รฟม.เล็งพัฒนาพื้นที่รถไฟฟ้าสีม่วง

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodgvndqwmzczlzc0ntixmi0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodgvndqwmzczlzc0ntixmi0wms5qcgc

 

รฟม. เล็งพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์โครงการรถไฟฟ้าสายสายสีม่วง หลังเกิดกระแสขาดทุน

พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ที่มีกระแสขาดทุน ว่า ขณะนี้ รฟม. มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มรายได้ โดยอยู่ระหว่างร่างทีโออาร์ และเตรียมประกาศเพื่อเชิญชวนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมลงทุน ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการวันละ 25,000 คนต่อวัน ซึ่งปัญหาทั้งหมดสายสีม่วงทั้งการขาดทุนและการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินอีก 1 กิโลเมตร ช่วงบางซื่อ-เตาปูน รฟม. จะเร่งรัดให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้ อีกทั้ง เชื่อว่า หลังจากที่มีการเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-บางใหญ่ และเชื่อม 1 กิโลเมตร กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-เตาปูน และเชื่อมสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ครบทั้ง 3 ช่วงคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นมาก และ รฟม. จะกลับมามีกำไรอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนนั้น เป็นการก่อสร้างเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ไม่ใช่ก่อสร้างเพื่อให้ได้ผลกำไรเพียงอย่างเดียวเป็นการสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางส่วนผลกำไรเป็นสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

คลังเตรียมขายพันธบัตรออมทรัพย์

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5otczlzc0ndkzmc0wms5qcgc

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5otczlzc0ndkzmc0wms5qcgc

กระทรวงการคลัง เตรียม ออกขายพันธบัตรออมทรัพย์ ขายประชาชนทั่วไป 15,000 ล้านบาท 13 ธันวาคม นี้

น.ส.อุปมา ใจหงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลกำหนดระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปวงเงิน 30,000 ล้านบาท ในปี 60 ดังนั้น งวดแรก กระทรวงการคลัง เตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนทั่วไปในช่วงระหว่าง 13 ธ.ค. 59 – 9 เม.ย. 60 วงเงิน 15,000 ล้านบาท อายุพันธบัตร 3 ปี เปิดจำหน่ายหน่วยละ 1,000 บาท ถึง 2 ล้านบาทต่อคน เพื่อนำเงินชดเชยขาดดุลงบประมาณประจำปี 2560 สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง

ขณะที่ผลตอบแทนดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้อายุ 3 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.7 ดังนั้น สบน. คาดว่า จะกำหนดดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดเล็กน้อย จำหน่ายผ่านธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย ไทยพาณิชย์ และ กสิกรไทย

 

ขอบคุณที่มา        http://money.sanook.com/

คลัง เปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ อายุ 3 ,7 ปี เริ่ม 13 ธ.ค.59 นี้

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5otgxl2rkyjg3yzmxm2eyowfhmgfjzmrlztuxzjc0mdc5ztm1lmpwzw

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5otgxl2rkyjg3yzmxm2eyowfhmgfjzmrlztuxzjc0mdc5ztm1lmpwzw

กระทรวงการคลัง เตรียม ออกพันธบัตรออมทรัพย์ ปีงบ 60 งวดแรก ขายประชาชนทั่วไป วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท เริ่ม 13 ธันวาคม นี้ หน่วยละ 1,000 บาท สูงสุดซื้อได้ 2 ล้านบาทต่อคน จำหน่ายผ่าน 4 แบงก์ใหญ่
น.ส.อุปมา ใจหงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลกำหนดระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปวงเงิน 30,000 ล้านบาท ในปี 60 ดังนั้น งวดแรก กระทรวงการคลัง เตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนทั่วไปในช่วงระหว่าง 13 ธ.ค. 59 – 9 เม.ย. 60 วงเงิน 15,000 ล้านบาท อายุพันธบัต 3 ปี และ 7 ปี เปิดจำหน่ายหน่วยละ 1,000 บาท ถึง 2 ล้านบาทต่อคน เพื่อนำเงินชดเชยขาดดุลงบประมาณประจำปี 2560 สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง

ขณะที่ผลตอบแทนดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้อายุ 3 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.7 ดังนั้น สบน. คาดว่า จะกำหนดดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดเล็กน้อย จำหน่ายผ่านธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย ไทยพาณิชย์ และ กสิกรไทย

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

เตรียมเปิดบริการเรือเฟอร์รี่ ข้ามอ่าวไทย พัทยา-ชลบุรี-หัวหิน

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodgvndqwmdixl21vbjixmte1otquanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodgvndqwmdixl21vbjixmte1otquanbn

