป๋าเราก็ได้ ฉะนั้นอย่าหลงคำเยินยอจนลืมตัวและโดนเขาหลอกเอาเงิน ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

3. ความฝันที่จะทำสวนทำไร่หลังเกษียณ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้สำเร็จง่ายดาย หากอยากปลูกนั่นปลูกนี่กินเองนั่นคงไม่เป็นไร แต่หากคิดจะทำเป็นอาชีพใหม่ ขอให้ลองคิดดีๆ เพราะต้องลงทุนเยอะ ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์มาก เผลอๆ จะล่ม ขาดทุนไม่เป็นท่า

4. วางแผนการเงินให้ดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่า เราจะอยู่ได้นานขนาดไหน จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา ยิ่งแก่ตัวลงไป ยิ่งมีโอกาสที่โรคภัยจะปรากฏมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ต้องคิดเผื่อตรงนี้ด้วย

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

แหกกฎเดิม ๆ ทำอย่างไรให้รวย โดยไม่ต้องลดการใช้จ่าย

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODAzL21vbmV5aHViMjUwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODAzL21vbmV5aHViMjUwNjU5LmpwZw==

ในอดีตหนทางสู่ความรวย การประสบความสำเร็จทางการเงิน หนทางสู่การเป็นเศรษฐี มักต้องเริ่มต้นที่การประหยัด การเก็บออม เราเคยสงสัยกันไหมว่า บางคนประหยัดยังไงก็ไม่รวยซักที เพราะอะไรกัน เมื่อเราประหยัดมากจนถึงจุด ๆ หนึ่ง เราไม่สามารถประหยัดมากกว่านั้นได้อีก เพราะเราทุกคนมีค่าใช้จ่ายคงที่ ค่าใช้จ่ายคงที่ก็หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน ไม่จ่ายไม่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายประเภท ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ดังนั้นจะประหยัดอย่างไรก็เก็บเงินออมได้แค่นั้น
อาจเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับการลดน้ำหนัก เราเคยอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักหรือไม่ เวลาเราอดอาหารมาก ๆ เราจะหิวมาก พอถึงเวลารับประทานอาหาร เราก็จะรับประทานอาหารแบบตบะแตก รับประทานมากเกินไป รับประทานมากกว่าที่เราอดอาหาร นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดลงแล้ว น้ำหนักยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การประหยัดเงินมากเกินไปก็เหมือนกับการอดอาหาร มันจะมีวันที่เราหลุด อยากกินนั่นกินนี่ อยากซื้อนั่นซื้อนี่ เพราะเราเก็บกดมานาน หรือบางคนเก็บเงินมาซักพักพอได้เป็นกอบเป็นกำ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น คนในครอบครัวป่วย เครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย ซ่อมรถ ทำให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินที่เก็บออมมาตั้งนาน ดังนั้น การออมหรือการประหยัดไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จทางการเงินหรือเป็นเศรษฐีได้
ดังนั้น เราจึงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ หนทางสู่ความสำเร็จทางการเงินต้องเริ่มต้นที่การหารายได้เพิ่ม การที่เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นได้นั้นต้องเริ่มจากการแสวงหาความรู้ การพัฒนาตัวเอง การแสวงหาความรู้และการพัฒนาตัวเองต้องมีการลงทุนก่อน

เราลองมาคิดดูกัน ตั้งแต่เด็กจนโตเราเรียนหนังสือเพื่ออะไร เราคงไม่ได้เรียนหนังสือเพียงแค่ให้เราฉลาดขึ้น เราคงไม่ได้เรียนหนังสือเพียงแค่ไม่ให้คนอื่นหลอกเราได้และเราก็ไม่ได้เรียนหนังสือเพียงเพื่อแข่งขันกับคนอื่น จุดประสงค์ของการเรียนหนังสือก็เพื่อให้มีงานทำและสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ดังนั้น เมื่อเราเรียนจบและทำงานเราก็ยังสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกได้
ความรู้ที่เราศึกษาเพิ่มเติมอาจเป็นสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราถนัด ไม่ใช่การเรียนแบบเดิมที่โรงเรียน อาจเป็นการเรียนภาษาอื่น ๆ ที่เราชอบ หรือเข้าคอร์สเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อใช้กับงานที่เราทำ การเรียนรู้เพิ่มเติมเหล่านี้สามารถพัฒนาและต่อยอดใช้กับการทำงานประจำได้ ทำให้เรามีความสามารถที่จะทำงานในขอบข่ายงานที่กว้างขึ้นหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่มีขอบข่ายงานกว้างขึ้นหรือการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งงานหรือการปรับเงินเดือนประจำด้วย

นอกจากนี้บางคนสนใจศึกษาหาความรู้ในด้านอื่นนอกเหนือจากขอบข่ายงานประจำที่ทำอยู่ เช่น การเข้าคอร์สเรื่องการลงทุนในแบบต่าง ๆ เช่น หุ้น ทอง อสังหาริมทรัพย์ การประกันชีวิต ฯลฯ บางคนสนใจการนำเงินออมไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เงินงอกเงยมากกว่าที่ฝากไว้ในธนาคารซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยธนาคารต่ำมาก การลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นเพราะมันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงินของเราได้ เงินของเราสามารถโตแบบก้าวกระโดดได้

