ตลาดหุ้นจับตาSCCแถลงผลประกอบการ

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzNjMzLzcxNjU4Mi0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzNjMzLzcxNjU4Mi0wMS5qcGc=

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มอง SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,505-1,520 จุด จับตา SCC แถลงผลประกอบการ

นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า วันนี้ (27 ก.ค.) SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,505 – 1,520 จุด โดย
ปัจจัยสำคัญระหว่างชั่วโมงการซื้อขายวันนี้ เป็นปัจจัยภายในประเทศ ทั้งตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. ของไทย หากออกมาดีกว่าคาด เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย แต่หากออกมาใกล้เคียงคาดก็จะเป็นกลางต่อตลาดหุ้นไทย  และติดตามผลการดำเนินงาน SCC คาดประกาศหลังปิดตลาดรอบเช้าวันนี้

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิ 1.3 หมื่นล้านบาท หากออกมาดีกว่าคาด เชื่อว่า SET จะฟื้นตัวเด่นในรอบบ่ายของวันนี้ อีกทั้งคาด SCC จะประกาศเงินปันผลระหว่างกาล 8 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 1.6%

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

เปิด 5 ตระกูลดังรวยหุ้นเพิ่มรวมกันกว่า 1.6 แสนล้านบาท

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMTQ5L21vbjI2MDc1OTEuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMTQ5L21vbjI2MDc1OTEuanBn

เปิด 5 ตระกูลดัง เจียรวนนท์ จิราธิวัฒน์ สิริวัฒนภักดี ปราสาททองโอสถ และตรีวิศวเวทย์ รวยหุ้นหลังดัชนีพุ่งยืนเหนือ 1,500 จุด มีมูลค่าการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นรวมกันถึง 1.65 แสนล้านบาท

หลังจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,500 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวสูงขึ้นจากต้นปีอย่างต่อเนื่อง ที่1,220 จุด เป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 22 % ทำให้บรรดาผู้ถือครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะตระกูลดังมีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และนี้คือ 5 ตระกูลดังที่รวยหุ้นเพิ่มขึ้นรวมกันมากกว่า 1.65 แสนล้านบาท

ตระกูลเจียรวนนท์ ครองแชมป์มูลค่าการถือครองเพิ่มขึ้นมากสุดถึง 1.03 แสนล้านบาท รวมเป็น 3.8 แสนล้านบาท ผ่านการถือหุ้น 3 บริษัท ได้แก่

เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 40% มูลค่าเพิ่มขึ้น 3.29 หมื่นล้านบาท
ซีพี ออลล์ (CPALL) 38% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4.08 หมื่นล้านบาท และ
ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) 52% มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.96 ล้านบาท

ตระกูลจิราธิวัฒน์ มีมูลค่าการถือครองเพิ่มขึ้น 2.38 หมื่นล้านบาท ผ่านการถือหุ้นใหญ่ 5 บริษัท ที่มีมูลค่าการถือครอง ราว 1.52 แสนล้านบาทได้แก่

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) 38% มูลค่าเพิ่มขึ้น ราว 2 หมื่นล้านบาท
โรบินสัน (ROBINS) 30% มูลค่าเพิ่มขึ้น 7.3 พันล้านบาท
โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) 47% มูลค่าลดลง 3.1 พันล้านบาท
โพสต์ พับลิชชิง (POST) 31% และ ซีโอแอล (COL) 39% มูลค่าลดลงเช่นกัน

ตระกูลสิริวัฒนภักดี มีมูลค่าการถือครองล่าสุดเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนราว 1.91 หมื่นล้านบาท มีหุ้นในกลุ่มที่ถือครองหุ้นอยู่ถึง 7 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการถือครองรวม 2.18 แสนล้านบาท ได้แก่

เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) 73% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 8.5 พันล้านบาท
เสริมสุข (SSC) 85% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 พันล้านบาท
โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) 79% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3.8 พันล้านบาท
บิ๊กซี (BIGC) 97% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4.1 พันล้านบาท
ยูนิเวนเจอร์ (UV) 66% มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลง
แผ่นดินทอง (GOLD) 74% มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลง
อินทรประกันภัย (INSURE) 67% มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลง

ตระกูลปราสาททองโอสถ ถือครองหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหลักถึง 5 บริษัท มูลค่าการถือครองหุ้นประมาณ 2.21 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน1.1 หมื่นล้านบาท ได้แก่

รพ.สมิติเวช (SVH) 95% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 6.3 พันล้านบาท
รพ.รามคำแหง (RAM) 38% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5.4 พันล้านบาท
กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) 29% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3.2 พันล้านบาท
ธนบุรี เมดิเคิล เซ็นเตอร์ (KDH) 29% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 205 ล้านบาท
รพ.บำรุงราษฎร์ (BH) 24% มีมูลค่าลดลง 3.4 พันล้าน
สายการบินกรุงเทพ (BA) 67% มีมูลค่าลดลง 707 ล้านบาท

ตระกูลตรีวิศวเวทย์ มีมูลค่าการถือครองรวม 9.23 หมื่นล้านบาท มีมูลค่าการถือครองเพิ่มขึ้น 7.9 พันล้านบาท จากการถือหุ้น 4 บริษัท ได้แก่

ซีเค พาวเวอร์ (CKP) 74% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5.6 พันล้านบาท
ทีทีดับบลิว (TTW) 38% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1.5 พันล้านบาท
ช.การช่าง (CK) สัดส่วน 37% มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 796 ล้านบาท
ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) 37% เพิ่งจะมีการควบรวมบริษัทระหว่าง ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมูลค่าการถือครองอยู่ที่ 3.84 หมื่นล้านบาท