กรมเจ้าท่า เตรียมเปิดเส้นทางขนส่งผู้โดยสาร โดยเรือเฟอร์รี่ในเส้นทางระหว่างอ่าวไทย ฝั่งตะวันออก (แหลมบาลีฮาย พัทยา จังหวัดชลบุรี) และฝั่งตะวันตก (ท่าเรือองค์การสะพานปลา อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)
นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า หลังจากกรมเจ้าท่าได้ออกประกาศ ให้ผู้ประสงค์จะขออนุญาต เรือกลเดินประจำทางในการขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้ายื่นคำขออนุญาต ในเส้นทางฝั่งตะวันออก (พัทยา – สัตหีบ) ฝั่งตะวันตก (ชะอำ – หัวหิน) นั้น บริษัท รอยัล พาสเสนเจอร์ ไลเนอร์ ยื่นความประสงค์ขออนุญาตเพียงรายเดียว กรมเจ้าท่าได้พิจารณาข้อเสนอผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนดจึงเห็นชอบให้บริษัทฯ เป็นผู้ได้รับอนุญาตเรือกลเดินประจำทางโดยสารเส้นทางระหว่างอ่าวไทย ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก โดยบริษัทฯ ต้องเร่งรัดยื่นขออนุญาตใช้เรือ เพื่อประกอบการออกใบอนุญาตและกำหนดอัตรา ค่าโดยสารต่อไป

ทั้งนี้การดำเนินแผนธุระกิจแบ่งเป็นระยะที่ 1 เดินเรือโดยสาร พัทยา-หัวหิน เสนอแผนให้เรือโดยสาร Catamaran Ferry จำนวน 2 ลำ ขนาดบรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน และ 262 คน เริ่มให้บริการเดือนมกราคม วันละ 2 เที่ยวเวลา 08.30-09.40 น. และ 15.30-16.40 น. โดยจะเพิ่มจำนวนเที่ยวมากขึ้นในเดือนต่อ ๆ ไป

ระยะที่ 2 เรือโดยสารและรถยนต์ อยู่ระหว่างการนำเสนอท่าเรือหรือจุดขึ้น-ลงที่เหมาะสม ให้กรมเจ้าท่าพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปส่วนความก้าวหน้าโครงการ ทางบริษัทฯ ได้นำเรือเข้ามาซ่อมในประเทศไทย จำนวน 1 ลำ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 อีก 1 ลำ ซ่อมทำแล้วเสร็จที่ประเทศจีน พร้อมขนส่งมาประเทศไทย ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2559

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

อภิศักดิ์ ชี้ ภาษีที่ดิน ปรับแก้ไม่ทันใช้ปี 60

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5njaxlzc0ndu0ni0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5njaxlzc0ndu0ni0wms5qcgc

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ ภาษีที่ดินปรับแก้ไม่ทันใช้ปี 60 คาดเริ่มจัดเก็บ ม.ค. 61 ชี้แก้หนี้นอกระบบรอขั้นตอนกฤษฎีกาก่อนมีผลบังคับใช้ ขอผู้ปล่อยกู้ยึดกฎหมายปล่อยดอกเบี้ยตามกำหนด

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ว่า ล่าสุดทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตีเรื่องกลับมายังกระทรวงเพื่อทบทวนในบางประเด็น เนื่องจากมีการตีความไม่ตรงกัน เช่น การเรียกเก็บภาษีที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ควรแยกหรือรวมไว้ในการเก็บภาษีที่ดินชนิดอื่นหรือไม่ ซึ่งการที่กระทรวงการคลัง แยกออกมาและเก็บภาษีในอัตราสูงกว่าที่ดินใช้ประโยชน์นั้น วัตถุประสงค์เพื่ออยากให้มีการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เพราะมีผลต่อการลงทุนของประเทศ

 อย่างไรก็ตาม คาดว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินคงไม่สามารถเริ่มต้นได้ในปีภาษี 2560 ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ทั้งนี้จะเร่งผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2561 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงความคืบหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ว่า ในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกาในการแก้ไขกฎหมายให้ระบุความผิดโทษทางอาญาแก้ผู้ที่ปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด ที่ไม่ต้องไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี โดยระหว่างนี้ที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ อยากให้ผู้ที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบปรับวิธีการปล่อยกู้และปรับดอกเบี้ย ให้อยู่ในอัตราไม่เกินกฎหมายกำหนด และให้เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบเป็นพิกโก้ไฟแนนซ์ เพื่อให้ง่ายต่อการทำธุรกิจและถูกต้องตามกฎหมาย

