ธนาคารกรุงไทยปิดปรับปรุงระบบ 9 สิงหาคม 2558 หลังเที่ยงคืน-ตี 3

No Comments

ธนาคารกรุงไทย ปิดปรับปรุง

             ธนาคารกรุงไทย แจ้งปิดปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ 9 สิงหาคม 2558 เวลาหลังเที่ยงคืนถึงตี 3 ATM-บัตรเดบิต-KTB netbank ใช้ไม่ได้

วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 นางศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ธนาคารจำเป็นต้องปิดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558 ระหว่างเวลา 00.00-03.00 น. เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการขยายตัวของลูกค้าและธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับคุณภาพบริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ธนาคารกรุงไทย ปิดปรับปรุง

             โดยจะส่งผลให้ลูกค้าของธนาคารไม่สามารถใช้บริการบางประเภท ได้แก่ บริการฝากถอนเงินผ่านเครื่อง ATM และ ADM, การเบิกเงินหรือซื้อสินค้าด้วยบัตรเดบิต, KTB netbank, KTB Corporate Online, KTB Contact Center เฉพาะบริการตรวจสอบบัญชี, KTB BIZ Payment เฉพาะบริการตรวจสอบการยินยอมหักบัญชีเพื่อชำระค่าบริการ รวมทั้ง Booth Exchange ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

ทั้งนี้ ทางธนาคารกรุงไทย ได้ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นชั่วคราวดังกล่าว และหากลูกค้ามีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า หมายเลข 02-111-111102-111-1111

ขอบคุณที่มา : www.kapook.com www.ktb.co.th

บินไทยหั่นต้นทุน โละพนง.1,400คน เลิกบินโรม-แอลเอ

No Comments
ดีดีอ้างล้วนสมัครใจ ยกเลิก-เส้นทางบิน ไปสู่โรมและแอลเอ

ดีดีการบินไทยยอมรับต้องหั่นต้นทุน ทยอยโละพนักงาน 1.4 พันคน หั่นเที่ยวบินฤดูหนาว มีทั้งลดและเลิก โดยยกเลิกเส้นทาง “กรุงเทพฯ-โซล-แอลเอ” กับ “กรุงเทพฯ-โรม” รวมถึงใช้เครื่องบินที่มีขนาดเล็กลงในบางเส้นทาง หวังแก้ขาดทุน โดยปี 2559 เล็งเปิดโครงการสมัครใจลาออกอีกระลอก ย้ำไม่ได้ปลดพนักงานแต่อย่างใด

การบินไทยปรับตัวอีกยก เพื่อลดปัญหาขาดทุน โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวการปลดพนักงานประมาณ 1,400 คน ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินงานตามโครงการร่วมใจจากองค์กรเอ็มเอสพี (MSP) สำหรับพนักงานทั่วไป และโครงการโกลเดน แฮนด์เช็ก (Golden Handshake) สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ปี 2558 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย ที่ได้อนุมัติตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2558 เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2558 ตามแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทยที่ได้มีการประกาศมาก่อนหน้านี้ โดยจะเป็นการทยอยพิจารณาให้พนักงานเข้าร่วมเป็นลอตตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 เป็นต้นไป รวม 1,401 คน

“ต้องยืนยันว่า การบินไทยไม่ได้ปลดพนักงานแต่อย่างใด เพราะเป็นบริษัทมหาชนไม่สามารถปลดพนักงานได้อยู่แล้ว แต่เป็นการดำเนินโครงการตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูเท่านั้น ไม่มีเรื่องอะไรใหม่แต่อย่างใด โดยการเปิดโครงการครั้งนี้มีพนักงานเข้าร่วมเต็มตามที่กำหนดแล้ว” นายจรัมพรกล่าวและว่าโครงการดังกล่าวได้ใช้งบประมาณไปราว 5,300 ล้านบาท โดยในปี 2559 ตามแผนฟื้นฟูจะต้องใช้งบประมาณอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อเปิดโครงการดังกล่าวอีก โดยจะสามารถรองรับพนักงานที่จะเข้าร่วมได้ประมาณครึ่งหนึ่งของปีนี้