 

ขอบคุณที่มา       http://money.sanook.com/

การขอสินเชื่อกับ 6 ค่าธรรมเนียมควรรู้

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMzYzL21hc2lpMjcwNzU5MS5qcGc=

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMzYzL21hc2lpMjcwNzU5MS5qcGc=

เวลาเราจะขอสินเชื่อส่วนบุคคล สิ่งที่เราต้องตรวจสอบข้อมูลและระวังให้ดีนอกจากจะเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยแล้วก็คือค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขอสินเชื่อส่วนบุคคลนั่นเอง

เหตุผลก็เพราะว่า ค่าธรรมเนียมทั้งหลายเหล่านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนที่เราต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินที่เราไปขอกู้ แถมรายละเอียดก็ค่อนข้างยิบย่อยด้วย แล้วแต่ธนาคาร แต่วันนี้เราจะมาดูค่าธรรมเนียมหลักๆ ที่เราควรทราบว่ามีอะไรบ้างกันค่ะ
ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ

ค่าธรรมเนียมส่วนนี้คือค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินเรียกเก็บเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอสินเชื่อให้แก่ผู้ขอกู้ โดยแต่ละแห่งก็จะคิดค่าใช้จ่ายตรงนี้แตกต่างกันออกไป แล้วแต่จำนวนเงินที่ขอกู้ด้วย
ค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์

สำหรับค่าธรรมเนียมอากรแสตมป์ ตรงนี้คือเงินส่วนที่จ่ายให้แก่รัฐบาลตามกฎหมายเมื่อมีการกู้เงิน โดยปกติแล้ว อัตราจะอยู่ที่ประมาณ 0.05% ของวงเงินสินเชื่อ แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกัน

ถ้าเรามีหลักประกันในการกู้เงินด้วย ธนาคารจะคิดเงินค่าสำรวจและประเมินราคาของหลักประกันประกอบกับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยค่าใช้จ่ายอาจจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับประเภทและพื้นที่ของหลักประกัน และยังไม่รวมค่าพาหนะกรณีหลักประกันอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ค่าธรรมเนียมชำระคืนเกินกว่าเงื่อนไขกำหนด

ค่าธรรมเนียมนี้จะคิดก็ต่อเมื่อ ผู้ขอกู้ตัดสินใจที่จะชำระเงินกู้เต็มจำนวนก่อนที่ระยะเวลาของสินเชื่อจะจบลง บางธนาคารอาจคิดเป็น 3% ของจำนวนเงินต้นที่ชำระเกินกว่าเงื่อนไข
ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า ธนาคารถือว่าตัวเองเสียโอกาสในการได้รับเงินรายได้จากดอกเบี้ยของเรานั่นเองค่ะ เลยต้องมีการคิดค่าธรรมเนียมเสียหน่อยเมื่อระยะเวลาที่เราจะเป็นหนี้เขาสั้นลง
ค่าติดตามถามทวงหนี้

กรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ และผู้กู้ไม่มีหลักประกัน แบบนี้บางธนาคารก็จะคิดเงินค่าติดตามถามทวงหนี้ด้วย แต่บางธนาคารก็ไม่คิด ถ้าไม่อยากจ่ายข้อนี้ อย่าให้เขาได้ทวงหนี้จะดีที่สุด จ่ายให้ตรงเวลาค่ะ

ค่าธรรมเนียมการชำระล่าช้า

ค่าธรรมการชำระล่าช้าจะถูกเรียกเก็บจากผู้ขอกู้เพิ่มเติมในกรณีที่ผู้ขอกู้ผิดนัดชำระเงินค่างวด และชำระเงินคืนล่าช้าเลยวันที่ครบกำหนด โดยธนาคารส่วนมากจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินกู้ที่ยังคงเหลืออยู่ เหมือนเป็นการลงโทษเรานั่นแหละค่ะ

จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วการจะกู้เงินทั้งที มีค่าธรรมเนียมอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่เราต้องทำความรู้จัก ถึงแม้ค่าธรรมเนียมแต่ละอย่างจะไม่ได้เรียกเก็บเยอะ แต่พอเอามาคิดรวมๆ กันแล้วก็หลายตังค์อยู่ จะก่อหนี้ทั้งที ก็ก่อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ดีกว่า ฉะนั้น ก่อนจะสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลกับสถาบันการเงินใดก็ตาม ให้ศึกษารายละเอียดของค่าธรรมเนียมให้ดีก่อนนะคะ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

วิธีการบริหารเงินเดือนให้มีเงินเหลือ

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMjQ5L21vbmV5aHViMjYwNzU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMjQ5L21vbmV5aHViMjYwNzU5LmpwZw==