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

ปตท.เตรียมแยก ธุรกิจน้ำมัน-ค้าปลีก พร้อมกระจายหุ้นใหม่

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5nta1l21vbje4mte1otiuanbn

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5nta1l21vbje4mte1otiuanbn

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือแจ้งกรรมการและผู้จัการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 11/2559 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. โดยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก จำกัด และการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTT Oil and Retail Business Company Limited, “PTTOR”)

และการให้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก เป็นบริษัทแกน ของกลุ่มปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและ ค้าปลีก และแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเบื้องต้นของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก และการนำบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“การปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท.”) และเห็นชอบให้ ปตท .นำเสนอการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท.ดังกล่าว ต่อหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจ (“คนร.”) คณะรัฐมนตรี และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท. เพื่อพิจารณาอนุมัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

 ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท.ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ในสายตาสาธารณชน อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยธุรกิจน้ำมันมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสามารถปรับตัวกับ สถานการณ์การแข่งขันที่สูงขึ้นได้ทันท่วงที

ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จะเป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ในการประกอบธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกในอนาคต โดยมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจะดำเนินการกระจายหุ้นสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถ เป็นเจ้าของธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของบริษัทฯ ผ่านการลงทุนในหุ้นของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกผ่านการลงทุนในหุ้นของ PTTOR

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

บินไทยปรับเที่ยวบินประจำภาคฤดูหนาว

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5mty1lzc0nde4os0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm5mty1lzc0nde4os0wms5qcgc

บริษัท การ ปรับเที่ยวบินในตารางการบินประจำภาคฤดูหนาว ปี 2559 – 2560 รองรับการเดินทางของผู้โดยสาร

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทปรับเที่ยวบินในตารางการบินประจำภาคฤดูหนาวปี 2559 – 2560 ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2559 –  25 มีนาคม 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการสำรองที่นั่ง และรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงในภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีการปรับปรุงตารางการบิน ดังนี้

1. เปิดเส้นทางบินใหม่

– ทำการบินตรง เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มอสโคว์ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
– ทำการบินตรง เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-แฟรงก์เฟิร์ต 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

2. เพิ่มความถี่เที่ยวบิน

   – เส้นทางกรุงเทพฯ- โคเปนเฮเกน-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์   – เส้นทางกรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
– เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน จาก 12 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
– เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ออสโล จาก 5 เที่ยวบิน เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
– เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ จาก 3 เที่ยวบิน เป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
– เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มะนิลา จาก 10 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
– เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ธากา จาก 7 เที่ยวบิน เป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

3. เพิ่มเส้นทางที่ใช้เครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัย มีการนำเครื่องบินแอร์บัส เอ 350 รุ่นใหม่ล่าสุด มาให้บริการ รวมทั้งการนำเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 มาให้บริการในเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โอซากา สำหรับเที่ยวบิน TG672/673 เริ่ม 16 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

 

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com

เปิด 3 ยุทธศาสตร์ 16 มาตรการ แผนพัฒนาการเงินภาคประชาชน

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4njkzl21vbje2mte1oteuanbn

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4njkzl21vbje2mte1oteuanbn

แผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ. 2560 – 2564
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ได้ให้ความเห็นชอบเรื่องร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ. 2560 – 2564 ที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางในการพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนที่ชัดเจน และเป็นการสานต่อการดำเนินการตามแผนแม่บทการเงินระดับฐานรากที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

โดยแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ. 2560 – 2564 ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ 6 กลยุทธ์ และ 16 มาตรการ สรุปได้ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างรายได้และพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของประชาชนระดับฐานรากประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านการเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนระดับฐานราก และการลดภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน โดยมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย การส่งเสริมการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน การสร้างทักษะให้ประชาชนมีความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงิน เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรการเงินชุมชนให้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างยั่งยืน และการสนับสนุนให้สถาบันการเงินในระบบขยายบทบาทเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น โดยมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรการเงินชุมชน การส่งเสริมให้สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้บริการทางการเงินในระดับฐานรากมากขึ้น เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) ให้เหมาะสมต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านการพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน และการพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการเงินภาคประชาชน โดยมีมาตรการต่างๆ เช่น การพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน การศึกษาและยกร่างกฎหมายใหม่ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน การจัดตั้งกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายระบบการเงินภาคประชาชน การจัดทำและพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่าการดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนพ.ศ. 2560 – 2564 จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการสร้างรายได้ ลดภาระทางการเงิน การเตรียมความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินภาคประชาชนให้เอื้อต่อการดำเนินการของผู้ให้บริการทางการเงิน และส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการทางการเงิน (โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและสวัสดิการของรัฐได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญ และประโยชน์ของการออม

ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีวินัยทางการเงินมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

กอช.ประกาศขอเป็นเสาหลักการออม ชูสดลแกน “ออมสบาย ได้บำนาญ”

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4nzq1lzc3n2i2mmexndy4ote3ymizn2i3zty0ztq2mjhknzy1lmpwzw

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4nzq1lzc3n2i2mmexndy4ote3ymizn2i3zty0ztq2mjhknzy1lmpwzw

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ประกาศวิสัยทัศน์ การเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ส่งเสริมการออมเพื่อสร้างหลักประกันบำนาญพื้นฐานให้แก่สมาชิก พร้อมเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2560-2564) มุ่งผลักดันและสร้างสมาชิกการออมต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ชูสโลแกน ‘กอช. ออมสบาย ได้บำนาญ’

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์ และกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 คณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์กองทุนการออมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ตามที่กองทุนการออมแห่งชาติเสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. วิสัยทัศน์ (Vision) ของ กอช. คือ “เป็นหนึ่งในเสาหลักที่ส่งเสริมการออมเพื่อสร้างหลักประกันบำนาญพื้นฐานให้แก่สมาชิก” โดยพิจารณาเห็นว่า กอช. คือแหล่งเงินออมที่มอบประโยชน์เป็นบำนาญระยะยาวเพื่อใช้ในการยังชีพ เปรียบเหมือนข้าวสวยใน ‘ปิ่นโตเถาแรก’
2. พันธกิจ (Mission) 4 ด้าน คือ

2.1 สนับสนุนและส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกอย่างกว้างขวางเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เป็นภารกิจสำคัญที่ กอช. จะเร่งขยายฐานจำนวนสมาชิกและผลักดันให้สมาชิกมีวินัยการออม ที่สม่ำเสมอต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการออมที่ยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นของการออม และจูงใจให้เกิดการตัดสินใจสมัครสมาชิกพร้อมออมเงินอย่างต่อเนื่อง

2.2 เป็นหลักประกันการจ่ายผลตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสิ้นสมาชิกภาพ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักอีกด้านของกองทุนในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินออมของสมาชิกให้เติบโตต่อเนื่อง

2.3 ให้บริการสมาชิกอย่างเพียงพอและทั่วถึง โดยการพัฒนาระบบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสนับสนุนภาคีเครือข่ายการออม เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการทั้งบนระบบออนไลน์และ การเพิ่มจุดบริการที่กว้างขวางกระจายทุกพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการได้มากขึ้น

2.4 พัฒนาองค์กรให้มีการบริหารจัดการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้มี ความทันสมัย สะดวก โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
3. ยุทธศาสตร์ (Strategy) 4 ด้าน คณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ กอช. (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งจะเป็นแนวทางการดำเนินงานของกองทุนในระยะ 5 ปีข้างหน้า ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1) ผลักดันและสร้างสมาชิกการออมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 2) บริหารเงินทุนให้เกิดผลประโยชน์อย่างมั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่ 3) พัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ
ยุทธศาสตร์ที่ 4) ส่งเสริมการมีธรรมาภิบาลในองค์กร

ทั้งนี้ การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของกองทุน มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานไปพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการหาสมาชิก ด้านการสร้างผลตอบแทน ด้านการให้บริการที่เป็นเลิศ และด้านการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล โดยคณะกรรมการ กอช. มีนโยบายชัดเจนที่จะเน้นการปลูกฝังแนวคิด การออมเพื่อความพอเพียงในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนและคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน และประชาชนในท้องถิ่นภูมิภาค ให้ได้มีโอกาสเข้าถึงมาตรการส่งเสริมการมีรายได้ที่เพียงพอเมื่อถึงวัยที่ไม่มีแรงทำงานหาเลี้ยงชีพ ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุได้ต่อไปในระยะยาว

นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. กล่าวว่า จากแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่ง กอช. จะถ่ายทอดกลยุทธ์สู่ การปฏิบัติโดยได้มีการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ก่อนที่จะกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการของแต่ละกลยุทธ์ ซึ่งที่ผ่านมา กอช. ได้รับเอาข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น จากผู้เกี่ยวข้อง ทุกระดับ ทุกฝ่าย มาประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการ ทั้งที่เป็นข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องระดับนโยบาย ผู้ที่เป็นสมาชิกปัจจุบัน