นายจรัมพรกล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีการจัดทำตารางการบินฤดูหนาว 58/59 แล้ว โดยจะเพิ่มเที่ยวบินตรง ไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน และเที่ยวบินตรง ไป-กลับ กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต จากเดิมมี 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือวันละ 1 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือวันละ 2 เที่ยวบิน โดยให้บริการด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ 380-800 และโบอิ้ง 777-300 อีอาร์

ส่วนการยกเลิกเส้นทางบินและลดเที่ยวบิน จะยกเลิกเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โซล-ลอสแอนเจลิส 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ยกเลิกเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โรม 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และลดเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โกลกาตา จากเดิมวันละ 2 เที่ยวบิน เหลือวันละ 1 เที่ยวบิน โดยทั้งหมดมีผลตั้งวันที่ 25 ต.ค.58 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีการปรับขนาดเครื่องบินในเส้นทางบินภูมิภาค โดยใช้เครื่องบินที่มีขนาดเล็กลงทำการบิน ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-ไฮเดอราบัด กรุงเทพฯ-หลวง-พระบาง และกรุงเทพฯ-ฉางซา โดยทั้ง 3 เส้นทางได้โอนย้ายให้สายการบินไทยสมายล์ทำการบินแทน โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องบินนี้จะไม่มีผลต่อการสำรองที่นั่งของผู้โดยสารที่ได้สำรองที่นั่งไว้

“การปรับเปลี่ยนตารางการบินดังกล่าวเป็นตามแผนที่จะต้องลดการขาดทุนควบคู่ไปกับการดำเนินการตามแผนปฏิรูป บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการขายและการหารายได้ โดยปัจจุบันมีเที่ยวบินจำนวน 50 เส้นทางที่ยังมีผลการดำเนินงานขาดทุน หรือมีศักยภาพในการทำกำไรต่ำ ซึ่งตามแผนปฏิรูปนั้น บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดเส้นทางบินอีกประมาณร้อยละ 10 ของเส้นทางทั้งหมด

แต่ในการปรับในครั้งนี้ ได้ทำการลดเที่ยวบินเพียงประมาณร้อยละ 5 เนื่องจากเส้นทางบินบางส่วนได้มีผลการดำเนินงานที่กระเตื้องขึ้น” นายจรัมพร กล่าว พร้อมระบุการพิจารณาตัดสินใจยกเลิกเส้นทางบิน บริษัทได้ใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี ศักยภาพของตลาด ศักยภาพในการพัฒนา และจำนวนผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไปยังเที่ยวบินอื่นมาพิจารณาอย่างเข้มงวดและรอบคอบ ซึ่งเส้นทางบินที่บริษัทตัดสินใจยกเลิกในครั้งนี้ เป็นเส้นทางที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในทุกหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเส้นทาง เป็นการยกเลิกเพียงชั่วคราว หากต่อไปพิจารณาแล้วว่าดี บริษัทก็มีแผนพิจารณากลับมาให้บริการอีกครั้ง

นายจรัมพรกล่าวอีกว่า การปรับเปลี่ยนเส้นทางในบางเส้นทางผู้โดยสารจะยังคงได้รับความสะดวกสบาย เช่น เส้นทาง กรุงเทพฯ-โรม ที่บริษัทมีแผนที่จะจัดการเดินทางผ่านเส้นทางกรุงเทพฯ-มิวนิก กับการบินไทย และต่อเครื่องบินของสายการบินพันธมิตรไปยังโรม และเที่ยวกลับผ่านแฟรงก์เฟิร์ตกับการบินไทย ซึ่งให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ แอร์–บัสเอ 380-800 ซึ่งเป็นเครื่องบินใหม่และมีความสะดวกสบาย

ขอบคุณที่มา : www.thairath.co.th

เทียบฟอร์มไทย-มาเลเซีย แข่งดึงต่างชาติผุดสำนักงานใหญ่

No Comments

 