การลงทุนที่ดีเราต้องมีความรู้และมีสติ ไม่โลภ การลงทุนแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน ผลตอบแทนและความเสี่ยงก็ต่างกัน ดังนั้นเราต้องศึกษาหาความรู้ก่อนที่จะนำเงินออมของเราไปลงทุน เราไม่ควรปล่อยเงินออมของเราไว้ในรูปแบบการฝากธนาคารเพราะในแต่ละปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินของเราจะมีค่าลดลงไปเรื่อย ๆ
ส่วนบางคนสนใจการเข้าคอร์สทำอาหาร ทำขนม ฯลฯ บางคนก็ศึกษาหาความรู้โดยการลงทุนซื้อหนังสือมาอ่านในเรื่องที่สนใจซึ่งเป็นการลงทุนที่ราคาถูกมาก เมื่อได้รับความรู้จากในหนังสือก็นำความรู้เหล่านั้นมาหารายได้เพิ่มได้ ความรู้ที่เราศึกษาเพิ่มเหล่านี้เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเรา บางคนนำความรู้ความชำนาญที่สะสมมาหลาย ๆ ปีมารวบรวม ผลิต และขายเป็นผลงานของตัวเองได้ เช่น ทำเป็นหนังสือขาย ทำเป็นอีบุ๊คขายผ่านทางบล็อก หรือเปิดคอร์สสอนวิธีคิดหรือวิธีทำให้กับคนที่สนใจ

บางคนมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าโตขึ้นอยากเป็นคุณครู พอโตขึ้นมาประกอบอาชีพอย่างอื่น เมื่อมีเวลาว่างก็รับสอนพิเศษได้รายได้ 300-400 บาทต่อชั่วโมง บางคนมีอาชีพประจำอย่างอื่นและรับสอนเปียโนในเวลาว่าง รายได้ 500-900 บาทต่อชั่วโมง
บางคนได้เงินจากการทำงานพิเศษมากกว่าเงินเดือนจากการทำงานประจำเสียอีก ทำให้ไม่ต้องประหยัดจนเครียด สามารถใช้ชีวิตได้สบาย ๆ จากหาความรู้เพิ่ม รู้จักการเข้าสังคม มีสังคมเครือข่ายที่มีความคิดอ่านในแนวทางเดียวกัน คุยภาษาเดียวกัน ช่วยเหลือกันต่อยอดทางความรู้ ทางการทำงานและการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักลงทุนได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ชีวิตสบายขึ้นนำไปสู่การประสบความสำเร็จด้านการเงิน
บางคนประหยัดมากจนคิดอะไรไม่ออก ไม่กล้ากระดิกตัวไปไหน เพราะคิดว่าการออกจากบ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่อยากเสียค่าเดินทาง ไม่อยากเสียเงินซื้อหนังสือ ไม่อยากเสียเงินเข้าคอร์สต่าง ๆ ไม่กล้าที่จะใช้เงินเพื่อการลงทุนพัฒนาตัวเอง เพราะคิดว่าทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย ต้องประหยัดเพื่อลดค่าใช้จ่าย

ดังนั้นเราก็ไม่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ไม่มีความก้าวหน้าในการทำงาน เก็บตัวอยู่บ้าน ไม่มีสังคม ไม่มีเครือข่ายที่ช่วยกันต่อยอดความรู้ในการทำงาน และช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับเราที่จะมองเห็นสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นก็ได้ การประหยัดหรือลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวจึงไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จทางการเงินหรือไม่สามารถทำให้เรารวยได้ สิ่งสำคัญคือต้องหารายได้เพิ่มให้ได้ด้วย

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ซูจีMOUแรงงานหนุนภาพลักษณ์ไทยดี

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDMzLzcwODk0My0wMi5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDMzLzcwODk0My0wMi5qcGc=

อธิบดีกรมการจัดหางาน ชี้ ออง ซาน ซูจี MOU 3 ฉบับเรื่องแรงงานหนุนภาพลักษณ์ไทยดี ไม่มีการค้ามนุษย์ ย้ำ ไม่พบสัญญาณการว่างงานขนาดใหญ่

นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ในฐานะแขกของรัฐบาล ลงนามบันทึกความตกลง 3 ฉบับ ประกอบด้วย บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา และบันทึกความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนนั้น ทำให้ทั้ง 2 ประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและทำให้ภาพลักษณ์ของประะเทศไทยเรื่องการบริหารจัดการแรงงานดีขึ้น ปราศจากการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า สถานการณ์แรงงานในประเทศขณะนี้ ไม่พบสัญญาณการว่างงานขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งว่างงานอยู่ประมาณ 40,000 กว่าตำแหน่ง ในวุฒิการศึกษาระดับ ปวช. – ปวส. ส่วนผู้ที่จบปริญญาตรีบางส่วน ก็หันมาประกอบอาชีพอิสระ หรือ ค้าขายสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

สมคิดชวนจีนลงทุนเขตศก.พิเศษตะวันออก

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDQxLzcwODkzOS0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzkvMzk1MDQxLzcwODkzOS0wMS5qcGc=