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีความคิดที่จะวางแผนชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วล่ะก็ มาดูนี่เลยค่ะ วิธีการบริหารเงินเดือนให้มีเงินเหลือ ในการออมเงินเราก็ได้ให้ความรู้กันไปบ้างแล้วใน บทความที่ว่า การออมเงิน และการลงทุน ของมนุษย์เงินเดือน แต่ในครั้งนี้ เราของแนะนำเทคนิคการบริหารเงินเดือนให้มีเงินเหลือ สำหรับเงินเดือน อย่างที่คุณได้ทราบดีค่ะว่า เป็นเงินที่คุณสามารถได้รับในทุก ๆ เดือน บางคนก็รู้จักวิธีในการบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากบางคนก็ไม่รู้จักวิธีในการบริหารเงินในแต่ละเดือน ทำให้เกิดเป็นปัญหาเฉพาะตัว ที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยได้ค่ะ
ดังนั้น คุณควรที่จะเริ่มมีการวางแผน ในการบริหารเงินเดือนที่คุณได้มาให้มีเหลือและสามารถใช้ภายใน 1 เดือนได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องไปกู้หนี้ ยืมสิ้นของผู้ใด เพียงแค่นี้คุณก็มีชีวิตที่เป็นอิสระทางด้านการเงินแล้วล่ะค่ะ ส่วนเทคนิคในการบริหารเงินของเราในวันนี้ เราของให้คุณศึกษาอย่างตั้งใจ และมีวินัยในการบริหารเงินอย่างเคร่งครังด้วยนะค่ะ
ขั้นตอนในการบริหารเงินเดือน

1. วางแผนก่อนแล้วค่อยใช้เงิน คือการที่คุณเริ่มตั้งเป้าหมายของการใช้เงิน ก่อนที่จะนำเงินส่วนนั้นไปใช้ค่ะ ก่อนอื่นเลยคุณควรเริ่มเปลี่ยนความคิดในตอนแรกที่ว่า การใช้จ่ายก่อน แล้วเหลือเท่าไรค่อยเก็บ นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมากค่ะ เพราะเท่ากับว่า คุณจะไม่เหลือเงินเก็บเลย เพราะในแต่ละวันคุณก็ต้องมีความจำเป็นที่จะใช้จ่ายอย่างแน่นอน เมื่อเห็นเงินในกระเป๋าเหลือ ซึ่งเป็นนิสัยของมนุษย์เราอยู่แล้วค่ะ ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งใช้มากนั่นเอง

การวางแผนให้มีเงินเก็บ เมื่อคุณรับเงินเดือนมา ควรทำการแยกบัญชีให้ชัดเจน เพื่อให้คุณสามารถเก็บเงินจำนวนหนึ่งได้อย่างเต็มที่ค่ะ การแบ่งเงินออกไปตามความจำเป็น คุณสามารถแยกเงินออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ

เริ่มจากส่วนแรก ควรแยกไว้ประมาณ 40% ค่ะสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่น ๆ ที่คุณจำเป็นต้องจ่ายถ้าไม่จ่ายแล้วไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

ส่วนที่ 2 ก็แยกไว้ 40% เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ที่คุณสามารถใช้จ่ายได้ตลอดทั้งเดือนและอีก 20% ที่เหลือ คุณก็เก็บเอาไว้เป็นเงินออมไม่ควรนำมาใช้ คุณสามารถใช้ได้ในอนาคตเท่านั้น หรือไม่ก็นำไปลงทุน ก็จะทำให้เงินส่วนนี้มีเพิ่มมากขึ้น แต่คุณก็ห้ามนำเงินส่วนนี้ไปใช้โดยเด็ดขาดค่ะ ควรมีวินัยในการใช้จ่ายให้มาก ๆ เพื่อจำนวนเงินออมของคุณจะได้เพิ่มพูนขึ้น
2. ไม่ควรมีหนี้ หรือมีหนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ค่ะ เพราะนอกจากการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐแล้ว การไม่มีนี้ก็ถือเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งด้วยค่ะ ผู้ที่ทำงานได้รับเป็นรายเดือนส่วนมากมักเจอกับปัญหาของเงินไม่พอใช้ เมื่อไม่พอใช้แล้วจะหาทางออกโดยการไปกู้หนี้ ยืมสินอีก ก็จะทำให้คุณมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากคุณจะจ่ายเงินต้นคืนให้แล้ว คุณยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มให้เขาไปอีกด้วย นี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่คุณไม่สามารถมีเงินเก็บไปเลยค่ะ แต่หากคุณมีหนี้อยู่แล้ว คุณสามารถที่จะนำเงินที่คุณแยกไว้ใช้ประจำวันมาแยกย่อมเพื่อจ่ายหนี้ส่วนนี้ได้อีกด้วย แต่คุณอาจจะมีเงินใช้ต่อวันน้อยลงตามไปด้วยนะค่ะ
อย่างไรก็ตามการออมเงินของคุณจะสามารถประสบผลสำเร็จได้ก็ขึ้นอยู่กับวินัยส่วนตัวของคุณค่ะ ผู้อื่นไม่สามารถเข้าไปยุ่งหรือวุ่นวายได้ เราได้แค่แนะนำให้ผู้ที่อาจจะไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง แต่คุณจะทำได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองทั้งนั้น เราก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกคนจะสามารถทำได้เหมือนกันค่ะ
หากคุณอ่านขั้นตอนแล้วยังสงสัย ลองมาดูตัวอย่างการบริหารเงินเดือนของเราแล้วกันนะค่ะ เพื่อให้คุณสามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างแรก : คุณได้รับเงินเดือน 15,000 บาท แต่ไม่มีหนี้ เริ่มการแยกบัญชีที่เราได้บอกสัดส่วนไว้ข้างต้น นั้นก็คือ 40:40:20 ค่ะ

• เงินส่วนแรก (15,000 x 0.40) เท่ากับ 6,000 บาท คุณสามารถนำเอาเงินจำนวนนี้ จ่ายสิ่งที่จำเป็นอย่างเช่น ค่าเช่นบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมกันไม่น่าเกิน 5,500 บาท และส่วนที่เหลืออีก 500 บาทก็เป็นค่าโทรศัพท์ เท่านี้ก็น่าจะพอกับการใช้จ่ายสิ่งจำเป็นแล้วล่ะค่ะ