ครั้งที่แล้วได้เขียนถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการจัดตั้งสำนักงานสนับสนุนภูมิภาค หรือสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ ที่รู้จักกันในนามของ  ROH  (Regional Head Quarter)  และ IHQ (International Headquarter) ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนมีการส่งเสริมเพื่อจูงใจนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งสำนักงานสนับสนุนในประเทศของตน โดยให้สิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี

ขณะเดียวกัน ได้เล่าถึงมาตรการส่งเสริมสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ หรือ IHQ  ของประเทศไทยที่เพิ่งออกมาใหม่ในปีนี้ และเปรียบเทียบกับ ROH/IHQ ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงลำดับต้นๆ หากจะมีการพิจารณาการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนในรูปของ  IHQ

ครั้งนี้จะเขียนถึงมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียนนอกจากสิงคโปร์ ที่ได้รับความสนใจเป็นทางเลือกกรณีจัดตั้งสำนักงานสนับสนุนภูมิภาค มาเลเซียมีการให้การส่งเสริมในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน โดยหนึ่งในมาตรการ คือ  Operational Headquarter หรือ OHO ซึ่งเริ่มมีในปี 2538  ก่อน  ROH  ของไทย 7 ปี

ในเดือน เม.ย. 2558 หนึ่งเดือนก่อนที่กรมสรรพากรไทยจะออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ IHQ มาเลเซียได้มีการออกมาตรการใหม่ เรียกว่า  Principal Hub Incentive Scheme  ซึ่งออกมาแทน OHO โดยสิทธิประโยชน์การส่งเสริมใหม่นี้แบ่งเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ

Principal Hub ที่จัดตั้งภายใต้การส่งเสริมนี้จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหากเข้าเงื่อนไขใน Tier 1  และอัตราภาษีเงินได้จะลดเหลือร้อยละ 5   กรณีจัดเข้า  Tier 2 ในขณะที่ถ้าจัดอยู่ใน Tier 3 จะเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10

ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของมาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ 25   แน่นอนว่าเงื่อนไขจะเพิ่มขึ้นตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้มากขึ้น เช่น  ถ้าจะเข้า Tier 1 ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในประเทศถึง 10 ล้านริงกิต หรือราวๆ 90 ล้านบาท โดยจะลดเหลือ  5 ล้านริงกิต หรือ 45 ล้านบาท และ 3 ล้านริงกิต หรือ 27 ล้านบาท ในกรณี Tier 2 และ Tier 3 ตามลำดับ จะเห็นว่าค่าใช้จ่าย  Tier 3  ยังสูงกว่าไทย โดยของไทยกำหนดไว้ที่ 15 ล้านบาทในอัตราเดียว

เงื่อนไขอื่นๆ ก็จะเป็นลักษณะเช่นนี้ คือ เงื่อนไขจะเพิ่มมากขึ้น จาก Tier 3 มา Tier 1 ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีขึ้น คือ จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5  และ 0 ตามลำดับ   เงื่อนไขที่แตกต่างจากไทยที่สำคัญ  ยกตัวอย่างกรณี Tier 1 ที่สิทธิประโยชน์สูงสุด คือ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

     มาเลเซียมีการกำหนดไว้ว่า Principal Hub ต้องมีอัตราส่วนรายได้จากกิจการภายในและภายนอกประเทศอยู่ที่อัตรา 30 ต่อ 70 ซึ่งในเรื่องนี้ IHQ ของไทยผ่อนคลายกว่า เนื่องจากไทยไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ ยกเว้นกรณีรายได้ที่ได้จากบริษัทในเครือในประเทศไทยที่จะได้สิทธิเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10 จะต้องไม่เกินรายได้จากการให้บริการแก่บริษัทในเครือในต่างประเทศ  แต่ของมาเลเซียข้อที่ดีกว่า คือ หากเข้าเงื่อนไขแล้ว Principal Hub ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวนรายได้ที่ได้จากในและนอกประเทศ