รองนายกฯ สมคิด เชิญนักลงทุนจีน ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดย ครม. จะพิจารณากฏหมายวันพรุ่งนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26 – 30 มิถุนายน ว่า สำหรับการเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก หลังจากได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยตั้งใจที่จะเดินทางมาชักจูงนักลงทุนจีนให้เข้าไปลงทุนไทยมากขึ้น เนื่องจากจีนมีศักยภาพด้านการค้าการลงทุน ซึ่งจากการหารือกับนักลงทุนภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนในวันนี้ พบว่าผู้ประกอบการจีน แสดงความสนใจที่จะลงทุนในไทย โดยในส่วนของบริษัทหัวเว่ยสนใจ
จะตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อใช้ไทยเป็นฐานในการขยายตลาด CLMV และตลาดอาเซียน ขณะที่บริษัท ไชน่า ฟอร์จูน แลนด์ แอนด์ เดเวลอปเมนท์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธนาคารไอซีบีซี สนใจเข้าเข้าร่วมลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีสต์เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์) โดยได้มอบหมายให้ทาง BOI ประสานข้อมูล ซึ่งจะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันพรุ่งนี้ นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้จะนำคณะเดินทางไปที่เขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ เพื่อดูตัวอย่าง และนำสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์กลับมาปรับใช้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย

ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนจีนสนใจมาลงทุนในไทย เนื่องจาก ไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากประเทศจีนในไทย ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ จีนขอรับการส่งเสริมการลงทุนเป็นอันดับที่ 3 มีจำนวน 26 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 7,575 ล้านบาท โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ซันชาย ไบโอเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตสารให้ความหวาน น้ำมันขาวโพด และส่วนผสมอาหารสัตว์ มูลค่าเงินลงทุน 1,734 ล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

ปิดตำนาน Ensogo ถึงยุคตกต่ำเว็บดีล

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODc1L21vbjI2MDY1OTEuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzk0ODc1L21vbjI2MDY1OTEuanBn

กรณีเว็บไซต์ Ensogo ปิดกิจการกะทันหัน สะท้อนความผิดพลาดของธุรกิจเว็บดีล ที่มาสู่ยุคตกต่ำแล้วหรือยัง เจ้าของเว็บไซต์ ราคูเท็น ตลาดดอทคอม แนะว่า เว็บไซต์ดีลอาจจะไม่ได้รับความนิยมในไทยแล้ว

21 มิถุนายน 2559 เพจ “รวมผู้ได้รับผลกระทบ Ensogo” เปิดตัวขึ้น หลังจากซีอีโอของบริษัท อย่าง คริส มาร์ซาเลก ลาออกและมีผลก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เพจของ Ensogo ไทยแลนด์ โฆษณาดีลสุดท้ายในวันที่ 20 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้บริโภคได้รับโทรศัพท์จากผู้ให้บริการว่า คูปองดีลที่ซื้อไว้จาก Ensogo ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

คุณป้อม ภาวุธ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ราคูเท็น ตลาด ดอท คอม กล่าวว่า เว็บไซต์ Ensogo เป็นเว็บดีลที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์วิกฤต ซึ่งอาจมาจากปัญหาภายในและแผนธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทียบกับในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเว็บขายดีลค่อนข้างมาก และปิดตัวไปก็มากเช่นกัน

หลังจาก Ensogo ปิดตัวลง ก็เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่ยังค้างคาในกลุ่มผู้ซื้อดีล และผู้ประกอบการที่เป็นกิจการร่วมค้ากับ Ensogo จะต้องทำอย่างไรต่อไป ในช่วงแรก ร้านค้าและบริการหลายแห่งปฏิเสธที่จะให้บริการกับลูกค้าที่ซื้อดีล Ensogo แต่เมื่อมีท่าที่ชัดเจนออกมาจากหน่วยงานในกำกับของรัฐ ทั้ง สคบ.และ ETDA ย้ำชัดว่าผู้ประกอบการจะต้องให้บริการผู้ซื้อดีล หากปฏิเสธ จะมีความผิดทันที เพราะการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ได้รับความคุ้มครองทันทีที่คลิกซื้อและจ่ายเงิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ทำให้ผู้ให้บริการและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ไม่สามารที่จะปฏิเสธการใช้คูปอง Ensogo ได้

ซึ่งถือเป็นโอกาสของแบรนด์ ที่สามารถกอบกู้สถานการณ์ในภาวะวิกฤตที่ลูกค้าหาทางออกไม่เจอ กลายเป็นผู้ที่ได้ใจลูกค้าทันที อย่างเช่น เอส เอฟ ซีนีม่า เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ยินดีให้บริการลูกค้าที่ซื้อดีล Ensogo

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาประกาศว่า ลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต SCB ซื้อดีล Ensogo แล้วใช้ดีลไม่ได้ สามารถขอทำเรื่องปฏิเสธรายการได้ ซึ่งบัตรเครดิตเป็นอีกประเด็นกังวลของลูกค้าที่เลือกซื้อสินค้าด้วยผ่อนชำระ และอยู่ในระหว่างการหักเงินชำระรายเดือน ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้ใจลูกค้าไป