• เงินส่วนที่สอง (15,000 x 0.40) เท่ากับ 6,000 บาทเช่นกัน เป็นเงินที่คุณจะต้องใช้ให้ได้ 30 วัน (6,000 หาร 30) จะได้ 200 บาทต่อวัน คุณไม่ควรใช้เงินเกิน วันละ 200 บาทนะค่ะ เพื่อให้คุณเป็นหนี้เกิดขึ้นนั่นเอง

• เงินส่วนที่เหลืออีก (15,000 x 0.20) เท่ากับ 3,000 บาท นี้เป็นเงินเก็บที่คุณไม่ควรใช้โดยเด็จขาดค่ะ เพราะนี้คือเงินในอนาคตของคุณ หากคุณนำไปลงทุนก็สามารถได้ คุณได้นำส่วนนี้ไปลงทุนเพิ่มเงินขึ้นมาได้อีก (การลงทุนมีความเสี่ยงควรศึกษาก่อนตัดสินใจค่ะ)
เห็นไหมค่ะว่า เพียงแค่คุณมีการวางแผน การบริหารเงินเดือนให้ดี แล้วรับรองได้เลยค่ะว่าคุณจะพบชีวิตที่อิสระทางด้านการเงินอย่างแน่นอน
ตัวอย่างที่สอง : หากคุณได้รับเงินเดือน 15,000 บาท แต่คุณมีหนี้ที่ต้องใช้อีก 5,000 บาท คุณสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนเงินเดือนได้ดังนี้ 40:50:10 ค่ะ

• เงินส่วนแรก ก็เช่นเดิม คือ 40% คุณจะมีเงินในการใช้จ่ายจำเป็นประมาณ 6,000 บาท

• เงินส่วนที่สอง จะมีจำนวนสัดส่วนเพิ่มขึ้นนิดหน่อยค่ะ นั้นก็คือ 50% (15,000 x 0.50) เท่ากับ 7,500 บาทค่ะ (7,500 หาร 30) เท่ากับ 250 บาท คุณสามารถใช้หนี้ได้วันละ 150 บาท ส่วนที่เหลืออีก 100 บาทต่อวัน คุณสามารถนำไปใช้ได้แต่ก็ต้องหักห้ามใจอยู่บ้าง เพื่อให้หนี้ของคุณลดลง ต้องมีความอดทนนะค่ะ

• เงินอีก 10% (15,000 x 0.10) เท่ากับ 1,500 บาท นี้ก็เป็นเงินที่คุณห้ามใช้โดยเด็จขาดเช่นเดียวกันค่ะ แต่หากต้องนำเงินส่วนนี้ไปลงทุน ควรทำการศึกษาการลงทุนให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาของการขาดทุนค่ะ
เพียงเท่านี้คุณก็สามารถบริหารจัดการเงินเดือนที่คุณรับต่อเดือนได้อย่างสบายใจแล้วล่ะค่ะ สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือความมีวินัยในการใช้จ่ายเงินของคุณ ไม่ควรที่จะซื้อของที่ฟุ่มเฟือยไม่มีประโยชน์หรือไม่จำเป็นต้องซื้อ คุณก็จะสามารถมีเงินเก็บได้ตามที่คุณตั้งเป้าเอาไว้แล้วล่ะค่ะ

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ตลาดแรงงานทักษะดิจิทัลร้อนแรง แบงก์พาณิชย์แห่แย่งซื้อตัวกันคึกคัก

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNjkzL21vbjI1MDc1OTEuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNjkzL21vbjI1MDc1OTEuanBn

ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต่างกำลังแสวงหาและแย่งซื้อตัวแรงงานทักษะดิจิทัลกันอย่างคึกคัก ทั้งจากในอุตสาหกรรมธนาคารกันเอง และนอกอุตสาหกรรม เพื่อความอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต่างกำลังแย่งซื้อตัวแรงงานที่มีทักษะด้านเทคนิคดิจิทัลเข้าทำงานกันอย่างคึกคัก ทั้งเสนอค่าตอบแทนสูงกว่าที่ได้รับปัจจุบันไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งมีทั้งบุคลากรภายในธนาคาร ระดับรองผู้จัดการ จนถึงนักศึกษาที่มีความสามารถ ซึ่งบางส่วนออกไปตั้งบริษัทสตาร์ทอัพเอง เป็นต้น

ขณะที่นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัจ เวนเจอร์ส ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารสนับสนุนเงินลงทุนตั้งโรงเรียนพัฒนาบ่มเพาะฟินเทค ประมาณ 350 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินให้เปล่าสำหรับผู้เข้าสมัครอบรมโครงการนี้รายละ 3 แสนบาท และอาจลงทุนกับบริษัทสตาร์ทอัพที่มีอยู่เดิม รายละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อเร่งสร้างและแสวงหาแรงงานทักษะดิจิตัล รองรับงานของธนาคารโดยเฉพาะ

นายวลาดิสลาฟ โซลอดก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กองทุน ไลฟ์ ดอท เซียด้า ในฐานะเวนเจอร์ แคปปิตัล ระดับโลกด้านฟินเทค กล่าวว่า ธนาคารในภูมิภาคเอเชียกำลังตื่นตัวลงทุนสตาร์ทอัพด้านฟินเทค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 จากเวนเจอร์ทุกประเภท โดยเฉพาะจีนลงทุนด้านนี้ประมาณร้อยละ 80