นอกจากนี้ Tier 1 มีการกำหนดจำนวนแรงงานชำนาญที่ต้องจ้างในจำนวนที่สูงถึง 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องเป็นชาวมาเลเซีย ทำให้ดูแล้วเป็นสำนักงานที่เน้นในเรื่องแรงงาน (Labor Intensive)  กลายๆ  และยังกำหนดไว้ด้วยว่า Principal Hub จะใช้บริการจากต่างประเทศได้ ก็เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถหาบริการแบบเดียวกันนั้นในประเทศมาเลเซียได้  ดูเหมือนว่าเป็นเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า ถ้าบริการแบบเดียวกันแต่มาตรฐานไม่เท่ากันจะทำอย่างไร   IHQ ไทยไม่มีการกำหนดจำนวนแรงงานขั้นต่ำไว้แต่อย่างไร

     นอกจากนี้ ไทยยังส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานชำนาญการจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความชำนาญสู่คนไทย โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่แรงงานชำนาญการที่เป็นคนต่างชาติด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้ให้แก่แรงงานชำนาญการต่างชาติ โดยมีสิทธิเลือกเสียภาษีได้ที่ร้อยละ 15 ของรายได้

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ไทยผ่อนปรนมากกว่า คือ การให้อายุของ IHQ ยาวถึง 15 ปีในคราวเดียว ขณะที่มาเลเซียให้เริ่มต้นที่ 5 ปี และจะต่อได้อีก 5 ปี ก็ต่อเมื่อมีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 และจำนวนค่าใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 30

ปรับใหม่! รถเมล์-รถไฟฟรีมีถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้

No Comments

ปรับใหม่! รถเมล์-รถไฟฟรีมีถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้

กระทรวงคมนาคมปรับเกณฑ์รถเมล์และรถไฟฟรีรอบใหม่ โดยผู้พิการ, ทหารผ่านศึก, พระภิกษุ และแม่ชี จะต้องเสียค่าโดยสารครึ่งราคา ด้าน ผู้มีรายได้น้อยต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 3,632 บาทถึงจะได้รับสิทธิลดค่าโดยสาร พร้อมเตรียมเริ่มใช้มาตรการเกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน

นายพงษ์ไชย เกษมทวีศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมเสนอมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนในโครงการรถเมล์และรถไฟฟรีใหม่ ซึ่งมาตรการที่ได้มีการศึกษาก่อนหน้านี้ จะให้กลุ่มผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ทหารผ่านศึก, พระภิกษุ และแม่ชี รวมถึงนักเรียนอายุไม่เกิน 14 ปี ได้รับสิทธิขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรีได้ แต่มาตรการดังกล่าวลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลได้เพียง 74 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของมาตรการเดิม

ดังนั้น จึงได้ทำการปรับเกณฑ์มาตรการรถเมล์และรถไฟฟรีใหม่อีกครั้ง โดยได้กำหนดให้ กลุ่มผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ทหารผ่านศึก, พระภิกษุ และแม่ชี จะได้รับสิทธิลดค่าโดยสารครึ่งราคา ส่วนนักเรียนไม่เกินระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะได้รับสิทธิ์ให้จ่ายค่าโดยสาร 1 ใน 3 และนักเรียนที่ศึกษาระดับชั้นสูงกว่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมถึงนักศึกษาจะต้องจ่ายค่าโดยสารในราคา 2 ใน 3 โดยต้องแสดงบัตรนักเรียนนักศึกษา

ขณะที่ ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับสิทธิลดหย่อนค่าโดยสารครึ่งราคา แต่จะต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 3,632 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้ภาครัฐรับภาระด้านงบประมาณน้อยลงถึงร้อยละ 64 โดยคาดว่าจะเริ่มใช้มาตรการใหม่ได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนปีนี้ ส่วนมาตรการรถเมล์และรถไฟฟรีเกณฑ์เดิมจะดำเนินการต่ออายุให้ถึงสิ้นเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนมีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่

ที่มา : www.sanook.com/

“กสทช.”เห็นชอบหลักเกณฑ์ประมูล4จีย่าน900MHz-ราคาตั้งต้น11,260 ล้านบ.