ปัจจุบัน ยังมีเว็บไซต์ดีลในลักษณะเดียวกับ Ensogo จำนวนมากในไทย แต่รายหลักๆ ค่อยๆถอนการลงทุนจากไทยไปแล้ว ที่ยังมีอยู่และยังคงเปิดจำหน่ายตามปกติ เช่น เว็บไซต์ ออลไทย คูปอง (www.allthaicoupons.com) หรือ ไอดีล อินไทย (http://www.idealinthai.com/) ที่รวบรวมดีลที่มีส่วนลดสูงระดับ 50% ขึ้นไปจำนวนมาก ครอบคลุมที่พัก , รีสอร์ท , ความงาม และบริการการท่องเที่ยวจำนวนมาก บางดีลลดราคากว่า 95%

Ensogo มีลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของออสเตรเลีย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ เปิดให้บริการใน 6 ประเทศคือ ฮ่องกง , สิงคโปร์ , มาเลเซีย , ฟิลิปปินส์ , อินโดนีเซียและประเทศไทย เริ่มกิจการครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2553 ทุนเริ่มต้น 2 แสนเหรียญสหรัฐฯ ก่อตั้งโดยทอม, จอห์น และพอล ศรีวรกุล 3 พี่น้อง ลูกครึ่งไทย-ฟิลิปปินส์ ในช่วงเริ่มต้นมีพนักงาน 5 คน และเพิ่มเป็น 430 คนในระยะเวลา 1 ปี และเปิดสาขาที่ฟิลิปินส์กับอินโดนิเซียเพิ่ม

ความสำเร็จอย่างรวดเร็วทำ ให้ 1 ปีต่อมา เว็บไซต์ LivingSocial รายใหญ่จากสหรัฐฯ ยอมจ่าย 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อกิจการ Ensogo ในไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และโซนตะวันออกกลาง ปี 2557 เว็บไซต์ Ensogo เปลี่ยนมือบริหารอีกครั้ง โดย LivingSocial ขายกิจการให้กับ iBuy Group ในมูลค่า 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะมีความพยายามในการปรับกลยุทธ์ ไปขายสินค้าเบ็ดเตล็ดมากขึ้น แต่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแวดวงการค้าออนไลน์ที่ดุดเดือดมาพักใหญ่แล้ว

Ensogo เริ่มมีข่าวประสบปัญหาด้านการเงินเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังมีผู้ประกอบการในมาเลเซีย ออกมาเรียกร้องว่าไม่สามารถเรียกเก็บเงินจาก Ensogo ได้ตามกำหนด และนำไปสู่การแจ้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของออสเตรเลีย ขอระงับการซื้อขายหุ้นบริษัท หลังราคาตกลงเหลือเพียง 0.5 เหรียญออสเตรเลีย และปิดกิจการในวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

เชลล์-คาลเท็กซ์ ขึ้นเบนซิน-โซฮอล์ 60 สต.

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjI1L21vbjIyMDY1OTEuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjI1L21vbjIyMDY1OTEuanBn

เชลล์ – คาลเท็กซ์ ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สต.ต่อลิตร ตามทิศทางน้ำมันตลาดโลก ขณะที่ ปตท. บางจาก ยังไม่ปรับราคา ด้านไทยออยล์ คาดน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์สัปดาห์นี้ เคลื่อนไหว 46-51 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แนะจับตา Brexit

เช้านี้(22มิ.ย.59) สองค่ายน้ำมัน เชลล์ และคาลเท็กซ์ ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สตางค์ต่อลิตร ส่วนดีเซล ยังไม่มีการเปลี่ยน ซึ่งปรับขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก ขณะที่ ปตท. และบางจาก ยังไม่ปรับราคา

ด้านไทยออยล์ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ เคลื่อนไหวในกรอบ 46-51 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยต้องจับตาการลงประชามติของอังกฤษ ที่จะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ในวันพรุ่งนี้ สร้างความกังวลต่อตลาด เพราะหากอังกฤษออกจากอียู อาจกระทบเศรษฐกิจยุโรปและอังกฤษชะลอตัวลง และกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน รวมทั้งความไม่สงบไนจีเรีย ยังคงยืดเยื้อ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

Brexit จะกระทบมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามั้ย…?

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjM3L21vbjIyMDY1OTIuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzNjM3L21vbjIyMDY1OTIuanBn

เป็นกระแสข่าวที่กำลังเป็นที่ติดตาม จับตากันทั่วโลกสำหรับกรณี Brexit และในบ้านเราเองในระยะสองสัปดาห์เป็นต้นมามีการพูดถึงกันมาก ไม่ว่าจะสื่อหลัก สื่อรอง มีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน นักธุรกิจออกมาให้ความเห็นกรณี Brexit กันมากมาย มีการประเมินสถานการณ์ และคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรบ้างค่อนข้างหลากหลาย