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

ชง ครม.หนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMjEzL21vbjI2MDc1OTIuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAzMjEzL21vbjI2MDc1OTIuanBn

กระทรวงอุตสาหกรรม ชง ครม.พิจารณาแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้นอาจยกเว้นภาษีหากมีการลงทุนประกอบหรือผลิตชิ้นส่วนในไทย ด้านอนุกรรมการค่าไฟฟ้ารถยนต์ไฟฟ้า นัดประชุมก่อนเคาะอัตราค่าไฟฟ้าภาคขนส่ง ส.ค.นี้

ขณะเดียวกันนายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีวันนี้ (26 ก.ค.59) เตรียมพิจารณาแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากเห็นชอบต้องให้กระทรวงการคลังและบีโอไอ กำหนดนโยบายภาษีและแนวทางส่งเสริมการลงทุน เบื้องต้น อาจยกเว้นภาษีหากลงทุนประกอบหรือผลิตชิ้นส่วนในไทย

คาดอาจเห็นกรอบการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนภายในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่อนุกรรมการค่าไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า นัดประชุมเดือนนี้ เพื่อสรุปผลในเดือนสิงหาคม ก่อนประกาศราคาค่าไฟฟ้าภาคขนส่ง คาดอยู่ที่เฉลี่ย 2-5 บาทต่อหน่วย

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ทำไมจึงควรสมัครบัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำในบัญชี

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyMzIzL21vbmV5aHViMjMwNzU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyMzIzL21vbmV5aHViMjMwNzU5LmpwZw==

บัตรเครดิตในปัจจุบันที่แต่ละธนาคารออกมามีหลายแบบหลายประเภทให้ลูกค้าเลือกสมัครใช้กันได้ตามความชอบหรือตามสไตล์ของลูกค้า ในปัจจุบันธนาคารได้ออกบัตรเครดิตอีกประเภทหนึ่ง นั่นก็คือ บัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำในบัญชีให้ลูกค้าได้สามารถเลือกสมัครได้ด้วยเช่นกัน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักบัตรเครดิตประเภทมีเงินค้ำในบัญชีกัน
บัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำประกัน

ตามชื่อบัตรเครดิตประเภทนี้บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นบัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำในบัญชี หมายความว่าลูกค้าที่ต้องการสมัครบัตรเครดิตประเภทนี้จะต้องมีเงินฝากในบัญชีเพื่อนำมาค้ำประกันวงเงินของบัตรเครดิตด้วย หลักฐานบัญชีธนาคารที่มียอดเงินฝากถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ธนาคารต้องการจากผู้สมัครบัตรเครดิตประเภทนี้ บัญชีธนาคารจะเป็นบัญชีประเภทใดก็ได้ เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ ลูกค้าสามารถนำมาใช้เพื่อสมัครได้หมดทุกประเภท

เมื่อธนาคารอนุมัติบัตร ธนาคารจะเก็บสมุดบัญชีที่ใช้ค้ำประกันบัตรเครดิตของเราไว้ จากนั้นธนาคารจะส่งเพียงสำเนาของหน้าบัญชีกลับมาให้เราเก็บไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น เท่ากับว่าเราไม่สามารถเบิกถอนเงินสดจากบัญชีนั้นมาใช้ได้ แต่บัญชีเงินฝากนั้นก็จะได้รับดอกเบี้ยตามปกติ สำหรับวงเงินบัตรเครดิตที่จะได้รับอนุมัติก็ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละธนาคาร บางธนาคารก็ให้สูงสุดถึง 100% ของจำนวนเงินฝากที่ค้ำประกัน นี่เป็นข้อแตกต่างข้อสำคัญของบัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำในบัญชีกับบัตรเครดิตแบบปกติทั่วไป
เหตุผลและความจำเป็นของการใช้บัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำประกัน

บางคนมีข้อสงสัยว่าในเมื่อเราต้องมีเงินฝากอยู่ในบัญชีอยู่แล้ว แล้วทำไมเราถึงต้องใช้บัตรเครดิตอีก แล้วจะสามารถใช้เงินในบัญชีนั้นไปใช้จ่ายเลยได้หรือไม่ คำตอบก็คือได้ แต่มีเหตุผลความจำเป็นที่มากกว่าแค่เรื่องการมีเงินไว้ใช้จ่ายเท่านั้นในการสมัครบัตรเครดิตประเภทนี้

โดยก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โดยปกติหากเป็นไปได้ลูกค้าจะเลือกสมัครบัตรเครดิตแบบปกติ เพราะบัตรเครดิตแบบปกติเป็นบัตรที่ธนาคารอนุมัติวงเงินให้กับลูกค้าเพื่อสามารถใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยมีช่วงเวลาปลอดดอกเบี้ย นั่นหมายความว่าเมื่อลูกค้ามีการใช้เงินตามวงเงินบัตรและลูกค้าสามารถชำระเงินคืนภายในวันที่กำหนดโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีอะไรค้ำประกันด้วย เพราะบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อประเภทที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

แต่ขั้นตอนการอนุมัติบัตรเครดิตแบบปกตินั้นทางธนาคารจะต้องพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยพิจารณาจากฐานเงินเดือน ประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโร ภาระหนี้ที่มีอยู่ เป็นต้น
จึงมีความเป็นไปได้ที่ใบสมัครบัตรเครดิตของลูกค้าจะไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากธนาคารพิจารณาแล้วยังสงสัยหรือมีความไม่มั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ซึ่งนโยบายในการอนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิตนี้ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร หรือลูกค้าบางคนเป็นลูกค้าใหม่เพิ่งสมัครบัตรเครดิตเป็นครั้งแรก ไม่มีเคยมีประวัติสินเชื่ออยู่ในเครดิตบูโรเลย