ผู้สนใจที่ตัดสินใจสมัครสมาชิก ธนาคารหน่วยรับสมัคร ตลอดจนภาคีเครือข่ายสนับสนุนภารกิจส่งเสริมการออม โดยสามารถแบ่งแผนการดำเนินงานหลังจากนี้ออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ส่วนแรกจะเป็นแผนงานที่สามารถปฏิบัติการได้เลยทันที และส่วนที่ 2 เป็นแผนงานระยะต่อไปที่จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองตามลำดับขั้นตอนและขอบเขตอำนาจหน้าที่
สำหรับภารกิจที่สามารถดำเนินการได้ทันทีใน 1 ปีข้างหน้านั้น กอช. ได้กำหนดแผนกลยุทธ์การดำเนินงานสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน โดยมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงรุก ควบคู่ไปกับการสร้างภาคีเครือข่ายการออมที่มีประสิทธิภาพ เน้นภารกิจการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมผลักดันให้ประชาชนมีการออมเพื่อการชราภาพ

นอกจากนี้ ยังมีแผนเร่งพัฒนาระบบ การให้บริการสมาชิกและประชาชนในหลากหลายมิติ อาทิ การเข้าร่วมในโครงการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) การจัดให้มีบริการออนไลน์ตรวจสอบสถานะสมาชิก บนเว็บไซต์ บริการตัดบัญชีเงินฝากนำส่งเงินสะสมเข้ากองทุน การจัดทำ Mobile Application การเพิ่ม หน่วยรับสมัครสมาชิกและช่องทางนำส่งเงินสะสม การมอบหมายสถาบันการเงินชุมชนเป็นหน่วยบริการประชาชนในเรื่อง กอช. รวมถึงการออกแบบจัดทำหลักฐานประจำตัวผู้เป็นสมาชิก เป็นต้น

ที่สำคัญคือแผนการยกระดับการสื่อสาร 2 ทางเพื่อให้สมาชิกและประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร รับข้อมูล และแจ้งปัญหาความต้องการ กับทีมงานของ กอช. ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ผ่านช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย
ซึ่ง กอช. จะได้นำข้อมูลที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ด้านสิทธิประโยชน์ หรือด้าน การบริการ นำมาพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานของ กอช. เพื่อให้ประชาชนได้รับความพึงพอใจสูงสุดจาก การเป็นสมาชิก กอช. ดังสโลแกนที่ว่า “กอช. ออมสบาย ได้บำนาญ” นายสมพรกล่าว.

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

เบิกจ่ายงบปี60ด.แรกเกินเป้าหมาย6.22%

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4mzczlzc0mzcwmy0wms5qcgc

ahr0cdovl3aylmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvodcvndm4mzczlzc0mzcwmy0wms5qcgc

กรมบัญชีกลาง เผย เบิกจ่ายงบปี 60 ช่วงเดือนแรกสูงเกินเป้าหมาย 6.22% แตะ 422,383 ล้านบาท

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนแรกของปีงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2559 กรมบัญชีกลางมีเงินรับเข้าเงินคงคลังผ่านระบบ GFMIS จำนวน 203,088.80 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559) แบ่งเป็นการนำส่งรายได้ของส่วนราชการ 167,169.97 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการนำส่งรายได้ภาษีของกรมสรรพากร ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 34,164.03 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล 22,670.71 ล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 20,249.28 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 35,237.46 ล้านบาท และกรมศุลกากร 6,391.72 ล้านบาท เป็นต้น การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ 7,754 ล้านบาท และการนำเงินนอกงบประมาณฝากคลัง 28,087.22 ล้านบาท

ขณะที่ผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2560 ในช่วงเดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2559 เบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมได้ จำนวน 422,383 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2,733,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.45 โดยแบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 394,852 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2,184,128 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.08 ส่วนรายจ่ายลงทุน (กรณีไม่รวมงบกลาง) เบิกจ่ายได้ 27,531 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 464,226 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.93 หากเปรียบเทียบผลการเบิกจ่ายของเดือนตุลาคม 2559 ในภาพรวมสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 6.22 (เป้าหมายร้อยละ 9.23) และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2.22 (ปีก่อนเบิกจ่ายได้ร้อยละ 13.23)

 นอกจากนี้ ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี เบิกจ่ายแล้ว 12,972 ล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 237,981 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.45 มีการก่อหนี้แล้วทั้งสิ้น 161,013 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 67.66 และการเบิกจ่ายงบประมาณ 2560 ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล มาตรการการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ เบิกจ่ายแล้ว 319 ล้านบาท ของวงเงิน 20,251 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.58

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

1 2 3 86