วันนี้เรามารู้จัก Brexit กันหน่อยดีกว่า ว่าทำไม่ถึงเป็นที่สนใจ และ เหตุการณ์นี้จะกระทบมนุษย์เงินเดือนกินข้าแกงอย่างเราหรือไม่อย่างไร ..?
Brexit คืออะไร
ก่อนอื่นไปรู้จักที่ไปที่มากันก่อนว่า Brexit คืออะไร Brexit เป็นการผสมคำกันระหว่าง British + Exit หมายถึง สหราชอาณาจักร ซึ่งมีอังกฤษ เป็นพี่ใหญ่ และประเทศในกลุ่มคือ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ จะขอถอนตัวออกจาก สมาชิกสหภาพยุโรป หรือ อียู นั้นเอง
ทำไมอังกฤษอยากออกจากอียู

แล้วสาเหตุที่ อังกฤษ หัวเรือใหญ่ของสหราชอาณาจักรอยากออกจากสมาชิก อียูคืออะไร คงต้องย้อนความเข้าใจสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน ของโลกนิดหน่อย

การกำเนิดของสหภาพยุโรป หรือ อียู เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศสมาชิกในยุโรปภายใต้กรอบเศรษฐกิจการค้าเสรี เป็นพัฒนาการของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเสรี ที่ต้องการรวมกลุ่มการค้าให้มีความเข้มแข็งมีฐานที่กว้างขวาง และ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของกลุ่มประชาคม

โดยเริ่มต้นจากการเปิดเสรีทางการค้า ทยอยลดกำแพงภาษีการค้าระหว่างกันจนไม่มีภาษีซึ่งเป็นกำแพงกีดกันสินค้าของประเทศอื่น และ เปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างกัน การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันอย่างเสรี และ มีการใช้เงินสกุลเดียวกัน

ทั้งนี้รูปแบบของ สหภาพยุโรป นี้เอง ที่เป็นต้นแบบให้กับกลุ่มการค้าเสรีอื่นๆ รวมทั้ง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่เราและประเทศในอาเซียน 10 ประเทศพยายามเดินหน้าตามทิศทางเดียวกัน

สำหรับสาเหตุที่ อังกฤษ อยู่ๆก็อยากออกจาก อียูหรือสมาชิกสหภาพยุโรปขึ้นมานั้น เกิดจาก ปัญหาของเศรษฐกิจในกลุ่ม อียู เนื่องจาก สมาชิกเองก็มีความแตกต่างกันไปมีทั้งประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่และร่ำรวย อย่าง เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศษ และประเทศสมาชิกที่ยังสร้างเนื้อสร้างตัว โดยเฉพาะประเทศยุโรปตะวันออก ที่เพิ่งเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นแบบสังคมนิยมมานานมาสู่ เศรษฐกิจเสรี

และ เมื่อประเทศสมาชิก เกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นโดยเฉพาะ กรีซ ที่เผชิญปัญหาจนเกือบล้มละลาย และเกือบจะถูกบีบให้ออกจาก สมาชิกอียู เมื่อไม่นานมานี้ และยังมีสมาชิกอีกหลายประเทศทีมีปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจนี้ทำให้ประเทศร่ำรวย จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟู เพื่อพยุงไม่ให้ปัญหาลุกลาม และอาจส่งผลกระทบต่อ การรวมตัวเป็นสหภาพยุโรปได้

อังกฤษเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องช่วยเหลือทางการเงิน ต้องสูญเสียงบประมาณไปจำนวนมาก ทำให้ คนอังกฤษรู้สึกไม่พอใจ ว่าทำไม่รายได้ของพวกเขาต้องเอาไปช่วยเหลือคนอื่น และซ้ำร้ายการไหลข้าวของแรงงานจากสมาชิกในกลุ่มอียู ได้หลั่งไหลเข้าไปในอังกฤษจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการแย่งงานคนอังกฤษจำนวนมาก และ การเข้ามาทำงานของคนนอกประเทศโดยเฉพาะคนจาก ยุโรปตะวันออก นั้น ยังได้รับสวัสดิการ การดูแล เหมือนกับแรงงานคนอังกฤษ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลอังกฤษทั้งสิ้น
กระแสความไม่พอใจเหล่านั้น บวกกับปัญหาอื่นทั้งเรื่องอำนาจการลงทุนนอกกลุ่ม ฯ อำนาจในการตัดสินใจบางอย่างที่ต้องขอความเห็นชอบจาก อียู ทำให้ประชาชนคนอังกฤษอยากออกจากการเป็นสมาชิก อียู เพราะเห็นว่าประโยชน์ที่เขาได้ไม่คุ้มเสีย และในการหาเสียงของนายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอนก่อนที่จะนั่งนายกฯสมัยที่ 2 ได้เคยสัญญาว่าจะให้มีการลงประชามติในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงนำมาสู่ การเปิดให้ลงประชามติว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากสมาชิกอียู หรือ Braxit หรือไม่ ในวันที่ 23 มิ.ย. 59 นี้

ผลกระทบอะไรบ้างหากอังกฤษออกจากอียู

ประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตาผลประชามติ Brexit ครั้งนี้ ก็คือ หาก อังกฤษลงประชามติ ออกจากอียูจะส่งผลกระทบอย่างไร ทั้ง เศรษฐกิจอียู และ เศรษฐกิจโลก