No Comments

บอร์ด กสทช. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 4 จี ย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบอนุญาต โดยกำหนดราคาตั้งต้นที่ 11,260 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต คาดจะสามารถออกใบอนุญาตได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้

http://www.matichon.co.th/online/2015/07/14375538771437553913l.jpg

     นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 4 จี คลื่นความถี่ย่าน  900 เมกะเฮิรตซ์ กำหนดเปิดประมูลต่อเนื่องกันไปจากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ โดยกำหนดให้มีการประมูลจำนวน 2 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิร์ตซ์ ราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 11,260 ล้านบาท ต่อ 1 ใบอนุญาต คิดเป็นราคาคำนวณจากร้อยละ 70 ของมูลค่าคลื่นความถี่

     โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะกำหนดไว้ในวันที่ 23 กรกฎาคม และต่อเนื่องไปเป็นเวลา 45 วัน ส่วนวันการประมูล กำหนดไว้เบื้องต้นเป็น 11 พฤศจิกายนซึ่งเป็นวันเดียวกับการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์โดยแบ่งเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย และยังมีข้อเสนอให้ประมูลคนละวันคือวันที่ 11 และ 12 พฤศจิกายน ดังนั้นวันประมูลจะนำไปรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดวัน-เวลาที่เหมาะสม โดยเมื่อประมูลเสร็จสิ้นสามารถออกใบอนุญาตได้ภายในเดือนพฤศจิกายน

     สำหรับกรณีที่มีผู้ร่วมการประมูลผ่านคุณสมบัติน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนใบอนุญาตที่เปิดให้ประมูลจะใช้ราคาตั้งต้นที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่16,080 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต โดยผู้ชนะการประมูลต้องติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมจำนวนประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนประชากรทั้งหมดใน 4 ปีนับตั้งแต่วันได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ยังได้กำหนดเพดานการถือของคลื่นความถี่ได้ไม่เกิน 60 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเงื่อนไขเหมือนกับการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์

ประชาชนแห่ซื้อทองคึกคัก

No Comments

 

ประชาชนแห่ซื้อทองคึกคัก | เดลินิวส์
ทองขาดตลาด เหตุราคาต่ำผลักดันแรงซื้อหน้าร้านคึกคัก ด้านร้านทองขายพลิกตั๋วแทนทองจริงแก้ขัด

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:00 น. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากทำให้การซื้อขายทองคำหน้าร้านคึกคักติดต่อกัน 2-3 วันที่ผ่านมา โดยลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อทองคำแท่ง 96.5% น้ำหนัก 5-10 บาท รวมถึงทองคำรูปพรรณ จนทำให้ทองคำหน้าร้านหลายแห่งขาดตลาด และต้องเริ่มขายแผ่นสัญญาส่งมอบแทนทองคำจริง เนื่องจากผลิตได้ไม่ทันต่อความต้องการ

อย่างไรก็ตามคาดว่าจะส่งมอบทองคำให้ลูกค้าได้ภายใน 1-2 สัปดาห์   “สถานการณ์ขาดแคลนทองคำเกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากราคาทองคำในขณะนี้ที่ประมาณ 1,080 – 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ต่ำกว่าราคาหน้าเหมือง โดย 60% ของจำนวนเหมืองทองทั่วโลกมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และอีก 40% มีต้นทุนการผลิตที่ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งราคาที่ค่อนข้างต่ำทำให้เหมืองทองหลายแห่งชะลอการผลิตลง” อย่างไรก็ตามราคาทองคำในประเทศจะไม่ต่ำกว่า 17,000 บาทต่อบาททองคำ เพราะได้รับปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุนตลาด

สำหรับสมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำวันที่ 22 ก.ค. เวลา 18.30 น. ราคาทองคำปรับตัวลดลง 100 บาทจากวานนี้  โดยทองแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 17,950 บาท ขายออกบาทละ 18,050 บาท และทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาทละ 17,691.72 บาท ขายออกบาทละ 18,450 บาท ส่วนทองคำโลกอยู่ที่ 1,097 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และค่าเงินบาทอยู่ที่ 34.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ขอบคุณที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/336720