ธนาคารบางแห่งก็มีนโยบายไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้เช่นกัน ทางเลือกของลูกค้าที่ถูกปฏิเสธการอนุมัติบัตรเครดิตแบบปกติก็คือสามารถสมัครบัตรเครดิตแบบมีเงินฝากค้ำประกันได้ เนื่องจากสมัครได้ง่ายกว่าเพียงมีเงินฝากตามกำหนดมากน้อยขึ้นอยู่กับวงเงินบัตรเครดิตที่เราต้องการได้รับ ส่งเรื่องให้กับทางธนาคาร ลูกค้าก็สามารถได้รับอนุมัติมีบัตรเครดิตมาใช้งานได้แล้ว

บางคนมีความต้องการใช้บัตรเครดิตไม่ใช่เพื่อใช้เป็นสินเชื่อหรือต้องการเป็นหนี้เพราะไม่มีเงิน แต่ต้องการใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกไม่ต้องพกพาเงินสดเป็นจำนวนมาก ๆ บางคนก็ต้องการสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่หากจ่ายด้วยเงินสดจะไม่ได้รับ ทั้งเรื่องส่วนลด โปรแกรมเงินผ่อน 0% เงินคืน คะแนนสะสม ฯลฯ

นอกจากนั้นการซื้อสินค้าและบริการในปัจจุบันการมีบัตรเครดิตก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้การชำระเงินสะดวกมากขึ้น เช่น การซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ การจองตั๋วหนังออนไลน์ การจองตั๋วเครื่องบินหรือจองโรงแรมผ่านหน้าเว็บไซด์ เป็นต้น เหตุผลความจำเป็นต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้คนอยากได้บัตรเครดิตมาใช้กัน แม้สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านก็เลือกที่จะสมัครบัตรเครดิตแบบต้องใช้เงินฝากค้ำประกันแทน
โดยสรุปเหตุผลของการใช้บัตรเครดิตแบบมีเงินฝากค้ำประกันมีดังนี้

• ต้องการความสะดวกสบายจากการใช้บัตรเครดิต ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก
• ต้องการส่วนลดจากร้านค้าที่ร่วมรายการ เช่น เมื่อไปช้อปปิ้งหรือรับประทานอาหาร เป็นต้น
• ต้องการเงินคืนจากโปรโมชั่นต่าง ๆ เช่น เงินคืนเมื่อเติมน้ำมัน เงินคืนเมื่อช้อปสินค้าครบตามกำหนด เป็นต้น
• ต้องการสิทธิประโยชน์คะแนนสะสมในบัตรเครดิต เพื่อแลกของรางวัลหรือเปลี่ยนเป็นเงินคืน
• ต้องการใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่ไม่รับเงินสด เช่น ทางออนไลน์ จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วหนัง ซื้อสินค้า เป็นต้น
• เหมาะกับคนที่สมัครบัตรเครดิตแบบปกติแล้วไม่ผ่าน เช่น คนทำงานที่มีอาชีพอิสระ มีรายได้เป็นเงินสด หรือคุณสมบัติไม่ได้ตามเกณฑ์สมัครบัตรเครดิตแบบปกติ เป็นต้น
• เหมาะกับคนต้องการเริ่มสร้างเครดิตของตัวเองในระบบ เพื่อที่จะมีประวัติที่ธนาคารสามารถตรวจสอบได้ เป็นประโยชน์กับการขอสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต
สำหรับลูกค้าที่สมัครบัตรเครดิตแบบมีเงินค้ำประกัน เมื่อสมัครและใช้งานไปช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากเรามีเครดิตและมีประวัติแล้ว ภายหลังเมื่อสมัครบัตรเครดิตแบบปกติก็จะทำได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้นด้วย ทีนี้เราก็รู้จักบัตรเครดิตประเภทนี้กันมากขึ้น หลายคนที่รู้ว่ามีบัตรเครดิตแบบใช้เงินฝากค้ำประกันได้และมีความสนใจอยากสมัครก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารทุกแห่ง

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

หยุดชำระหนี้บัตรเครดิต มีผลต่อเครดิตบูโรหรือไม่ ?

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNzY1L21vbmV5aHViMjUwNzU5LmpwZw==

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNzY1L21vbmV5aHViMjUwNzU5LmpwZw==

สำหรับคนที่ทำบัตรเครดิตแล้วขาดวินัย ที่มักจะใช้จ่ายเกินความสามารถของตนเอง ทำให้การชำระค่าบัตรเครดิตในแต่ละเดือนไม่เพียงพอและต้องจ่ายขั้นต่ำ จนถึงการหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต ไปเลยก็มี เพราะเหตุนี้จึงทำให้ไปสู่หนทางแห่งการเป็นหนี้บัตรเครดิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้บัตรเครดิตได้ ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แถมเงินต้นก็สะสมเพิ่มขึ้น แค่เพียงเงินเดือนจะมาปิดหนี้ก็ยังไม่เพียงพอ แม้จะชำระขั้นต่ำไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่หมด จึงตัดสินใจไม่ชำระ ซึ่งเป็นการ หยุดชำระหนี้บัตรเครดิต นั่นเอง

การตัดสินใจหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต เป็นผลดีหรือไม่ ?