สรุปจากการประเมินของหลายสำนักมีหลายแนว แต่มีบางสำนักมองสถานการณ์ค่อนข้างร้ายแรงทั้ง ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของอียู นั้น แน่นอนว่า หากอังกฤษออก หมายถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอียู จะล่าช้าออกไปอีกนาน และอาจจะเป็นการสั่นคลอนสถานะของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจ ของกลุ่มการค้าเสรีที่ยุโรปเป็นต้นแบบล่มสลายลงไป และร้ายแรงถึงขึ้นต้องมาเซตระบบกันใหม่เลยทีเดียว

และในส่วนของอังกฤษเอง เศรษฐกิจจะเกิดการหดตัวอย่างแรง เนื่องจาก จะมีการเคลื่อนย้ายทุนออกจากอังกฤษจำนวนมาก จะส่งผลให้เงินปอนด์ของอังกฤษ อ่อนค่าลงอย่างแรง

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าช้าออกอีก

ผลกระทบต่อไทยมากน้อยเพียงใด

ผลกระทบต่อไทย หาก อังกฤษ ออกจากอียู นักวิชาการหลายสำนักมองตรงกันว่า ผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นและกระทบต่อไทยนั้น คือ ค่าเงินจะเกิดความผันผวน ด้วยเหตุที่ ค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงมาก เงินทุนจะไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ทำค่าเงินเอเชีย–เงินบาทผันผวนไปด้วย ต้องเตรียมรับมือให้ดี

ส่วนผลกระทบในด้านการค้า มีการประเมินว่า กระทบต่อไทยค่อนข้างน้อย เนื่องจากตัว อังกฤษเป็นตลาดส่งออกของไทยในสัดส่วนไม่เกิน 2 % และตลาด อียูเองกก็มีสัดส่วนไม่ถึง 10 % ดังนั้นจะมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก

โดยสรุปผลกระทบจากกรณี Brexit หรือ อังกฤษออกจากสมาชิกอียู ผลกระทบต่อไทยเป็นผลกระทบทางอ้อม เป็นผลกระทบระยะสั้น จากค่าเงินที่ผันผวน ซึ่งคนที่ต้องรับมือ คือ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องระวังและจับตาทิศทางเงินทุนไหลเข้าออกให้ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ต้องระวังและจับตาคือ หาก อังกฤษออกจากอียู จริงจะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อสถานะของอียูอย่างไรหรือไม่ ? และจะกระทบต่อเศรษฐกิจของ อียูหรือไม่อย่างไร ในระยะยาว เพราะนั้นหมายถึงผลกระทบจะกว้างขวางมากกว่า

ส่วนระยะสั้น มนุษย์เงินเดือนที่ไม่ใช่นักลงทุนในตลาดหุ้น ก็คงสบายใจไประยะหนึ่ง ต่อก็ต้องติดตามดูผลระยะยาวด้วย

สำหรับความเป็นไปได้ของประชามตินั้น จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ความเห็นของคนอังกฤษระหว่างออก กับ อยู่ ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก คือ อยู่ต่อ 45 % ส่วนออกจากอียู ประมาณ 44 % โดยยังมีคนที่ยังไม่มีความเห็นหรือยังไม่ได้ตัดสินใจอีกกว่า 10 %ทีเดียว ก็ต้องดูกันว่า ผลการลงประชามติจริงจะเป็นเช่นไร เช้าวันพฤหัสที่ 24 มิ.ย.คงจะรู้ผลกันครับ ..

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ครม.อนุมัติงบ 4.5 หมื่นล.ไฟเขียว 4 โครงการช่วยชาวนากว่า 3.7 ล้านราย

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzODg1L21vbjIyMDY1OTQuanBn

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkzODg1L21vbjIyMDY1OTQuanBn

ครม.มีมติเห็นชอบ 4 โครงการ ให้ ธ.ก.ส.ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 3.7 ล้านราย วงเงินงบประมาณรวมกว่า 45,000 ล้านบาท
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/60 ผ่านระบบ ธ.ก.ส. ประกอบไปด้วย

1.มาตรการดูแลหนี้สินเดิมผ่านโครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรรายย่อย ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้เงินกู้เพื่อการผลิตข้าวไม่เกิน 500,000 บาท จำนวนประมาณ 2 ล้านราย

โดยจะขยายเวลาชำระต้นเงินออกไป 24 เดือน พร้อมลดดอกเบี้ยให้ 3% ทั้งนี้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 1.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 1.5% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรคิดเป็นเงินปีละ 2,700 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,400 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะมีภาระดอกเบี้ยเพียง 4% และมีสิทธิกู้เงินเพื่อฟื้นฟูหรือพัฒนาอาชีพของตนเองได้ตามศักยภาพอีกด้วย
2.โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรรายย่อย มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ วางแผนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้และการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ธ.ก.ส.ดำเนินการร่วมกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนต่างๆ จัดอบรมเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 “รู้กระแสเงินสด อนาคตมั่นคง” เน้นการวิเคราะห์กระแสเงินสดจากการประกอบอาชีพปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจต้นทุนและรายได้ที่แท้จริง จำนวน 300,000 ราย

จากนั้นจะคัดเลือกเพื่ออบรมในหลักสูตรระยะที่ 2 “ปรับเปลี่ยนการผลิต สู่ชีวิตที่ยั่งยืน” เน้นการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากการผลิตครบวงจรและการพัฒนาอาชีพเสริมตามแนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) มีการจัดการด้านการผลิตที่มีตลาดรองรับชัดเจน จำนวน 15,000 ราย เริ่มดำเนินการ 1 กรกฎาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 258 ล้านบาท
3.มาตรการรักษาเสถียรภาพการผลิตผ่านโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส.ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย รวมทั้งภัยจากศัตรูพืชและโรคระบาด มีพื้นที่เป้าหมาย 30 ล้านไร่ โดยมีอัตราค่าเบี้ยประกันภัยเท่ากันทั่วประเทศอัตราไร่ละ 100 บาท รัฐบาลอุดหนุนไร่ละ 60 บาท เกษตรกรชำระไร่ละ 40 บาท สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยส่วนของเกษตรกรให้ทั้งหมด สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนของภาครัฐจำนวน 2,071 ล้านบาท
4.โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 จำนวนประมาณ 3.7 ล้านราย โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ รวมงบประมาณของโครงการทั้งสิ้น 37,860 ล้านบาท โดย ครม.เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรายละเอียดก่อนดำเนินการตามโครงการต่อไป
“ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้ ธ.ก.ส.ต้องเร่งออกมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรให้สามารถมีเงินทุนในการหาปัจจัยการผลิตในรอบใหม่และให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งการดูแลหนี้สินเดิมและการสร้างเสถียรภาพการผลิตให้กับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว” นายลักษณ์กล่าว

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

10 ธุรกิจทำเงิน ที่สามารถทำได้หลังเลิกงาน

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkyNzgzL3RlcnJhMTkwNjU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzgvMzkyNzgzL3RlcnJhMTkwNjU5LmpwZw==

ตามปกติแล้วถ้าใครทำงานประจำแล้ว ก็อาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือถ้าใครเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วก็ไม่คิดจะมาทำงานประจำ และสำหรับพนังงานประจำบางคนก็มีคำถามในใจว่า จะลาออกเมื่อไหร่ดี? เพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซะเหลือเกิน อยากเป็นเจ้านายตัวเอง อยากเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ตัวเองปลูกมันขึ้นมา เราจึงรวบรวม 10 ธุรกิจทำเงินน่าสนใจ ที่ช่วยสร้างรายได้ในกระเป๋าหลังเลิกงาน มาฝากกัน โดยที่คุณเองไม่ต้องลาออกก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้
1. ขายของกิน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีฝีมือในการทำอาหารอร่อย แต่ต้องทำงานประจำทุกวัน การขายของกินไม่ว่าจะเป็นขายข้าวแกง หรือข้าวกล่อง ซึ่งคุณสามารถเลือกช่วงเวลาที่จะขายได้ด้วยตัวเอง เช่น เลิก 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะจะได้ไม่กระทบต่องานประจำด้วย ก็ลองทำเมนูง่ายๆ มาลองขายก่อนก็ได้ อย่างเช่น ขายขนม ไก่ทอด และถ้าหากสินค้ายังขายไม่ดีก็อาจจะลองเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจับทางลูกค้าถูกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชอบทานอะไร ซึ่งอาชีพเสริมขายของกินนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานเสริมที่น่าสนใจและมีรายได้ดีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ยังสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยการรับทำข้าวกล่องหรือรับออเดอร์ได้ด้วย
2. ขายในสิ่งที่คุณถนัด

จะดีแค่ไหนถ้าได้ทำงานที่ตัวเองชื่นชอบและยังเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมรายได้ สามารถทำหลังเลิกงานได้ โดยการเขียนรวบรวมทักษะ ความรู้ของคุณผ่านการเขียน eBook หรือ digital content เมื่อนั้นก็จะดึงดูดคนที่อยากเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานหรือความรู้ของคุณเองโดยปริยาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าหรือมีต้นทุนการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น
3. เผยแพร่สาระและความบันเทิงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

Podcasting หรือ การให้บริการบนเวิลด์ไวด์เว็บในรูปแบบของการเผยแพร่กระจายเสียง ที่คุณสามารถใช้เวลาเพียงชั่วโมงหรือ 3 ชั่วโมง ในการสร้างกลุ่มคนฟัง โดยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครื่องเล่นมีเดียดิจิติอล (Digital Media Player) สามารถดาวน์โหลดและรับฟังข่าวสารจากเครื่องเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ

ทีนี้เมื่อมีกลุ่มคนฟังเหนียวแน่น คุณก็เริ่มหารายได้จากสปอน์เซอร์หรือโฆษณามาลงได้ อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์นิดหน่อย แต่ podcast online นั้นฟรี ซึ่ง Really Simple Syndication (RSS) จะเข้ามาช่วยให้คอนเทนต์ของบริการพอดแคสต์ที่จัดทำขึ้นสามารถถูกพบโดยผู้สนใจได้ทั่วโลกนั่นเอง ตัวอย่างซอฟต์แวร์พอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานก็เช่น iTunes ของ Apple หรือ Google Play เป็นต้น
4. ขายสินค้าผ่าน social media