ในสังคมไทยการเป็นหนี้บัตรเครดิต ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์ให้กับผู้คนจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่ผู้คนเหล่านี้ก็รู้กฎ และกติกา มารยาทต่างๆ ในการใช้บัตรเครดิต แต่ก็ยังเผลอและอดใจไม่ไหวที่จะใช้จ่ายเกินเงิน การตัดสินใจหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต สามารถทำได้ในกรณีที่ไม่สามารถหาเงินมาปิดหนี้ได้ แต่อย่างพึ่งดีใจ เพราะสิ่งที่คุณจะต้องเจอ คือ ทางสถาบันการเงินจะเริ่มทำการส่งจดหมายแจ้งเตือนให้ลูกหนี้ ได้ทำการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และหากลูกหนี้ยังนิ่งเฉย โดยที่ไม่สะทกสะท้าน ทางสถาบันการเงินก็จะทำการจำหน่ายเรื่องออกไปที่สำนักงานกฎหมาย เพื่อทำการดำเนินการทางกฎหมาย

และเมื่อเรื่องไปถึงฝ่ายกฎหมาย แน่นอนว่าคุณกำลังจะตกที่นั่งลำบาก เพราะ หน้าที่ของฝ่ายกฎหมาย คือ ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้เร็วที่สุด และเมื่อเรื่องถึงศาล ศาลก็จะบังคับให้คุณชำระหนี้ ซึ่งในจังหวะนี้คุณอาจจะลองขอประนอมหนี้ ด้วยการชำระเป็นงวดๆ แต่หากคุณไม่สามารถนำเงินมาชำระได้ แม้จะได้รับการผ่อนปรน ทางสถาบันการเงินก็อาจจะมีการยึดทรัพย์ของคุณและจัดการนำไปขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้

ผลเสียของการหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต

การตัดสินใจหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต คือการที่คุณ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เพราะ ไม่มีจะจ่ายจริงๆ ซึ่งในหลักของความเป็นจริงแล้ว สถาบันการเงินเองก็เหมือนกับว่าได้ให้เงินคุณไปใช้จ่ายก่อนล่วงหน้า หน้าที่ของผู้ใช้บัตรเครดิต ก็คือต้องชำระคืนตามระยะเวลาที่สถาบันการเงินได้กำหนด หากล่าช้ากว่าที่กำหนด สถาบันการเงินก็จะคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่ได้แจ้งไว้ตั้งแต่เริ่มสมัคร คุณไม่ต้องมาโวยวายว่าสถาบันการเงินโหด คิดดอก เบี้ยแพง เพราะก่อนที่คุณจะโวยวายควรกลับไปอ่านเงื่อนไขให้ชัดเจน ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเป็นหนี้ และต้องหาเงินมาจ่าย อย่าปล่อยให้ดอกเบี้ยบานปลายเกินแก้ไข

การเป็นหนี้เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก แต่เมื่อเป็นหนี้แล้ว ลองไปเจรจากับทางสถาบันการเงิน เพื่อหาแนวทางแก้ไข ซึ่งทางสถาบันการเงินยินดีที่จะช่วยเหลือคุณอยู่แล้ว เพียงแต่คุณอย่าหนีหนี้ หรือหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย อย่างน้อยก็การทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต ที่คุณอาจเสียโอกาสแบบน่าเสียดาย

หยุดชำระหนี้บัตรเครดิตอย่างไร ไม่ให้เสียเครดิต

หลายคนไม่กล้าหยุดชำระหนี้บัตรเครดิต ทั้ง ๆ ที่เห็นว่าถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงผิดปกติ เพราะกลัวว่าข้อมูลจะไปแสดงที่เครดิตบูโร ทำให้กลายเป็นเครดิตไม่ดี จนไม่สามารถไปทำธุรกรรมร่วมกับสถาบันการเงินอื่น ๆ ได้ การพบความผิดปกติ จ่ายเงินคืนไปเท่าไหร่เป็นแต่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เงินต้นแทบไม่หด ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าบริษัทสินเชื่อเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงผิดปกติ หลายคนอาจยอมทนก้มหน้าชำระหนี้ต่อไปเพราะกลัวว่าข้อมูลการขาดชำระหนี้จะไปแสดงที่เครดิตบูโร จนไม่สามารถทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินอื่น ๆ ได้ แต่มีบางคนที่จะหยุดชำระหนี้ และไม่หวั่นเกรงในปัญหากับเครดิตบูโร เพราะไม่ใช่คนโกง

แนะนำลูกหนี้หยุดชำระหนี้บัตรเครดิต หากรู้ว่าเป็นหนี้จำนวนมาก

การที่จะไปกู้สถาบันการเงินอะไรนั้นต้องดูให้ดีก่อน อ่านให้ดี และตรวจเอกสารให้เรียบร้อย หรืออ่านให้ฟังก็ได้หากว่าอ่านไม่ออก ให้เขาคำนวณให้ดูก่อน เพราะว่าตอนนี้สถาบันแต่ละสถาบันจะมีการคำนวณไม่เหมือนกัน ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน ก็ให้เขาคำนวณให้ดูตั้งแต่ต้นเลย จะได้ไม่ผิดพลาด แต่ถ้าคุณพลาดไปแล้วให้หยุดชำระหนี้บัตรเครดิตและไม่ต้องตกใจในคำขู่ และถ้ามีใครมายึดอะไรที่บ้านสามารถแจ้งตำรวจจับได้ทันที ไม่ต้องไปกลัวพวกนี้ก็แค่คนทวงหนี้ธรรมดา และก็ไม่ต้องไปด่า เพราะเขาก็ทำตามหน้าที่ของเขา ที่ต้องมาทวงหนี้เพราะกินเงินเดือน