มันเป็นโอกาสดี ถ้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่น social media ในตอนเย็น ทำไมคุณไม่ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการเพิ่มรายได้ให้กับคุณ อาจเริ่มโดยการขายที่คุณสนใจ ซึ่ง Facebook ก็ได้บอกว่ามีหลายธุรกิจที่ทำการค้าขายผ่านออนไลน์ แต่สิ่งสำคัญ คือคุณต้องบริหารเวลา การจัดส่งสินค้า การตรวจสอบเงินโอนให้เป็นระบบด้วย
5. เขียน blog ของตนเอง

มีคนไม่น้อยที่สงสัยว่าแล้วการเขียน Blog มันได้เงินอย่างไรหรือสร้างรายได้จากตรงไหน ? ซึ่งแน่นอนหลายๆทางที่คุณจะหารายได้จากบล็อก ไม่จำเป็นว่าบล็อกนั้นจะต้องเป็นบล็อกส่วนตัว อาจจะเป็นบล็อกเฉพาะทางที่ชอบหรือถนัดก็ได้ แล้วอัฟเดทให้สม่ำเสมอแล้วจะมีคนติดตามคุณเอง เช่น

บล็อกท่องเที่ยว สถานที่ที่เคยไป เคยเที่ยวมาก็เอามาเขียนลงบล็อกได้,บล็อกรีวิวหนัง ไปดูหนังมาก็เอามาเขียนรีวิวแนะนำเพื่อนได้, บล็อกเนื้อเพลงที่ชอบ, บล็อกหนังสือที่เคยอ่าน, บล็อกภาพถ่ายของเราเอง ชอบถ่ายรูปก็เอามาลง ดีไม่ดีภาพนั้นอาจจะขายได้เงินอีกทาง, บล็อกกีฬาโปรด , หรือบล็อกเกี่ยวกับงานที่เราทำก็ได้, บล๊อกทำขนม อาหาร หรือขายแบนเนอร์ ง่ายสุดๆละ หาคนมาซื้อพื้นที่โฆษณา ลงโฆษณาบนบล็อก เป็นต้น
6. เรียนรู้ graphic design

มันไม่ยากหนัก ถ้าจะฝึกเรียนรู้ graphic design ด้วยตนเอง จากคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน เพราะการมีพื้นฐานเกี่ยวกับการออกแบบกราฟิก จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ ดีไซน์ที่ดีจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดี และนำไปสู่การขายดีได้ เพื่อส่งต่อภาพลักษณ์นั้นให้กับกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจได้ประทับใจที่สุด โดยอาจเริ่มจากโปรแกรม Adobe software และเว็บไซต์ เช่น Canva และ Visme
7. รับสอนดนตรี

ปัจจุบันมีผู้สนใจเรียนดนตรีมากขึ้น ทั้งการเล่นดนตรีประเภทต่างๆ และการร้องเพลง ไม่ว่าจะมาเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม เพราะเป็นช่องทางที่จะก้าวสู่อาชีพสร้างรายได้อย่างงาม ดังนั้น หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความรักและเชี่ยวชาญดนตรีอยู่แล้วละก็ อย่าทิ้งโอกาสที่จะเปิดโรงเรียนสอนดนตรี เพราะตลาดเรียนดนตรีขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้นแน่นอน
8. พัฒนาแอพพริเคชั่น

สร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือและสมาร์ทโฟนขาย เป็นธุรกิจทำเงินที่สร้างรายได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยรายได้ที่ว่านั้นมาจากโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฎบนแอปพลิเคชั่นของคุณ หลายๆ คนก็เริ่มหาความรู้ เพื่อที่จะสร้างแอพพลิเคชั่น หวังว่าจะเป็นนวัตกรรมดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดาวน์โหลด ซึ่งยิ่งมียอดดาวน์โหลดมากเพียงใด นั่นก็เท่ากับว่าผู้สร้างแอพก็จะมีรายได้เข้ากระเป๋ามากเท่านั้น และถึงแม้ช่องทางหาเงินนี้ เริ่มต้นอาจต้องใช้เวลาหน่อยในการสร้างแอพพลิเคชั่น แต่เมื่อใดที่คุณลงมือทำแล้วละก็ ครั้งต่อไปคุณเองจะสามารถบริหารเวลาในการปล่อยแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้ดีทีเดียว
9. บริการสถานเลี้ยงสัตว์

เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ใช้เวลาหลังเลิกงานและวันหยุด เปิดร้าน Grooming Space ร้านอาบน้ำตัดขนให้น้องสุนัขและน้องแมว
10. ช่างซ่อมบำรุง

เมื่อคุณกลายมาเป็นช่างซ่อมบำรุงนอกเหนือจากชั่วโมงเวลาการทำงานประจำของช่างบริการอื่น คุณอาจได้รับข้อเสนอพิเศษจากลูกค้า หากเป็นความต้องการที่เร่งรีบ อยากให้ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยคุณอาจติดประกาศโฆษณาบริการตามสถานที่สาธารณะต่างๆ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 57