หากรู้ว่าเป็นหนี้จำนวนมากหยุดชำระหนี้บัตรเครดิตทันที

รอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาให้เสร็จ หากรู้ว่าเป็นหนี้จำนวนมากหยุดชำระหนี้บัตรเครดิตทันที โดยใช้เวลาช่วงนี้เก็บเงินไว้ชำระหนี้ทีหลัง มีลูกหนี้ที่มีปัญหา เรื่องหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สินเชื่อบุคคล ที่มักได้รับการแนะนำว่า หากมีปัญหาหนี้บัตรเครดิตหลายใบ และมีปัญหาในเรื่องการผ่อนชำระ โดยปัญหาค่อนข้างวิกฤติ และหากยังชำระต่อไป ต้องประสบปัญหาต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งอาจจะต้องใช้วิธีการหมุนเวียนไปกดเงินจากบัตรเครดิตใบอื่นมาจ่าย เพราะยังห่วงเรื่องเครดิตของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางไม่ถูกต้อง
แนวทางที่ดีที่สุดคือ หากปัญหาหนี้ไม่มาก ให้เลือกชำระขั้นวงเงินขั้นต่ำก่อน หากภาระหนี้จำนวนมากแนะนำให้หยุดชำระหนี้บัตรเครดิตทันที เพื่อรอให้ศาลเป็นผู้พิจารณา โดยจะใช้เวลาอีก 4-5 เดือน เพื่อใช้เวลาในช่วงดังกล่าวเก็บเงินเป็นกองทุนเพื่อรอชำระหนี้บัตรเครดิตต่าง ๆ ภายหลัง ลูกหนี้ที่หยุดชำระหนี้บัตรเครดิต ระยะเวลาฟ้องร้องที่เจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิในการฟ้องร้อง คือหากเป็นหนี้บัตรเครดิต ระยะเวลา 2 ปี และหนี้สินเชื่อบุคคล 5 ปี หนี้ระหว่างบุคคลทั่วไป 10 ปี

สำหรับการยึดทรัพย์นั้น ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มูลค่ารวมกัน 50,000 บาทแรก แต่ห้ามเจ้าหนี้ยึด โต๊ะรับประทานอาหาร เก้าอี้ เครื่องครัว โทรทัศน์แต่หากเป็นเครื่องประดับอย่าง สร้อย แหวน นาฬิกา สามารถยึดได้ ส่วนกรณีลูกหนี้มีเงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน ก็ห้ามเจ้าหนี้ทำการอายัด แต่ภาระหนี้ไม่ได้หมดไป เพียงแต่ว่าให้ชะลอไว้ก่อน หากลูกหนี้เป็นข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำส่วนราชการ ก็ห้ามเจ้าหนี้อายัดเงินเดือนเช่นกัน

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

ตลท.เชื่อกองทรัสต์ช่วยSMEsได้กว่า100บริษัท

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNzQ1LzcxNjAyNC0wMS5qcGc=

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNzQ1LzcxNjAyNC0wMS5qcGc=

ตลาดหลักทรัพย์ เชื่อการจัดตั้งกองทรัสต์ จะเป็นแหล่งเงินทุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ได้กว่า 100 บริษัท

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า การสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs เป็นหนึ่งในภารกิจหลัก เพื่อให้การสนับสนุนด้านเงินทุนให้แก่ธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ ผ่านการร่วมลงทุนใน Private Equity Trust ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะร่วมลงทุนกับกองทรัสต์ ที่จัดตั้งขึ้นจำนวน 200 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนในด้านอื่น ๆ เพื่อให้การดำเนินของ กองทรัสต์สำเร็จตามวัตถุประสงค์ โดยเชื่อว่า กองทุนดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นเงินทุนให้แก่บริษัทได้กว่า 100 บริษัท

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีเป้าหมายที่จะเห็นตลาดหุ้นไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทย จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพบริษัทจดทะเบียน รวมถึงต้องสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทก่อนที่จะจดทะเบียนควบคู่กันไปด้วย

 

ขอบคุณที่มา     http://money.sanook.com/

เปิดขายพันธบัตรรัฐบาลกว่า 1 เดือน ขายได้ 86%

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNzQxL21vbjI1MDc1OTIuanBn

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvODAvNDAyNzQxL21vbjI1MDc1OTIuanBn

เปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล เดือนกว่า ขายได้ 86% ประชาชนสนใจซื้อได้ถึง ส.ค.นี้หรือจนกว่าจะเต็มวงเงิน 20,000 ล้านบาท

ความคืบหน้าจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ 2559 ครั้งที่ 2 วงเงิน 20,000 ล้านบาท เปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม – 22 กรกฎาคม 2559 ที่ธนาคาร 4 แห่ง ได้แก่ กรุงไทย,กรุงเทพ,ไทยพาณิชย์และกสิกรไทย ทั่วประเทศ มียอดจำหน่ายรวม 17,123 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86

สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ มีอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 อยู่ที่ร้อยละ 1.75 ต่อปี และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.50 และรุ่นอายุ 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 – 5 อยู่ที่ร้อยละ 2.25 ต่อปี และเพิ่มขึ้นอีก ร้อยละ 0.75 ผู้สนใจซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ที่ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารตู้เอทีเอ็ม ถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้หรือจนกว่าจะครบวงเงิน

 

ขอบคุณที่มา      http://money.sanook.com/

1 2 3 62